/music/.mp3 http://www.watkaokrailas.com
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com

 หน้าแรก

 บทความ

 เว็บบอร์ด

 รวมรูปภาพ

 พระบรมสารีริกธาตุ

 โจโฉ รวมเสียงธรรม

 เฟสบุ๊ค

 ติดต่อเรา-แผนที่

พุทธเจดีย์=คลิป

พุทธเจดีย์=คลิป

ความรู้และรายละเอียดพุทธเจดีย์






---เจดีย์ที่สร้างขึ้นมาในพระพุทธศาสนา มีไว้เพื่อระลึกถึงพระรัตนตรัยทั้งสิ้น สามารถแบ่งได้เป็น  4  ประเภท นั่นคือ 


---1.พระธาตุเจดีย์



---คือ เจดีย์ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ หรือ พระธาตุ เช่น พระธาตุพนม พระธาตุดอยสุเทพ บรมบรรพต (ภูเขาทอง) ฯลฯ


---2.พระธรรมเจดีย์



---มีผู้สันนิษฐานว่าเกิดขึ้น จากการที่ทรงมีพุทธดำรัส ก่อนพุทธปรินิพพานว่า  พระธรรมวินัย จักเป็นศาสดาแทนพระองค์ จึงเกิดมีการคิดจารึกพระธรรมลงบนวัตถุ  แล้วนำมาบูชาแทนพระธรรม เช่น พระไตรปิฎก หนังสือธรรมะ ฯลฯ


---3.บริโภคเจดีย์



---คือ สถานที่หรือสิ่งของทั้งหมด ที่เกี่ยวเนื่องกับพระพุทธเจ้า เช่น สังเวชนียสถานทั้งสี่, ต้นพระศรีมหาโพธิ์, พุทธบริขาร, รอยพระพุทธบาท ฯลฯ


---4.อุเทสิกเจดีย์



---คือ สิ่งที่สร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงพระรัตนตรัย โดยไม่มีการกำหนดรูปแบบอย่างชัดเจน เช่น พระพุทธรูป   พระผง พระเครื่อง พระพุทธบาท (จำลอง) ฯลฯ ทั้งนี้ รวมถึงพระบรมสารีริกธาตุและพระธาตุจำลองด้วย

 

*บุคคลที่สมควรสร้างสถูปไว้บูชา (ถูปารหบุคคล)



---การบูชาบุคคลที่ควรบูชา นั้นเป็นมงคลข้อหนึ่ง ในมงคลสูตร 38 ประการ


---การบูชา คือ การยกย่อง เลื่อมใส ด้วยความบริสุทธิ์ใจ ไม่เสแสร้งแกล้งทำ นั่นหมายถึง กิริยาอาการสุภาพ  ที่แสดงต่อผู้ที่ควรบูชาทั้งต่อหน้าและลับหลัง ซึ่งการบูชาในทางปฏิบัตินั้น มีอยู่ด้วยกัน 2 วิธี 


---1.การบูชาด้วยสิ่งของ เรียกว่า "อามิสบูชา"


---2.การบูชาด้วยการตั้งใจปฏิบัติ ตามคำสอนหรือแบบอย่างที่ดีของท่าน  เรียกว่า "ปฏิบัติบูชา"


---ซึ่งอย่างหลังนี้เอง เป็นการบูชาสูงสุด ที่พระพุทธเจ้าทรงยกย่อง


*บุคคลที่ควรบูชา


---คือ บุคคลที่มีคุณงามความดี ควรค่าแก่การระลึกถึง และยึดถือเป็นแบบอย่างในการประพฤติปฏิบัติตาม    มีอยู่ด้วยกันจำนวนมาก เช่น พระพุทธเจ้า, พระสงฆ์, พ่อ, แม่ ฯลฯ อย่างไรก็ดีพระพุทธเจ้า  ได้ตรัสถึงบุคคลที่สมควรแก่การสร้างสถูปไว้บูชาไว้ เพียง 4 จำพวก ได้แก่ 



---1.พระพุทธเจ้า


---เหตุที่พระพุทธเจ้าทรงเป็น "ถูปารหบุคคล" จำพวกหนึ่งนั้น ทรงมีพุทธาธิบายว่า   เมื่อมหาชนยังจิตให้เลื่อมใสว่า  นี่เป็นสถูปของพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น พวกเขายังจิตให้เลื่อมใสในสถูปนั้นแล้ว เบื้องหน้า แต่ตายเพราะกายแตก ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์



---2.พระปัจเจกพุทธเจ้า


---เหตุที่พระปัจเจกพุทธเจ้าทรงเป็น ถูปารหบุคคล จำพวกหนึ่งนั้น ทรงมีพุทธาธิบายว่า   เมื่อมหาชนยังจิตให้เลื่อมใสว่า นี่เป็นสถูปของพระปัจเจกพุทธเจ้าพระองค์นั้น พวกเขายังจิตให้เลื่อมใสในสถูปนั้นแล้ว เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์



---3.พระอรหันต์


( ในพระสูตรกล่าวเป็น "พระตถาคตสาวก" ซึ่งปกติ หมายถึง "พระอรหันต์" )


---เหตุที่พระสาวกของพระพุทธเจ้าทรงเป็น ถูปารหบุคคล จำพวกหนึ่งนั้น ทรงมีพุทธาธิบายว่า 


---เมื่อมหาชนยังจิตให้เลื่อมใสว่า นี่เป็นสถูปของพระสาวก ของผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น พวกเขายังจิตให้เลื่อมใสในสถูปนั้นแล้ว เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์



---4.พระเจ้าจักรพรรดิ์


---เหตุที่พระเจ้าจักรพรรดิ์ทรงเป็น  ถูปารหบุคคล จำพวกหนึ่งนั้น ทรงมีพุทธาธิบายว่า 

 

---เมื่อมหาชนยังจิตให้เลื่อมใสว่า นี่เป็นสถูปของพระธรรมราชาผู้ทรงธรรมนั้น พวกเขายังจิตให้เลื่อมใสในสถูปนั้นแล้ว เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์

  

 

*ประวัติพระบรมพระสารีริกธาตุและพระอรหันตธาตุ


 
---พระบรมสารีริกธาตุ และ พระอรหันตธาตุกับสถานที่ประดิษฐานอันสำคัญในประเทศไทย 



---ลังกา อินเดีย แหล่งกำเนิดอารยธรรม อันเจริญรุ่งเรืองแต่เก่าก่อน ทั้งด้านการปกครอง ศาสนา พิธีกรรม มีการเผยแพร่สู่ถิ่นอื่น ๆ โดยเฉพาะเมืองที่ผู้ปกครองหรือผู้นำที่เข้มแข็ง จะมีการสืบความรู้แขนงต่าง ๆ ที่รับมาจากลังกา และอินเดีย นำมาประยุกต์ใช้การสร้างเมือง ให้เป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนา มีพระมหาธาตุเจดีย์ตั้งอยู่กลางเมือง


---ตามคติธรรมราชา ราชาปกครองด้วยธรรมค้ำจุนพระศาสนา เป็นหลักชัยของบ้านเมือง นำศาสนาเป็นสื่อกลางความเป็นอันหนึ่งอันเดียว ของกลุ่มชน  เป็นอยู่กระจัดกระจาย เป็นก๊ก เป็นเหล่า



---พระบรมธาตุเจดีย์ พระมหาธาตุเจดีย์  ดำรงความเป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาอย่างไม่เปลี่ยนแปลง ตามคตินิยมของชาวพุทธ การได้สักการะปูชนียวัตถุ, ปูชนียสถาน, ที่สร้างขึ้นมาเพื่อแทนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  ไม่ว่าจะเป็นพระพุทธบาทจำลอง, พระพุทธรูปเจดีย์, รวมเรียกว่า "อุทเทสิกเจดีย์" ย่อมเป็นสิริมงคลแก่ตนเอง และยิ่งมีเรื่องราวสนับสนุนเป็นตำนาน พุทธประวัติ เกี่ยวเนื่องกับสถานที่นั้น ก็ยิ่งเป็นแรงเพิ่มศรัทธาเป็นเท่าทวีคูณ


---พระธาตุเจดีย์ สร้างขึ้นเพื่อ  บรรจุอัฐิธาตุ ทั้งพระบรมสารีริกธาตุ, อรหันตธาตุ, แม้แต่ พระมหากษัตริย์ที่สิ้นพระชนม์แล้ว ก็นำอัฐิธาตุไปบรรจุไว้ โบราณได้แบ่งเจดีย์ออกเป็น ๔ อย่าง 




---๑.ธาตุเจดีย์   หมายถึง   เจดีย์ที่บรรจุ พระบรมสารีริกธาตุต่าง ๆ



---๒.บริโภคเจดีย์   หมายถึง   เจดีย์อันมีความเกี่ยวเนื่องกับพระพุทธเจ้า เช่น สังเวชนียสถานทั้ง ๔ คือ สถานที่ประสูติ, ตรัสรู้, ประทานปฐมเทศนาและสถานที่ดับขันธ์ปรินิพพาน



---๓.พระธรรมเจดีย์  หมายถึง  พระคัมภีร์ ซึ่งแสดงถึงหลักธรรม คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า เป็นหนังสือ  หรือแผ่นจารึก แม้แต่คำจารึกพระธรรมทั้งหลาย  บรรจุไว้ ณ. สถานที่ใด ที่นั้นก็ถือเป็นพระธรรมเจดีย์ด้วย


---๔.อุทเทสิกเจดีย์ หมายถึง  เจดีย์ที่สร้างขึ้น อุทิศเฉพาะพระพุทธเจ้า เป็นต้นว่า พระพุทธรูป พระพุทธบาทและ อาสนะ คือ สิ่งที่สร้างขึ้น แล้วอุทิศถวายพระพุทธเจ้า


---เจดีย์ มีมาก่อนพระพุทธกาล ต้นไม้ ภูเขา และป่า ตลอดจนสัตว์บางชนิด ก็ได้รับนับถือยกย่องให้เป็นเจดีย์ได้ อย่างนี้มีอยู่ก่อนแล้ว ครั้นเมื่อ พระพุทธองค์ ทรงประกาศศาสนาในประเทศอินเดีย พระพุทธองค์ก็ยอมรับเจดีย์อันเป็นที่เคารพนับถือของหมู่ชนมาแต่เดิม



---ดังที่เห็นได้ในพระวินัยปิฎก ว่าด้วยเรื่อง "พระฉันทะ" โค่นต้นไม้ใหญ่ อันเป็นเจดีย์ของหมู่บ้านเพื่อสร้างวิหาร จึงเป็นเหตุ ให้ชาวบ้านติเตียน เมื่อพระพุทธองค์ทราบบัญญัติพระวินัยว่า  "พระภิกษุสงฆ์ห้ามโค่นต้นไม้ใหญ่ อันเป็นที่นับถือของหมู่บ้าน"



---แต่คำว่า "เจดีย์" ที่เราเข้าใจในปัจจุบัน  นั่นไม่ปรากฏว่า พระพุทธองค์ทรงกล่าวไว้ ณ ที่แห่งใดเลย มีแต่ทรงตรัสถึง  "ธูปารหะบุคคล"  คือ บุคคลอันควรแก่สถูปเท่านั้น หน้าที่เจดีย์ ๔ อย่าง ที่กล่าวมาแล้วนั้น น่าจะเป็นของที่เกิดขึ้นในครั้งหลัง



---แต่ต้องไม่นับถ้อยคำ กล่าวสรรเสริญพระพุทธองค์ของพระเจ้าปเสนทิโกศล ซึ่งพระพุทธองค์ทรงตรัสว่า ถ้อยคำว่าพระเจ้าปเสนทิโกศล นั้น เป็นธรรมเจดีย์ ดังมีมาในธรรมเจติยสูตร



---"เจดีย์"  ทุก ท่านจะนึกรู้ทันทีว่า หมายถึง สถาปัตยกรรม อันมิใช่ตัวอาคาร ที่จะเข้าไปอยู่อาศัยได้ เหมือนดังโบสถ์หรือวิหาร บางทีก็เรียกว่า "สถูปเจดีย์" หรือ "พระปรางค์" ก็ได้



---บรรดาเมืองหลวง หรือเมืองที่จัดอยู่ในระดับราชธานี ตามคติโบราณของไทย นับถือพระพุทธศาสนาเป็นสำคัญ เมืองจะต้องมีวัดที่สำคัญ เช่น วัดมหาธาตุ อยู่เป็นหลัก หรือเป็นประธานของเมืองนั้น ๆ  จึงปรากฏชื่อ วัดมหาธาตุ อยู่เป็นหลักสำคัญของเมือง ตั้งแต่สมัยสุโขทัย มาจนถึงรัตนโกสินทร์  ทั้งยังเป็นที่สถิตประทับอยู่ของพระมหาเถระที่ได้  ราชทินนามว่า "สมเด็จพระสังฆราช" ทรงประทับอยู่ที่วัดมหาธาตุ



---วัดมหาธาตุ จึงเป็นวัดที่แตกต่างจากวัดทั่วๆ ไป โดยจะมีพระเจดีย์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ที่พระมหากษัตริย์ทรงสร้างถวายตามความเชื่อ เพื่อเป็นประธานของเมือง นอกจาก วัดมหาธาตุแล้ว ยังมีสถานที่อื่น ๆ สร้างพระมหาเจดีย์ใหญ่กันขึ้นทุกยุคทุกสมัย ตามศูนย์กลางความเจริญในแต่ละสถานที่นั้น ๆ



---อาทิ พระบรมธาตุเจดีย์เมืองนครศรีธรรมราช, พระธาตุไชยา, พระธาตุพนม, พระธาตุหริภุญชัย ฯลฯ    แต่ละสถานที่ ก็มีเรื่องเล่า ตำนานความศักดิ์สิทธิ์ แต่ละจุดศูนย์กลาง เน้นไปที่พระบรมสารีริกธาตุ



---พระธาตุที่บรรจุอยู่ในองค์พระเจดีย์ ตามตำนานต่าง ๆ  พื้นฐานจะมาจากที่แห่งเดียวกัน  คือ  มาจากชมพูทวีป ในประเทศอินเดีย แต่การให้ได้มาประดิษฐานยัง ณ สถานที่แห่งนั้น ๆ มักมีเรื่องของอิทธิปาฏิหาริย์    แตกต่างกันออกไป อย่างสลับซับซ้อน เพื่อสนับสนุนเพิ่มความศรัทธาเป็นเท่าทวีคูณ

 

*พระบรมธาตุตามตำนาน



---พระบรมธาตุ ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและธาตุของพระอรหันต์ ซึ่งเป็นพระสงฆ์สาวกของ พระพุทธองค์ มีลักษณะแตกต่างกับอัฐิหรือกระดูกของปุถุชนคนธรรมดา โดยพระองค์ท่าน เป็นผู้ที่สำเร็จและปรินิพพานไปแล้ว จึงเป็นสิ่งควรเคารพบูชาอย่างสูงยิ่ง ทั้งยังเป็นอานิสงส์แก่ผู้กราบไหว้ เคารพบูชาให้สำเร็จประโยชน์และสุขสมบูรณ์ ผลานิสงส์นี้ จะปรากฏแต่เฉพาะ ผู้มีความเลื่อมใส กระทำการสักการะโดยสุจริต เท่านั้น



*พระบรมสารีริกธาตุประดิษฐานในประเทศไทย

      

---พระบรมสารีริกธาตุที่ปรากฏในประเทศ 


---ในเมืองไทย มีเรื่องเล่า การได้มาซึ่งพระธาตุมีปาฏิหาริย์แตกต่างกันออกไป  แต่พื้นฐานก็มาจากประเทศอินเดีย


---จะยกตำนานเรื่องเล่า ของการได้มาซึ่งพระบรมสารีริกธาตุ อันเป็นตำนานที่เล่าสืบทอดคู่กับพระเจดีย์นั้น สักแห่งหนึ่ง  ที่มีประวัติเกี่ยวกับอิทธิปาฏิหาริย์   เพื่อสนับสนุนให้เกิดความศักดิ์สิทธิ์และศรัทธา มีมาแต่ครั้งโบราณ  ก็จะได้ยกถึงประวัติพระบรมธาตุเจดีย์   วัดพระศรีมหาธาตุวรมหาวิหาร นครศรีธรรมราช อันเป็นศูนย์กลางศาสนาวัฒนธรรมมาแต่โบราณ

 

*กล่าวตำนานพระบรมธาตุเจดีย์นครศรีธรรมราช



---เริ่มต้นจากประเทศอินเดียก่อน หลังจากที่พระพุทธองค์ได้ดับขันธ์ปรินิพพานแล้ว  มีการแบ่งพระบรมสารีริกธาตุไปประดิษฐาน ณ ที่กล่าวมาข้างต้นนั้น ทั้งบนสวรรค์ โลกมนุษย์ และบาดาล



---มาในสมัยพระเจ้าอชาตศัตรู ทรงได้นิมนต์พระมหากัสสปะ ให้ไปอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุที่ประดิษฐานในที่ต่าง ๆ รวบรวมมาไว้ที่กรุงราชคฤห์ ชมพูทวีป โดยให้ขุดหลุมฝัง แล้วทำพิธีกรรมผูกหุ่นพยนต์หรือหุ่นฟางหญ้า ปลุกเสกด้วยเวทมนต์ให้หุ่นพยนต์นี้ อารักษ์รักษาพระบรมสารีริกธาตุนี้ไว้



---ครั้นถึง พ.ศ. ๒๒๔ สมัยพญาอโศกราช แห่งนครอินทรปัตต์ ได้โปรดให้ขุดพระบรมสารีริกธาตุ ที่สมัยพระเจ้าอชาตศัตรูฝังไว้ ขึ้นมาแจกจ่ายยังนครต่าง ๆ ๘๔,๐๐๐ แห่ง



---กษัตริย์สิงหราช เจ้าเมืองทนธบุรี (ท้าวโกสีหราช หรือ อังกุศราช) ได้รับพระทันตธาตุไปบูชา จึงเป็นเหตุให้กษัตริย์แห่งอื่น ๆ ยกทัพมา หวังจะแย่งชิง "พระทันตธาตุ" มิได้ขาด จนสุดท้ายเมืองนี้ถูกโจมตีจากกองทัพ  ๕ เมือง



---กษัตริย์สิงหราช ทรงเห็นว่า  ไม่สามารถรักษาพระทันตธาตุองค์นี้ไว้ได้ จึงรับสั่งให้พระราชธิดา คือ   "พระนางเหมชาลา" และ พระราชโอรสนามว่า "เจ้าชายทนธกุมาร" ให้อัญเชิญพระทันตธาตุลงเรือไปถวาย พระเจ้ากรุงลังกา



---ระหว่างที่เดินทางเกิดพายุใหญ่ เรืออับปาง ขบวนเสด็จของพระนางและเจ้าชายถูกพัดมาขึ้นฝั่ง จึงได้ฝังพระทันตธาตุไว้ ณ ที่แห่งนั้น  ระหว่างอยู่ที่หาดทรายแก้ว ได้ถูกท้าวนาคา ลอบมาลักพระทันตธาตุ ไว้ในนาคพิภพ หรือเมืองพญานาค



---พระมหาเถรพรหมเทพ ได้ช่วยพระนางชิงคืนกลับมา แล้วได้นำไปถวายถึงมือ เจ้ากรุงลังกา แต่ "พระเจ้าทศคามิมี" พระจ้ากรุงลังกา ได้ประทานพระทันตธาตุคืนให้พระนางทะนานหนึ่ง ส่วนหนึ่งนำกลับไปฝังไว้ ณ หาดทรายแก้ว แล้วเหลือกลับไปประดิษฐานคืนเมืองทนธบุรีดังเดิม



---ถึงยุค "พระเจ้าศรีธรรมมาโศกราช" อพยพพลเมืองหนีโรคห่า ไปถึงหาดทรายแก้ว เทพยดาแสดงปาฏิหาริย์ ดลใจให้พระองค์พบสถานที่ซ่อนพระทันตธาตุ โปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญขึ้นมา แต่ไม่สำเร็จ ด้วยอิทธิฤทธิ์หุ่นพยนต์ที่ถูกผูกขึ้นไว้มารักษาพระธาตุ เป็นฝูงนกกาออกมาทำร้าย



---ต่อมาได้ "เจ้ากากภาษา" โอรสเจ้าเมืองโรมพิสัย อาสามาแก้อาถรรพณ์ให้ได้สำเร็จ แล้วสร้างพระเจดีย์ขึ้นบรรจุพระบรมธาตุ ตามตำนานกล่าวว่า พระบรมธาตุเจดีย์องค์นี้สร้างเมื่อ พ.ศ. ๘๕๔  นี่คือเรื่องราวตำนานหนึ่ง  ในหลายๆ ตำนานพระธาตุเจดีย์สำคัญของไทย เน้นปาฏิหาริย์ ดึงศรัทธาของกลุ่มคนพระธาตุในยุคปัจจุบัน



---โลกที่ไม่ว่างจากพระอรหันต์ พุทธศาสนิกชนทั้งหลายได้ทำการสักการะ พระพุทธรูปในสถานที่ใดสถานที่หนึ่ง นอกจากจะมีพระพุทธรูปให้ได้ทำการสักการะแล้ว จะมีกระดูกของครูบาอาจารย์ ที่ได้ล่วงลับไปแล้ว เรียกว่า "พระธาตุ" ให้ได้สักการะกัน โดยเฉพาะวัดหรือสถานที่ปฏิบัติธรรม ในสายพระป่า เช่น วัดป่าสาละวัน จังหวัดนครราชสีมา จะนำอัฐิของครูบาอาจารย์ พระป่าสายวิปัสสนาที่สำคัญๆ หลาย ๆ องค์ นำมาประดิษฐานให้พุทธศาสนิกชนได้กราบไหว้บูชา  เช่น หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต, หลวงปู่สิงห์, หลวงปู่ฝั้น, หลวงปู่พุธ



---อัฐิ หรือ กระดูก ท่านทั้งหลาย ปรากฏเกิดเป็นแก้วผลึกใส ที่เรียกว่า "พระธาตุ" น่าอัศจรรย์ พระธาตุท่านทั้งหลายเหล่านี้ ครูบาอาจารย์ในชั้นลูกศิษย์ถือได้ว่าเป็นพระธาตุที่มีค่ามาก เพราะเป็นพระธาตุที่เกิดขึ้นกับครูบาอาจารย์ของท่านเอง



---เมื่อท่านได้ละสังขารไปแล้ว หลังจากกระทำพิธีสามหาบ (การเก็บกระดูก หลังจากเผาเรียบร้อยแล้ว)  ลูกศิษย์ลูกหาที่เคารพนับถือ จะแบ่งไปเพื่อประดิษฐาน ยังสำนักปฏิบัติธรรมของตน จึงถือว่าเป็นพระธาตุที่เกิดขึ้นจริง มิใช่พระธาตุที่กล่าวขึ้นในตำนาน


พระธาตุเกิดขึ้นได้อย่างไร



---ครูบาอาจารย์ ท่านกล่าวไว้ว่า เหตุ 


---การเกิดพระธาตุเท่าที่พบเกิดขึ้นได้ ๓ เหตุ 



---๑.เกิดจากอานิสงส์ ผลจากการปฏิบัติธรรมอันยิ่งยวด



---๒.เกิดจากพระผู้มีคุณธรรมอันวิเศษ ทำให้เกิด



---๓.เกิดจากการอัญเชิญมาจากอากาศ



*๑.เกิดจากอานิสงส์การปฏิบัติธรรมอันยิ่งยวด


---เรื่องนี้เป็นเรื่องที่นักปฏิบัติเท่านั้น ถึงจะเข้าใจ ผลการเกิดพระธาตุในลักษณะนี้ จะเกิดจากผลการปฏิบัติตามภูมิธรรม ยังภูมิของท่านนั้น ๆ มีภูมิธรรมที่บรรลุถึงจุดสูงสุด พระธาตุของท่านสัณฐานใสเป็นเพชร,  เป็นแก้ว อัญมณี


---ครูบาอาจารย์ที่ท่านเริ่มจากการพิจารณาว่า   คนเราเกิดจากการประชุมกันหรือการร่วมกันของธาตุ มีพื้นฐานจากธาตุ ๔ และธาตุ ๖   ธาตุ ๔ หมายถึง ดิน น้ำ ลม ไฟ รวมกันเกิดเป็นร่างกาย, ร่วมกับธาตุ ๖ เพียงแต่เพิ่มอีก ๒ ธาตุ คือ อากาศธาตุ และวิญญาณธาตุ ทำให้เกิดชีวิต



---อากาศธาตุ   เหมือนกันกับเครื่องยนต์กลไก เลือดลม ที่สูบฉีดเลี้ยงร่างกาย ร่วมกับวิญญาณธาตุ หรือธาตุรู้ นี่คือ การประชุมกันเพื่อให้เกิดร่างกายขึ้นมา ครูบาอาจารย์ทั้งหลายท่านได้เห็นในส่วนนี้นำมาพิจารณาโดยแยกกันเป็น ๒ ส่วน   จิตกับกาย


---จิต  มีธาตุรู้วิญญาณธาตุ อาศัยกายที่ประกอบจากธาตุ ๔ เป็นเครื่องพิจารณา จิตได้ความรู้จากกาย โดยท่านอาศัยข้อพิจารณาธรรมจากสติปัฏฐาน ๔ คือ กาย, เวทนา, จิต, ธรรมกาย ท่านพิจารณาเกิดขึ้นตั้งอยู่และดับไปของร่างกาย ยึดไว้ก็เป็นทุกข์ เป็นอนิจจัง เมื่อพิจารณาท่านก็ปล่อยวางไม่ยึดมั่นถือมั่น



---เวทนา  ท่านพิจารณาความสุข, ความทุกข์, ความไม่สุข, ไม่ทุกข์ (ที่ไม่ใช่อุเบกขา)  จิตของเราความรู้สึกดีชั่ว, ธรรม, กิเลส,   กิเลสไม่เกิดขึ้นได้ ส่วนดี ส่วนที่เสีย ก็ดับไป


---เมื่อจิตใจท่านขัดเกลา  โลภะ,  โมหะ, โทสะ, หรือเรียกว่า  ฟัดกับกิเลส     จิตใจ สะอาดขึ้น ละเอียดขึ้น จากผิวหนังไปถึงใต้ผิวหนัง ถึงเนื้อจนถึงกระดูก ธาตุขันธ์จะสะอาด  เป็นอานิสงส์   ร่างกายได้รับอานิสงส์  เริ่มสู่ความเป็นอริยบุคคล เข้าสู่ชั้นโสดาบัน



---เมื่อภูมิธรรมการปฏิบัติของท่านนั้น ๆ สูงขั้นตามธาตุขันธ์ ร่างกายยิ่งสะอาด ปฏิบัติขัดเกลาลดน้อยลง เหลือแต่สิ่งที่ดี จนถึงขั้นไกลจากกิเลส  วรรณะ ความสดใสของกาย เหมือนดั่งทองคำ



---เคยมีครั้งหนึ่งเป็นเรื่องที่เล่าว่า "หลวงพ่อปาน" วัดบางนมโค จ.อยุธยา ท่านกล่าวว่า "หลวงพ่อเนียม" วัดน้อย จ.สุพรรณบุรี ท่านจะมีวรรณะ ผิวพรรณที่ผ่องใส ในตามีความสุกสกาวเหมือนท้องฟ้า มีใบหน้า  ยิ้มแย้ม แสดงถึงความร่มเย็น ที่มาจากผลานิสงส์แห่งการปฏิบัติธรรมอันยิ่งยวด



---เมื่อท่านเหล่านั้น ได้ละสังขารไป  อัฐิของท่านอัศจรรย์เป็นพระธาตุ เหมือนกับอัญมณีสดใส  บางองค์    อัฐิธาตุของท่าน เกิดเป็นพระธาตุขึ้นเลยทันที บางองค์หลังจากนั้นไม่นาน อัฐิธาตุของท่านก็ค่อย ๆ แปรสภาพเป็นพระธาตุไปตามกาลเวลา ส่วนใหญ่ พบเห็นมากในพระวิปัสสนาจารย์สายพระป่า



---บางองค์สังขารของท่านเป็นพระธาตุ ทั้ง ๆ ที่ท่านยังไม่ได้มรณภาพไป อย่างเช่น "หลวงปู่เขียว"  วัดหรงบน จ.นครศรีธรรมราช  ท่านถอนฟันและให้ลูกศิษย์เก็บไว้ ต่อมาฟันนี้ได้เกิดเป็นพระธาตุแก้วผลึกใส



---"หลวงปู่แหวน"วัดดอยแม่ปั๋ง จ.เชียงใหม่ ท่านเข้ารับการผ่าตัดที่โรงพยาบาล พยาบาลท่านหนึ่งเก็บชิ้นส่วนกระดูกอ่อนที่หลังจากผ่าตัดเอาไว้ ปรากฏว่าชิ้นกระดูกนั้น กลายเป็นผลึกแก้วใส หรือพระธาตุนั่นเอง ยังความศรัทธาอย่างสูงของชาวเชียงใหม่  "หลวงปู่เจี๊ยะ" เคยได้รับฟันของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ต่อมาฟันนั้น ก็กลายเป็นผลึกแก้วใสเหมือนกัน



---ฉะนั้นแล้ว เหตุที่เกิดจากอานิสงส์ ผลการปฏิบัติธรรมอันยิ่งยวด จนร่างกายเป็นพระธาตุ ส่วนใหญ่จะปรากฏขึ้นในนักปฏิบัติ แต่มิใช่หมายถึงแต่พระสงฆ์เท่านั้น ยังเกิดขึ้นกับปุถุชนคนทั่วไปได้ แต่ต้องเป็นนักปฏิบัติธรรม



*ถึงแม้เกิดเป็นผู้หญิงเอง ก็อาจได้รับอานิสงส์แบบนี้


---เหมือนกับท่าน อุบาสิกา"บุญเรือน" วัดอาวุธฯ บางพลัด ท่านก็สำเร็จภูมิธรรมชั้นสูง มีอัฐิกลายเป็นพระธาตุ ฉะนั้นแล้ว การปฏิบัติธรรม ตามหลักพระพุทธศาสนาให้เกิดผลสูงสุด จึงไม่มีความเกี่ยวข้องในการแบ่งชนชั้น วรรณะ หรือเพศชายหญิงเลย

    

*๒.เกิดจากพระผู้มีคุณธรรมอันวิเศษ  


---ทำให้เกิดพื้นฐาน ก็มาจากอย่างแรกต้องบรรลุภูมิธรรมชั้นสูง  นอกจากสังขารของท่าน  บังเกิดเป็น  พระธาตุแล้ว ยังให้สิ่งอื่น ๆ เกิดเป็นพระธาตุได้ จิตตานุภาพ อย่างเช่น  "หลวงปู่เขียน"  วัดหรงบน ท่านฉันภัตตาหารเกิดก้างปลาติดฟัน และท่านได้นำก้างปลาที่ติดฟันออก แล้วให้ลูกศิษย์เก็บก้างปลาไว้



---ซึ่งต่อมาก้างปลาชิ้นนี้ กลายเป็นพระธาตุผลึกแก้วใส  "หลวงปู่ดู่"  วัดสะแก จ.อยุธยา ท่านชอบสร้าง  พระเนื้อผงสีขาว แต่ทำไม พระเครื่องท่านจึงขึ้นพระธาตุได้  พระธาตุที่ขึ้นกับพระเครื่องหลวงปู่ดู่ จะขึ้นเป็นเกล็ดใส ๆ แวววาว คล้าย ๆ ผลึกน้ำแข็ง



---ซึ่งพระของท่านก็เป็นเนื้อผงสีขาว ๆ คล้ายชอล์ก ไม่มีส่วนผสมอื่น ๆ ที่แปลกไปกว่านั้น ที่ทำให้เกิดปฏิกิริยาทางเคมีได้ แต่พระท่านก็เกิดอัศจรรย์ขึ้นพระธาตุได้  แต่มีข้อแม้ว่า ผู้ที่เป็นเจ้าของพระของท่าน ที่ขึ้นพระธาตุ ส่วนใหญ่จะเป็นนักปฏิบัติธรรม อย่างนี้ ก็เป็นเรื่องของจิตตานุภาพเหมือนกัน



---เป็นเรื่องแปลกอีกอย่างหนึ่ง ที่ครูบาอาจารย์ท่านอธิบายไว้ว่า  พระผู้มีกายสะอาด ขั้นถึงเป็นพระธาตุ ขี้หรืออุจจาระ  ท่านจะหอม หรืออุจจาระท่านจะไม่มีกลิ่นเหม็น น่ารังเกียจเหมือนคนทั่ว ๆ ไป เพราะการบริโภคอาหารของท่าน   เมื่อสังขารของท่านสะอาด การบริโภคอาหารผ่านร่างกายของท่านที่สะอาด ผ่องใส กากอาหารที่ผ่านร่างกาย นั่นจะเป็นกากอาหารที่ไม่มีกลิ่นสกปรก น่ารังเกียจเหมือนปุถุชนคนทั่วไป


---อย่างเช่น  "หลวงปู่สี"  วัดถ้ำเขาบุญนาค จ.นครสวรรค์ ขี้ท่านหอม อาจจะด้วยสังขาร อายุเกิน ๑๐๐ ปี การขบฉันจึงไม่เต็มที่เหมือนคนทั่วไป


*๓.เกิดจากการอัญเชิญมาจากอากาศ


---โบราณมีความเชื่อว่า  พระธาตุท่านจะเสด็จมาได้ตามอากาศ โดยท่านมาจากพระธาตุ  ในส่วนที่ตกเรี่ยราด  ผู้รักษาเกศาไว้ไม่ดี  รักษาไม่สะอาด จนเขากล่าวไว้ว่า  พระธาตุเมื่อรักษาดี ท่านจะเสด็จมาและเพิ่มได้ ถ้ารักษาไว้ไม่ดี  ท่านก็จะค่อย ๆ หายไป



---เรื่องนี้มีข้อพิสูจน์ได้ จากหลาย ๆ ท่าน ได้พิสูจน์มาแล้วว่า พระธาตุเสด็จมาเองโดยผู้ที่ศรัทธาผู้นั้น เตรียมอัญเชิญพระธาตุ โดยวิธีการเตรียมผอบ  ปูด้วยผ้าขาว  ดอกไม้หอม  ตั้งไว้ในที่สะอาด สวดมนต์ ภาวนาอัญเชิญพระธาตุด้วยบท อิติปิโสเรือนเตี้ย  ถือศีลภาวนา  แล้วพระธาตุจะเสด็จมาเอง


---แต่ทั้งนี้ ผู้นั้นต้องศรัทธาอย่างแน่วแน่และแท้จริง  เรื่องนี้ได้มีการพิสูจน์มาแล้ว  สมัย "หลวงปู่ลี"  วัดอโศการาม  จ. สมุทรปราการ  ท่านได้อัญเชิญโดยวิธีนี้  ปรากฏว่า  อัญเชิญอาราธนาสำเร็จ พระธาตุเสด็จมาได้จริง ๆ ท่านจึงได้สร้างพระธาตุเจดีย์ขนาดใหญ่   เพื่อประดิษฐานพระธาตุองค์นี้  ให้ได้สักการะดังที่เห็นในปัจจุบัน



---ชาวพุทธนับถือพระธาตุสูงสุด   สร้างเจดีย์ก็จะบรรจุพระธาตุไว้บนยอด  นิยมนำของที่มีค่าและวิจิตรอลังการ  ถวายเป็นเครื่องบูชา  ดั่งที่ดูได้จากพิพิธภัณฑ์วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร  จังหวัดนครศรีธรรมราช จัดแสดงสิ่งของที่นำมาบูชาพระบรมธาตุ ตั้งแต่ครั้งในอดีต



---อาทิ  ต้นไม้เงินต้นไม้ทอง, มงคลวัตถุและเครื่องรางของขลัง, เครื่องมือเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน, เครื่องประดับอันมีค่า,  ศิลปวัตถุและโบราณวัตถุ,  เครื่องเงิน, เครื่องทองรูปพรรณ,  เครื่องถม,  ตลอดจนสิ่งของที่แปลกผิดธรรมชาติ  ล้วนแต่สะท้อนให้เห็นถึงศรัทธาอันยิ่งใหญ่ของบรรพชนได้อย่างดี



---ถึงแม้ในปัจจุบันการบูชาเปลี่ยนแปลงไปตามกาลสมัย  แทนที่จะสรรหาหรือจัดทำสิ่งของนำมาถวาย    มักใช้ถวายด้วยเงินบำรุงแทน  ดูไม่ยิ่งใหญ่เหมือนในอดีต  ตามความเชื่อที่ว่า   "พระธาตุ"  หมายถึง  สิ่ง แทนความศักดิ์สิทธิ์อันสูงสุด แม้บรรจุไว้ในเจดีย์ยังต้องไว้ที่บนยอดสุด จึงไม่มีใครนิยมนำติดตัวไว้เหมือนพระเครื่อง   เพราะคนเราอาจจะ เข้าไปในสถานที่ที่สกปรก ที่ไม่สมควร หรือที่อโคจร  จะเกิดกรรมแก่ทั้งตัวเอง  และผู้อื่น



---เช่น  ใส่พระธาตุไปลอดราวผ้า หรือไปลอดในสถานที่ ที่มีผู้อื่นอยู่สูงกว่า  เท่ากับว่าเรานำพระธาตุไปลอดใต้สถานที่นั้น ๆ นอกจาก เกิดกรรมแก่เราแล้ว บุคคลอื่น ๆ ที่อยู่สูงกว่า พาต้องรับกรรมไปด้วย ซึ่งทั้งหมดนี้ คือเรื่องของความเชื่อใน "พระธาตุ" มาแต่โบราณ


*อนาคตของพระบรมธาตุ



---เมื่อกาลเวลาล่วงเลยไปจนถึง พ.ศ. ๕๐๐๐ พระบรมธาตุทั้งหลายขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  จะเสด็จไปสู่ที่พระเจดีย์ฐาน ณ เกาะลังกา และดำรงคงอยู่ตลอด เพื่อจะทรงสงเคราะห์ชาวสิงหฬ ให้เกิด  สวัสดิมงคล ด้วยการกระทำพิธีสักการะบูชาพระคุณพระองค์ท่าน ก่อนพระพุทธศาสนาใกล้จะสูญสิ้นไป



---ครั้นถึง พ.ศ. ๔๙๙๙ และล่วงได้ ๑๑ เดือน กับ ๒๒ วัน ซึ่งตรงกับวันพฤหัสบดี เดือน ๖ ขึ้น ๙ ค่ำ เป็นเวลาคิมหันต์ฤดู ปีชวด นักษัตรอัฐศก เวลารุ่งอรุณ พระบรมธาตุทุกพระองค์ จะเสด็จไปยังสถานที่ประชุมทันที แล้วทรงกระทำยมกปาฏิหาริย์



---ด้วยพุทธฤทธิ์อันวิเศษ บังเกิดเป็นพระพุทธนิเวศน์ และพระวรกายสูง ๑๘ ศอก เปล่งรัศมีอก ๖ ประการ    มีพระบวรสัณฐานงดงามยิ่งนัก ดวงพระพักตร์ผุดผ่อง ดังสีสุวรรณ พระรูปองค์เสด็จขึ้นประทับบนบัลลังก์ในควงต้นพระศรีมหาโพธิ์



---ทรงพระสมาธิและกระทำยมกปาฏิหาริย์ โปรดสัตว์ คนธรรพ์ เทวดา ฤาษี กินนร นาคราช ทั้งอสูรพร้อมหน้า  นั่งแน่นเหนือแผ่นดิน พระองค์ตรัสพระธรรมเทศนา โปรดสัตว์อยู่ ๗ วัน มีผู้ฟังในครั้งนั้น ถึงสี่อสงไขย สองล้านสามแสนหกสิบเจ็ดพันโกฏิ  แล้วพระเพลิงก็พวยพุ่งขึ้นเผาพลาญพระรูปองค์ให้หมดสิ้นไป ในวันพุธ เดือน ๖ ขึ้น ๑๕ ค่ำ ปีชวด นักษัตร อัฐศก พระพุทธศาสนาก็สิ้นสุดลงเพียง ๕๐๐๐ ปีเต็ม...

 

*พระบรมสารีริกธาตุ



---เมื่อพระพุทธองค์ทรงเสด็จสู่พระปรินิพพานแล้ว มีพระพุทธสรีรธาตุเหลืออยู่ ๗ องค์ คือ.



*๑.พระรากขวัญ (ไหปลาร้า) ๒ องค์ คือ


---พระรากขวัญเบื้องซ้าย ๑ องค์


---พระรากขวัญเบื้องขวา ๑ องค์


    *๒.พระเขี้ยวแก้ว หรือ พระทันตธาตุ ๔ องค์ 


    ---พระเขี้ยวแก้วซ้ายบน ๑ องค์ ล่าง ๑ องค์


    ---พระเขี้ยวแก้วขวาบน ๑ องค์ ล่าง ๑ องค์


      *๓.พระอุณหิส หรือ พระนลาฏอุณหิส ๑ องค์

           

      ---พระพุทธสรีรธาตุ ทั้ง ๗ องค์นี้ คงสภาพเดิม เมื่อพระเพลิงเผาก็ไม่เปลี่ยนแปลง และได้ถูกอัญเชิญเสด็จไปประดิษฐาน เพื่อเป็นที่สักการะบูชาของเทพยดา และมนุษย์ในที่ต่าง ๆ กัน คือ


      ---พระรากขวัญเบื้องซ้าย     ประดิษฐานอยู่ ณ เทวโลก


      ---พระรากขวัญเบื้องขวา  และ  พระอุณหิส    ประดิษฐานอยู่ ณ เมืองอนุราชสิงหฬ


        ---พระเขี้ยวแก้วซ้ายบน     ประดิษฐานอยู่ ณ เมืองคันธารราช


          ---พระเขี้ยวแก้วซ้ายล่าง     ประดิษฐานอยู่ ณ เมืองนาคพิภพ


          ---พระเขี้ยวแก้วขวาบน     ประดิษฐานอยู่ ณ ดาวดึงส์เทวโลก


            ---พระเขี้ยวแก้วขวาล่าง      ประดิษฐานอยู่ ณ เกาะลังกาสิงหฬ


              *พระบรมสารีริกธาตุ



              ---เมื่ออัฐิน้อยใหญ่ ทั้งหลายของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เว้นพระสรีรธาตุทั้ง ๗ องค์ ถูกพระเพลิงเผาไหม้ ได้แหลกละเอียดลงเหลือเป็น "พระบรมสารีริกธาตุ" ซึ่งตักตวงได้ ๑๖ ทะนาน มี ๓ ขนาด คือ 



              ---๑.ขนาดเล็ก เท่าเมล็ดพันธุ์ผักกาด    มีจำนวน ๖ ทะนาน    มีวรรณะดังสีดอกพิกุล



              ---๒.ขนาดกลาง  เท่าเมล็ดข้าวสารหัก    มีจำนวน ๕ ทะนาน    มีวรรณะดังสีแก้วผลึก



              ---๓.ขนาดใหญ่  เท่าเมล็ดถั่วหัก     มีจำนวน ๕ ทะนาน    มีวรรณะดังสีทองอุไร


              ----พระบรมสารีริกธาตุทั้ง ๑๖ ทะนานนี้ ประดิษฐานอยู่บนพื้นพิภพที่มีอยู่มาก ๘ แห่งคือ 


              ---๑.เมืองราชคฤห์



              ---๒.เมืองเวสาลี



              ---๓.เมืองกบิลพัสดุ์



              ---๔.เมืองอัลปัปปะบุรี


                
              ---๕.บ้านพรหมณนิคม



              ---๖.เมืองเทวทหะราฐ



              ---๗.เมืองปาวาขะบุรี



              ---๘.เมืองนครกุสินารา

                  

              ---นอกจากพระพุทธสรีรธาตุและพระบรมสารีริกธาตุ  ที่กล่าวแล้ว ยังมีพระเกศา, โลมา, นขา, ทันตา,   ทั้งหลายของพระองค์ท่าน เรี่ยรายประดิษฐานอยู่ทุกทิศทั่วทั้งจักรวาล


              *กำเนิดพระธาตุ



              ---เมื่อได้ทราบถึงประวัติ  ตั้งแต่ต้นของพระบรมสารีริกธาตุ ขององค์พระสมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้ากันแล้ว ต่อไปน่าจะกล่าวถึง  พระอรหันตธาตุหรือพระธาตุพระสาวกของพระพุทธองค์  เมื่อถึงซึ่งพระปรินิพพานไปแล้วมีอยู่ ๘๐ องค์  เรียกว่า "พระอสีติมหาสาวก"


              ---ตามตำนาน พระอัฐิธาตุหรือพระธาตุอรหันต์ มีเหลืออยู่และประดิษฐานในที่ต่างกัน เพื่อให้เป็นที่เคารพสักการะบูชาแก่เทพยดาและมนุษย์  ตามความเชื่อพระธาตุของพระอรหันต์แต่ละองค์  จะมีสัณฐานและวรรณแตกต่างกัน


              ---พระธาตุพระสารีบุตร   สัณฐาน กลม รี เป็นไข่จิ้งจก เป็นดังรูปบาตรคว่ำ   วรรณะ ขาวดังสีสังข์ เหลืองดังหวายตะค้า สีดอกพิกุลแห้ง


              ---พระธาตุพระโมคคัลลานะ    สัณฐาน กลม รี เป็นผลมะตูม รีเป็นเมล็ดทองหลาง รีเป็นเมล็ดข้าวสาร  วรรณะ ดำ ขาว เหลือง ดังหวายตะค้า


              ---พระธาตุพระสีวลี สัณฐาน เป็นดังเมล็ดในพุทรา เป็นดังผลยอป่า เป็นดังเมล็ดมะละกอวรรณะ เขียวดังดอกผักตบ แดงดังสีหม้อใหม่ เหลืองดังหวายตะค้า ขาวดังสีสังข์ สีดอกพิกุลแห้ง


              ---พระธาตุพระองคุลิมาละ สัณฐาน คอดดังคอสากที่มีรูปโปร่ง ตลอดเส้นผลลอดได้ก็มีวรรณะ ขาวดังสีสังข์ เหลืองดังดอกจำปา สีฟ้าหมอก

               

              ---พระธาตุพระอัญญาโกณฑัญญะ สัณฐาน งอนช้อยดังงาช้างวรรณะ ขาวดังดอกมะลิตูม เหลือง ดำ


              ---ที่กล่าวมาทั้ง ๕ องค์ใน ๘๐ องค์ ตำนานได้กล่าวแยกแยะ จากสัณฐานและวรรณะขององค์พระธาตุ โดยแตกต่างจากพระบรมสารีริกธาตุพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งมีสัณฐานคล้ายเมล็ดข้าวสารหัก วรรณะดังสีแก้วผลึก แตกต่างจากพระอรหันตธาตุ ทั้งนี้ เป็นเรื่องที่ตำนานได้กล่าวไว้



              ---ท่านทั้งหลาย ที่เคยไปสักการะสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ตามวัดวาอารามต่าง ๆ หลายแห่ง จะกล่าวถึงสถานที่นี้ ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุให้ท่านได้สักการบูชา ถ้าถามว่ารู้ได้อย่างไรว่า พระบรมสารีริกธาตุนั้น เป็นพระบรมสารีริกธาตุขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า



              ---อาศัยโบราณจารย์ท่านอุปมาตามสัณฐานและวรรณะที่ตำนานได้กล่าวไว้ ถ้าต้องตามลักษณะสัณฐานและวรรณะ จึงยึดถือพระบรมสารีริกธาตุตามความเชื่อนั้น.






               

               

              ....................................................................................





              หนังสืออ้างอิง

              คงเดช ประพัฒน์ทอง,โบราณคดีประวัติศาสตร์ กรุงเทพฯ

              กรมศิลปากร ๒๕๒๙ สำนักพิมพ์สารคดี, นครศรีธรรมราช กรุงเทพฯ :๒๕๓๗

              พล.อ.จ.สดับ ธีระบุตร, พระบรมธาตุพระธาตุอรหันตสาวก. กรุงเทพฯ:๒๕๐๑

              --------------------------------------

              คัดลอกจาก: ภควา ปีที่ ๑ ฉบับที่ ๖

              ประจำเดือนพฤษภาคม ๒๕๔๗

              ขอขอบคุณแหล่งข้อมูล

              รวบรวมโดย...แสงธรรม

              (แก้ไขแล้ว ป.)

              อัพเดทรอบที่ 6 วันที่ 25 สิงหาคม 2558


              ความคิดเห็น

              แสดงความคิดเห็น

              * *

               

              *

              view

              ประวัติต่างๆ

              ประวัติวัดเขาไกรลาศ

              ประวัติของหลวงพ่อเทียน=คลิป

              มาเช็คชื่อ-เช็คสกุลกันดีกว่า=คลิป

              ประวัติพระอธิการชิติสรรค์ จิรวฑฺฒโน=คลิป

              ขอเชิญผู้ร่วมบุญสร้างอาศรมเสด็จปู่พระบรมพรหมฤาษีไตรโลก

              ประวัติหลวงปู่เทพโลกอุดร

              ประวัติฝ่าพระหัตถ์ของพระพุทธองค์

              ประวัติของนางวิสาขา=คลิป

              ประวัติของอนาถปิณฑิกเศรษฐี=คลิป

              ประวัติของเศรษฐีขี้เหนียว

              ประวัติเหตุทำบุญที่ช้า=คลิป

              ประวัติของผู้ร่วมบุญ=คลิป

              ประวัติของพระไตรปิฎก=คลิป

              ประวัติการสร้างพระพุทธรูปและพระเจ้า ๕ พระองค์

              ประวัติง้วนดิน

              ประวัติปู่ฤาษีนารอท

              ประวัติพระปางมหาจักรพรรดิ์ ทรงปราบพระเจ้ามหาชมพูบดี

              ประวัตินางห้าม..แห่งขอมโบราณ

              ความรู้และรายละเอียดพุทธเจดีย์

              พระมหาโพธิสัตว์

              สาระธรรม

              ธรรมะส่องใจ

              อานิสงส์แต่ละอย่าง

              ประเพณีต่างๆ

              ตำนานทั่วไป

              สาระน่ารู้

              ปกิณกะธรรม

              วัตถุมงคล-สาระอื่นๆ

              ข้อมูลทั่วไป

              ปฎิทิน

              « February 2017»
              SMTWTFS
                 1234
              567891011
              12131415161718
              19202122232425
              262728    

              สมาชิก

              ลืมรหัสผ่าน?
              สมัครสมาชิก

              สถิติ

              เปิดเว็บ20/06/2011
              อัพเดท06/02/2017
              ผู้เข้าชม2,857,866
              เปิดเพจ4,714,066
              สินค้าทั้งหมด24

               หน้าแรก

               บทความ

               เว็บบอร์ด

               รวมรูปภาพ

               พระบรมสารีริกธาตุ

               โจโฉ รวมเสียงธรรม

               เฟสบุ๊ค

              ติดต่อเรา-

              view