/music/.mp3 http://www.watkaokrailas.com
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com

 หน้าแรก

 บทความ

 เว็บบอร์ด

 รวมรูปภาพ

 พระบรมสารีริกธาตุ

 โจโฉ รวมเสียงธรรม

 เฟสบุ๊ค

 ติดต่อเรา-แผนที่

โลกธรรมทั้ง ๘

โลกธรรมทั้ง ๘

"โลก"  คือ ที่อยู่อาศัยของมวลสรรพสิ่งทั้งหลาย







---"โลก"  คือ ดาวหินขนาดใหญ่ดวงหนึ่งในระบบสุริยะ มวลสรรพสิ่งในโลกกลมๆ ใบนี้ ล้วนตกอยู่ใต้อำนาจของโลกธรรม ๘ ทั้งสิ้น แล้วอะไรคือ โลกธรรม  ร่วมค้นหาคำตอบ...ได้แล้ววันนี้

 

*โลกธรรม  ๘


---บนโลกมนุษย์ใบนี้  คนทั้งหลายคงได้สัมผัสรู้จักกันดี  “โลก”  มีลักษณะกลมๆ  เป็นที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตทั้งมวล  ตามหลักวิทยาศาสตร์กล่าวว่า   “โลกเป็นดาวเคราะห์ดวงหนึ่ง  อยู่ห่างจากดวงอาทิตย์เป็นลำดับที่สาม  เป็นดาวหินขนาดใหญ่ที่สุดในระบบสุริยะจักรวาล”


---ตามหลักพระพุทธศาสนา  มวลสรรพสัตว์ที่เกิดมาในโลกใบน้อยๆ  นี้  ล้วนมีกรรมเป็นผู้ให้ผล  มีกรรมเป็นแดน  เกิดมีกรรมเป็นผู้ติดตาม  มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย  พระพุทธเจ้าทรงสอนให้เชื่อกรรม  คือ  การกระทำ  สอนให้เชื่อเรื่องบุญเรื่องบาป  ทำดีย่อมได้ดี  ชีวิตมีความสุข  ทำชั่วได้ชั่ว  ชีวิตหมองมัวมีแต่ความทุกข์


---มนุษย์  แปลว่า  ผู้มีใจสูง  ผู้ประเสริฐ 

---การที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์นี้  พระพุทธเจ้าตรัสว่า  เป็นของยาก  เมื่อเกิดมาเป็นมนุษย์แล้ว  ได้พบพระพุทธเจ้า  ก็เป็นของยาก  เมื่อเกิดมาเป็นมนุษย์แล้ว  ได้ยอมรับนับถือพระพุทธศาสนาก็เป็นของยาก  เมื่อเกิดมาเป็นมนุษย์แล้ว  ได้รับฟังพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า  ก็เป็นของยาก 


---ดังนั้น  เหล่าท่านทั้งหลายครั้นได้เกิดมาเป็นมนุษย์แล้ว  อย่าพากันประมาท  ให้หมั่นสร้างคุณงามความดีไว้มากๆ  ท่านทั้งหลายจะได้รับความสุขทั้งปัจจุบัน  และเบื้องหน้า

  



---คือ ธรรมที่มีอยู่ในโลกมนุษย์กลมๆ  ใบนี้  ใครเกิดมาต้องพบต้องเจอกันทุกคน  จะช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับกรรม  เป็นผู้กำหนด  ไม่ว่าชาติชั้นวรรณะใด  ต้องเจอหมด  ไม่มีข้อยกเว้น  จะรวย  จน  มั่งมี  ศรีสุข  ขนาดไหน ล้วนเป็นเพราะกรรมทั้งสิ้น

  

---ดังนั้น  พระองค์จึงทรงสอนไม่ให้ดูถูกเหยียดหยาม  ไม่ให้ประมาทซึ่งกันและกัน  แม้ในสัตว์ พระพุทธเจ้าก็สอนไม่ให้เบียดเบียน  ไม่ให้ประมาทเขา  เกิดมาชาตินี้เป็นสัตว์  เกิดใหม่อีกทีในภพชาติต่อไป  เขาอาจดีกว่าเราก็ได้  เพราะในโลกนี้ไม่มีอะไรแน่นอน  เป็นไปตามกฎไตรลักษณ์  (ธรรม  ๓  ประการ)  คือ  “อนิจจัง”  ความไม่เที่ยง  “ทุกขัง”  เป็นทุกข์  “อนัตตา”  ความไม่มีตัวมีตน  เกิดขึ้น  ตั้งอยู่  แล้วก็ดับไปในที่สุด 


---จากพระไตรปิฎก  เล่มที่  ๒๓  ข้อที่  ๙๖  ในโลกวิปัตติสูตร  พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า  “ดูกรภิกษุทั้งหลายโลกธรรม  ๘  ประการนี้แล  ย่อมหมุนไปตามโลก  และโลกย่อมหมุนไปตามโลกธรรม  ๘  ประการ ,  ๘  ประการเป็นไฉน?   คือ  ลาภ ๑,  ความเสื่อมลาภ ๑,   ยศ ๑,  ความเสื่อมยศ ๑,  นินทา ๑,  สรรเสริญ ๑,  สุข ๑ , ทุกข์      

  

---"ดูกรภิกษุทั้งหลาย  โลกธรรม  ๘  ประการนี้แล  ย่อมหมุนไปตามโลก  และโลกย่อมหมุนไปตามโลกธรรม  ๘ ประการนี้" 


---"ยศก็ดี  นินทาก็ดี  สรรเสริญก็ดี  สุขก็ดี  ทุกข์ก็ดี  ย่อมเกิดขึ้นแก่ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ  ย่อมเกิดขึ้นแม้แก่อริยสาวกผู้ได้สดับ   ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ในข้อนี้จะมีอะไรแปลกกัน มีอะไรผิดกัน  มีอะไรเป็นข้อแตกต่างกันระหว่างอริยสาวกผู้ได้สดับกับปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ" 


---ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า   "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  ธรรมของข้าพระองค์ทั้งหลาย  มีพระผู้มีพระภาคเป็นมูล มีพระผู้มีพระภาคเป็นผู้นำ  มีพระผู้มีพระภาคเป็นที่พึ่งอาศัย  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ  ขอประทานพระวโรกาส  ขอเนื้อความแห่งภาษิตนี้  แจ่มแจ้งกะพระผู้มีพระภาคเถิด"  ภิกษุทั้งหลายได้สดับต่อพระผู้มีพระภาคแล้ว  จักทรงจำไว้


---พระผู้มีพระภาคตรัสว่า   "ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ถ้าอย่างนั้น  เธอทั้งหลาย  จงฟัง  จงใส่ใจให้ดี  เราจักกล่าว"   ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้ว  


---พระผู้มีพระภาคตรัสว่า  "ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ลาภย่อมเกิดขึ้นแก่ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ  เขาไม่ตระหนักชัด  ไม่ทราบชัดตามความเป็นจริงว่า  ลาภนี้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา  ก็แต่ว่าลาภนั้น  เป็นของไม่เที่ยง  เป็นทุกข์  มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา  ความเสื่อมลาภ  ยศ  ความเสื่อมยศ  นินทา  สรรเสริญ  สุข  ทุกข์  ย่อมเกิดขึ้นแก่ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ  เขาไม่ตระหนักชัด  ไม่ทราบชัดตามความเป็นจริงว่า ทุกข์นี้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา" 


---"ก็แต่ว่าทุกข์นั้นไม่เที่ยง  เป็นทุกข์มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา  แม้ลาภย่อมครอบงำจิตของเขาได้  แม้ความเสื่อมลาภ  แม้ยศ  แม้ความเสื่อมยศ  แม้นินทา  แม้สรรเสริญ  แม้สุข  แม้ทุกข์  ย่อมครอบงำจิตของเขาได้  เขาย่อมยินดีลาภที่เกิดขึ้นแล้ว  ย่อมยินร้ายในความเสื่อมลาภ  ย่อมยินดียศที่เกิดขึ้น ย่อมยินร้ายในความเสื่อมยศ  ย่อมยินดีสรรเสริญที่เกิดขึ้นแล้ว  ย่อมยินร้ายในนินทา  ย่อมยินดีสุขที่เกิดขึ้นแล้ว  ย่อมยินร้ายในทุกข์  เขาประกอบด้วยความยินดียินร้ายอย่างนี้  ย่อมไม่พ้นไปจากชาติ  ชรา  มรณะ โสกะ  ปริเทวะ  ทุกข์ โทมนัสและอุปายาส  เรากล่าวว่า  ไม่พ้นไปจากทุกข์"


---"ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ลาภย่อมเกิดแก่อริยสาวกผู้ได้สดับ  อริยสาวกนั้นย่อมตระหนักชัด  ทราบชัดตามความเป็นจริงว่า  ลาภเกิดขึ้นแล้วแก่เรา  ก็แต่ว่าลาภนั้นไม่เที่ยง  เป็นทุกข์  มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา  ความเสื่อมลาภ  ยศ   ความเสื่อมยศ  นินทา  สรรเสริญ  สุข  ทุกข์  ย่อมเกิดขึ้นแก่อริยสาวกผู้ได้สดับ  อริยสาวกนั้นย่อมตระหนักชัด  ทราบชัดตามความจริงว่า  ทุกข์นี้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา


---"ก็แต่ว่า  ทุกข์นั้นไม่เที่ยง   เป็นทุกข์   มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา   แม้ลาภย่อมครอบงำจิตของท่าน      ไม่ได้  แม้ความเสื่อมลาภ  แม้ยศ  แม้ความเสื่อมยศ  แม้นินทา  แม้สรรเสริญ  แม้สุข  แม้ทุกข์  ย่อมครอบงำจิตของท่านไม่ได้  ท่านย่อมไม่ยินดีลาภที่เกิดขึ้นแล้ว  ไม่ยินร้ายในความเสื่อมลาภ  ไม่ยินดียศที่เกิดขึ้นแล้ว  ไม่ยินร้ายในความเสื่อมยศ  ไม่ยินดีความสรรเสริญที่เกิดขึ้นแล้ว ไม่ยินร้ายในนินทา  ไม่ยินดีสุขที่เกิดขึ้นแล้ว  ไม่ยินร้ายในทุกข์  ท่านละความยินดียินร้ายได้แล้วเด็ดขาดอย่างนี้  ย่อมพ้นไปจากชาติ  ชรา  มรณะ  โสกะ ปริเทวะ  ทุกข์ โ ทมนัส  และอุปายาส  เรากล่าวว่า  ย่อมพ้นไปจากทุกข์" 


---"ดูกรภิกษุทั้งหลายนี้แล  เป็นความแปลกกัน ผิดกัน แตกต่างกันระหว่างอริยสาวก  ผู้ได้สดับกับปุถุชน     ผู้ไม่ได้สดับ  ธรรมในหมู่มนุษย์เหล่านี้  คือ  ลาภ ๑,  ความเสื่อมลาภ ๑,  ยศ ๑,  ความเสื่อมยศ ๑,  นินทา ๑ สรรเสริญ ๑,  สุข ๑,  ทุ กข์ ๑,  เป็นสภาพไม่เที่ยง  ไม่แน่นอน  มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา"


---"แต่ท่านผู้เป็นนักปราชญ์มีสติ ทราบธรรมเหล่านั้นแล้ว  พิจารณาเห็นว่า  มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา  ธรรมอันน่าปรารถนา  ย่อมย่ำยีจิตของท่านไม่ได้  ท่านย่อมไม่ยินร้ายต่อนิฏฐารมณ์  ท่านขจัดความยินดีและยินร้ายเสียได้จนไม่เหลืออยู่  อนึ่ง ท่านทราบทางนิพพานอันปราศจากธุลี ไม่มีความเศร้าโศกเป็นผู้ถึงฝั่งแห่งภพ ย่อมทราบได้อย่างถูกต้อง”


---พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า    “เสโล  ยถา  เอกฆโน  วาเตน  น  สมีรติ  เอวํ  นินฺทาปสํสาสุ  น  สมิญฺชนฺติ  ปณฺฑิตา  ภูเขาศิลาแท่งทึบ  ย่อมไม่สะเทือนเพราะแรงลมฉันใด  บัณฑิตทั้งหลาย  ย่อมไม่หวั่นไหวไปเพราะนินทา  และสรรเสริญฉันนั้น”


---ในโลกนี้  ใครไม่ถูกนินทา  ตอบแทนทุกท่านได้เลยว่า  ไม่มีในโลกหรอก  แม้องค์สมเด็จพระบรมครูสัมมาสัมพุทธเจ้า  พระองค์ก็ยังถูกคนนินทา  แล้วประสาอะไรอย่างเราๆ  ท่านๆ  ผู้ยังเป็นปุถุชนคนมีกิเลสหนาแน่นนี้เล่า  จะไม่ถูกนินทาได้อย่างไร


---สิ่งสำคัญที่สุดเมื่อถูกนินทาแล้ว  จงทำใจให้หนักแน่น  ทำใจให้เหมือนแผ่นดิน  แผ่นหิน  ผืนน้ำ  จงอย่าหวั่นไหว  ใช้ความจริง  เป็นเครื่องพิสูจน์  ไม่จริงอย่างเขาว่าจะไปโกรธทำไม  หากแม้นเป็นจริงดังเขาว่า  ก็จงเก็บมาเป็นครูสอนตัวเองว่าเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ  ควรขอบใจเขาด้วยซ้ำที่ช่วยเตือน  เมื่อเราเผลอสติ   จะได้ปรับปรุงแก้ไขตัวเองให้ดียิ่งขึ้น 


---ท่านทั้งหลาย  จงพากันจดจำพุทธสุภาษิตนี้ให้จงดี  พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า  “นตฺถิ  โลเก  อนินฺทิโต  คนไม่ถูกนินทา  ไม่มีในโลก”


---หลวงปู่มั่น  ภูริทัตโต  วัดป่าสุทธาวาส  อ.เมือง  จ.สกลนคร  พระปรมาจารย์ใหญ่สายกรรมฐาน  องค์ท่านเมตตาสอนสานุศิษย์เสมอๆ  ว่า   


---“การตำหนิติเตียนผู้อื่น ถึงเขาจะผิดจริง  ก็เป็นการก่อกวนจิตใจตนเองให้ขุ่นมัวไปด้วย ความเดือดร้อนวุ่นวายใจ  ที่คิดตำหนิผู้อื่นจนอยู่ไม่เป็นสุขนั้น  นักปราชญ์ถือเป็นความผิดและบาปกรรม ไม่มีดีเลย จะเป็นโทษให้ท่านได้สิ่งไม่พึงปรารถนามาทรมานอย่างไม่คาดฝัน


---การกล่าวโทษผู้อื่นโดยขาดการไตร่ตรอง เป็นการสั่งสมโทษและบาปใส่ตนให้ได้รับความทุกข์  จึงควรสลดสังเวชต่อความผิดของตน  งดความเห็นที่เป็นบาปภัยแก่ตนเสีย   ความทุกข์เป็นของน่าเกลียดน่ากลัว แต่สาเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ ทำไมพอใจสร้างขึ้นเอง”


---การตำหนิติเตียนเป็นของธรรมดา  จงติเพื่อก่อ  อย่าติเพื่อทำลาย 


---สมัยยังเป็นสามเณรน้อย  ได้อ่านบทความในหนังสือเล่มหนึ่ง  เป็นของปราชญ์ท่านใดจำมิได้แล้ว  แต่มีความไพเราะจับใจยิ่งนัก  จึงนำมาเขียนไว้เป็นคติธรรม  เตือนตน  เตือนจิต  อยู่เสมอๆ


---“ช่างกลึง          ต้องอาศัย          ช่างชัก


---ช่างสลัก          ต้องอาศัย          ช่างเขียน


---ช่างรู้          ต้องอาศัย          ช่างเรียน


---ช่างติเตียน          ไม่ต้องอาศัยใคร”


---ขอความเจริญสุข    จงมีแก่ท่านผู้อ่านทั้งหลาย   ขอท่านทั้งหลาย  อย่าได้มีเวร  อย่าได้มีภัย  อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกัน  จงอยู่เป็นสุขเสมอเถิด  รู้รักสามัคคี  รู้ให้อภัย

 *โลกธรรมภายนอก และโลกธรรมภายใน


---สมเด็จองค์ปฐม ทรงมีพระเมตตา ตรัสสอน โดยให้หลักไว้ดังนี้


*๑.เพลานี้พวกเจ้าต้องการที่จักพ้นโลก


---ก็จงพิจารณาโลกธรรม ๔ ตัว  เท่าที่ติดอยู่นี้ ให้เห็นว่าเป็นคุณ หรือเป็นโทษเถิด ใช้ปัญญาค่อย ๆ พิจารณาว่า  โลกธรรม ๔ ตัวนี้   มันดีหรือไม่   อะไรมันเป็นเหตุทำให้จิตของเราติดมันได้ เมื่อพิจารณาจนรู้ถึงต้นเหตุ   ก็จงดับต้นเหตุแห่งธรรมนั้น   ด้วยปัญญาอันเกิดจากการพิจารณานั้นๆ   ก็จักตัดการติดโลกธรรม ๔ นี้ลงไปได้ง่าย


*๒.โลกธรรมนั้นมีทั้งภายนอกและภายใน


---ก)โลกธรรมภายนอก คนอื่นเขาให้ลาภ - ยศ - สรรเสริญ - สุขแก่เรา นี่ภายนอก


---ข)โลกธรรมภายใน เช่น เวลาเรานำทรัพย์ไปซื้ออาหารมา  เรียกว่า ลาภปาก เราทำลาภให้เกิดขึ้นแก่ตัวเราเอง เราติดในลาภนั้นไหม


---ยศ สมมุติคุณหมอเป็นนายพล ยังไม่ออกจากราชการ ได้รับการแต่งตั้งมาแล้ว เคยไหมที่จักปลื้มใจ เวลานี้เราได้พลโท  ต่อไปเราจักได้พลเอก  นี่แต่งตั้งยศให้ตัวเองเสร็จ นึกปลื้มใจในยศว่า ต้องได้ตำแหน่งสูงขึ้น ให้ยศกับตัวเอง เอาตำแหน่งล่อจิตของตนเองให้ฟูเข้าไว้ก่อน หรือเหมือนกับคนที่ไม่มีความรู้ในพระพุทธศาสนาดีพอ ก็ชอบให้ยศตัวเอง ตั้งตนเองเป็นคณาจารย์ใหญ่ เที่ยวสอนคนให้ประพฤติผิดๆ ไป อุปมาอย่างนี้ชัดไหม (ก็รับว่า ชัด)


*๓.หรืออย่างที่เจ้าศึกษาพระไตรปิฎก


---ภิกษุณีอยากมีชื่อเสียงเลื่องลือ เอาของกำนัลไปเป็นสินจ้างให้เล่านักฟ้อน - ร้องรำแต่งเพลงเชียร์  สรรเสริญชื่อเสียงของตน ให้เลื่องลือขจรไปไกล นี่เป็นการให้ยศ และให้สรรเสริญแก่ตนเองเสร็จสรรพในตัว


*๔.อนึ่งการสรรเสริญตนเอง


---คือ  การสรรเสริญขันธ์ ๕  นี่ซิเห็นชัด  บางขณะอาบน้ำอยู่  ชมตนเองว่า  ร่างกายนี่มันสวยดีนะ ผิวดีนะ  มันไม่สกปรกเท่าชาวบ้านเขา  หรือบางขณะหวีผมอยู่  ผมนี่มันดีนะ  ยังไม่ขาวหงอกเท่ากับคนในวัยเดียวกัน  หน้าตาเราก็ยังเข้าท่าอยู่  ไม่แก่เท่ากับคนวัยเดียวกัน  นี่ตัวสรรเสริญที่ให้กับตัวเอง มันร้ายยิ่งกว่าคำสรรเสริญที่มาจากภายนอกเสียอีก


*๕.สุขก็เช่นกัน


---การบริโภคอาหารให้กับตนเอง   มีรสอร่อยคิดว่าเป็นสุข   การนอนอย่างสบาย ไม่คิดว่าร่างกายจะตาย เพลิดเพลินในการนอน ก็คิดว่าสุข ร่างกายนี้แข็งแรง ไม่เจ็บ-ไม่ไข้ ก็คิดว่าสุข หรือในบุคคลผู้ยังเสพเมถุนธรรมอยู่ ได้เสพเมถุนธรรม ก็คิดว่าสุข


*๖.โลกธรรมภายนอกเขาหลอกเรา


---แต่โลกธรรมภายในเราหลอกเราเอง โลกธรรมภายนอกเรา  ก็โง่ที่มีความเชื่อให้เขาหลอก โลกธรรมภายในเรายิ่งโง่หนัก มีความหลงเชื่อ  ให้เราหลอกเราเองอย่างสนิทใจ จึงปลดโลกธรรมไม่ออก   สักที ดูให้ดี ๆ ว่าต้นเหตุมันติดที่ตรงไหน  ติดที่ร่างกายตัวเดียว พิจารณาให้ได้ ดูให้ออกว่าติดอย่างไร  ติดตรงไหน ปลดตรงนั้น   เหมือนคนปวดอุจจาระ แต่ไปปลดกระดุมเสื้อ ถ่ายทุกข์ได้ไหม ต้องปลดกางเกงจึงจักถ่ายได้ ทำให้มันตรงจุดก็ไม่มีอะไรจักไม่ตรง


*๗.พวกเจ้าที่ยังปฏิบัติกันไม่ได้ผล


---เพราะติดอยู่ที่ตรงนี้ ไม่ทำให้ตรง สะเปะสะปะกันไปเรื่อย ดูให้ดี ๆ ซิ ใช้ปัญญามาว่ากัน  ตีอารมณ์ไปเป็นจุดๆ   แล้วจักพ้นทุกข์ของอารมณ์ ๒ กันไปได้เอง ดีไม่ดี  มีสิทธิ์ว่ากันไปถึงพระอรหันต์เลยนะ ถ้าไม่โง่จนเกินไป

 

*ศัตรูของโลกธรรม ๘ คือ ศีล - สมาธิ - ปัญญา


---สมเด็จองค์ปฐม ทรงมีพระเมตตา ตรัสสอนเรื่องนี้ต่อดังนี้


*๑.ศัตรูของโลกธรรม ๘ คือศีล - สมาธิ - ปัญญา


---ที่ตถาคตยกอุปมาเพียงโลกธรรม ๔ เพราะจุดนี้ติดมาก และเป็นการถูกต้อง  ที่นำมาพิจารณาจนครบ ๘ ทั้งโลกธรรมภายนอกและภายใน  ดูอารมณ์จิตของตนเองเอาไว้ให้ดี  มันหวั่นไหวกลับไปกลับมาอยู่ในอารมณ์ทั้ง ๘ ประการนี้  


---จักพอใจก็ดี ไม่พอใจก็ดี ไม่ถูกทั้งคู่ ครั้นจักให้จิตอยู่ในอารมณ์อัพยากฤต ทรงความเฉย ๆ อยู่โดยไม่มีฐานรองรับก็เป็นของยาก  มันอยู่ได้ไม่นาน เพราะฉะนั้น จึงต้องหาหลักปักไว้เป็นเครื่องยึดให้อารมณ์เฉยนั้นทรงตัวเข้าไว้


*๒.สมถะภาวนาใน อานาปานัสสติกรรมฐาน


---รู้ลมเข้าออกเข้าไว้  เป็นการบังคับจิตให้อยู่ในความสงบของอารมณ์ฌานได้ระยะหนึ่ง  แล้วอันดับนี้ต้องเรียกว่า  มีสมาธิกำหนดรู้  คือ  กำหนดรู้  คือ  ตั้งใจทำกันให้จริงๆ มิใช่ทำบ้างหยุดบ้าง  ขี้เกียจก็เลิก ขยันก็ทำ อย่างนี้ก็ไม่เป็นเรื่อง


---เหมือนคนมีตุ่มใส่น้ำใช้  เห็นมันพร่องอยู่ค่อนตุ่ม ทั้งๆ  ที่จักต้องตักน้ำเติมอยู่แล้ว แต่ขี้เกียจทำ ไม่เอาว่ะ ยังพอมีใช้ วันหลังค่อยตักก็ได้  นี่สภาพจิตมันบิดตระกรูด  อยู่อย่างนี้ตลอดเวลา จึงหาความเพียรจริงๆ ไม่ได้สักที


*๓.เมื่อรู้ลมเข้าลมออก


---จักควบกับคำภาวนาได้ด้วยยิ่งดี หรือจักบวกภาพพระอันเป็นกสิณให้จิตทรงตัวได้ก็ยิ่งดี เมื่อจิตมีกำลังก็ถอนจากสมาธิมาพิจารณาหรือวิปัสสนา สภาพของขันธ์ ๕ หรือสภาพของอารมณ์ที่เกาะติดขันธ์ ๕ จุดไหนด้วยการใช้ปัญญาแกะจุดนั้น


*๔.หากเกิดอารมณ์เบื่อร่างกาย


---ให้พยายามวางเฉยลงในกฎธรรมดาของร่างกาย  กำหนดพิจารณารู้ลมหายใจเข้าออก  ให้เป็นวิปัสสนาญาณ เห็นลมหายใจเข้าออกก็ไม่เที่ยง สักวันหนึ่งเมื่อมันหยุดหายใจ  ร่างกายนี้ก็จักต้องตายไปตามกฎของธรรมดา ไตรลักษณ์ญาณ คลุมหมด   ธรรมดาของมันเป็นอย่างนั้น


*๕.ถ้าเรายังมีความเบื่อหน่าย


---มีอารมณ์หดหู่ ก็ถือว่าเป็นอารมณ์เศร้าหมอง  มีความไม่พอใจ ฝืนกฎธรรมดา   ควรจักปล่อยวาง  ไม่ใช่ไปเศร้าใจกับกฎธรรมดานั้น   นี่มันทุกข์กับไตรลักษณ์เสียแล้วหรือ   ความทุกข์ของร่างกาย หรือไตรลักษณ์นี้ฝืนไม่ได้ จักเศร้าโศกเสียใจไปกับมันทำไม


---เพราะธรรมดาของมัน  มันเที่ยงอยู่อย่างนั้น   มันมีเกิด แล้วก็แก่ เจ็บ ตาย พลัดพรากจากของรักของชอบใจเป็นธรรมดา  เราก็วางเฉยในมัน   เพราะรู้ด้วยปัญญาว่าร่างกายนี้มันไม่ใช่ตัวตนของเรา  หรือของใคร   มันเป็นกฎไตรลักษณ์ คือ ธรรมดาของมันเป็นอย่างนี้เอง   พิจารณาไปให้จิตมันสงบ จนกระทั่งยอมรับนับถือกฎธรรมดา จิตก็จักเป็นสุข คือ วางเฉยในไตรลักษณ์ได้ ทำให้ดีๆ นะ จักได้ถึงพระอรหันต์ไม่ยากนักฯ






..................................................................................






 ขอขอบคุณแหล่งข้อมูล

โลกธรรมทั้ง ๘  ที่มาใน...คัมภีร์ของพระพุทธศาสนา

 รวบรวมโดย...แสงธรรม

(แก้ไขแล้ว ป.)

อัพเดทรอบที่ 6 วันที่ 20 กันยายน 2558


ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

* *

 

*

view

ประวัติต่างๆ

ประวัติวัดเขาไกรลาศ

ประวัติของหลวงพ่อเทียน=คลิป

มาเช็คชื่อ-เช็คสกุลกันดีกว่า=คลิป

ประวัติพระอธิการชิติสรรค์ จิรวฑฺฒโน=คลิป

ขอเชิญผู้ร่วมบุญสร้างอาศรมเสด็จปู่พระบรมพรหมฤาษีไตรโลก

ประวัติหลวงปู่เทพโลกอุดร

ประวัติฝ่าพระหัตถ์ของพระพุทธองค์

ประวัติของนางวิสาขา=คลิป

ประวัติของอนาถปิณฑิกเศรษฐี=คลิป

ประวัติของเศรษฐีขี้เหนียว

ประวัติเหตุทำบุญที่ช้า=คลิป

ประวัติของผู้ร่วมบุญ=คลิป

ประวัติของพระไตรปิฎก=คลิป

ประวัติการสร้างพระพุทธรูปและพระเจ้า ๕ พระองค์

ประวัติง้วนดิน

ประวัติปู่ฤาษีนารอท

ประวัติพระปางมหาจักรพรรดิ์ ทรงปราบพระเจ้ามหาชมพูบดี

ประวัตินางห้าม..แห่งขอมโบราณ

ความรู้และรายละเอียดพุทธเจดีย์

พระมหาโพธิสัตว์

สาระธรรม

ธรรมะส่องใจ

อานิสงส์แต่ละอย่าง

ประเพณีต่างๆ

ตำนานทั่วไป

สาระน่ารู้

ปกิณกะธรรม

วัตถุมงคล-สาระอื่นๆ

ข้อมูลทั่วไป

ปฎิทิน

« February 2017»
SMTWTFS
   1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728    

สมาชิก

ลืมรหัสผ่าน?
สมัครสมาชิก

สถิติ

เปิดเว็บ20/06/2011
อัพเดท06/02/2017
ผู้เข้าชม2,857,849
เปิดเพจ4,714,047
สินค้าทั้งหมด24

 หน้าแรก

 บทความ

 เว็บบอร์ด

 รวมรูปภาพ

 พระบรมสารีริกธาตุ

 โจโฉ รวมเสียงธรรม

 เฟสบุ๊ค

ติดต่อเรา-

view