/music/.mp3 http://www.watkaokrailas.com
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com

 หน้าแรก

 บทความ

 เว็บบอร์ด

 รวมรูปภาพ

 พระบรมสารีริกธาตุ

 โจโฉ รวมเสียงธรรม

 เฟสบุ๊ค

 ติดต่อเรา-แผนที่

ร่างทรง-องค์เทพ

ร่างทรง-องค์เทพ

ร่างทรงองค์เทพ






---เมื่อได้คุยกันถึงเรื่องความเข้าใจผิดหรือความหลงผิดของมนุษย์มาแต่ครั้งพุทธกาลแล้ว ความคิดเหล่านี้  ก็ยังมีอยู่ในทุกยุคทุกสมัย จนบางครั้งดูเป็นความหลงผิดอย่างมหันต์ เช่น ความเชื่อในเรื่องไสยศาสตร์  ต่าง ๆ โดยขาดการพิจารณาไตร่ตรอง หลงยึดติดในเรื่องอิทธิฤทธิ์จนเกินไป ทำให้หลงเป็นเหยื่อของเหล่า 18 มงกุฎ ที่ชอบอวดอ้างตนเอง ตั้งตัวเองเป็นเกจิอาจารย์ ใช้เล่ห์กลมายาและหน้าม้าขบวนการหลอกล่อ กระทำเรื่องราวต่าง ๆ อวดอ้างเป็นผู้วิเศษในเรื่องราวต่าง ๆ จนผู้คนหลงเชื่อ ในที่สุดก็ต้องสูญเสียเงินทองไปกับกลุ่มคนเหล่านี้อย่างช่วยไม่ได้


---การเจ็บป่วย ของมนุษย์นั้น จัดได้ว่าเป็นความทุกข์อย่างหนึ่ง ที่พบเห็นกันอยู่ทุกวัน ดังได้กล่าวมาแล้ว หากเกิดจากดินฟ้า อากาศแปรปรวน เดี๋ยวร้อนเดี๋ยวหนาว ก็อาจเจ็บป่วยเป็นไข้หวัด ไอหรือจาม เพียงกินยาหรือหาหมอก็หาย   บางคนอาจมีวิตกจริตมากชอบคิดถึงเรื่องราวต่าง ๆ อย่างมากมายจนเกิดความเครียด นำไปสู่โรคหัวใจ โรคประสาท ก็เป็นไปได้ แต่บางโรคเพียรพยายามจะรักษาอย่างไรก็ไม่หาย กินยากันเป็นปี ผ่าตัดกันเป็นประจำ ก็ไม่หาย


---ดังนั้นหนทางแห่งการแก้ไข  ก็เลยหนีจากทางวิทยาศาสตร์การแพทย์มาเป็นไสยศาสตร์ หาร่างทรงองค์เทพกันไป หายก็มี ไม่หายก็มี เพราะถ้าโชคดี พบกับผู้มีภูมิความรู้จริง ๆ ก็คงจะหาย แต่ถ้าพบผู้แอบอ้างแฝงมาหากิน ก็คงจะเสียเงินมากกว่าจะหาย


---สิ่งหนึ่ง ที่มักจะพบเห็นมักได้แก่   ถูกทักทายว่ามีองค์ และจะต้องครอบขันธ์ครู รับองค์เทพไปบูชา มิฉะนั้น  จะไม่หายป่วย บางทีอาจถึงตาย คนเรามาถึงขั้นนี้ มีหรือจะไม่ยอม ส่วนใหญ่จะยอมรับขันธ์กัน เพราะอยากหายและอยากรวย  


---ดังนั้น เมื่อถูกทักว่ามีองค์ก็อย่าเพิ่งหลงดีใจ เพราะอาจจะเป็นก้าวแรกที่ท่านจะต้องเสียเงินให้แก่ตำหนักนี้อีก เรื่อย ๆ เช่น การครอบขันธ์ งานไหว้ครู เป็นต้น ปัญหาจึงอยู่ที่ว่า ท่านมีองค์จริงหรือ  


---หรือว่า ถูกหลอก 


*เหตุที่ทำให้มีองค์เทพฯ


---ปฐมเหตุของการเกิดร่างทรงองค์เทพ  มากมายในยุคนี้ กล่าวกันว่า  เมื่อครั้งพุทธกาล ก่อนที่องค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้ายังทรงพระชนชีพอยู่ พระพุทธองค์ได้ตรัสกับพุทธบริษัททั้งหลายว่า พระพุทธศาสนาของพระพุทธเจ้าองค์ก่อนมีอายุ 5,000 ปี แต่ของพระองค์นั้น ต้องการจะให้พระศาสนามีอายุเพียง 2,500 ปี   เท่านั้น


---พระอานนท์จึงทูลถามว่า "เหตุใดพระองค์ จึงมิให้พระศาสนาดำรงอยู่จนครบ 5,000 ปี ดังพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ"


---พระพุทธองค์ทรงตรัสว่า  "แล้วผู้ใดเล่าจะเป็นผู้ดูแลพระศาสนา ”


---พระอานนท์จึงทูลว่า"ขอให้พระภิกษุสงฆ์ สามเณร ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ผู้เป็นพุทธบริษัทเป็นผู้ดูแลและบำรุงรักษาพระพุทธศาสนากึ่งหนึ่งเป็นเวลา 2,500 ปี “


---พระพุทธเจ้าท่านก็ทรงอนุญาต แล้วทรงถามต่อไปอีกว่า "ใครจะขออะไรบ้าง"


---ปวงเทพทั้งหลายทุกเหล่าชั้น อันได้แก่ พระอินทร์ พระพรหม พระยม พระกาฬ เหล่าเทพเทวาทั้งหลาย จึงพร้อมใจกันกราบทูล ขอให้ปวงเทพได้ดูแลและบำรุงพระพุทธศาสนาต่อไปอีกครึ่งหนึ่งของพระอานนท์คือ 1,250 ปี


---พระพุทธเจ้าท่านก็ทรงอนุญาตอีก แล้วทรงถามต่อไปว่า  "ใครจะขออะไรอีก "


---เหล่าพญาครุฑ คนธรรพ์ นาคราช ท้าวกุเวร กินนร  กินนรี และภูติผีปีศาจ  จึงกราบทูลขอดูแลอายุพระศาสนาเท่าที่เหลือ 1,250 ปี  ให้พวกเขาได้ดูแลรักษา  จนกว่าพระศาสนาจะค่อย ๆ เรียวเล็กลงไป


---ยุคนั้นมนุษย์จะมีร่างกายเล็กลงไปตามลำดับ ถึงกับต้องปีนบันไดสอยลูกมะเขือ หรือเก็บเม็ดพริก พระสงฆ์สาวกก็จะร่อยหรอ แทบว่าจะไม่มีเหลือ  จะเหลือเพียง  ผ้าเหลืองผืนน้อย ๆ ห้อยอยู่ที่หู  เพื่อให้เป็นที่สังเกตุว่า  เป็นพระสงฆ์เท่านั้น พระศาสนาก็จะเสื่อมถอยลงไปจนหมดพอดี 5,000 ปี ตามพุทธฎีกาที่กำหนดไว้


---เมื่อถึงกึ่งพุทธกาล 2,500 ปี เป็นต้นมา จึงเป็นหน้าที่ของ  เทพพรหมเทวาทั้งหลายที่จะมาทำหน้าที่อุปถัมภ์ค้ำชู ทนุบำรุง สืบพระศาสนาขององค์สมณโคดม   ตามที่ได้ทูลขอกับพุทธองค์ไว้  จึงเป็นเหตุให้เกิดมีร่างทรงองค์เทพมากมายในปัจจุบัน


---อนึ่ง องค์เทพเป็นเพียง "อากาศธาตุ" เท่านั้น จึงจำเป็นต้องอาศัย "สังขารของมนุษย์ " ที่มีธาตุทั้ง 4  คือ   ดิน น้ำ ลม ไฟ โดยการมาแฝงบังคับร่าง เพื่ออาศัยติดต่อสื่อสารกับมนุษย์ ได้นำพาพุทธบริษัทบริจาคทานสร้างวัดวาอารามต่าง ๆ  โดยอาศัยการช่วยเหลือบำบัดทุกข์ร้อน  รักษาโรคภัยไข้เจ็บให้กับมนุษย์ และบอกบุญกับสานุศิษย์ผู้ศรัทธาได้ร่วมเป็นเจ้าภาพบำเพ็ญกุศลในโอกาสต่าง ๆ โดยมีจุดประสงค์เพื่อการสืบพระศาสนาเป็นสำคัญ


*ดังนั้นการที่องค์เทพจะมาเกี่ยวข้องกับมนุษย์นั้นก็ด้วยเหตุ 2 ประการ คือ


---1.ญาณจุติ   หมายถึง  ภาระหน้าที่ในการเกิดเป็นมนุษย์ตามวาระ และเป็นส่วนหนึ่งของเทพที่ลงมาจุติ เพื่อมารับกรรมบางอย่างและเพื่อทำหน้าที่ในการเป็นผู้นำทางศาสนา เช่น พระสงฆ์ อุบาสก อุบาสิกา ผู้เลื่อมใสในพระพุทธศาสนา  เป็นผู้นำทางฝ่ายสงฆ์หรือฆราวาสก็ตาม ที่เป็นผู้ใฝ่ในการปฏิบัติจนได้ญาณหรือฌาณ และมักจะลำบากในช่วงแรกแต่จะสบายในช่วงปลาย


---2.ญาณแฝง  หมายถึง องค์เทพในระดับต่าง ๆ ที่ยังไม่ถึงวาระการเกิดเป็นมนุษย์ แต่มีความเลื่อมใส ปรารถนาจะช่วยส่งเสริมและมีส่วนร่วมในการสืบพระศาสนาด้วย ครั้นจะลงมาเกิดใหม่เพื่อสร้างบุญ ก็จะต้องรอเวลาอีกนานกว่าจะถึงเวลานั้น ญาณนี้แหละทีมักถูกเรียกกันว่า “ องค์ ” ซึ่งแยกตามภาระหน้าที่ได้ 2 ประการด้วยกัน 


*2.1 ความสัมพันธ์ในอดีต


---คือ ให้การอารักขาผู้ที่ได้มาจุติเป็นมนุษย์   เพราะเคยเกี่ยวสัมพันธ์กันมาแต่ชาติปางก่อน เมื่อร่างนี้ได้ทำบุญและแผ่เมตตาให้  ก็จะได้ร่วมอนุโมทนาบุญด้วยกัน  ขณะเดียวกันก็จะคอยปกป้องคุ้มครอง  ช่วยเหลือการทำมาหากิน  ดลจิตดลใจ หรือเกิดเป็นลางสังหรณ์ในเรื่องราวต่าง ๆ จะพาสร้างบารมี ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา บางครั้งเวลาสวดมนต์นั่งกรรมฐาน  องค์เทพท่านจะพาสวดมนต์เป็นภาษาเบื้องบนหรือ ภาษาเทพไปเลยก็มี ความสัมพันธ์ดังกล่าวได้แก่  


---เคยมีบุญคุณ  กันมาก่อนที่จะลงมาจุติเป็นมนุษย์ หรือ ในอดีตชาติ


---เคยติดหนี้บุญคุณ  กันมาก่อนที่จะลงมาจุติเป็นมนุษย์ หรือ ในอดีตชาติ


---เคยเป็นบุตรหลานหรือบริวาร  กันมาก่อน 


---เกิดจาการสวดมนต์อ้อนวอนขอบารมีจากเทพเป็นประจำ จึงลงมาช่วย


*2.2  หน้าที่เป็นม้าทรง หรือ ร่างทรง


---ในกรณีเช่นนี้ส่วนใหญ่ "จะตายแล้วฟื้น"  ขึ้นมาใหม่ เนื่องจากองค์เทพที่มาจับร่าง เห็นว่า  เป็นคนดีและมีบารมีพอ บังเอิญมาหมดอายุขัยก่อน ท่านก็เลยต่ออายุให้


---ดังนั้นร่างนี้จึงต้องสร้างบารมีชดใช้หนี้บุญคุณขององค์เทพ โดยเป็นร่างทรงหรือสื่อที่จะติดต่อมนุษย์เพื่อสร้างบารมีร่วมกัน ในการทำนายทายทัก รักษาโรค หรือ อื่น ๆ สุดแท้แต่องค์เทพท่านจะเห็นสมควร และเมื่อถืงเวลาหรือหมดหน้าที่ก็จะต้องตายจริง ๆ 


---บางคนอาจสงสัยว่า “เทพ พรหม ” มีบารมีมากพอแล้ว ทำไมถึงต้องลงมาเกี่ยวข้องกับมนุษย์อีก ทั้งที่ร่างกายมนุษย์มีแต่ของเน่าเหม็นเต็มไปหมด 


---ดังนั้นเราควรศึกษาให้เข้าใจก็จะได้หายสงสัย เพราะความเป็นเทพพรหม แม้จะได้ชื่อว่าเป็นสุคติภูมิ แต่ก็ย่อมมีอายุขัยแม้จะเป็นหมื่นปีแสนปี สักวันหนึ่งมาถึงก็ย่อมจะต้องลงไปจุติใหม่ตามวิบากกรรม


---เหตุฉะนั้น เทพพรหมผู้ไม่ประมาท จึงต้องขวนขวายหมั่นสร้างบุญกุศลให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป 


---อนึ่งในความเป็นเทพพรหมนั้นย่อมอยู่ในสภาวะที่เรียกกันว่า “ โอปปาติกะ ” คือ มีความเป็นทิพย์ที่ละเอียด ไม่สามารถสัมผัสได้ด้วยตาเปล่า เว้นแต่ผู้ที่ฝึกจิตจนใสละเอียด ในระดับเดียวกันจึงสามารถมองเห็นตัวกันได้


---ดังนั้น  หนทางแห่งการสร้างบุญจึงมีขีดจำกัด ด้วยอานิสงก์แห่งบุญนั้นเอง ไม่เหมือนมนุษย์  ย่อมสามารถบำเพ็ญบารมีได้ถึงชั้นสูงสุดคือ "พระนิพพาน"  แม้แต่องค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านอยู่สวรรค์ชั้นดุสิต  ก็ยังต้องมาจุติในภพมนุษย์ เพราะต้องอาศัยสังขารหรือธาตุขันธ์ 5 เพื่อชดใช้หนี้เวรหนี้กรรม จนบรรลุพระโพธิญาณ ได้เป็นพระพุทธเจ้าในที่สุด 


*ทีนี้เราจะรู้ได้อย่างไรว่า  


---เรามีองค์หรือเปล่า  หรือชอบไปเที่ยวหาร่างทรงตามตำหนักต่าง ๆ เป็นเทพจริงหรือเปล่า  


---หรือเป็นเพียงสัมภเวสีที่แอบอ้างหากินไปวัน ๆ พอถูกเขาทักว่ามีองค์ ก็เลยพาลรับขันธ์ 5 ไปเลยก็มี


---ถ้าทำถูกต้องก็ดีไป ถ้าทำไม่ถูกต้อง กลายเป็นว่าเอาผีมาใส่ไว้ในตัว  ก็จะซวยไปกันใหญ่ เพราะบางทีเราไม่ทราบว่า ตำหนักไหนแท้หรือเทียม บางคนไม่มีอะไร แต่พอเห็นเขามีองค์ก็พาลอยากจะเป็นบ้าง   ก็เลยทำให้มีทั้ง “ คนทรงเจ้า ”  “ เจ้าเข้าทรง ” ก็อยู่ในวิจารณญาณของท่าน  ที่ต้องพิจารณาศึกษาให้ดีเสียก่อน


---พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนให้เรา ลุ่มหลงในเรื่องของ “ เทพพรหม ” เพราะไม่ใช่ทางหลุดพ้น ยังต้องมาเวียนว่ายตายเกิดอีก จึงไม่สอนให้ไปยึดติดในภพภูมิเหล่านั้น แต่ไม่ได้ทรงปฏิเสธในเรื่องเทพพรหมว่ามีจริง เพราะแม้ครั้งพุทธกาลก็เคยเสด็จไปโปรด พุทธมารดาที่สวรรค์ชั้นดาวดึงษ์  แม้ในพุทธกิจก็ยังแบ่งเวลาไปโปรดเทพเทวดาในชั้นภูมิต่าง ๆ จนมีผู้สำเร็จอริยบุคคลไปเป็นจำนวนมาก


---หลายคนคงจะประสบปัญหาเกี่ยวกับชีวิต หน้าที่การงาน การเจ็บป่วย เชื่อถือในเรื่องไสยศาสตร์ สิ่งลี้ลับ


---ก็มักจะไปตามตำหนักทรงต่าง ๆ บ่อยครั้งที่ถูกทักว่า “มีองค์” ต้องรับขันธ์ จึงจะทำให้ชีวิตหน้าที่การงาน การเงิน คู่ครอง การค้าขาย หรือ สุขภาพจะดีขึ้น แรก ๆ ก็อาจเฉย ๆ พอถูกทักบ่อยเข้าชักเขวเหมือนกัน ก็เลยตกกระไดพลอยโจนไปกับเขาด้วย ขันธ์หนึ่งก็ไม่ต่ำกว่า 500 บาทขึ้นไป จนเหยียบ 10,000 บาท แล้วแต่จะเป็นขันธ์ 5, ขันธ์ 8, ขันธ์ 9, ขันธ์ 10, ขันธ์ 16,  ก็ว่ากันไป ตามอัตถภาพ ไม่รู้ว่าอุปทานหรือไม่ บางคนก็ว่าอะไร ๆ ดีขึ้น แต่ส่วนใหญ่พบว่าเลวยิ่งกว่าเก่า ปัญหารุมเร้าหนักกว่าเดิม พาลเป็นบ้าเป็นบอ เจ็บป่วยหนักกว่าเดิมก็แยะ


---ขันธ์ 5  คือ เครื่องสักการะบูชา ที่ผู้จะมาขอเป็นศิษย์จัดมาให้ครูบาอาจารย์ เพราะในบรรพกาลผ่านมาจวบจนปัจจุบัน การเรียนรู้สารพัดวิชา จะต้องอาศัยการศึกษาจากผู้ที่เป็นครู และการจะขอเรียนวิชาการเหล่านั้นก็จำเป็นต้องจัดตั้งขันธ์ 5


---ขันธ์ 5  ประกอบด้วย  ดอกไม้ขาว ธูป เทียน ผ้าขาว และใช้ใบตองทำกรวยทรงแหลม 5 กรวย บรรจุดอกไม้ ธูป เทียน 5 คู่  ใส่ลงในกรวยทั้ง 5 แล้วจึงนำวางลงบนผ้าขาว  ที่วางรองรับอยู่บนพานหรือภาชนะ แล้วจึงนำเข้าไปกราบครูบาอาจารย์ เพื่อขอเป็นศิษย์ ซึ่งผู้เป็นครูก็จะตรวจดูดวงชะตา ว่าสมควรจะรับเป็นศิษย์ได้หรือไม่ เพราะบางทีจะกลายเป็นศิษย์คิดล้างครูได้ในภายหลัง จึงจำเป็นต้องตรวจเช็คดูเสียก่อน  หากไม่ประสงค์จะรับเข้าเป็นศิษย์ก็จะไม่รับขันธ์ 5  หากพิจารณาเห็นสมควรแล้วก็รับขันธ์ 5 นั้นมา


*บทความ เนื้อเรื่อง หรือ คำอธิบาย โดยละเอียด


---ขันธ์ครู   คือ เครื่องมงคลทั้ง 5 ที่ผู้เป็นครูประสิทธิประสาทพร ในรูปแบบของวัตถุให้กับศิษย์เพื่อเป็นเครื่องเตือนสติ และเป็นที่รำลึกแก่ศิษย์ให้มีความขยันหมั่นเพียร ศึกษาวิชาความรู้ที่ครูมอบให้ไปศึกษาเล่าเรียน  


---ขันธ์ 5 องค์เทพ หมายถึงขันธ์ 5 และขันธ์ครูรวมเข้าด้วยกันนั่นเอง


 

*กรณีการรับขันธ์


---ขันธ์ 5 ของมนุษย์นั้น ประกอบไปด้วย  รูปขันธ์, เวทนาขันธ์, สัญญาขันธ์,  สังขารขันธ์, วิญญาณขันธ์


---เทพ เป็นจิตวิญญาณ มีขันธ์เพียง 3 ขันธ์  คือ เวทนาขันธ์, สัญญาขันธ์, วิญญาณขันธ์  จึงต้องอาศัยการแต่งขันธ์ 5 ของมนุษย์ ที่จัดตบแต่งขึ้นมา เป็นตัวแทนของตน ว่าได้ยอมรับเป็นร่างให้กับเทพองค์นั้น ๆ 


---และยังหมายถึง  ข้อตกลงระหว่างเทพกับมนุษย์ผู้ตกลงปลงใจ  ยอมรับหน้าที่  เป็นสังขารขันธ์ให้กับองค์เทพ    ผู้นั้น  ไว้ใช้ร่างของตน  สร้างบารมี โดยมีองค์เทพผู้ทำพิธีมอบขันธ์   ให้เป็นสักขีพยาน  หากแม้นมีใครระหว่างเทพกับมนุษย์มีการผิดข้อตกลง  ก็ต้องเดือดร้อน ถึงผู้เป็นครูที่เป็นสักขีพยาน จะต้องทำหน้าที่  ว่ากล่าวตักเตือนผู้กระทำผิดต่อไป


*ดังนั้น ความหมายของการรับขันธ์ขององค์เทพ  


---จึงเป็นสัญญาใจหรือข้อตกลงในการประพฤติปฏิบัติทำหน้าที่เหมือนเป็นตัวแทน แห่งเทพ ดังนั้นจึงต้องปฏิบัติตนให้ถูกต้องในความหมายดังนี้ 


*ขันธ์ 5-หมายถึง  การรับศีล 5  


---มาปฏิบัติโดยเคร่งครัด ถ้าทำไม่ได้ก็อย่าเผลอไปรับเข้า มิฉะนั้นอาจถูกลงโทษได้


*ขันธ์ 8-หมายถึง  การรับศีล 8  


---ซึ่งจะต้องประพฤติพรหมจรรย์ ห้ามร่วมหลับนอนฉันท์สามีภรรยา งดเว้นอาหารมื้อเย็น สวดมนต์ไหว้พระ  เจริญสมาธิภาวนา เหมือนการถือศีลบวชพราหมณ์นั่นเอง*ขันธ์ 9-หมายถึง  การรับศีลอุโบสถ


---ถือศีล 8 เคร่งครัด เด็ดดอกไม้ก็ไม่ได้ ดมดอกไม้หรือเครื่องหอมก็ไม่ได้  กินแต่อาหารเจ หรือมังสวิรัติ


*ขันธ์ 10-หมายถึง  ศีลของสามเณรหรือสามเณรี  


---ก็เท่ากับการถือบวช  โดยถือสิกขาบท 10 ประการ


*ขันธ์ 16-หมายถึง  ศีลของนักบวช


---ที่มุ่งการบำเพ็ญสมาธิภาวนา กินอาหารมื้อเดียว งดเว้นของสดของคาว กินแต่ผลไม้ เผือกมัน ไม่เที่ยวเดินพลุกพล่าน อยู่ด้วยการสำรวมปฏิบัติ นั่งสมาธิเป็นที่  เป็นทาง  แทบจะทำตัวเหมือนนักบวช  เพียงแต่เป็นการบวชใจ  ไม่ได้บวชกายเท่านั้น


---ดังนั้น  หากถือปฏิบัติตามที่กล่าวมาแล้วไม่ได้ ก็จงอย่าได้รับเลย หากแม้นมีใครแนะนำให้รับก็จงพิจารณาให้ถ้วนถี่เสียก่อน  เพราะการรับขันธ์นั้น  ไม่ใช่เพียงนำมาบูชาเท่านั้น จะต้องปฏิบัติเป็นประจำด้วยก็คือ  


---การสวดมนต์ไหว้พระ นั่งสมาธิ แผ่เมตตาถึงองค์เทพที่รับมาด้วยจึงจะถูกต้อง ไม่เช่นนั้นแล้ว  อาจสร้างปัญหาให้เดือดร้อนได้  เพราะถือว่าผิดสัจจะที่รับมา


---ถ้าจำเป็นต้องรับ-ด้วยเหตุอันใดก็ตาม เช่น  


---นิมิตจากองค์เทพมาบอกเอง ก็ควรพิจารณาให้ดีว่าจะรับจากใคร


---หรือถ้าเป็นตำหนัก  ก็ต้องดูว่าร่างนั้น ปฏิบัติตนอยู่ในหลักศีลธรรมหรือไม่  เหมาะที่จะเป็น ครูบาอาจารย์ที่จะทำพิธีมอบขันธ์ให้หรือเปล่า   เพราะหากเป็นร่างที่แอบอ้าง หรือเป็นเทพกึ่งเปรต ก็อาจจะนำเอาบริวารที่เป็นตีนโรงตีนศาล มาครอบให้แทน ก็จะวุ่นวายไปกันใหญ่ อันนี้ต้องระวังให้หนัก


*สัจจะองค์เทพฯ


---มนุษย์เมื่อรู้ว่าจำเป็นต้องรับขันธ์  เพื่อยอมอุทิศตนเป็นร่างให้กับองค์เทพแต่ละองค์นั้น ก็จำเป็นต้องทราบว่า ควรจะปฏิบัติตนอย่างไร จึงสมควรแก่ภาระหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย ดังเช่น 


---1.การปฏิบัติตัว-คือ การทำตนเองให้เป็นนักบุญ หมั่นแสวงหาบุญกุศล เหมือนการสร้าง สั่งสมบารมีให้มากที่สุด เช่น การไหว้พระสวดมนต์ ทำบุญใส่บาตร ถือศีล กินเจ สมาธิภาวนา


---2.การปรนนิบัติ-คือ การใช้หนี้ใช้สิน อันเกิดจากชาตินี้และชาติที่ผ่านมา รู้จักกตัญญูกตเวที  เช่น การปรนนิบัติ บิดา มารดา ครูบาอาจารย์ ผู้มีพระคุณ เป็นต้น


---3.การโปรดสัตว์-คือ การช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ หรือสัตว์โลกทั้งหลายให้พ้นทุกข์ เท่าที่จะสามารถทำได้ รู้จักมีเมตตาธรรมนั่นเอง


---ส่วนสิ่งที่มนุษย์จะได้รับตอบแทนจากองค์เทพนั้น ขึ้นอยู่กับการอธิษฐานขอในตอนครอบขันธ์ ทั้งนี้ทั้งนั้นย่อมไม่เกินกฎแห่งกรรม


*ลักษณะของชั้นเทพ


---ลักษณะของจิตวิญญาณในระดับต่าง ๆ ที่ลงมาประทับทรงหรือเข้าทรงมนุษย์นั้น หากเรารู้จักสังเกตให้ดี ก็พอจะแยกได้ว่า เป็นเทพหรือเป็นผี โดยอาศัยหลักพิจารณาโดยสังเขปดังนี้   


---1.ประทับทรงจากส่วนล่าง จิตวิญญาณใดที่ประทับทรงจากปลายเท้าขึ้นมา มักจะเป็นพวกสัมภเวสี หรือ วิญญาณมนุษย์ที่ตายไปแล้ว


---2.ประทับทรงจากด้านหลัง  จิตวิญญาณใดประทับทรงจากด้านหลัง  มักจะเป็นวิญญาณทั่วไปที่มีฤทธิ์อำนาจ ซึ่งมักจะเรียกขานกันว่า   เจ้าพ่อ เจ้าแม่ เจ้าปู่ ฯลฯ


---3.ประทับทรงจากด้านหน้า  จิตวิญญาณใดที่ประทับทรงจากด้านหน้า    มักจะเป็นวิญญาณของมนุษย์ที่ไปเกิดเป็น เทวดาชั้น  จาตุมฯ  ที่อยู่ใกล้ชิดมนุษย์


---4.ประทับทรงจากทางบ่า  จิตวิญญาณใดที่ประทับทรงจากทางบ่า    มักจะเป็นเทพหรือดาบสที่มีฤทธิ์ ในระดับกลาง ๆ


---5.ประทับทรงจากกลางกระหม่อม  จิตวิญญาณใดที่ประทับทรงจากส่วนศีรษะหรือกระหม่อม   มักจะเป็นเทพในระดับสูง


*คำแนะนำ 


---ดังนั้น ถ้าไม่จำเป็นจริง ๆ จะมีองค์หรือไม่ก็ตาม   ถ้าท่านหมั่นสวดมนต์ไหว้พระ นั่งสมาธิ แผ่เมตตาถึงครูบาอาจารย์ องค์เทพเทวาที่คุ้มครองรักษาตนเอง ก็น่าจะเพียงพอ เพราะการที่เทพ  มาอยู่กับเราก็ด้วยเหตุที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น  


---คือ ปรารถนาจะได้ร่วมสร้างบารมี และช่วยเหลือผู้ที่เคยเกี่ยวข้องกันมาก่อน    พาร่างสร้างบารมี  ทำบุญไหว้พระ  สร้างแต่กรรมดี ชอบช่วยเหลือผู้อื่น


---ถ้าเราทำได้ดังนี้  ก็ไม่มีความจำเป็นอะไรที่ต้องไปรับขันธ์  เทพเป็นผู้ที่มีจิตเมตตา ประกอบด้วย


---หิริโอตตัปปะ  คือ  ความละอายและเกรงกลัวต่อบาป ย่อมไม่สร้างปัญหาใด ๆ ให้กับร่างที่จะมาอยู่ด้วย เพราะท่านกลัวบาป การที่จะทำให้เจ็บป่วยหนักหนาแสนสาหัส หรือลงโทษอะไรหนักหนาคงไม่มี นอกจากช่วยเหลือเท่านั้น


---แต่ที่มันเจ็บป่วยหรือมีปัญหาในหน้าที่การงาน การเงิน จนล้มละลาย มันเป็นเรื่องของ "วิบากกรรม"   ที่ใครจะเข้าไปแก้ไขได้ นอกจากช่วยประคับประคองหรือดลจิต ดลใจให้ไปหาผู้ที่สามารถแก้ไขวิบากกรรมส่วนนี้ได้


---ดังนั้น บางทีพอรับขันธ์เข้า แล้วหันหน้ามาปฏิบัติ สวดมนต์ไหว้พระ นั่งสมาธิ อะไร ๆ มันก็ดีขึ้นตามบารมีของตน เพราะก่อนหน้าเมื่อยังดีอยู่นั้น ก็ไม่เคยคิดปฏิบัติจริงจัง ทำบุญก็มีบ้างตามโอกาสเท่านั้น เพราะหากเทพจะมาอยู่ด้วย ก็คงไม่จำเป็นต้องทำพิธีอะไรมากมาย


---การรับขันธ์เป็นเรื่องสมมุติกันขึ้นมาเท่านั้น  เพราะท่านจะมาอยู่กับมนุษย์นั้น บางทีก็ติดตามมาแต่เกิด อยู่ติดตามเรามาตลอด เพียงแต่ไม่รู้เท่านั้นเอง เพิ่งจะมาคิดรับขันธ์เพื่อรับองค์เทพ เพราะอยากรวยเท่านั้นหรือ  เว้นแต่ผู้เป็นร่างทรงที่ทำหน้าที่  


---สงเคราะห์มนุษย์ในการบำบัดรักษาโรคภัยไข้เจ็บ ก็เป็นหน้าที่ขององค์เทพที่ผ่านร่างมา จะสั่งดำเนินการตามโอกาสต่าง ๆ


*ข้อสังเกต มนุษย์ผู้ที่มีองค์เทพแฝงอยู่นั้นสังเกตได้ด้วยตนเองไม่ยาก


---1.มึนศีรษะข้างเดียวเป็นประจำ บางทีทางการแพทย์ว่าเป็น “ไมเกรน”


---2.หนักต้นคอ บางครั้งหนักบ่าสองข้างเหมือนมีใครมาขี่คอ บางทีขับรถอยู่ดี ๆ ก็รู้สึกหนักบ่า


---3.แน่นหน้าอกเป็นบางครั้ง เหมือนคนหายใจไม่อิ่ม บางคนเป็นบ่อย จนหมอว่าเป็นโรคหัวใจ


---4.ฝันแม่นยำ มีลางสังหรณ์แม่นยำ บางทีเรียกสัมผัสที่หก หรือ “ซิกเซ้นท์”


---5.ชอบฝันหรือตีเป็นตัวเลข เสี่ยงโชคได้ใกล้เคียง บางที ผิดแต้มเดียว กลับบนกลับล่าง กลับหน้ากลับ หลัง ซื้อทีไร ก็เฉี่ยวไปเฉี่ยวมาเป็นประจำ แต่ถ้าไม่ซื้อเที่ยวบอกใคร เขาก็จะถูก


---6.บางครั้งหูจะได้ยินเสียงเรียกชื่อเบา ๆ เหมือนเสียงกระซิบก็มี เสียงดังก้องในหู ก็มี


---7.ไปตามสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ หรือ มีอะไรที่ลี้ลับ จะรับรู้โดยการสัมผัส ขนลุกชัน เย็นซ่าไปทั้งตัว


---8.บางครั้งสวดมนต์เป็นภาษาบาลีอยู่ดี ๆ ก็เปลี่ยนเป็นภาษาอื่นรวดเร็วขึ้นมา


---9.หากนั่งสมาธิจะได้หูทิพย์ ตาทิพย์ เร็วกว่าคนทั่วไป


*ดังนั้น  อาการบางอย่างหาหมอก็แล้ว กินยาก็แล้ว มันไม่หาย


---ก็ให้ สวดมนต์นั่งสมาธิตามที่ว่า  แล้วแผ่เมตตาบ่อย ๆ ทุกอย่างมันจะหายไปเอง เสี่ยงโชคลาภก็จะได้ เพราะบารมีที่ทำนี่แหละ แต่บางอย่างก็อาจจะเกิดจากสัมภเวสีได้เช่นกัน


---1.ปวดศีรษะเป็นประจำ  บางครั้งปวดมากจนทนไม่ไหว หมอว่าเป็นความดันบ้าง  ก็แล้วแต่ ก็ควรตรวจเช็คแก้ไข เพราะอาจถูกสัมภเวสีเกาะอยู่ในศีรษะได้


---2.ปวดไหล่เป็นประจำ  หมอว่าเป็นเส้นเอ็นอักเสบ กินยา  ทายาก็แล้ว มันไม่หาย ตึงไปหมด ถือว่าผิดปกติ


---3.มือเท้าชาเป็นซีก จากไหล่ หรือตะโพก หัวเข่าก็ตาม


---4.แน่นหน้าอกมากผิดปกติ


---5.ปวดบริเวณกระเบนเหน็บ   บางที่การแพทย์ระบุว่า หมอนรองกระดูกทับเส้น เว้นแต่กรณีการเกิดอุบัติเหตุ ลื่นหกล้มจนกระแทกพื้นอย่างแรง นั่นก็จะต้องพิจารณารายละเอียดเป็นกรณีไป


*อาการเหล่านี้อาจไม่เกี่ยวกับองค์เทพ  แต่เป็นการแทรกซ้อนจากวิญญาณเร่ร่อนหรือสัมภเวสีที่ไม่มีที่อยู่นั่นเอง  


---ดังนั้น  การที่ได้กล่าวพาดพิงถึง "การรับขันธ์หรือองค์เทพ"  ก็เพื่อให้ท่านทั้งหลายได้ใช้วิจารณญาณ ในการแก้ไขตนเองให้ถูกต้อง ไม่ใช่ใช้เงินแก้ไข  เพราะวิบากกรรมเป็นของมนุษย์ที่กระทำ  กันมา  ครูบาอาจารย์องค์เทพก็ตาม  ก็ไม่อาจฝืนกฎแห่งกรรมได้  แต่อาจชี้ทางแก้ไขได้ เพราะการเจ็บป่วยหรือปัญหาต่าง ๆ ที่รุมเร้ามนุษย์นั้น  มีกรรมเป็นต้นเหตุที่สำคัญ  การแก้ไขเรามาแก้กันที่ปลายเหตุ มันก็ไม่จบ ต้องรู้จักต้นเหตุ เพราะเหตุเกิดที่ไหนก็ดับที่นั่นฯ


 

(หมายเหตุ เป็นความเชื่อส่วนบุคคล)




.....................................................................





ขอขอบคุณแหล่งข้อมูล

รวบรวมโดย...แสงธรรม

(แก้ไขแล้ว ป.)

อัพเดทรอบที่ 6 วันที่ 24 กันยายน 2558


ความคิดเห็น

  1. 1
    เสกสรรค์  สุระกุล
    เสกสรรค์ สุระกุล gldl_29@hotmail.co.th 18/01/2015 21:36

    ขอบคุณครับ


    - ผมขอถามนะครับ มีร่างบอกว่าผมมีองค์ องค์พระพิรุณ จะเข้ามาเทียบร่าง แต่ไม่สามารถทำได้เพราะผมสมาธิไม่ดี  แล้วท่านพิรุณ สามารถลงมาเทียบร่างกับมนุษย์ได้ไหมครับ ถ้าได้ผมก็ยินดีครับ จะต้องทำอย่างไรบ้าง


    รบกวนตอบด้วยนะครับ 

  2. 2
    22/01/2015 16:06

    ขอพระคุณท่านมากมาก สิ่งที่ท่านพูตมา ล้วนแต่มีประโหยดและ เปันจริงมีข้อมุนจริง


    และ ช่วยผมได้จริงครับ ถ้าวันหน้ามีโอกาดได้เจอะคนที่ให้ข้อมูนนี้ผมจะเลี้ยงข้าวชักมื้อเลยนะ

แสดงความคิดเห็น

* *

 

*

view

ประวัติต่างๆ

ประวัติวัดเขาไกรลาศ

ประวัติของหลวงพ่อเทียน=คลิป

มาเช็คชื่อ-เช็คสกุลกันดีกว่า=คลิป

ประวัติพระอธิการชิติสรรค์ จิรวฑฺฒโน=คลิป

ขอเชิญผู้ร่วมบุญสร้างอาศรมเสด็จปู่พระบรมพรหมฤาษีไตรโลก

ประวัติหลวงปู่เทพโลกอุดร

ประวัติฝ่าพระหัตถ์ของพระพุทธองค์

ประวัติของนางวิสาขา=คลิป

ประวัติของอนาถปิณฑิกเศรษฐี=คลิป

ประวัติของเศรษฐีขี้เหนียว

ประวัติเหตุทำบุญที่ช้า=คลิป

ประวัติของผู้ร่วมบุญ=คลิป

ประวัติของพระไตรปิฎก=คลิป

ประวัติการสร้างพระพุทธรูปและพระเจ้า ๕ พระองค์

ประวัติง้วนดิน

ประวัติปู่ฤาษีนารอท

ประวัติพระปางมหาจักรพรรดิ์ ทรงปราบพระเจ้ามหาชมพูบดี

ประวัตินางห้าม..แห่งขอมโบราณ

ความรู้และรายละเอียดพุทธเจดีย์

พระมหาโพธิสัตว์

สาระธรรม

ธรรมะส่องใจ

อานิสงส์แต่ละอย่าง

ประเพณีต่างๆ

ตำนานทั่วไป

สาระน่ารู้

ปกิณกะธรรม

วัตถุมงคล-สาระอื่นๆ

ข้อมูลทั่วไป

ปฎิทิน

« July 2017»
SMTWTFS
      1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031     

สมาชิก

ลืมรหัสผ่าน?
สมัครสมาชิก

สถิติ

เปิดเว็บ20/06/2011
อัพเดท17/07/2017
ผู้เข้าชม3,222,422
เปิดเพจ5,304,327
สินค้าทั้งหมด24

 หน้าแรก

 บทความ

 เว็บบอร์ด

 รวมรูปภาพ

 พระบรมสารีริกธาตุ

 โจโฉ รวมเสียงธรรม

 เฟสบุ๊ค

ติดต่อเรา-

view