/music/.mp3 http://www.watkaokrailas.com
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com

 หน้าแรก

 บทความ

 เว็บบอร์ด

 รวมรูปภาพ

 พระบรมสารีริกธาตุ

 โจโฉ รวมเสียงธรรม

 เฟสบุ๊ค

 ติดต่อเรา-แผนที่

ทำบุญอย่างไร จึงได้ผลมาก

ทำบุญอย่างไร จึงได้ผลมาก

 วิธีการทำทานให้ได้บุญมากที่สุดทำอย่างไร







มิถุนายน 23, 2011 โดย ธ. ธรรมรักษ์


---อานิสงส์และบุญกุศล แห่งการทำทานจะมากมายแค่ไหนขึ้นอยู่กับว่า “จุดมุ่งหมายที่เราทำทานนั้นทำเพื่ออะไร” หากมุ่งหวัง จะจุนเจือเพื่อให้ผู้อื่นได้รับประโยชน์และความสุข ด้วยความมีเมตตาจิตของตนเองแล้ว ย่อมได้อานิสงส์มากกว่าการทำทานเพียงเพราะหวังในผลแห่งทาน หรือหวังในทรัพย์ที่จะได้มาภายหลังมาก ตามหลักของพระพุทธศาสนาที่ปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎกมีอยู่ 4 ประการ (คำพระท่านว่า สัมปทา) ได้แก่


*1.ผู้รับทานนั้นมีศีลบริสุทธิ์ เช่น เป็นพระอริยบุคคลหรือเป็นผู้ที่มีศีลมาก (วัตถุสัมปทา)


---ในพระราชนิพนธ์ของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปรินายก ว่าด้วย การสร้างบุญบารมี พระองค์ก็ได้กล่าวถึง เรื่องบุคคลผู้รับทานนั้นเป็น “ปัจจัยหรือเงื่อนไขที่สำคัญที่สุด” เพราะเราจะทำทานให้ได้ผลบุญมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับคนพวกนี้ หากคนที่รับการให้ทานนั้น เป็นผู้ที่มีศีล มีคุณธรรมสูง เมื่อให้ทานไปแล้วก็ย่อมเกิดผลบุญมาก หากผู้รับ เป็นผู้ที่ไม่มีศีลมีธรรมแล้ว ผลแห่งทานนั้น ก็จะไม่เกิดขึ้น คือ ได้บุญน้อย


---คติโบราณที่กล่าวว่า “ตักบาตรอย่าเลือกพระ”นั้นคงจะใช้ไม่ได้ ในสมัยปัจจุบัน เพราะในอดีต โดยเฉพาะในสมัยพุทธกาลนั้น มีพระอรหันต์มากมาย จึงไม่จำเป็นต้องเลือก เพราะท่านเหล่านั้น ออกบวชเพื่อหนีออกจากวัฏสงสาร โดยมีความมุ่งหวัง จะทำมรรคผลนิพพานให้แจ้ง จึงเรียกได้ว่า เป็นผู้ที่มีความบริสุทธิ์อย่างแท้จริง


*แต่ทว่าในสมัยปัจจุบันเรานี้  


---พระภิกษุที่ปฏิบัติดี  ปฏิบัติชอบนั้น  แม้จะยังมีอยู่  แต่ก็หาได้ยากมากขึ้น  เพราะส่วนใหญ่  มักจะบวชด้วยคติ     4 ประการคือบวชเป็นประเพณี บวชหนีทหาร บวชเอาสนุก และบวชเพราะไม่รู้จะทำมาหาเลี้ยงชีพอย่างไร จึงมาบวชโดยไม่สนใจประพฤติธรรมวินัย จึงเป็นการยากเช่นเดียวกัน สำหรับที่มุ่งหวังจะทำทานให้ถูกกับ “วัตถุสัมปทา” เช่นนี้


---การที่เราจะได้พบผู้ที่มี วัตถุสัมปทาบริสุทธิ์ นั้นทำอย่างไร ก็ขอให้ยึดเอาตามหลัก “กฎแห่งกรรม” ที่ได้กล่าวมาแล้วเป็นสำคัญคือ ประการแรก ขึ้นอยู่กับผลแห่งกรรมดี ที่เป็นของเก่าที่ติดมา (หากจะตีความหมาย ไปในทางเดียวกับคำว่า “วาสนา” ก็คงไม่ผิดนัก) หากเราได้เคยสร้างสมบุญบารมีมาดีแล้ว ด้วยผลแห่งกรรมนี้นั้น ก็จะชักนำพาให้เราไปพบเจอกับ พระภิกษุผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบได้เองโดยง่าย ในทางตรงกันข้าม หากในอดีตเราไม่ได้สร้างบุญมาดีมาก แต่ยังพอสร้างมาบ้าง ก็อาจจะได้เจอทั้งผู้ที่ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ สลับกับพวกที่เป็นอลัชชีอยู่คละเคล้ากันไป


---ประการต่อมาคือ การแสวงหา “วัตถุสัมปทา” หรือผู้ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบให้ได้ด้วยตนเองควบคู่กันไป โดยพยายามสังเกต เอาข้อวัตรในการปฏิบัติของ พระภิกษุเป็นที่ตั้ง คือ ท่านมีระเบียบวินัยในการปฏิบัติเป็นอย่างไร กิริยาโดยทั่วไป สำรวมมากน้อยแค่ไหน รวมไปถึงบริเวณภายในวัด มีความสะอาดเป็นระเบียบมากน้อยหรือไม่ สิ่งเหล่านี้ จะบ่งบอกถึงข้อวัตรในการปฏิบัติของท่านได้ เพราะหากเหตุดีผลก็ต้องดี


---พระผู้ปฏิบัติดี จะมีกิริยาอาการทั่วไปสงบเรียบร้อย เมื่อได้สนทนาด้วยก็จะรู้สึกได้เองว่า ท่านมีเมตตาสูง มีวาจาไพเราะ การแต่งกายก็จะสำรวม มิดชิดรวมถึงบริเวณภายในวัด ก็จะสะอาดเป็นระเบียบ เพราะท่านได้ลงมือปฏิบัติทำความสะอาดอยู่เป็นประจำ


*2.สิ่งของที่จะนำมาทำทานนั้น เป็นของที่ได้มาโดยสุจริต (ปัจจยสัมปทา)


---วัตถุสิ่งของที่ได้มาโดย “สุจริต” หรือมีความบริสุทธิ์ นั่นคือ เหตุแห่งการได้มาซึ่งของเหล่านี้ คือ ได้มาจากการประกอบวิชาชีพที่สุจริต ด้วยแรง ด้วยกำลัง ของตัวเองอย่างแท้จริง ไม่ใช่เป็นของที่ยืมมา หรือไปลักขโมยมา หรือไปเบียดเบียนผู้อื่นไม่ว่าทางใดก็ตาม


---ยกตัวอย่างเช่น การไปฆ่าสัตว์ เพื่อนำมาประกอบอาหารอย่าง ปลา วัว ควาย หรือสัตว์ชนิดอื่นๆ ด้วยตนเอง เพื่อหวัง จะนำเนื้อสัตว์เหล่านั้น มาทำอาหารไปทำบุญพระ หรือไปบริจาคให้คนยากไร้ การที่เราได้เบียดเบียนชีวิตผู้อื่นมาทำทานนั้น แม้จะเอาไปทำบุญสร้างบารมี ก็ได้เพียงแต่น้อย จนถึงเกือบจะไม่ได้อะไรเลย


*3.มีจิตเลื่อมใสใน 3 กาล คือ ก่อนให้ กำลังให้ และหลังจากให้แล้ว (เจตนาสัมปทา)


---เจตนาที่บริสุทธิ์ ในการทำทานนั้น ควรถึงพร้อมทั้งสามระยะคือ ก่อนจะให้ทานก็มีความสุข ร่าเริงและยินดีที่จะให้ทาน เพื่อสงเคราะห์ให้คนอื่นได้รับความสุข ระยะที่กำลังให้ทานก็ควรมีจิตที่สดชื่นแจ่มใส ร่าเริงเบิกบานในทานที่เรากำลังลงมือให้ผู้อื่น และเมื่อครั้งให้ทานเสร็จแล้ว หลังจากนั้น ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปสักเท่าใด ก็ไม่มีความรู้สึกเสียดาย นึกถึงคราวใด ก็มีความสุขอิ่มเอมใจ อย่างนี้เรียกว่า เจตนามีความสมบูรณ์ ทั้งสามระยะ


---แม้ในเรื่อง "เจตนา" นี้ ยังส่งผลชัดเจน ต่อผลแห่งการทำทาน เพราะเจตนาในระยะให้ทานแตกต่างกันไป คือ


*ก่อนให้ทานมีเจตนาบริสุทธิ์ แต่ขณะให้และให้ไปแล้วไม่บริสุทธิ์


---การที่เจตนาแห่งทานมีความบริสุทธิ์ เพียงช่วงระยะแรกนั้น ก็จะส่งผลแห่งทานให้เกิดขึ้น ไม่สม่ำเสมอกัน คือ จะได้ผลแห่งทานกลับคืนมาอย่างรวดเร็ว แต่ก็อาจมีเหตุ ให้ต้องสูญเสียทรัพย์นั้นไป เพราะในขณะที่ให้ มีความเสียดายหลังให้ไปแล้ว ก็ยังเสียดาย ทำให้ผลแห่งทานหมดกำลัง เมื่อได้ทรัพย์กลับมาแล้ว อาจจะรักษาทรัพย์เอาไว้ไม่ได้


*ก่อนให้ทานมีเจตนาไม่ดี แต่ขณะให้มีเจตนาดี แต่หลังให้กลับไม่บริสุทธิ์อีก


---เรื่องราวแบบนี้ มีปรากฏอยู่หลายครั้งในปัจจุบัน เช่น ก่อนจะลงมือทำทาน ไม่ได้คิดว่าจะศรัทธามาก่อน มีเหตุจำเป็น ต้องทำอย่างเสียไม่ได้ ทำเพราะพวกมากลากไป แต่ขณะที่ได้ทำ กลับรู้สึกดีมีความสุข ด้วยอานิสงส์แห่งเจตนานี้ ก็จะส่งผลให้ แม้ในระยะเริ่มต้นชีวิตประสบความยากลำบาก แต่พอถึงช่วงวัยกลางคน กิจการงานหรือธุรกิจที่ได้ทำ มีอานิสงส์ประสบความสำเร็จเจริญรุ่งเรือง


---และหากเจตนามีความบริสุทธิ์ ไปถึงระยะสุดท้าย ก็จะทำให้ผลบุญ ยิ่งมีพลังเกื้อหนุนยาวนาน ทำให้เจริญรุ่งเรืองตลอดไป ในทางตรงกันข้าม หากเจตนาในระยะที่สาม ไม่บริสุทธิ์ เกิดเสียดายทานนั้นอยู่บ่อยๆ แม้กิจการจะเจริญรุ่งเรือง อยู่ในวัยกลางคน แต่ก็อาจเกิดปัญหาประสบความล้มเหลวในบั้นปลายได้ เพราะอานิสงส์แห่งทานนั้น หมดกำลัง ส่งผลไม่ตลอดรอดฝั่งจนบั้นปลายชีวิต


*ก่อนให้ทานและขณะให้ทาน มีเจตนาไม่บริสุทธิ์ แต่หลังจากให้ไปแล้วเกิดความยินดี


---การให้ทานด้วยเจตนานี้ สืบเนื่องมาจากผลแห่งทาน ที่ผู้กระทำมีเจตนาไม่ดีหรือไม่บริสุทธิ์ มาทั้งในระยะที่สองแต่ในระยะสุดท้าย คือ เกิดยินดี เวลานึกถึงผลแห่งทานที่ได้กระทำลงไปแล้ว ด้วยอานิสงส์นี้ ในชาติปัจจุบันแม้จะเกิดมายากจนและต้องทำงานหนักไปเกือบตลอดชีวิต ต้องต่อสู้ดิ้นรน ขวนขวาย สร้างตนเองมาก แม้จะเลยวัยกลางคนไปแล้ว ก็ต้องล้มลุกคลุกคลานตลอดมา


---พอถึงช่วงบั้นปลายชีวิต ทำให้ผลแห่งทานนั้น ได้ส่งผล เกิดเหตุประสบช่องทางที่เหมาะ ทำให้กิจการงานเจริญรุ่งเรืองแบบไม่น่าเชื่อ ทำมาค้าขึ้นอย่างไม่คาดฝัน ตัวอย่างชีวิตคนจริงๆ ที่เห็นได้ชัด ก็มีบุคคลสำคัญๆ ของโลกที่ร่ำรวยมหาศาลในช่วงปลายชีวิตก็มีให้เห็นกันจริงๆ


---ดังนั้น จะเห็นได้ว่า เจตนาเรื่องแห่งการให้ทานนั้น มีความสำคัญ คือ เมื่อตั้งใจจะให้อะไรกับใครแล้ว ขอให้ตั้งจิตเป็นกุศล อย่าได้มัวเสียดายสิ่งที่เราทำทานลงไป ผลแห่งทานนั้น ย่อมย้อนกลับมาสู่ผู้กระทำทานนั้น อย่างแน่นอน


*4.ผู้ที่ได้รับทานนั้นเพิ่งออกจาก นิโรธสมาบัติ (คุณาติเรกสัมปทา)


---คำว่า "นิโรธสมาบัติ" แปลแยกคำได้ว่า “นิโรธ” แปลว่า หนทางดับทุกข์ กับ “สมาบัติ” แปลว่า ความถึงพร้อม ผู้ที่ได้เข้านิโรธสมาบัติ ก็หมายถึง ผู้ที่ถึงพร้อมจะเข้าสู่หนทางดับทุกข์แล้ว ในทางพระพุทธศาสนา หมายถึง พระอริยสงฆ์ตั้งแต่พระอนาคามีและพระอรหันต์เท่านั้นที่จะสามารถทำได้


---การเข้านิโรธสมาบัติ เป็นการเข้าสมาธิบำเพ็ญจิต ภาวนา เป็นระยะเวลานานและเข้าได้ยาก ต้องหาเวลาว่างจริงๆ เพราะเข้าคราวหนึ่ง ใช้เวลาอย่างน้อย 7 วันและอย่างมากไม่เกิน 15 วัน โดยที่ไม่มีการกระทำกิจอันใดอื่นๆ แทรกเลยเมื่อพระอริยสงฆ์ผู้ที่ออกจากนิโรธสมาบัติแล้ว จะทำให้ร่างกายทรุดโทรมและได้รับความลำบากมาก เพราะท่านอดข้าว อดน้ำ ติดต่อกันเป็นเวลานาน ดังนั้น ตามความเชื่อในพระไตรปิฎก ใครได้ทำบุญแก่พระภิกษุ ที่ออกจากนิโรธ สมาบัตินี้ จะได้ผลในวันนั้น หมายความว่า คนจนก็จะได้เป็นมหาเศรษฐีในวันนั้น


---คุณผู้อ่าน คงจะจำ กระทาชายหนุ่มคนที่กลายเป็นมหาเศรษฐี คือ ภัตตภติกะเศรษฐี ได้ก็เพราะ มีองค์ประกอบครบ 4 ประการ จึงได้อานิสงส์แห่งทานมาก กลายเป็นมหาเศรษฐีในพริบตา


---แต่ในสมัยปัจจุบันนั้น มีความแตกต่าง เรื่องนี้ออกไป เพราะการจะได้พบพระอริยสงฆ์ ระดับชั้นสูง อย่างพระอนาคามีหรือพระอรหันต์นั้น ก็เรียกได้ว่ายากเต็มทีแล้ว ยิ่งการจะได้พบขณะที่ท่านออกจากนิโรธสมาบัตินั้น ก็ยิ่งเป็นเรื่องที่ยากลำบาก เกินวิสัยคนธรรมดาจะได้พบ ผู้ที่จะได้พบและมีโอกาสได้ทำบุญถวายทานกับพระอริยสงฆ์ที่เพิ่งออกจากนิโรธสมาบัตินั้น เรียกได้ว่าขึ้นอยู่กับ “กรรมเก่า” ที่ได้สร้างบุญมาดีจริงๆ จึงจะมีโอกาสได้พบ


---ดังนั้นในปัจจุบัน จึงกล่าวถึง หลักแห่งการทำทาน ให้ได้ผลอานิสงส์สูงไว้เพียง 3 ประการเท่านั้น แต่ในที่นี้อยากจะขอกล่าวเพิ่มไว้ในประเด็นสำคัญ ที่คนปัจจุบัน สามารถทำทานให้ได้ผลบุญอานิสงส์มากนั้น เกี่ยวข้องกับ “อาการแห่งการให้ด้วย”


*อาการแห่งการให้ทาน ต้องมีความบริสุทธิ์และถึงพร้อม


---นอกจากเจตนาในการให้แล้ว จิตเจตนาของผู้ให้ จะส่งผลไปสู่การกระทำทางกาย ที่เห็นได้จากกิริยาอาการ ที่แสดงออกมา ในเวลาให้ทาน ก็มีความสำคัญมาก เพราะนอกจากจะบ่งบอกถึง “คุณภาพใจ” ของผู้ให้แล้ว ยังมีผลกระทบ ต่ออานิสงส์ที่จะได้รับอีกด้วย


---หากเรามี “อาการของการให้ที่ดีประกอบแล้ว ย่อมส่งผลถึงอานิสงส์ ที่จะได้รับในทานนั้นอย่างชัดเจน หากมีอาการในการให้ ที่ไม่ดี ไม่บริสุทธิ์ แม้เจตนาจะบริสุทธิ์ ผลสัมฤทธิ์แห่งทาน ย่อมไม่ถึงที่สุดแห่งผลบุญฉันนั้น อาการแห่งการให้ที่ดี นี้เรียกว่า “สัปปุริสทาน”


---พระพุทธองค์ตรัสเรื่องอาการแห่งการให้ที่ดี นี้ ไว้กับ อนาถบิณฑิกเศรษฐี ในสมัยพุทธกาล ขณะที่ท่านเศรษฐีกำลังยากจนลง แต่ก็ยังมุ่งมั่นถวายทาน ด้วยอาหารที่พอจะหาได้ ซึ่งพระองค์กล่าวไว้ว่า


---“การให้ทานนั้น จะเป็นของดีหรือไม่ก็ตาม ผลแห่งทาน จะมีความสมบูรณ์ หากได้ให้ด้วยอาการแห่งสัตบุรุษ 5 ประการนี้ คือ สัตบุรุษย่อมให้ทานด้วยอาการ ศรัทธา 1, ย่อมให้ทานโดยเคารพ 1, ย่อมให้ทานโดยกาลอันควร 1, เป็นผู้มีจิตอนุเคราะห์ให้ทาน 1, และย่อมให้ทานไม่กระทบตนเองและผู้อื่น 1, ดังนั้น คนดีมีปัญญา เมื่อให้ก็ควรให้แต่สัปปุริสทาน ซึ่งจะนำความสุขความดีงามที่สมบูรณ์มาสู่ชีวิต”


*1.การให้ทานด้วยอาการศรัทธาเป็นอย่างไร


---คือ อาการแห่งการให้ทานนั้น ให้ด้วยความเลื่อมใสใน “กฎแห่งกรรม” ว่า ทำดีย่อมได้ผลที่ดี ทำชั่วก็ได้ผลเป็นทุกข์ ให้เดือดเนื้อร้อนใจ เชื่อว่าสัตว์ทั้งหลายนั้น ย่อมมีกรรมเป็นของตน ล้วนต่างเป็นไปตามกรรมที่ตนกระทำและเชื่อใน ปัญญาเครื่องตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า


---คนเราจะบริสุทธิ์ได้ ด้วยการประกอบความดี ด้วยกาย วาจา และใจที่บริสุทธิ์มาก และจะสามารถเข้าถึงธรรมะภายในตน ซึ่งมีอยู่แล้วในสรรพสัตว์ทั้งหลายได้ การน้อมนำธรรมะของพระพุทธเจ้า มาปฏิบัติจะทำให้ตนมีความบริสุทธิ์ขึ้น จนถึงขั้นตรัสรู้ธรรมได้ ผู้ที่ให้ทานด้วยความศรัทธา ย่อมเป็นผู้ที่มั่งคั่ง มีทรัพย์มาก และเป็นผู้มีรูปร่างหน้าตาที่สวยงาม น่าดู น่าเลื่อมใส ประกอบด้วย ผิวพรรณงาม ในที่ที่ทานนั้นส่งผล


*2.ให้ทานด้วยอาการที่มีความเคารพเป็นอย่างไร


---คือ มีความเคารพในตัวบุคคล ที่เราจะมอบทานนั้นให้ มีความอ่อนน้อม เช่น การให้ของ โดยการยกประเคนด้วยมือทั้งสอง หรือยกขึ้นเหนือหัว แล้วจึงให้ อย่างนี้ ย่อมแสดงถึงอาการแห่งความเคารพและเจตนาแห่งการให้ได้เต็มที่ ผู้ที่ให้ทาน ด้วยความเคารพ จะส่งผลให้กลายเป็นผู้มั่งคั่ง มีทรัพย์มากและจะเป็นผู้ที่มีบุตร ภรรยา บริวาร คนใช้ หรือคนงาน ที่อยู่ในโอวาทคอยฟังคำสั่งสอนหรือตั้งใจใคร่รู้ ในที่ที่ทานนั้นส่งผล


*3.ให้ทานตามกาลเป็นอย่างไร


---คือ ให้ทานนั้น ๆ ในเวลาที่สมควร ซึ่งเป็นเวลาจำเพาะ ที่จะต้องให้ในช่วงนี้เท่านั้น หากเลยเวลานี้ไป ก็ไม่สำเร็จประโยชน์หรือเกิดผลแห่งทานแล้ว


---ยกตัวอย่าง ความเชื่อเรื่องการทำบุญทอดกฐิน ว่าทำไม จึงเชื่อกันว่า เป็นทานที่ทำแล้วได้บุญมาก ก็เพราะการถวายผ้ากฐิน แด่สงฆ์นั้น ต้องกระทำในช่วงภายหลังจากออกพรรษาในเวลา 1 เดือนเท่านั้น เนื่องจาก ภายในหนึ่งปีพระพุทธองค์ จะกำหนดให้คณะสงฆ์ทั้งหมด มีเวลาที่จะซ่อมแซมผ้าจีวรของตนเองให้เสร็จเรียบร้อยภายในเวลา 1 เดือน เพราะหลังจากนั้น จะได้นำเวลาไปเผยแผ่ในพระธรรมและการปฏิบัติธรรม อันจะเป็นประโยชน์แก่คนหมู่มาก


*สำหรับ “กาลทาน” อื่นๆ ทั่วไป พระพุทธทรงแสดงไว้ในกาลทานสูตร มีอีก 5 อย่าง คือ


---อาคันตุกะทาน ให้ทานแก่ผู้มาสู่ถิ่นของตน เช่น เมื่อมีผู้ที่ลำบาก เพราะไม่คุ้นเคยในท้องถิ่น หากได้ให้ความช่วยเหลือ ไม่ว่าทางใดก็ถือเป็นกาลทานที่ดี คมิกะทาน คือ ให้ทานแก่ผู้ที่เตรียมตัวจะเดินทางไปยังที่ต่างๆ เช่น เมื่อมีผู้มาขอความช่วยเหลือในการเดินทางไปยังสถานที่อื่นที่เรารู้จัก แต่เขาไม่รู้จักก็ถือเป็นกาลทานที่ดี ทุพภิกขะทาน คือ การให้ทาน ในช่วงเวลาที่ข้าวยากหมากแพง หรือเศรษฐกิจตกต่ำหรือประสบภาวะอุบัติภัยทั้งหลาย สำหรับคนที่มีทรัพย์มากหรือเป็นพ่อค้า หากได้บริจาคหรือช่วยเหลือคนหมู่มาก ในเวลานี้ ก็จัดได้ว่าเป็นการให้ทานในกาลทานที่เหมาะสม นวสัสสะทาน คือ ให้ทานเมื่อมีข้าวใหม่ๆ ก็นำมาทำทานก่อน หมายความว่า ปรารถนาจะให้ผู้อื่นได้มีความสุขมากที่สุดโดยนำของใหม่ๆ มาให้ก่อน และ นวผละทาน คือ ให้ทานเมื่อมีผลไม้ออกใหม่ ก็นำมาทำทานก่อน


---ผู้ที่ให้ทานตามกาลอันควรแล้ว ย่อมส่งผลอานิสงส์ ให้เป็นผู้มั่งคั่ง มีทรัพย์มากและย่อมเป็นผู้ที่มีความสุขมากคือ อยากได้ในสิ่งใดเวลาที่ต้องการ ก็จะได้ในสิ่งนั้น


*4.ให้ทานด้วยจิตอนุเคราะห์ 


---เช่น เมื่อเห็นคนตกทุกข์ได้ยาก ขาดแคลนปัจจัย 4 ก็มีจิตอนุเคราะห์ช่วยเหลือโดยไม่หวังผลตอบแทน ผู้ที่ให้ทานด้วยจิตอนุเคราะห์แล้วย่อมยังผลอานิสงส์ ให้เป็นผู้มั่งคั่ง มีทรัพย์มากและมีความสุข


*5.ให้ทานโดยไม่กระทบตนเองและผู้อื่น


---คือ การให้โดยไม่ทำลายคุณความดีของตนเองและผู้อื่น ไม่ผิดศีล ไม่ทำให้ตัวเองเดือดร้อนเพื่อถวายทาน เช่น ฆ่าสัตว์ทำอาหารเพื่อถวายพระ เพราะการให้ทานอย่างนี้ เป็นการทำลายคุณงามความดีของตนเอง อีกนัยหนึ่งคือ ไม่ทำทานด้วยการทำให้คนอื่นเดือดร้อน หมดกำลังใจ เกิดอาการกระทบกระเทือนใจ เช่น ทำบุญเพื่อข่มคนอื่น ดูถูก ดูแคลนคนที่ทำน้อยกว่า เหล่านี้ เป็นต้น


---ผู้ที่ให้ทานโดยไม่กระทบตนเองและผู้อื่น ย่อมได้รับผลบุญอานิสงส์ ทำให้เป็นผู้มั่งคั่ง มีทรัพย์มาก ไม่มีภยันตราย จากที่ใดจะมากล้ำกราย หรือทำให้สูญเสียทรัพย์ได้ ไม่ว่าจะเป็น ภัยจากไฟ จากน้ำ จากผู้มีอำนาจในบ้านเมือง จากโจรผู้ร้าย รวมทั้งจากคนไม่เป็นที่รักด้วย


---ส่วนอาการแห่งการให้ ที่ปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎก ซึ่งเป็นอย่างสุดท้ายก็คือ “สัปปุริสทาน 8 ประการ” อันได้แก่ การให้ทานด้วยของที่ สะอาด 1 ให้ของที่ประณีต 1 ให้ตามกาล 1 ให้ของที่สมควร 1 เลือกที่จะให้ 1 ให้อย่างเนืองนิตย์ 1 เมื่อให้แล้วจิตผ่องใส 1 และให้แล้วดีใจ 1


---อาการที่ให้ทานและวัตถุที่ให้ทาน มีความประณีต เช่น การให้ข้าวและน้ำ ที่สะอาดและมีความประณีตในการตั้งใจแสวงหาและทำมาให้ รวมถึงให้ตามกาลสมควร ให้อย่างเป็นประจำเนืองนิตย์ เลือกที่จะให้กับคนที่ดี หรือผู้ประพฤติพรหมจรรย์อย่างนักบวช บริจาคของหรือให้ไปมากแล้ว ก็ไม่รู้สึกเสียดายนั้น ย่อมส่งผลให้อานิสงส์แห่งทานนั้น เกิดแก่ผู้ให้อย่างสมบูรณ์


---คือ ได้เกิดในภพภูมิที่เป็นสุข หากเกิดเป็นมนุษย์ ก็เป็นผู้ที่มีทั้งทรัพย์มาก รูปร่างผิวพรรณหน้าตาดี มีบริวารที่ดี ต้องการในสิ่งใด ก็จะได้ตามกาลเวลาที่เหมาะสม ได้แต่ของที่ดีและประณีตและไม่มีเหตุให้ต้องสูญเสียในทรัพย์ ทั้งจากโจรผู้ร้าย ผู้มีอำนาจหรือ อุบัติภัยใดๆ ที่จะมาก่อให้เกิดความเสียหายได้เลย


---ที่กล่าวมาทั้งหมด คือ หลักและวิธีการสร้างบุญด้วยทานที่ให้ผลเร็วและแรง ผลแห่งทานมีอานิสงส์มาก โดยที่พระพุทธองค์กล่าว ตรัสถึงอานิสงส์แห่งการให้ทานนั้น จะทำให้ผู้ที่ให้ได้รับผลบุญแห่งการทำทาน ปรากฏอยู่ใน   สีหสูตรว่า


---“ผู้ให้ย่อมเป็นที่รักที่ชอบใจ แก่คนเป็นอันมาก คนดีเป็นอันมาก ย่อมพอใจคบหาผู้ให้ทาน (หมายถึงจะได้กัลยาณมิตรมาเพิ่ม) มีชื่อเสียงอันดีงามของผู้ให้และยังผลให้ชื่อขจรขจายไป มีความกล้าหาญ องอาจ ไม่เกื้อเขินในที่ชุมชน และเมื่อละจากโลกนี้ไปแล้ว ย่อมบังเกิดในสุคติโลกสวรรค์”


---จะเห็นได้ว่า การที่พระองค์กล่าวเช่นนี้ ก็เป็นไปตามหลักกฎแห่งกรรม ว่าทำดีย่อมได้ดีเพียงแต่ได้ผลต่างกาลเวลากัน คือ 4 ประการแรก ยังอานิสงส์ให้เกิดในภพชาติปัจจุบันและอย่างสุดท้ายส่งผลในภพชาติ ต่อไป.


---สรุปว่า... ถ้าจะให้มีบุญ ผลบุญเต็มที่ นั้น ทุก ๆ ครั้งก่อนที่จะทำบุญ ก็ต้องรับศีลก่อน เป็นอันดับแรก จากนั้นให้เจริญสติหรือนั่งกรรมฐานกองใดกองหนึ่งอย่างน้อยสัก ๑๕ นาทีก่อนถวายทาน หรือ ทำบุญกิริยาวัตถุอื่นๆ ตามกำลังศรัทธาที่จะทำ (ต้องเร็วด้วย หมายถึง "จิต" และควรจะรู้อานิสงส์ของบุญนั้น ๆ ด้วย) พระพุทธองค์ตรัสว่า...ได้บุญเพียบในกองบุญต่าง ๆ ครับ........






.......................................................................





ขอขอบคุณแหล่งข้อมูล

รวบรวมโดย...แสงธรรม

(แก้ไขแล้ว ป.)

อัพเดทรอบที่ 6 วันที่ 25 กันยายน 2558


ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

* *

 

*

view

ประวัติต่างๆ

ประวัติวัดเขาไกรลาศ

ประวัติของหลวงพ่อเทียน=คลิป

มาเช็คชื่อ-เช็คสกุลกันดีกว่า=คลิป

ประวัติพระอธิการชิติสรรค์ จิรวฑฺฒโน=คลิป

ขอเชิญผู้ร่วมบุญสร้างอาศรมเสด็จปู่พระบรมพรหมฤาษีไตรโลก

ประวัติหลวงปู่เทพโลกอุดร

ประวัติฝ่าพระหัตถ์ของพระพุทธองค์

ประวัติของนางวิสาขา=คลิป

ประวัติของอนาถปิณฑิกเศรษฐี=คลิป

ประวัติของเศรษฐีขี้เหนียว

ประวัติเหตุทำบุญที่ช้า=คลิป

ประวัติของผู้ร่วมบุญ=คลิป

ประวัติของพระไตรปิฎก=คลิป

ประวัติการสร้างพระพุทธรูปและพระเจ้า ๕ พระองค์

ประวัติง้วนดิน

ประวัติปู่ฤาษีนารอท

ประวัติพระปางมหาจักรพรรดิ์ ทรงปราบพระเจ้ามหาชมพูบดี

ประวัตินางห้าม..แห่งขอมโบราณ

ประวัติพญานาค

ความรู้และรายละเอียดพุทธเจดีย์

พระมหาโพธิสัตว์

สาระธรรม

ธรรมะส่องใจ

อานิสงส์แต่ละอย่าง

ประเพณีต่างๆ

ตำนานทั่วไป

สาระน่ารู้

ปกิณกะธรรม

วัตถุมงคล-สาระอื่นๆ

ข้อมูลทั่วไป

ปฎิทิน

« August 2017»
SMTWTFS
  12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031  

สมาชิก

ลืมรหัสผ่าน?
สมัครสมาชิก

สถิติ

เปิดเว็บ20/06/2011
อัพเดท16/08/2017
ผู้เข้าชม3,268,175
เปิดเพจ5,373,458
สินค้าทั้งหมด24

 หน้าแรก

 บทความ

 เว็บบอร์ด

 รวมรูปภาพ

 พระบรมสารีริกธาตุ

 โจโฉ รวมเสียงธรรม

 เฟสบุ๊ค

ติดต่อเรา-

view