/music/.mp3 http://www.watkaokrailas.com
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com

 หน้าแรก

 บทความ

 เว็บบอร์ด

 รวมรูปภาพ

 พระบรมสารีริกธาตุ

 โจโฉ รวมเสียงธรรม

 เฟสบุ๊ค

 ติดต่อเรา-แผนที่

ข้อปฏิบัติยิ่ง โดย..ปุสฺโส(เส็ง)

ข้อปฏิบัติยิ่ง โดย..ปุสฺโส(เส็ง)

กรรม ๑๒ ประเภท

(กดลิงค์บน)






*กรรม ๑๒ ประเภท


(จาก...หนังสือวิสุทธิมรรค แต่งโดยพระพุทธโฆษาจารย์ พระเถระชาวอินเดีย แบ่งกรรมไว้ ๑๒ ประเภท)


*กรรมให้ผลตามกาลเวลา


---๑.ทิฏฐธัมมเวทนียกรรม          กรรมให้ผลในชาตินี้


---๒.อุปปัชชเวทนียกรรม          กรรมให้ผลในชาติหน้า


---๓.อปราปริยเวทนียกรรม          กรรมให้ผลในชาติต่อ ๆ ไป


---๔.อโหสิกรรม          กรรมที่เลิกให้ผล คือ ให้ผลเสร็จไปแล้ว หรือหมดโอกาสที่จะให้ผลต่อไป

 
*กรรมให้ผลตามหน้าที่


---๕.ชนกกรรม          กรรมที่แต่งมาดีหรือชั่ว


---๖.อุปตถัมภกกรรม          กรรมที่สนับสนุน คือ ถ้ากรรมเดิมหรือชนกกรรมแต่งดีส่งให้ดียิ่งขึ้น กรรมเดิมแต่งให้ชั่วก็ส่งให้ชั่วยิ่งขึ้น


---๗.อุปปีฬกกรรม          กรรมบีบคั้นหรือขัดขวาง กรรมเดิมคอยเบียดเบียนชนกกรรม เช่น เดิมแต่งมาดีเบียดเบียนให้ชั่ว เดิมแต่งมาชั่วเบียดเบียนให้ดี


---๘.อุปฆาตกกรรม          กรรมตัดรอน  เป็นกรรมพลิกหน้ามือเป็นหลังมือ เช่น เดิมชนกกรรมแต่งไว้ดีเลิศ   กลับทีเดียวลงเป็นขอทานหรือตายไปเลย หรือเดิมชนกกรรมแต่งไว้เลวมากกลับทีเดียวเป็นพระราชาหรือมหาเศรษฐี



*กรรมให้ผลตามความหนักเบา


---๙.ครุกรรม  กรรมหนัก กรรมฝ่ายดี เช่น ทำสมาธิจนได้ฌาณ กรรมฝ่ายชั่ว เช่น ทำอนันตริยกรรม   มีฆ่าบิดา มารดา เป็นต้น เป็นกรรมที่จะให้ผลโดยไม่มีกรรมอื่นมาขวางหรือกั้นได้


---๑๐.พหุลกรรม  /   อาจิณณกรรม   กรรมที่ทำจนชิน


---๑๑.อาสันนกรรม    กรรมที่ทำเมื่อใกล้ตาย หรือที่เอาจิตใจในเวลาใกล้ตาย อาสันนกรรมย่อมส่งผลให้ไปสู๋ที่ดีหรือชั่วได้ เปรียบเหมือนโคแก่ที่อยู่ปากคอก แม้แรงจะน้อย แต่เมื่อเปิดคอกก็ออกได้ก่อน


---๑๒.กตัตตากรรม    กรรมสักแต่ว่าทำ คือ เจตนาไม่สมบูรณ์อาจจะทำด้วยความประมาท หรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์ แต่ก็อาจส่งผลดีร้ายให้ได้เหมือนกันในเมื่อไม่มีกรรมอื่นจะให้ผลแล้ว


(จาก มโนรถปูรณี อรรถกถาอังคุตตรนิกาย ภาค ๒ หน้า ๑๓๑, วิสุทธิมรรคปัญญานิทเทส หน้า ๒๒๓ วศ. และทิพยอำนาจ โดยพระอริยคุณาธาร [เส็ง ปุสฺโส])


*กรรมจัดตามหน้าที่ มี ๔ 


---๑.ชนกกรรม - กรรมที่ก่อให้เกิด หรือส่งให้เกิดในกำเนิดต่างๆ เปรียบเสมือนมารดาของทารก ชนกกรรมนี้เป็นผลของอาจิณกรรมบ้าง  ของอาสันนกรรมบ้าง


*กรรมที่สามารถแต่งกำเนิดของสัตว์ในไตรโลก มี ๔ คือ


---(๑)ชลาพุชะ  เกิดจากน้ำสัมภวะของมารดาบิดาผสมกัน


---เกิดเป็นสัตว์ในครรภ์ แล้วคลอดออกมาเป็นเด็ก แล้วค่อยเจริญเติบโตขึ้นโดยลำดับกาล ฝ่ายดีได้แก่กำเนิด      มนุษย์ ฝ่ายไม่ดีได้แก่กำเนิดดิรัจฉานบางจำพวก

 
---(๒)อัณฑชะ  เกิดเป็นฟองไข่ก่อน แล้วจึงเกิดเป็นตัว  


---ออกจากกะเปาะฟองไข่ แล้วเจริญเติบโตโดยลำดับกาล ฝ่ายดีได้แก่กำเนิดดิรัจฉานมีฤทธิ์ เช่น นาค ครุฑ ประเภทอัณฑชะฝ่ายชั่วได้แก่กำเนิดดิรัจฉาน เช่น นกสามัญทั่วไป ฯลฯ

 
---(๓)สังเสทชะ เกิดจากสิ่งโสโครกเหงื่อไคล  


---ฝ่ายดีเช่น นาค และครุฑ ประเภทสังเสทชะฝ่ายชั่ว เช่น กิมิชาติ มีหนอน ที่เกิดจากน้ำครำ เป็นต้น และเรือด ไร หมัด เล็น ที่เกิดจากเหงื่อไคลหมักหมม เป็นต้น


---(๔)อุปปาติกะ เกิดผุดขึ้นเป็นวิญญูชน 


---ฝ่ายดีเช่น เทพเจ้า ฝ่ายชั่วเช่น สัตว์นรก เปรต อสุรกาย กรรมดีแต่งกำเนิดดี กรรมชั่วแต่งกำเนิดชั่ว นี้เป็นกฎแห่งกรรมที่ตายตัว ไม่เปลี่ยนแปลงเป็นอื่นไป


---๒.อุปถัมภกกรรม - กรรมอุปถัมภ์ เป็นเสมือนพี่เลี้ยงนางนม มีทั้งฝ่ายดีและฝ่ายไม่ดี


---เป็นกรรมที่คอยสนับสนุนกรรมอื่น ซึ่งเป็นฝ่ายเดียวกัน กรรมดีสนับสนุนกรรมดี กรรมชั่วสนับสนุนกรรมชั่ว เช่น กรรมดีแต่งกำเนิดดีแล้ว กรรมดีอื่นๆ ก็ตามมาอุดหนุนส่งเสริมให้ได้รับความสุขความเจริญยิ่งขึ้น กรรมชั่วแต่งกำเนิดทรามแล้ว กรรมชั่วอื่นๆ ก็ตามมาอุดหนุนส่งเสริมให้ได้รับทุกข์เดือดร้อนในกำเนิดนั้นยิ่งๆ ขึ้น หาตัวอย่างที่เป็นจริงมาแสดงไม่ได้


---๓.อุปปีฬกกรรม - กรรมบีบคั้น มีหน้าที่บีบคั้นกรรมดีหรือชั่วให้เพลาลง


---เป็นกรรมที่เป็นปฏิปักษ์กับกรรมอื่นที่ต่างฝ่ายกับตน คอยเบียดเบียนทำให้ฝ่ายตรงข้ามมีกำลังอ่อนลง ให้ผลไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย เช่นกรรมดีแต่งกำเนิดเป็นมนุษย์ แล้วกรรมชั่วเข้ามาขัดขวาง รอนอำนาจของกรรมดีนั้นลง ทำให้เป็นมนุษย์ที่ไม่สมบูรณ์ หรือขาดความสุขในความเป็นมนุษย์ ที่ควรจะได้ไป ในฝ่ายชั่วก็นัยเดียวกัน เช่น กรรมชั่วแต่งกำเนิดทรามแล้ว กรรมดีเข้ามาขัด ถึงเป็นสัตว์ ก็มีผู้เมตตากรุณาเลี้ยงดูมิให้ได้ความลำบาก เป็นต้น.


---๔.อุปฆาตกรรม หรือ อุปัจเฉทกกรรม - กรรมตัดรอน มีหน้าที่ตัดรอนกรรมทั้งฝ่ายกุศลและอกุศล


---เป็นกรรมที่เป็นปฏิปักษ์กับกรรมอื่น ที่ต่างฝ่ายกับตน เช่นข้อก่อน (อุปปีฬกกรรม) แต่มีกำลังแรงกว่า สามารถเข้ากำจัดกรรมอันเป็นปฏิปักษ์ให้ขาดสะบั้นลง มิให้อำนวยผลสืบไปแล้วตนเข้าแทนที่ให้ผลเสียเอง


---ตัวอย่างในฝ่ายอกุศล เช่น กรรมดีแต่งกำเนิดในมนุษย์มาแล้ว กรรมฝ่ายชั่วที่มีกำลังเข้าสังหาร เช่น ไปทำกรรมร้ายแรงในปัจจุบัน หรือกรรมชั่วร้ายแรงในอดีตตามมาทันเข้าให้ผลแทนที่ คนนั้นเสียความเป็นมนุษย์ไปในทันทีทันใด กลายร่างไปเป็นยักษ์หรือดิรัจฉานไปเลย หรือเพศเปลี่ยนไป เช่น เดิมเป็นบุรุษเพศ กลายเป็นสตรีเพศไป ดังโสเรยเศรษฐีบุตร


---ฉะนั้น ในฝ่ายกุศล กรรมชั่วแต่งกำเนิดทรามแล้ว กรรมดีเข้าสังหาร กำลังของกรรมทรามนั้นให้สิ้นกระแสลงแล้วเข้าแทนที่ ให้ผลเสียเอง เช่น เปรตได้รับส่วนบุญ แล้วพ้นภาวะเปรต กลายเป็นเทวดาทันทีทันใด เป็นต้น.


*กรรมจัดตามแรงหนักเบา มี ๔


---๑.ครุกรรม - กรรมหนัก


---ฝ่ายดี  หมายถึง ฌาน วิปัสสนา มรรคผล ฝ่ายชั่ว หมายถึง อนันตริยกรรม ๕ คือ ฆ่ามารดา, ฆ่าบิดา, ฆ่าพระอรหันต์, ทำพระพุทธเจ้าให้ห้อโลหิต, ทำสงฆ์ผู้สามัคคีกันให้แตกกัน


---บุคคลจะทำกรรมชั่วมามากมายสักเพียงไรก็ตาม ถ้ารู้สึกสำนึกตัวแล้ว กลับตัวทำความดี มีความสามารถทำใจให้สงบ เป็นสมาธิ และเป็นฌานสมาบัติได้แล้ว กรรมนี้จะแสดงผลเรื่อยๆ ไป ตั้งแต่บัดนั้นจนกว่าจะสิ้นกระแสลง กรรมอื่นๆ จึงจะได้ช่องให้ผล


---บุคคลทำกรรมดีไว้มากมายแล้ว สมควรจะได้มรรคผลขั้นใดขั้นหนึ่งในชาติปัจจุบัน แต่ไปเสวนะกับคนพาลเกิดประมาท ทำความชั่วร้ายแรงขึ้น เช่น ฆ่าพระอรหันต์ ฆ่ามารดาบิดา เป็นต้น กรรมนี้จะเข้าให้ผลทันทีทันใด อุปนิสัยแห่งมรรคผลก็เป็นอันพับไป ต้องเสวยผลกรรมชั่วนั้นไปจนกว่าจะสิ้นกำลัง กรรมอื่นๆ จึงจะมีช่องให้ผลสืบไป


---๒.อาจิณณกรรม หรือ พหุลกรรม - กรรมที่ทำจนเคยชิน หรือ ทำมาก ทำสม่ำเสมอ


---กรรมนี้จะให้ผลยั่งยืนมาก เป็นกรรมที่ทำมากจนชิน เป็นอาจิณ เป็นกรรมหนักรองครุกรรมลงมา สามารถให้ผลก่อนกรรมอื่นๆ


---ในเมื่อไม่มีครุกรรม เช่น บุคคลบำเพ็ญทาน หรือรักษาศีล หรือ เจริญภาวนา มีเมตตาภาวนา เป็นต้น เป็นอาจิณ แต่ไม่ถึงกับได้ฌานสมาบัติ กรรมดีนี้จะเป็นปัจจัยมีกำลังในจิตอยู่เสมอ สามารถให้ผลสืบเนื่องไปนาน ถ้าบุคคลผู้นั้นไม่ประมาทในชาติต่อๆ ไป ทำเพิ่มเติมเป็นอาจิณอยู่เรื่อยๆ กรรมดีก็จะให้ผลทวีและสืบเนื่องเรื่อยๆ ตัดโอกาสของกรรมอื่นๆ เสียได้


---ในฝ่ายอกุศลก็นัยเดียวกัน เช่น พรานเนื้อ หรือชาวประมงทำปาณาติบาตเป็นนิตย์ ถึงแม้ไม่หนักหนาเท่าครุกรรม แต่เพราะเป็นกรรมติดเนื่องกับสันดานมาก จึงสามารถอำนวยผลได้ ท่านยกตัวอย่าง เช่น คนฆ่าโคขายเนื้อทุกวัน เวลาจะตายร้องอย่างโค พอสิ้นใจก็ไปนรกทันที คนฆ่าสุกรขายเป็นอาชีพ เวลาจะตายร้องอย่างสุกร พอขาดใจก็ไปนรกเช่นเดียวกัน


---๓.อาสันนกรรม - กรรมที่บุคคลทำเมื่อจวนสิ้นชีวิต


---มีอานุภาพให้บุคคลไปสู่สุคติหรืออทุคติได้ ถ้าเขาหน่วงเอากรรมนั้นเป็นอารมณ์เมื่อจวนตาย   

 

---เป็นกรรมที่ทำเวลาใกล้ตาย แม้จะมีกำลังเพลาก็ได้ช่องให้ผลก่อนกรรมอื่น ในเมื่อไม่มีครุกรรม และ พหุลกรรม


---ตัวอย่างในฝ่ายดี เช่น พวกสำเภาแตก ได้สมาทานศีลก่อนหน้ามรณะเพียงเล็กน้อย ตายแล้วได้ไปเกิดในสวรรค์ มีนามว่า สตุลลปายิกาเทวา


---ในฝ่ายอกุศล เช่น ภิกษุรูปหนึ่งในพระศาสนาของพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า ต้องอาบัติเพราะพรากภูตคาม คือทำใบตะไคร่น้ำขาด ประมาทว่าเป็นอาบัติเล็กน้อย ไม่แสดงทันที ต่อมาไม่นาน เกิดอาพาธ พอใกล้มรณะก็นึกขึ้นได้ว่า ตนมีอาบัติติดตัวจะแสดงก็หาภิกษุรับแสดงไม่ได้ เสียใจตายไป ได้ไปเกิด ในกำเนิดนาค มาในพุทธกาลนี้ได้ฟังพระธรรมเทศนา และตั้งอยู่ในพระไตรสรณคมน์ ถ้ามิใช่เพราะอยู่ในกำเนิดดิรัจฉานแล้วจะบรรลุภูมิพระโสดาบัน ในครั้งฟังพระธรรมเทศนานั้นทีเดียว เพราะมีกุศลได้สั่งสมมามากพอสมควร
ในคราวประพฤติพรหมจรรย์ในพระศาสนาของพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า


---อีกเรื่อง พระนางมัลลิกาเทวี มเหสีของพระเจ้าปัสเสนทิโกศล เป็นคนมีศรัทธาในพระศาสนาของพระบรมศาสดา   ต่อมาพลั้งพลาดในศีลธรรมเล็กน้อย พระสวามีต่อว่า กลับโกหกและหาอุบายลวงและด่าพระสวามีด้วย ต่อมามินานเกิดประชวร ทิวงคตได้ไปสู่นรกถึง ๗ วัน จึงได้ไปสวรรค์ อาสันนกรรมสำคัญเช่นนี้ คนโบราณจึงนิยมให้พระไปให้ศีลคนป่วยหนัก หรือบอกพระอรหังให้บริกรรม เพื่อช่วยให้ได้ไปสู่สุคติบ้าง.


---๔.กตัตตากรรม หรือ กตัตตาวาปนกรรม - กรรมสักแต่ว่าทำ คือ ทำโดยไม่เจตนา


---เป็นกรรมที่เพลาที่สุด ทำด้วยเจตนาอ่อนๆ แทบจะว่าไม่มีเจตนา เช่น การฆ่ามดแมลงของเด็กๆ ที่ทำด้วยความไม่เดียงสา ไม่รู้ว่าเป็นบาปกรรม


---ในฝ่ายกุศลก็เช่นกัน เช่นเด็กๆ ที่ไม่เดียงสา แสดงคารวะต่อพระรัตนตรัยตามที่ผู้ใหญ่สอนให้ทำ เด็กจะทำด้วยเจตนาอ่อนที่สุด จึงชื่อว่า สักว่าทำ ถ้าไม่มีกรรมอื่นให้ผลเลย กรรมชนิดนี้ก็จะให้ผลได้บ้าง แต่ไม่มากนัก มีทางจะเป็นอโหสิกรรมได้มากกว่าที่จะให้ผล เพราะกำลังเพลามาก.


*กรรมจัดตามกาลที่ให้ผล มี ๔


---๑.ทิฏฐธัมมเวทนียกรรม - กรรมที่ให้ผลในปัจจุบัน


 
---เป็นกรรมที่สามารถให้ผลในปัจจุบันชาตินี้ ที่เรียกว่า  ให้ผลทันตา โดยมากเป็นกรรมประเภทประทุษร้าย ผู้ทรงคุณ เช่น มารดาบิดา พระอรหันต์ แม้แต่เพียงการด่าว่าติเตียนท่านผู้ทรงคุณเช่นนั้น  ก็เป็นกรรมที่แรง   สามารถห้ามมรรคผลนิพพานได้ ที่ท่านเรียกว่า อริยุปวาทกรรม


---การเบียดเบียนสัตว์ ทรมานสัตว์บางจำพวก ก็มักให้ผลในปัจจุบันทันตาเหมือนกัน เช่น การเบียดเบียนแมว เป็นต้น ส่วนฝ่ายกุศลที่สามารถให้ผลในปัจจุบันทันตา น่าจะได้แก่พรหมจรรย์ในพระพุทธศาสนา ดั่งที่ตรัสไว้ ในสามัญญผลสูตรว่า"  ผู้ประพฤติพรหมจรรย์นี้


---(๑)ได้รับการอภิวาทกราบไหว้


---(๒)ได้รับการยกเว้นภาษีอากรจากรัฐบาล


---(๓)ได้รับการคุ้มครองจากรัฐบาล


---(๔)ได้รับปัจจัยที่เขาถวายด้วยศรัทธา เลี้ยงชีพเป็นสุขในปัจจุบัน


---(๕)ได้รับความไม่เดือดร้อนใจ เพราะมีศีลบริสุทธิ์


---(๖)ได้รับความเงียบสงัดใจ ความแช่มชื่นเบิกบานใจ ความสุขสบายกายใจ เพราะใจสงบเป็นสมาธิ


---(๗)ได้ฌานสมาบัติ


---(๘)ได้ไตรวิชชา หรืออภิญญา สิ้นอาสวะในปัจจุบันชาตินี้


---(๙)ถ้ายังมีกิเลสอยู่ ก็จะเข้าถึงโลกที่มีสุขในเมื่อตายไป.


---ในอรรถกถาธรรมบท ท่านเล่าถึงพราหมณ์คนหนึ่งซึ่งเป็นคนยากจนค่นแค้น อยากบำเพ็ญทาน เพราะสำนึก ได้ว่าที่ตนยากแค้นในปัจจุบันเพราะไม่ได้บำเพ็ญทานไว้ในชาติก่อน จึงตัดสินใจบริจาคผ้าสะไบผืนเดียว ที่ตนกับภรรยาใช้ร่วมกันอยู่ออกบำเพ็ญทานถวายแด่พระบรมศาสดาซึ่งเป็นบุญเขตอันเลิศ ได้รับผลตอบแทนในปัจจุบัน คือพอแกบริจาคออกได้ แกรู้สึกโล่งใจและปีติเหลือประมาณ จึงเปล่งอุทานขึ้นในทันทีนั้นว่า "เราชนะแล้ว เราชนะแล้ว"


---บังเอิญพระเจ้าปัสเสนทิโกศลก็เสด็จมาฟังธรรม ณ ที่นั้นด้วย เมื่อได้ทรงสดับ  จึงรับสั่งให้ถาม ทรงทราบแล้ว  ทรงอนุโมทนาด้วย แล้วพระราชทานผ้าให้พราหมณ์ ๒ คู่ เพื่อเขาคู่หนึ่ง เพื่อภรรยาคู่หนึ่ง เขายังมีศรัทธาน้อมเข้าไปถวายพระบรมศาสดาเสียอีก


---พระเจ้าปัสเสนทิโกศลจึงพระราชทานเพิ่มให้ทวีขึ้น ในที่สุดทรงพระราชทานสิ่งละ ๑๖ แก่พราหมณ์ เขาได้รับความสุขเพราะกุศลกรรมของเขาในปัจจุบันทันตาดังนี้ แม้เรื่องอื่นๆ ทำนองนี้ก็มีนัยเช่นเดียวกัน


---๒.อุปัชชเวทนียกรรม - กรรมที่ให้ผลในชาติต่อไปถัดจากชาติปัจจุบัน    


---เป็นกรรมที่สามารถให้ผลต่อเมื่อเกิดใหม่ในชาติหน้า ในกำเนิดใดกำเนิดหนึ่ง


---ถ้าเป็นกุศลกรรมก็อำนวยผลให้มีความสุข ตามสมควรแก่กรรมในคราวใดคราวหนึ่ง


---ถ้าเป็นอกุศลกรรม ก็ให้ผลเป็นทุกข์เดือดร้อนตามสมควรแก่กรรมในคราวใดคราวหนึ่ง


---ตัวอย่างสมมติว่า เมื่อชาติปัจจุบันนี้เราเกิดเป็นมนุษย์ ได้ทำกรรมไว้หลายอย่างทั้งบุญและบาป ตายแล้ว กลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีก ด้วยอำนาจกุศลอย่างหนึ่ง ซึ่งสามารถแต่งกำเนิดได้ในชั่วชีวิตใหม่นี้ เราได้รับสุขสมบูรณ์เป็นครั้งคราว นั่นคือกุศลกรรมในประเภทนี้ให้ผล เราได้รับทุกข์เดือดร้อนเป็นบางครั้ง นั่นคืออกุศลกรรม ในประเภทนี้ให้ผล การให้ตัวอย่างสมมติไว้ก็เพราะหาตัวอย่างที่เป็นจริงมาแสดงไม่ได้


---๓.อปราปรเวทนียกรรม - กรรมที่ให้ผลหลังจากอุปัชชเวทนียกรรม คือ ให้ผลเรื่อยไป สบโอกาสเมื่อใด ให้ผลเมื่อนั้น

 

---เป็นกรรมที่สามารถให้ผลสืบเนื่องไปหลายชาติ  ฝ่ายกุศลกรรม เช่น พระบรมศาสดาทรงแสดงบุพกรรมของพระองค์ไว้ว่า ทรงบำเพ็ญเมตตา ภาวนาเป็นเวลา ๗ ปี ส่งผลให้ไปเกิดในพรหมโลกนานมาก แล้วมาเกิดเป็นพระอินทร์ ๓๗ ครั้ง เกิดเป็นมนุษย์ เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๓๗ ครั้ง ฯลฯ   

 

---ฝ่ายอกุศลกรรม เช่น พระมหาโมคคัลลานเถระในอดีตชาติ หลงเมีย ฟังคำยุยง ของเมียให้ฆ่ามารดาผู้พิการ ท่านทำไม่ลงเพียงแต่ทำให้มารดาลำบาก กรรมนั้นส่งผลให้ไปเกิดในนรกนาน ครั้นมาเกิดเป็นมนุษย์ ถูกเขาฆ่าตายมาตามลำดับทุกชาติ ถึง ๕๐๐ ชาติ กับทั้งชาติปัจจุบันที่ได้เป็นพระอรหันต์ อัครสาวกเบื้องซ้ายของพระบรมศาสดา.


---๔.อโหสิกรรม - กรรมที่ไม่ให้ผล เลิกแล้วต่อกัน


---เป็นกรรมที่ไม่มีโอกาสจะให้ผล เพราะไม่มีช่องที่จะเข้าให้ผลได้ เลยหมดโอกาสสิ้นอำนาจ สลายไป


---ฝ่ายอกุศลกรรม เช่น พระองคุลิมาลเถระ ได้หลงกลของอาจารย์ เพราะความโลภในมนตร์ ได้ฆ่าคนจำนวนถึงพัน เพื่อจะนำไปขึ้นครูเรียนมนตร์ พระทศพลทรงเห็นอุปนิสัยแห่ง พระอรหัตตผลมีอยู่ ทรงเกรงว่าจะฆ่ามารดา แล้วจะทำลายอุปนิสัยแห่งอรหัตตผล จึงรีบเสด็จไปโปรด


---ทรงแสดง ทูเรปาฏิหาริย์ (Blogger Ekk - อธิษฐานที่ใกล้เป็นที่ไกล สิ่งที่อยู่ใกล้ไปปรากฏอยู่ไกล) และตรัสพระวาจาเพียงว่า " หยุดแล้ว คือทรงหยุดทำบาปแล้ว ส่วนท่านซิยังไม่หยุดทำบาป " ท่านเกิดรู้สึกตัว เข้าเฝ้าขอบรรพชาอุปสมบท ทรงประทาน อุปสมบทแล้วพาไปฝึกฝนอบรม จนได้บรรลุพระอรหัตตผล สิ้นภพสิ้นชาติ กรรมบาปซึ่งมีอำนาจจะให้ผลไปในชาติหน้า หลายแสนกัป ก็เลยหมดโอกาส ให้ผลเพียงเล็กน้อยในชาตินี้ ส่วนฝ่ายกุศลกรรมไม่อาจหาตัวอย่างได้.


*อภิญญา 6

(กดลิงค์บน)


---อภิญญา คือ ความรู้ยิ่ง, ความรู้เจาะตรงยวดยิ่ง, ความรู้ชั้นสูง มี 6 อย่างคือ


---1.อิทธิวิธิ  แสดงฤทธิ์ต่างๆ ได้


---2.ทิพพโสต  หูทิพย์


---3.เจโตปริยญาณ  ญาณที่ให้ทายใจคนอื่นได้


---4.ปุพเพนิวาสานุสติ  ญาณที่ทำให้ระลึกชาติได้


---5.ทิพพจักขุ  ตาทิพย์


---6.อาสวักขยญาณ  ญาณที่ทำให้อาสวะสิ้นไป,


---5.อย่างแรกเป็น