/music/.mp3 http://www.watkaokrailas.com
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com

 หน้าแรก

 บทความ

 เว็บบอร์ด

 รวมรูปภาพ

 พระบรมสารีริกธาตุ

 โจโฉ รวมเสียงธรรม

 เฟสบุ๊ค

 ติดต่อเรา-แผนที่

เกิดเป็นมนุษย์

เกิดเป็นมนุษย์

บุญที่ได้เกิดเป็นมนุษย์






 

---บนพื้นโลกอันกว้างใหญ่ไพศาล  เป็นที่อาศัยของสัตว์นานาชนิด  มากมายเหลือที่จะนับ  มีทั้งที่เราเคยเห็นและไม่เคยเห็น  ที่มีร่างกายใหญ่โตอย่างช้างก็มี  ที่มีร่างกายเล็กอย่างมดหรือเล็กยิ่งกว่ามดก็มี  ที่มีร่างกายละเอียดเกินกว่าที่ตามนุษย์จะเห็นได้  เช่น เทวดาก็มี  สัตว์บางพวกมีรูปร่างสวยงาม  น่าทัศนา  บางพวกมีรูปร่างน่าเกลียด  ไม่ชวนมอง บางพวกก็มีรูปร่างแปลกๆ จนดูน่าขัน 


---สัตว์นอกจากจะมีมากมายหลายชนิด  และมีรูปร่างผิดแผกแตกต่างกันแล้ว  ยังมีอุปนิสัยจิตใจ แตกต่างกันด้วย บางพวกมีจิตใจอ่อนโยน  มีเมตตากรุณา  บางพวกดุร้าย  ใจแคบ  บางพวกใจกว้าง เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่อารีอารอบ ฯลฯ  ไม่มีสัตว์ชนิดใดเลย ที่เหมือนกันทุกอย่าง  แม้ลูกฝาแฝดที่ว่ามีรูปร่างหน้าตาคล้ายกันมากที่สุด  ก็ยังไม่เหมือนกันทุกส่วน ถ้าเหมือนกันทุกส่วนแล้ว   เราจะไม่ทราบเลยว่า ใครเป็นพี่  ใครเป็นน้อง   นอกจากนั้น   นิสัยใจคอของฝาแฝดก็มิได้เหมือนกัน  ชีวิตของสัตว์ทั้งหลาย เกิดมาด้วยกรรมและดำเนินไปตามกรรมที่ตนทำไว้  มีกรรม จำแนกให้ผิดแผกแตกต่างกัน


---ในน้ำมี   กุ้ง  ปู  เต่า  ปลา  และสัตว์น้อยใหญ่ที่เรารู้จักและไม่รู้จักอีกมากมาย


---บนบกมี   มนุษย์   ช้าง   ม้า   วัว   ควาย   สุนัข    แมว   เป็นต้น


---ในอากาศมี   นก  ผีเสื้อ  และแมลงต่างๆ


---นอกจากนั้น ก็ยังมีเทพบุตร  เทพธิดา  อินทร์  พรหม  ยม  ยักษ์  เปรต  อสุรกาย  และสัตว์นรก


---ในบรรดาสัตว์เหล่านั้น  มนุษย์เป็นสัตว์ประเสริฐที่สุด  ที่ประเสริฐที่สุด เพราะมนุษย์มีโอกาส ทำความดีได้ทุกชนิด  ตั้งแต่ความดีเล็กน้อย  ไปจนถึงความดีขั้นสูงสุด   คือ การบรรลุมรรค  ผล  นิพพาน

---พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า   "การได้อัตภาพเป็นมนุษย์นั้นแสนยาก"  แต่การดำเนินชีวิตให้ถูกทาง เมื่อมาแล้วยังยากกว่า   เพราะถ้าดำเนินชีวิตไม่ถูกทางแล้ว ชีวิตในอนาคตมีแต่จะตกต่ำลง   ยากนักที่จะมีโอกาสกลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีก 


---ในเมื่อตายไป  การเกิดเป็นมนุษย์ต้องอาศัยปัจจัยหลายอย่างนำเกิดฉันใด   การดำเนินชีวิตให้ถูกต้องเมื่อเกิดมาแล้ว   ก็ต้องอาศัยปัจจัยหลายอย่างฉันนั้น

 

*การเกิดเป็นมนุษย์ต้องอาศัย   บุญ   มีทาน เป็นต้น นำเกิด


---การดำเนินชีวิตให้ถูกต้อง  ก็ต้องอาศัยสมบัติ ๔ อย่าง ที่พระพุทธองค์ตรัสเรียกว่า"จักกะ ๔" หรือ "จักร ๔"  เป็นสำคัญ  ผู้ใดมีจักร  ๔   อย่างนี้   ย่อมได้รับโภคทรัพย์   ยศ   ชื่อเสียง   ความสุขและความเจริญ  ตลอดชีวิต


*จักร ๔   อย่าง   คือ


*๑.ปฏิรูปเทสวาสะ  การได้อยู่ในประเทศที่สมควร


---คำว่า ประเทศที่สมควร นั้นได้แก่  สถานที่ หรือถิ่นที่มีคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แผ่ไปถึงหรือเป็นที่อยู่ หรือเป็นที่ผ่านไปมาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  พระปัจเจกพุทธเจ้า  พระสงฆ์สาวก  หรืออุบาสก  อุบาสิกา  ผู้นับถือพระรัตนตรัย


---ลองพิจารณาดูเมืองไทยที่ได้ชื่อว่า ดินแดนแห่งพระพุทธศาสนาบ้าง   บางแห่งก็ไม่มีพระสงฆ์สาวกของพระพุทธ เจ้าอาศัยอยู่  หรือจาริกผ่านไป  บางแห่งมีวัด ก็ไม่มีพระสงฆ์  ต้องการจะทำบุญ  ถวายทานสักครั้ง  ก็หาภิกษุผู้รับทานไม่ได้  แม้การทำทานก็ยังยาก  จะป่วยกล่าวไปไยกับการรักษาศีล  หรือเจริญภาวนา  ที่ใดที่กุศลเกิดได้ยาก  ที่นั้นไม่ชื่อว่าประเทศที่สมควร


---ผู้ที่อยู่ในถิ่นที่พระพุทธศาสนาแผ่ไปไม่ถึงนั้น น่าสงสารมาก  แม้การหาเลี้ยงชีพ  จะไม่ฝืดเคือง มีอาหารบริโภคสมบูรณ์   แต่เขาก็ดำเนินชีวิตไปตามยถากรรม  โดยไม่รู้ว่าอะไรควร  อะไรไม่ควร อะไรทำแล้วเป็นบุญ  อะไรทำแล้วเป็นบาป  สักแต่ว่าทำตาม ๆ กัน  อย่างที่บรรพบุรุษเคยทำมา  แม้คนที่อยู่ในถิ่นที่พระพุทธศาสนาแผ่ไปถึง  แต่ไม่สนใจศึกษาหรือสดับพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า  ก็ไม่ผิดอะไรกับคนป่าคนดอย


*คนที่ไม่รู้จักพระพุทธศาสนานั้น  เวลามีทุกข์ก็แสวงหาวิธีดับทุกข์ที่ไม่ถูกทาง


---บางคนอาศัยอบายมุข  มีการพนันเป็นต้น  เป็นเครื่องดับทุกข์


---บางคนบนบาน  เทวดา  ผีสาง  นางไม้  เจ้าป่า  เจ้าเขา ให้ช่วย


---บางคนคิดว่า  ตายเสียได้คงพ้นทุกข์  จึงได้ฆ่าตัวตายด้วยวิธีต่างๆ  ฯลฯ


---ผู้ที่แสวงหาสิ่งดังกล่าวแล้วเป็นต้นนี้  เป็นที่พึ่ง  เป็นที่ดับทุกข์  ชื่อว่าแสวงหาที่พึ่งผิดทาง  เพราะที่พึ่งเหล่านั้น ไม่ใช่ที่พึ่งอันประเสริฐ  ไม่ใช่ที่พึ่งที่อาจดับทุกข์ได้ตลอดไป  เพราะอะไร   เพราะตัวของผู้เป็นทุกข์เอง ก็มีสภาพไม่เที่ยง  ยังต้องมีความเกิด  แก่  เจ็บ  ตาย  แตกดับ เป็นธรรมดา  สิ่งที่ยึดเอาเป็นที่พึ่งนั้นเล่า ก็ไม่เที่ยง   มีความแตกดับเป็นธรรมดาเช่นเดียวกัน   สิ่งที่มีสภาพไม่เที่ยง   แตกดับด้วยกัน  จะดับทุกข์ของกันได้ตลอดไปได้อย่างไร  

      

---บางคนมีทุกข์ไม่ได้แสวงหาที่พึ่งดังกล่าวนั้น   แต่อาศัยพระพุทธ   พระธรรม   พระสงฆ์   เป็นที่พึ่ง   คนเช่นนี้ ชื่อว่าแสวงหาที่พึ่งที่ถูกทาง   แสวงหาเครื่องดับทุกข์ที่ถูกทาง เพราะอะไร   เพราะพระพุทธ  พระธรรม  พระสงฆ์  ๓  ประการนี้ ชื่อว่าที่พึ่งอันประเสริฐ  ชื่อว่าที่พึ่งอันสูงสุด  ชื่อว่าที่พึ่งอันเกษม  เพราะเป็นที่พึ่งที่เป็นปัจจัยให้เข้าถึงความเกษม  คือ พระนิพพาน  อันไม่มีความแตกดับ  ก้าวล่วงทุกข์ทั้งปวงได้ในที่สุด


---พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ใน  ธรรมบท  พุทธวรรค  ข้อ  ๒๔  ว่า  "มนุษย์ทั้งหลายเป็นอันมาก ถูกภัยคุกคามแล้ว  ย่อมถือเอาภูเขา  ป่า  อาราม  และรุกขเจดีย์ว่าเป็นที่พึ่ง  นั่นไม่ใช่ที่เกษม นั่นไม่ใช่ที่พึ่งอันสูงสุด บุคคลอาศัยสิ่งเหล่านั้นแล้ว ย่อมไม่พ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้ 


---ส่วนผู้ใดมาถึงพระพุทธ  พระธรรม  พระสงฆ์  ว่าเป็นที่พึ่ง  เห็นแจ้งอริยสัจ  ๔  คือ ทุกข์,  สมุทัย  เหตุให้เกิดทุกข์,  นิโรธ  ธรรมเป็นเครื่องดับทุกข์,  และอริยมรรคอันประกอบด้วยองค์  ๘  อันเป็นทางให้ถึงความดับทุกข์  ด้วยปัญญาอันชอบ  นั่นเป็นที่พึ่งอันเกษม  นั่นเป็นสูงสุด บุคคลอาศัยพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งแล้ว  ยังพ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้


---เพราะฉะนั้น  การอยู่ในประเทศที่สมควร  ประเทศที่มีพระพุทธศาสนาแผ่ไปถึง  จึงเป็นอุดมมงคล เป็นเหตุให้เกิดความเจริญ  เป็นปัจจัยให้เราดำเนินชีวิตได้ถูกทางประการหนึ่ง


*๒.สัปปุริสูปัสสยะ  การเข้าไปอาศัยสัตบุรุษ  หรือการคบหาสัตบุรุษ


---อย่าว่าแต่คนที่อยู่ในดินแดนที่ไม่สมควรเลย   ที่จะแสวงหาที่พึ่งอันไม่ถูกทาง   แม้คนที่อยู่ในประเทศที่สมควร  บางครั้งและบางคนก็ยังแสวงหาที่พึ่งไม่ถูกทางเช่นเดียวกัน  ทั้งนี้ เพราะเขามิได้เข้าไปคบหา  สนทนา กับสัตบุรุษผู้รู้ทั้งหลาย  เขาจึงไม่มีโอกาสทราบว่า  สิ่งใดควรประพฤติ  สิ่งใดไม่ควรประพฤติ สิ่งใดมีโทษ  สิ่งใดไม่มีโทษ  สิ่งใดเป็นประโยชน์  สิ่งใดไม่เป็นประโยชน์


---เพราะฉะนั้น  การคบหาสัตบุรุษ จึงเป็นปัจจัยประการหนึ่งที่  ๒  ในการดำเนินชีวิตให้ถูกต้อง  สัตบุรุษนั้น ได้แก่ ผู้สงบ  คือ  สงบจากกายทุจริต  สงบจากวจีทุจริต   สงบจากมโนทุจริต   อันเป็นบาปอกุศล


---กายทุจริต  การประพฤติชั่วทางกาย  มี ๓ อย่าง  คือ  การฆ่าสัตว์ทั้งด้วยตนเองและใช้ผู้อื่น ๑  การถือเอาสิ่งของที่เจ้าของมิได้ให้ด้วยเจตนาคิดจะลัก  ๑  การประพฤติผิดประเวณี  ๑


---วจีทุจริต  การประพฤติชั่วทางวาจา มี ๔ อย่าง  คือ  การพูดเท็จ ๑  การพูดส่อเสียด ให้ผู้อื่นแตกแยกกัน ๑  การพูดคำหยาบ ๑  การพูดเพ้อเจ้อ เหลวไหล ไร้สาระ ๑


---มโนทุจริต  การประพฤติชั่วทางใจ  มี ๓ อย่าง  คือ  อภิชฌา  การคิดเพ่งเล็งอยากได้ของผู้อื่นมาเป็นของตน ๑  พยาบาท  การคิดให้ผู้อื่นพินาศ ๑  มิจฉาทิฏฐิ  ความเห็นผิดว่าทานที่ให้แล้วไม่มีผล เป็นต้น ๑


---สัตบุรุษนั้น เป็นผู้มีศรัทธาเชื่อมั่นในพระพุทธ  พระธรรม  พระสงฆ์  เชื่อกรรมและผลของกรรม เชื่อว่าสัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน  เป็นผู้มีศีล  เป็นผู้มีพาหุสัจจะ คือ สดับตรับฟังมาก  มีหิริ ความละอายบาป   มีโอตตัปปะ  ความกลัวบาป  มีจาคะ  ยินดีในการให้ไม่ตระหนี่  และมีปัญญารู้จัก  อะไรควร  ไม่ควร  ตลอดจนมีปัญญาพาตนให้พ้นทุกข์ได้   พระพุทธเจ้า  พระปัจเจกพุทธเจ้า  พระอริยสาวก  ตลอดจนผู้ตั้งอยู่ในศีล  ในธรรม   ชื่อว่าสัตบุรุษ   ในบรรดาสัตบุรุษเหล่านั้น   พระพุทธเจ้าประเสริฐที่สุด


---พระพุทธเจ้านั้น เกิดขึ้นได้แสนยาก  นานนักหนากว่าจะมีพระพุทธเจ้ามาตรัสรู้สักพระองค์หนึ่ง  การบังเกิดขึ้นของพระองค์ นำมาซึ่งประโยชน์ และความสุขแก่มนุษย์และสัตว์ทั้งหลาย  อย่างหาประมาณมิได้  พระองค์ทรงชี้ทางให้สัตว์ทั้งหลาย ได้เข้าสู่สุคติโลกสวรรค์  และมรรคผล นิพพานเป็นจำนวนมาก


---การได้ฟังพระสัทธรรม   คือ คำสั่งสอนของพระองค์ก็ยาก เพราะเราอาจจะไปเกิดเสียในทุคติมีนรกเป็นต้น  หรือแม้ได้เกิดในสุคติมีมนุษย์เป็นต้น  ก็ไม่แน่ว่าเรา จะได้มีโอกาสฟังธรรมของพระองค์หรือไม่  ทั้งนี้ เพราะใจของสัตว์นั้น มากด้วยความยินดีต้องการ   แต่พระองค์ทรงสอนให้ละความยินดี ความต้องการ  เป็นการทวนกระแสกิเลส   ผู้ฟังที่ขาดปัญญาบารมี   จึงมิได้สนใจคำสอนของพระองค์เท่าที่ควร  เมื่อไม่สนใจก็ประพฤติผิดทาง


---ด้วยเหตุนี้  พระพุทธองค์จึงตรัสว่า  "ในโลกนี้   คนที่เห็นแจ้งมีน้อย  สัตว์ที่ไปสวรรค์มีน้อย เหมือนนกพ้นจากข่ายมีน้อย"


---และตรัสว่า  "คนที่ไปถึงฝั่ง คือ พระนิพพานมีน้อย   ส่วนมากมักเลาะอยู่ริมฝั่ง"


---ผู้ใดได้ฟังธรรมของพระองค์แล้วประพฤติตาม   ย่อมได้รับความสุขชั่วนิรันดร


---พระพุทธเจ้าและพระสาวกของพระพุทธเจ้า  เป็นผู้ที่ควรบูชา  ใครๆ ไม่ควรดูหมิ่นว่า บุญ ที่เกิดจากการบูชาพระองค์และสาวกของพระองค์ เป็นบุญเล็กน้อย  เพราะว่าการบูชาบุคคลที่ควรบูชา   ผู้เช่นกับด้วยพระองค์และสาวกของพระองค์ผู้หมดจดจากกิเลสนั้น  ใครๆ ไม่อาจ ประมาณบุญนั้นได้ว่า มีประมาณเท่านั้นเท่านี้


---เมื่อสัตบุรุษท่านเป็นผู้เพียบพร้อมด้วยคุณความดีดังกล่าวนี้   ท่านก็ปรารถนาให้ผู้อื่นได้เป็นเช่นเดียวกับท่าน   เมื่อผู้ใดเข้าไปหาท่าน ท่านก็ย่อมจะสอนให้ผู้นั้น ได้ตั้งอยู่ในคุณความดี เช่นเดียวกับท่าน นั่นคือ สอนให้ละชั่ว  ประพฤติดี  ได้แก่ ละบาปทุจริต  ประพฤติกุศลสุจริต


---ปัจจุบันนี้ แม้พระพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพานไปแล้ว  แต่พระสงฆ์ผู้ประพฤติดี ปฏิบัติชอบ ตลอดจนอุบาสก อุบาสิกา  ผู้ตั้งอยู่ในศีล  ในธรรม  มั่นคงในพระรัตนตรัย  ยังมีอยู่ ท่านเหล่านี้ เป็นสัตบุรุษที่เราควรเข้าไปคบหาสมาคมและดำเนินรอยตามท่าน  การคบหาสัตบุรุษ  จึงเป็นปัจจัยประการหนึ่งในการดำเนินชีวิตให้ถูกทาง


*๓.อัตตสัมมาปณิธิ  การตั้งตนไว้ชอบ


---แม้การคบสัตบุรุษ จะเป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่ง ในการดำเนินชีวิตให้ถูกทาง   แต่ถ้าเป็นแต่เพียงเข้าไปคบหา  มิได้สนใจที่จะประพฤติตามคำสอนของท่านแล้ว  การคบหานั้น ก็ไม่เกิดประโยชน์อันใด ในเมื่อเรามิได้ตั้งตนไว้ชอบ  คือ มิได้ตั้งอยู่ในธรรมของสัตบุรุษ  คือ สุจริตธรรม  ๑๐  ประการ  มีการงดเว้น จากการฆ่าสัตว์ เป็นต้น


---ก็สุจริตธรรม ๑๐ ประการ หรือกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการนี้  ชื่อว่า ธรรมของมนุษย์  เราเกิดเป็นมนุษย์แล้ว มีกุศลกรรมบถไม่ครบ ๑๐ จะชื่อว่าเป็นมนุษย์โดยสมบูรณ์ได้อย่างไร


---ก็คำว่า  "มนุษย์"  นั้นแปลว่า  ผู้มีใจสูง  คือ สูงด้วยคุณธรรม  มีเมตตากรุณา  ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่เบียดเบียนสัตว์  เป็นต้น  ทั้งเป็นผู้จักเหตุที่สมควรและไม่สมควร  เป็นผู้รู้จักว่าอะไรเป็นประโยชน์  อะไรไม่เป็นประโยชน์  และอะไรเป็นกุศล  อะไรไม่เป็นกุศล  ถ้ามนุษย์ไม่รู้จักสิ่งเหล่านี้  มนุษย์ก็ไม่ต่างกับสัตว์เดียรัจฉาน


---มนุษย์ที่มีจิตใจเป็นมนุษย์   ท่านเรียกว่า  "มนุสสมนุสโส"


---มนุษย์ที่มีจิตใจเหมือนเปรต  คือ หิวกระหาย  อยากได้  ต้องการอยู่เสมอ ไม่อิ่ม ไม่เต็ม ท่านเรียกว่า  "มนุสสเปโต"


---มนุษย์ที่มีจิตใจเหมือนเดียรัจฉาน  ไม่รู้ว่าอะไรดี  อะไรชั่ว  เอาแต่  กิน  นอน  และสืบพันธุ์เท่านั้น ท่านเรียกว่า  "มนุสสติรัจฉาโน"


---มนุษย์ที่มีจิตใจเหมือนเทวดา  คือ รู้จักละอายบาปและกลัวบาป  รื่นเริงบันเทิงอยู่  ท่านเรียกว่า  "มนุสสเทโว"


---มนุษย์จึงควรมีศีล ๕ เป็นอย่างต่ำ มีกุศลกรรมบถ ๑๐ เป็นอย่างสูง  ส่วนใครสามารถจะทำฌาน   วิปัสสนา   มรรค ผล  อันเป็นอุตตริมนุสสธรรม  คือ ธรรมที่ยิ่งกว่าธรรมของมนุษย์ให้เกิดได้ยิ่งประเสริฐ


---คนในสมัยพุทธกาลเป็นจำนวนมาก  ที่ได้เกิดในประเทศที่สมควร  คือ เกิดในดินแดนของพระพุทธศาสนา ในสมัยที่พระบรมศาสดาอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ยังทรงพระชนม์อยู่ ได้เข้าไปคบหาใกล้ชิดพระองค์ ได้ฟังธรรมของพระองค์ แต่ยังคงประพฤตินอกลู่  นอกทาง  ผิดศีล  ผิดธรรม  อย่างนี้ชื่อว่า ตั้งตนไว้ผิด   ดังพระเทวทัตเป็นตัวอย่าง   เมื่อตั้งต้นไว้ผิด   ชีวิตของเขาจะพบกับความสุขความเจริญได้อย่างไร


---ด้วยเหตุนี้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงตรัสว่า "ตถาคตเป็นเพียงผู้บอกทาง" คือ บอกทางสวรรค์และมรรค ผล  นิพพาน  ให้เท่านั้น  ส่วนการดำเนินชีวิตให้ถึงจุดหมายปลายทางนั้น  ท่านทั้งหลาย  ต้องประพฤติด้วยตนเอง


*๔.ปุพเพกตปุญญตา 


---การได้ทำบุญไว้ในปางก่อน  เป็นจักรข้อที่  ๔  ที่จะสนับสนุนให้เราดำรงชีวิตอยู่ในทางที่ชอบ  กอปรด้วยประโยชน์


---การเกิดเป็นมนุษย์ในชาตินี้  ก็อาศัยบุญที่ได้ทำไว้ในปางก่อน  คือในชาติที่ล่วงมาแล้วนำเกิด  เมื่อมีชีวิตอยู่  มีโอกาสได้อยู่ในถิ่นที่สมควร  ได้พบพระพุทธศาสนา  ได้คบหาสัตบุรุษและฟังธรรมจากท่าน  ทำให้ตั้งตนไว้ชอบ  สนใจในการทำบุญกุศล  ตลอดจนการประพฤติปฏิบัติ  เพื่อบรรลุ มรรคผล นิพพาน อันเป็นกุศลสูงสุด  ก็ล้วนอาศัย  บุญ  ที่ได้เคยทำไว้ เป็นปัจจัยสนับสนุนให้ได้รับผลสำเร็จทั้งสิ้น


*ถ้าขาดบุญเสียแล้ว  ท่านจะไม่มีโอกาสได้รับสิ่งเหล่านี้เลย


---หากยังต้องเกิดอีกตราบใด  บุญที่ทำไว้ในชาติก่อน ๆ ที่ยังไม่มีโอกาสให้ผล  รวมกับบุญที่ทำใหม่ในชาตินี้  ก็ยังติดตามไปให้ผลในชาติต่อไปด้วย


---สิ่งทั้งหลายที่เราปรารถนาและแสวงหามาไว้  ล้วนอยู่กับเราผู้เป็นเจ้าของไม่นานเลย  ของเหล่านั้น แม้จะเป็นที่รักสักเพียงใด ก็ไม่อาจติดตามเจ้าของไปภพหน้าได้ แม้เมื่อเจ้าของยังมีชีวิตอยู่ ก็ไม่แน่ว่าของนั้น จะอยู่กับเจ้าของตลอดไป อาจสูญหาย  หรือถูกทำลายไปด้วยไฟบ้าง  ด้วยโจรบ้าง ด้วยน้ำบ้าง  ด้วยผู้มีอำนาจบ้าง  ด้วยการล้างผลาญของทายาทที่มีความประพฤติไม่ดีบ้าง  ฯลฯ


---ส่วนบุญมิได้เป็นเช่นนั้น  ใครๆ ไม่อาจทำลายบุญให้สูญหายไปได้  แม้โจรก็ลักไปไม่ได้  ไฟไหม้ไม่ได้  น้ำท่วมไม่ได้ ถูกผู้มีอำนาจริบไม่ได้ หรือถูกทายาทที่มีความประพฤติไม่ดีล้างผลาญไม่ได้ ฯลฯ  แม้เมื่อสิ้นชีวิตแล้ว บุญนั้นสามารถติดตามไปให้ความสุขแก่เจ้าของในภพหน้าได้ด้วย   เพราะเหตุนั้น  บุญ  ที่ทำไว้  จึงเป็นปัจจัยเกื้อกูลแก่ชีวิตของเรา  ให้พบกับความสุขและความสำเร็จ  ประการหนึ่ง


---ในทางตรงกันข้าม บาป ที่บุคคลสั่งสมไว้ในปางก่อน ก็เป็นปัจจัยให้พบกับความทุกข์และความผิดหวังนานาประการ  ทั้งยังติดตามไปให้ความทุกข์แก่ผู้กระทำในภพหน้าด้วย  ผู้มีปัญญาจึงเพียรละบาป  เร่งบำเพ็ญบุญ


---เรื่องของการทำความดี  คือ บุญกุศลนั้น  เมื่อมีจิตเลื่อมใสศรัทธาแล้ว  อย่ารีรอ จงทำทันที  เพราะจิตนั้น กลับกลอก เปลี่ยนแปลง รวดเร็วนัก  มีปกติไหลไปหาบาป  ทั้งเราไม่อาจรู้ว่า ความตายจะมาถึงเราเมื่อไร  เราอาจจะตายเสีย ในขณะที่ยังรีรออยู่ก็ได้ ชีวิตนั้นยังพอประกันได้  แต่ไม่มีใคร สามารถประกันศรัทธาของใครได้  ว่าให้ตั้งอยู่นานเท่านั้นเท่านี้ แม้ท่านผู้ทรงฤทธิ์  เป็นพระอรหันต์ อย่างท่านพระมหาโมคคัลลานะ ก็ยังไม่อาจประกันศรัทธาของอุบาสก ผู้เป็นอุปัฏฐากของท่านได้


*มีเรื่องเล่าไว้ใน  สุปปาวาสาสูตร  ขุททกนิกาย  อุทาน  ข้อ  ๖๒  ตอนหนึ่งว่า . . . . . .


---พระนางสุปปาวาสาโกลิยธิดา  ประสูติพระโอรสแล้ว  ทรงปรารถนา จะถวายภัตตาหารแด่พระพุทธเจ้ากับพระสงฆ์สาวกสัก ๗ วัน  เมื่อทรงส่งคนไปกราบทูลนิมนต์พระพุทธเจ้า  พระพุทธเจ้าไม่อาจทรงรับนิมนต์ได้ในทันที  เพราะอุบาสกผู้เป็นอุปัฏฐากของท่านพระมหาโมคคัลลานะ  ได้กราบทูลนิมนต์ไว้ก่อนแล้ว  จึงตรัสสั่ง ให้ท่านพระมหาโมคคัลลานะ บอกเรื่องนี้แก่ อุบาสกผู้เป็นอุปัฏฐากของท่าน  อุบาสกนั้นกล่าวว่า  "ถ้าท่านพระมหาโมคคัลลานะ สามารถประกันโภคสมบัติ  ชีวิตและศรัทธาของท่านได้  ท่านก็ยอมตกลง"  ท่านพระมหาโมคคัลลานะ ยอมประกันแต่โภคสมบัติและชีวิตของอุบาสกนั้นเท่านั้น  แต่ไม่อาจประกันศรัทธาของอุบาสกได้


---เมื่ออุบาสกนั้น เห็นท่านพระมหาโมคคัลลานะ ประกันโภคสมบัติและชีวิตของตน  ว่าจะไม่เป็นอันตรายใน ๗ วัน จึงได้ยินยอมให้พระนางสุปปวาสา ถวายภัตตาหารแก่พระพุทธเจ้าและพระสาวกก่อน ตนจะถวายภายหลัง ทั้งนี้ เพราะมั่นใจว่า ศรัทธาของตนที่มีต่อพระพุทธเจ้าและพระสงฆ์สาวก  จะไม่หวั่นไหวเปลี่ยนแปลงเป็นอื่น


---สรุปว่าไม่มีใครอาจประกันจิตที่เป็นกุศลของใครได้ ว่าจะไม่เปลี่ยนเป็นอื่น  เพราะจิตนั้น เกิด ดับ รวดเร็ว  กลับกลอก รักษาได้ยาก  แต่ผู้ที่สามารถฝึกจิตที่กลับกลอก  รักษาได้ยาก ให้อยู่ในอำนาจได้  คือ ให้ตั้งอยู่ในกุศลได้แล้ว  เป็นความดี เพราะจิตที่บุคคลฝึกดีแล้ว ย่อมนำความสุขมาให้


---แต่จิตที่บุคคลตั้งไว้ผิด  คือ ตั้งไว้ในบาปอกุศล  มีกายทุจริต  วจีทุจริต  มโนทุจริต  ย่อมนำความทุกข์และความพินาศมาให้  แม้คนที่มีเวรต่อกัน  ก็ยังนำความทุกข์และความพินาศมาให้ น้อยกว่าจิตที่ตั้งไว้ผิด


---มีคนเป็นจำนวนไม่น้อยที่เข้าใจว่า  จิตของมนุษย์ เมื่อเริ่มเกิด  คือ ถือกำเนิดในครรภ์มารดานั้น บริสุทธิ์  ไม่มีความต้องการใด ๆ  แต่เมื่อโตขึ้น จิตก็เศร้าหมอง  เพราะอุปกิเลส มีโลภะ เป็นต้น จรมารบกวน  ทำให้ต้องการสิ่งโน้นสิ่งนี้ไม่มีที่สิ้นสุด  จริงอยู่ พระพุทธองค์ตรัสไว้ใน อํ. เอกนิบาต ข้อ ๕๐ ว่า จิตนี้ผุดผ่อง  แต่ว่าจิตนี้เศร้าหมองแล้ว  ด้วยอุปกิเลสที่จรมา


---คำว่า  "จิตปภัสสร"  ที่แปลกันว่า  จิตผุดผ่อง  นี้  ก็มีความหมายเพียงผุดผ่องเท่านั้น  มิได้หมายไกลไปถึงว่า บริสุทธิ์  เพราะจิตบริสุทธิ์นั้น หมายถึง จิตที่ปราศจากกิเลสโดยสิ้นเชิง


---แต่จิตผุดผ่องมิได้เป็นเช่นนั้น  เพราะยังมีกิเลสอย่างละเอียด คือ อนุสัยกิเลส ตามนอนอยู่ด้วย เหตุที่ยังละไม่ได้ ก็อนุสัยกิเลสนี้ ที่ทำให้จิตเศร้าหมอง  หากเชื้อ คือ อนุสัยกิเลสยังนอนสงบนิ่งอยู่ตราบใด  จิตนี้ผุดผ่องอยู่ตราบนั้น 


---จิตผุดผ่องนี้ คือ ภวังคจิต ที่ทำหน้าที่ รักษาภพชาติ คือ ความเป็นมนุษย์เอาไว้ เป็นจิตที่รับอารมณ์ ที่ได้รับมาจากภพเก่า คือ ชาติก่อน  ยังมิได้ขึ้นสู่วิถี ทำหน้าที่เห็น  ได้ยิน  รู้กลิ่น  รู้รส  รู้สัมผัส เย็น ร้อน  อ่อน  แข็ง  และรู้ธัมมารมณ์ ต่อเมื่อใด อารมณ์ใหม่มาปรากฎทางตา  หู  จมูก  ลิ้น  กายและใจ  เมื่อนั้นจิต ก็ขึ้นวิถีทำหน้าที่เห็น  ได้ยิน  รู้กลิ่น  รู้รส  รู้สัมผัส เย็น ร้อน อ่อน แข็งและรู้ธัมมารมณ์  หากไม่สำรวมจิตให้ดี  คือ ขาดสติหลงใหล ไปในอารมณ์เหล่านั้น อุปกิเลส ก็จะจรเข้ามา  ทำให้จิตเศร้าหมองทันที


---ด้วยเหตุนี้  ภวังคจิต จึงไม่ผิดกับน้ำที่มองดูใส  แต่มีตะกอนนอนอยู่ข้างล่าง  เมื่อมีอะไรมากวน  น้ำนั้นก็ขุ่นทันที  น้ำที่มีตะกอนนอนอยู่ข้างล่าง  มองดูใสสะอาดฉันใด  ภวังคจิตที่มีอนุสัย นอนสงบอยู่ก็ดูผุดผ่องฉันนั้น


---ด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้  จิตของทารกแรกเกิด จึงมิได้บริสุทธิ์  เพราะถ้าจิตของทารกบริสุทธิ์แล้วไซร้ ทารกนั้น ก็ปราศจากกิเลสโดยสิ้นเชิง  เป็นพระอรหันต์มาตั้งแต่เกิด  แต่พระอรหันต์นั้น เมื่อปรินิพพานแล้ว  ท่านไม่เกิดอีก  เพราะท่านดับอนุสัยกิเลสอันเป็นเชื้อที่จะทำให้เกิดได้หมดแล้ว


---ในทางพระพุทธศาสนานั้น แสดงว่าผู้ที่มาเกิด ไม่ว่าจะเกิดในภพภูมิใด  ผู้นั้น คือ ผู้ที่ยังไม่หมดกิเลส  จิตยังไม่บริสุทธิ์  เพราะถ้าจิตบริสุทธิ์หมดกิเลสแล้ว จะมาเกิดอีกไม่ได้  นอกจากนั้น ยังแสดงว่าผู้ที่เกิดขึ้นในภพใหม่นั้น  เมื่อเกิดขึ้นแล้ว จิตที่เกิดขึ้น รับอารมณ์ใหม่เป็นครั้งแรกต่อภวังคจิต  คือ โลภะ จิตที่ประกอบด้วยความยินดีในภพที่ตนเกิด  ต่อแต่นั้น จิตอื่นมีกุศลเป็นต้น จึงจะเกิดได้  ทั้งนี้ ไม่เว้นแม้แต่พระอนาคามี ผู้เกิดในพรหมโลก


---การร้องไห้ของทารก ที่คลอดจากครรภ์มารดาก็ดี  ร้องไห้เพราะต้องการนมก็ดี  ล้วนแต่แสดงว่า ทารกนั้นมีกิเลสทั้งสิ้น  จริงอยู่ เด็กไม่อาจแสดงออกซึ่งกิเลสหยาบ มีการตี การด่า เป็นต้นได้  แต่เด็กก็แสดงออก ซึ่งกิเลสที่มีอยู่ในใจ ให้ผู้อื่นรู้ว่า  เขาชอบใจ  ไม่ชอบใจ  อยากได้  ไม่อยากได้  เป็นต้น


---ก็กิเลสที่มีอยู่ในใจนั้นมาจากไหนเล่า  ถ้าหากว่าไม่มีเชื้อ  คือ อนุสัย  ตามนอนอยู่ในสันดาน  คือ ความสืบต่อของจิตแล้ว  กิเลสอย่างกลาง ที่คอยกลุ้มรุมจิตใจให้เร่าร้อน และกิเลสอย่างหยาบที่แสดงออก ทางกาย ทางวาจา  มีการตี การด่า เป็นต้น  จะเกิดขึ้นได้อย่างไร  แต่เพราะมีอนุสัย อันเป็นกิเลสอย่างละเอียดเป็นเชื้ออยู่  กิเลสอย่างกลางและอย่างหยาบจึงเกิดได้


---ด้วยเหตุนี้  ความเข้าใจที่ว่า  จิตของมนุษย์แรกเกิดบริสุทธิ์ จึงไม่ถูกต้อง  เพราะเมื่อเรายังละเชื้อ  คือ อนุสัยยังไม่ได้ตราบใด  อนุสัยนั้น ก็ติดตามเราไปทุกชาติตราบนั้น  ทำให้เกิดในภพใหม่อยู่ร่ำไป ทั้งยังทำให้จิตใจของเราผู้เกิดแล้ว   ต้องเศร้าหมองด้วยความรักบ้าง  ความโกรธบ้าง  ความหลงบ้าง


---พระพุทธองค์ตรัสว่า  ธรรมทั้งหลายมีใจเป็นหัวหน้า  มีใจประเสริฐที่สุด  สำเร็จแล้วแต่ใจ  (คือจิต)  ถ้าบุคคลมีใจอันโทษ ประทุษร้ายแล้ว กล่าวอยู่ก็ตาม ทำอยู่ก็ตาม  ทุกข์ย่อมไปตามบุคคลนั้น  เพราะทุจริต ๓  อย่าง  เหมือนล้อหมุนไปตามรอยเท้าโคตัวลากเกวียนไปฉะนั้น  เพราะฉะนั้นจึงควรติดตามดูจิต เพื่อมิให้ตกไปในอกุศล  ด้วยการกำหนดรู้สภาพของจิต  ที่เกิดขึ้นทุกขณะ


---เพียงเท่านี้ก็จะเห็นได้ว่า  การเกิดเป็นมนุษย์ แล้วดำรงชีวิตให้ถูกทาง  คือ ให้อยู่ในบุญกุศล นั้นแสนยาก  เพราะต้องคอยประคับประคองจิต ไม่ให้ตกไปในบาปอกุศล  หากใจเป็นบาปอกุศลแล้ว โอกาสที่ความชั่วทางกาย  ทางวาจา ทางใจ  คือ อกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ  อันมิใช่ธรรมของมนุษย์ ย่อมเกิดขึ้นได้ง่าย  การรักษาใจ เพียงอย่างเดียว ชื่อว่า รักษากายและวาจาด้วย


---ในจำนวนคนเป็นล้านๆ  มีกี่คนที่รักษาใจไว้มิให้ตกไปในบาปอกุศล  แม้คนที่ศึกษาธรรมมาอย่างดี  รู้โทษของ อกุศลแล้ว ก็ยังยากที่จะทำใจ ให้เป็นกุศลได้ตลอดเวลา  เพราะธรรมทั้งหลาย เป็นอนัตตา  จิตหรือใจ ก็เป็นอนัตตา  ไม่อยู่ในอำนาจของใคร  เราจึงไม่อาจบังคับจิตของเราให้เป็นกุศลตลอดไปได้ 


---กุศลและอกุศล เกิดขึ้นตามเหตุปัจจัยและความคุ้นเคย กล่าวคือ  ถ้าจิตคุ้นเคยอยู่กับบุญกุศล  บุญกุศล  ก็เกิดได้ง่าย แต่ถ้าจิตคุ้นเคยกับอกุศล  อกุศลก็เกิดได้ง่าย ด้วยเหตุนี้ ควรพยายามสั่งสมกุศลให้มาก เพื่อให้จิตคุ้นเคยกับกุศล   โดยเฉพาะกุศลขั้นภาวนา เพราะกุศลขั้นภาวนาเท่านั้น ที่ช่วยรักษาจิต มิให้ตกไปในบาปอกุศลได้  


---ารตามรู้สภาพของจิตตามความเป็นจริงนี้   จะช่วยให้เรารู้ว่าขณะนี้ จิตเป็นกุศลหรือจิตเป็นอกุศล   เมื่อรู้ว่าเป็นกุศล ก็พยายามรักษาไว้และเจริญให้มากขึ้น  แต่ถ้ารู้ว่า จิตเป็นอกุศล ก็พยายามละและระวังไม่ให้เกิดขึ้นอีก การฝึกจิตให้คุ้นเคยกับกุศลนั้นทำอย่างไร  ไม่ยากเลย  ขอเพียงอย่าปล่อยกุศลเล็ก ๆ น้อย ๆ ผ่าน ไปโดยไม่ใส่ใจ  หรือดูหมิ่นว่าเป็นกุศลเล็กน้อย  ไม่จำเป็นต้องทำ  ซึ่งไม่ถูกต้อง  กุศลทุกชนิดไม่ควรละเลย


---เช่น เราเห็นมดลอยน้ำอยู่ในน้ำ โอกาสที่เราจะช่วยให้มดรอดตายมีอยู่ จะโดยการใช้มือช้อนขึ้นมา หรือใช้ไม้เขี่ยให้พ้นน้ำก็ได้  แต่เราไม่ได้ทำ เพราะคิดว่าธุระไม่ใช่  มดไม่ใช่ลูกหรือพ่อแม่  ญาติพี่น้องของเรา  หรือคิดว่าการช่วยมดไม่ทำให้เราได้รับประโยชน์อันใด  ถึงจะได้บุญ  ก็ได้บุญเล็กน้อย เสียเวลา  เอาไว้ทำบุญ  ใหญ่ๆ ดีกว่า  แล้วก็ละเลยเสีย  ไม่ได้คิดว่า นั่นเป็นโอกาสที่จะได้ทำกุศลแล้ว  กลับปล่อยให้กุศลที่จะเกิดผ่านไปเสียด้วยความประมาท  


---ความจริงแล้ว มดก็มีชีวิตจิตใจเช่นเดียวกับมนุษย์  กลัวตายเหมือนมนุษย์  ทั้งหมดนั้น อาจเป็นพ่อแม่หรือญาติพี่น้องของเราในอดีตก็ได้  ใครจะรู้ว่าในวัฏฏสงสารอันยืดยาวนี้  เราและสัตว์ทั้งหลายมีความผูกพันกันอย่างไร  จึงไม่ควรดูดาย  คนที่ตกน้ำ แลัวช่วยตนเองไม่ให้จมน้ำตายไม่ได้  ย่อมกลัวตายอย่างไร  มดก็กลัวจมน้ำตายอย่างนั้น การช่วยให้มดรอดชีวิต จึงไม่ใช่กุศลเล็กน้อย  แต่เพราะประมาทดูหมิ่น ว่าเป็นกุศลเล็กน้อย  กุศลก็เกิดไม่ได้  มิหนำซ้ำอกุศล ยังเกิดแทนอีกด้วย


---หรือเพียงเราเดินไปตามถนนหนทาง  พบเศษกระเบี้องหรือเศษแก้ว ทิ้งอยู่บนทางเดิน  พบแล้ว ก็มิได้เดินผ่านไปเฉยๆ  ได้เก็บเศษแก้วแตกนั้น ออกไปให้พ้นทางเดิน  ด้วยจิตใจที่ประกอบด้วยเมตตากรุณา   ต้องการให้ผู้คนที่เดินผ่านไปมาได้รับความปลอดภัย  ไม่ถูกกระเบื้องแตกตำเท้าให้บาดเจ็บ  ซึ่งบางครั้ง เมื่อถูกตำ แล้วไม่รักษาให้ถูกต้อง  ปล่อยให้สกปรก  อาจเป็นบาดทะยักถึงตายได้  การทำอย่างนี้  ก็เป็นบุญ เป็นกุศล  ซึ่งบางคนอาจคิดว่าเป็นบุญเล็กน้อยจึงละเลย ความจริงหาได้เล็กน้อยไม่ เพราะเป็นประโยชน์แก่คนเป็นอันมาก


---ถ้าเราหมั่นฝึกจิตของเราให้ไม่ละเลยต่อกุศล  แม้เล็กน้อยอย่างนี้บ่อยๆ  จิตใจของเราจะคุ้นเคย กับกุศล  จนกุศล สามารถเกิดได้บ่อยและง่ายขึ้น  อกุศลหาโอกาสแทรกได้ยาก  ด้วยเหตุนี้ จึงไม่ควรปล่อยให้ กุศลเล็กน้อย ผ่านไป  อย่าลืมว่า พระพุทธเจ้าตรัสว่า "บุคคลไม่ควรดูหมิ่นบุญ ว่าบุญมีประมาณน้อย  จักไม่มาถึง  แม้หม้อน้ำยังเต็มได้ด้วยหยาดน้ำที่ตกลงมาทีละหยาด ๆ ฉันใด  นักปราชญ์สั่งสมบุญ  แม้ทีละน้อยๆ  ย่อมเต็มด้วยบุญ ฉันนั้น"


---ในทางตรงกันข้าม  เราก็ไม่ควรดูหมิ่นบาปเล็กน้อย ว่าจะไม่เพิ่มมากขึ้น  ในเมื่อเราทำบาปนั้น บ่อยๆ  และเมื่อทำบ่อยๆ  จิตใจก็คุ้นกับบาป  เป็นเหตุให้บาปเกิดได้ง่ายและบ่อยขึ้น  ลองสังเกตดู เด็กที่ขาดการอบรมสั่งสอน  มักชอบรังแกและฆ่าสัตว์เล็กๆ โดยเห็นเป็นของสนุก  เมื่อโตขึ้น ก็สามารถฆ่าสัตว์ใหญ่ตลอดจนมนุษย์ได้อย่างสบาย  โดยไม่มีความละอายและเกรงกลัวบาป  เห็นการกระทำความชั่ว  การกระทำบาปเป็นเรื่องธรรมดา ทั้งนี้ ก็เพราะจิตใจของเขาคุ้นเคยกับบาปมาตั้งแต่เยาว์


---บางคนชอบลักเล็กขโมยน้อย  หยิบฉวยทรัพย์สินของผู้อื่น  ทั้งที่เป็นของสาธารณะ  และของส่วนบุคคลจนเคยชิน  สายไฟ  หลอดไฟ ตามถนนหนทางถูกขโมย  ต้นไม้ที่มีผลยื่นออกมานอกรั้ว  หรือแม้จะอยู่ภายในรั้ว  มีเจ้าของหวงแหนและระแวดระวัง  ก็ถูกคนจำพวกนี้หยิบฉวย  เก็บเอาไปทั้งต่อหน้าและลับหลัง  โดยขาดความละอายใจ  ว่าตนได้ละเมิดกรรมสิทธิ์ของผู้อื่น


---คนเหล่านี้หวงแหนชีวิตและทรัพย์สินของตน ใครมาทำลายชีวิตและทรัพย์ของตน ก็โกรธคิดอาฆาตพยาบาท  แต่ร่าเริงบันเทิงใจ เมื่อได้ชีวิตและทรัพย์สินของผู้อื่นโดยมิชอบธรรม ลืมเอาใจเขามาใส่ใจเรา  ว่าเรารักชีวิตและทรัพย์สินของเราอย่างไร  ผู้อื่นก็รักชีวิตและทรัพย์สินของเขาอย่างนั้น


---พระพุทธองค์ตรัสว่า  "บุคคลไม่ควรดูหมิ่นบาป ว่ามีประมาณน้อยจะไม่มาถึง  แม้หม้อน้ำย่อมเต็มด้วยหยาดน้ำที่ตกลงมาทีละหยาดๆ ฉันใด  คนพาลสั่งสมบาปแม้ทีละน้อยๆ  ย่อมเต็มด้วยบาปฉันนั้น"  เพราะฉะนั้นจงสั่งสมบุญ  ละเว้นบาป


---ด้วยเหตุที่การเกิดเป็นมนุษย์นี้แสนยาก เพราะต้องอาศัยบุญนำเกิด  เมื่อได้ความเป็นมนุษย์มา แล้ว  ก็ควรใช้ชีวิตให้ถูกต้อง  ให้สมกับที่ได้มาโดยยาก  และให้สมกับที่ได้รับสมญาว่า "ผู้มีใจสูง" ผู้มีใจสูง  ย่อมตั้งตนไว้ในบุญกุศล คือ ทาน ศีล  ภาวนา  ไม่ปล่อยตนให้ตกไปในบาปอกุศล  เพราะถ้าประมาท พลาดพลั้งไปกับบาปอกุศลแล้ว  โอกาสที่จะได้กลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีกนั้นยากนัก


---พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ใน  อังคุตตรนิกาย  เอกนิบาต  เอกธัมมาทิบาลี  ตอนหนึ่งว่า  "สัตว์ที่จุติ คือ ตายจากมนุษย์ กลับมาเกิดในมนุษย์มีเป็นส่วนน้อย  สัตว์ที่จุติจากมนุษย์ไปเกิดในนรก เกิดในกำเนิดเดียรัจฉาน  เกิดในปิตติวิสัย  มากกว่าโดยแท้"


---ถ้าไม่อยากไปเกิดในนรก  ในกำเนิดเดียรัจฉาน  ในปิตติวิสัย  ก็จงตั้งตนไว้ในธรรมของมนุษย์  คือ กุศลกรรมบท ๑๐  อันได้แก่  การงดเว้นจากการฆ่าสัตว์ ๑  การงดเว้นจากการถือเอาของที่เจ้าของเขาไม่ให้ ๑  งดเว้นจากการประพฤติผิดในกาม ๑  งดเว้นจากการพูดเท็จ ๑  งดเว้นจากการพูดส่อเสียด ๑  งดเว้นจากการพูดคำหยาบ ๑  งดเว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ ๑  ไม่เพ่งเล็งอยากได้ของผู้อื่น ๑  ไม่พยาบาทปองร้ายผู้อื่น ๑  มีความเห็นถูก  คือ เห็นว่าการทำบุญมีผล เป็นต้น ๑  หรือจะเจริญกุศลให้สูงยิ่งขึ้นจนได้ฌาน  วิปัสสนา  และมรรค  ผล  นิพพาน  ก็ยิ่งประเสริฐ


---แม้ว่าการเกิดเป็นมนุษย์จะได้มาโดยยาก  และมนุษย์จะได้ชื่อว่า เป็นสัตว์ประเสริฐ  ถึงกระนั้น การเกิดเป็นมนุษย์ก็เป็นทุกข์  ไม่ใช่จะเป็นสุขไปทุกอย่าง  ทุกข์ เพราะต้องแสวงหาสิ่งต่างๆ มาปรนเปรอชีวิต  ทุกข์เพราะเจ็บป่วย  ทุกข์เพราะต้องพลัดพรากจากสิ่งที่เป็นที่รัก เป็นต้น  แม้มนุษย์ที่มีความเป็นอยู่อุดมสมบูรณ์ที่สุด อย่างพระเจ้าจักรพรรดิ  ก็หนีทุกข์เป็นต้นเหล่านี้ไม่พ้น  เกิดมาแล้วก็เป็นทุกข์บ้าง  สุขบ้าง  คละเคล้ากันไป


---ในวัฏฏสงสารอันยาวนานนี้  เราจำกันได้หรือไม่ว่า  เราได้เกิดมากี่ครั้ง  เชื่อแน่ว่าไม่มี ใครจำได้ *พระพุทธเจ้าตรัสว่า สงสารนี้กำหนดที่สุดและเบื้องต้นไม่ได้  เมื่อหมู่สัตว์ผู้มีอวิชชากางกั้น  มีตัณหาเป็นเครื่องประกอบไว้ ท่องเที่ยวไปมาอยู่ที่สุดและเบื้องต้นย่อมไม่ปรากฎ*


*อนมตั คสังยุตต์  สังยุตตนิกาย  นิทานวรรค   

    

---พระพุทธองค์ทรงแสดงให้เราทราบว่า  ทุกคนที่เกิดมานี้ ล้วนแต่มีบรรพบุรุษสืบสายกันมานับไม่ถ้วน  ทั้งทางฝ่ายมารดาและบิดา โดยทรงเปรียบเทียบกับผืนแผ่นดินใหญ่นี้ว่า ถ้าเราจะเอาดินมาปั้นเป็นก้อน  เล็กๆ เท่าเมล็ดกระเบา แล้วสมมุติ ให้ก้อนนี้เป็นมารดาของเรา  ก้อนนี้เป็นมารดาของมารดาเราเป็นลำดับไป  มารดาของมารดาเราจะไม่ถึงความสิ้นสุด  แต่ดินบนผืนแผ่นดินใหญ่นี้ จะพึงหมดไปเสียก่อน 


---แม้ในฝ่ายบรรพบุรุษของบิดาก็เช่นเดียวกัน  เราได้เสวยความทุกข์เดือดร้อน  ร้องไห้  คร่ำครวญกันมานานไม่น้อยเลย  พระพุทธองค์ตรัสว่า  น้ำตาของเราผู้ร้องไห้อยู่ ในสงสารอันยาวนานนี้  ยังมากกว่าน้ำในมหาสมุทรทั้ง ๔ รวมกันเสียอีก  ร่างกายของเรานั้นเล่า ก็นอนทับถมพื้นดินกันมานานมิใช่น้อย  จนนับประมาณมิได้  ตลอดเวลาที่เราท่องเที่ยวอยู่ในสงสารนี้  บางคราว ก็จากโลกนี้ไปสู่โลกอื่น  บางคราวก็จากโลก อื่นมาสู่โลกนี้  เวียนวนไปมาอยู่อย่างนี้ โดยไม่อาจกำหนดที่สุดของการเกิดของเราได้เลย  ตราบเท่าที่ยังไม่เห็นอริยสัจ  ๔


---ทุกข์นั้นมีมากมาย  แต่ไม่มีทุกข์อะไรที่น่ากลัวยิ่งกว่า  ทุกข์ในวัฏฏะ  อันมีการเวียนเกิดเวียนตาย ที่หาจุดจบมิได้  เกิดทีไรก็เป็นทุกข์ทีนั้น


*การเกิดบ่อยๆ  จึงเป็นทุกข์  การไม่ต้องเกิดเป็นอะไรเลย เป็นความสุข


---ทุกข์เหล่านี้ มีตัณหาความอยาก  ความต้องการเป็นมูล  พระพุทธ องค์ตรัสว่า  ผู้มีตัณหาเป็นเพื่อน ท่องเที่ยวไปอยู่สิ้นกาลนาน  ย่อมไม่ก้าวล่วงสงสารไปได้   เพราะฉะนั้น การดับตัณหา อันเป็นมูลเหตุของทุกข์ทั้งมวลเสียได้  จึงเป็นความสุขอย่างยิ่ง


---ตัณหาจะดับได้ ก็เพราะได้ดำเนินตามทางสายกลาง ที่เรียกว่า อริยมรรคมีองค์ ๘  อันประกอบ ด้วย  สัมมาทิฎฐิ ความเห็นชอบ ๑  สัมมาสังกัปปะ ความดำริชอบ ๑  สัมมาวาจา การเจรจาชอบ ๑  สัมมากัมมันตะ การทำงานชอบ ๑  สัมมาอาชีวะ การเลี้ยงชีพชอบ ๑  สัมมาวายามะ การเพียร ๑  สัมมาสติ การระลึกชอบ ๑  สัมมาสมาธิ การตั้งใจมั่นชอบ ๑ จนบรรลุพระอรหัตต์ เป็นพระอรหันต์เท่านั้น


---ความเป็นมนุษย์ของเราจะสมบูรณ์ที่สุด ก็เพราะได้เข้าถึง "อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ" อันเกษม  จากโยคะหมดสิ้นทั้งกิเลสและขันธ์ทั้งปวง  ไม่ต้องเกิดมาพบกับความทุกข์อีก.





.....................................................................




ขอขอบคุณแหล่งข้อมูล

ที่มา...พระไตรปิฎก

รวบรวมโดย...แสงธรรม

(แก้ไขแล้ว ป.)

อัพเดทรอบที่ 6 วันที่ 20 กันยายน 2558


ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

* *

 

*

view

ประวัติต่างๆ

ประวัติวัดเขาไกรลาศ

ประวัติของหลวงพ่อเทียน=คลิป

มาเช็คชื่อ-เช็คสกุลกันดีกว่า=คลิป

ประวัติพระอธิการชิติสรรค์ จิรวฑฺฒโน=คลิป

ขอเชิญผู้ร่วมบุญสร้างอาศรมเสด็จปู่พระบรมพรหมฤาษีไตรโลก

ประวัติหลวงปู่เทพโลกอุดร

ประวัติฝ่าพระหัตถ์ของพระพุทธองค์

ประวัติของนางวิสาขา=คลิป

ประวัติของอนาถปิณฑิกเศรษฐี=คลิป

ประวัติของเศรษฐีขี้เหนียว

ประวัติเหตุทำบุญที่ช้า=คลิป

ประวัติของผู้ร่วมบุญ=คลิป

ประวัติของพระไตรปิฎก=คลิป

ประวัติการสร้างพระพุทธรูปและพระเจ้า ๕ พระองค์

ประวัติง้วนดิน

ประวัติปู่ฤาษีนารอท

ประวัติพระปางมหาจักรพรรดิ์ ทรงปราบพระเจ้ามหาชมพูบดี

ประวัตินางห้าม..แห่งขอมโบราณ

ความรู้และรายละเอียดพุทธเจดีย์

พระมหาโพธิสัตว์

สาระธรรม

ธรรมะส่องใจ

อานิสงส์แต่ละอย่าง

ประเพณีต่างๆ

ตำนานทั่วไป

สาระน่ารู้

ปกิณกะธรรม

วัตถุมงคล-สาระอื่นๆ

ข้อมูลทั่วไป

ปฎิทิน

« January 2017»
SMTWTFS
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031    

สมาชิก

ลืมรหัสผ่าน?
สมัครสมาชิก

สถิติ

เปิดเว็บ20/06/2011
อัพเดท19/01/2017
ผู้เข้าชม2,788,330
เปิดเพจ4,597,790
สินค้าทั้งหมด24

 หน้าแรก

 บทความ

 เว็บบอร์ด

 รวมรูปภาพ

 พระบรมสารีริกธาตุ

 โจโฉ รวมเสียงธรรม

 เฟสบุ๊ค

ติดต่อเรา-

view