/music/.mp3 http://www.watkaokrailas.com
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com

 หน้าแรก

 บทความ

 เว็บบอร์ด

 รวมรูปภาพ

 พระบรมสารีริกธาตุ

 โจโฉ รวมเสียงธรรม

 เฟสบุ๊ค

 ติดต่อเรา-แผนที่

ตำนานปู่ภุชงค์นาคราชและพญานาคอื่นๆ

ตำนานปู่ภุชงค์นาคราชและพญานาคอื่นๆ

ตำนานปู่ภุชงค์นาคราชและพญานาคอื่นๆ







---พญาภุชงค์นาคราชเจ้าวิสุทธิเทวา เป็นพญานาคราชประจำองค์พระศิวะเทพ หรือ พระอิศวรเจ้า อยู่ในตระกลู วิรูปักษ์ มีพระวรกายเป็นสีเทาฮินดู พระนาภีและพระเศียรเป็นสีแดง มีพระเศียร ตั้งแต่ ๑ ,๓ ,๕ ,๗ ,๙ แล้วแต่ปาง แต่ส่วนใหญ่ที่ปรากฎให้เห็น คือ ๑ เศียร และ ๗ เศียร 


---มีพระอัครมเหสี คือ พญานาคิณีเทวีศรีปางตาล ( แม่ย่าทองคำ ) ซึ่งเป็นพญานาคิณีประจำองค์แม่พระอุมาเทวี มเหสีของพระศิวะเทพ และมีพระมเหสีรองลงมาอีกมากมายรวมถึงพระสนมอีกนับพัน


---๑.พญานาคินีมาสวิตรีเทวี


---๒.พญานาคินีนิลกาลเทวี


---๓.พญานาคินีอุษนาเทวี


---๔.พญาเกร็ดแก้วนาคเทวี 


---๕.นางพญาเกศสมุทรเทวี


---๖.นางพญาสุกุมาเทวี


---๗.นางพญาจันทมณีเทวี


*พระราชบุตรและพระธิดา


---๑.พญาภุชเชฐษนาคราช


---๒.พญาสิริโสภานาคินี


---๓.พญาภุชรินทร์นาคราช


---๔.พญาภาคีนาคราช


---๕.พญาอเนกตชาตินาคราช


---๖.นางพญาแก้วมณีนาคินี


---๗.นางพญากัลยานาคี


---๘.นางพญาปัทมานาคี


---๙.นางพญามณีจันทร์นาคินี

*พญาภุชงค์นาคราชปกครองเมืองบาดาล พระองค์ที่ ๓


---1.พญาอนันตนาคราช


---2.พญามุจลินท์นาคราช


---3.พญาภุชงค์นาคราช


---4.พญาศรีสุทโธนาคราช


---5.พญาศรีสัตตนาคราช


---6.พญาเพชรภัทรนาคราช


---7.พญานาคดำแสนศิริจันทรานาคราช


---8.พญายัสมันนาคราช


---9.พญาครรตระศรีเทวานาคราช


---พญาภุชงค์นาคราชมีอุปนิสัยตรงไปตรงมา ดูภายนอกมองว่าท่านดุ แต่แท้จริงแล้วท่านใจดีมาก รูปร่างสง่างาม อายุเปรียบกับคนอายุราว ๕๐ กว่า ๆ ท่านชอบศึกษาธรรมเป็นนิสัย หลังจากสละจากกษัตริย์แล้ว ท่านได้บำเพ็ญตบะเป็นฤๅษี และ ได้บำเพ็ญมาถึงทุกวันนี้ 


---ส่วนท่านอาศัยอยู่น่านน้ำอ่าวไทยตลอดถึงอันดามัน คือ น่านน้ำเค็ม และ ได้อยู่ตามถ้ำต่างๆ ทั่วประเทศจึงได้พบเห็นว่าท่านอยู่แถบทุกภาค ของประเทศ 

---ในขณะเดียวกันท่านได้เป็นฤๅษีในชั้นพรหม มีวิมานอยู่ที่พรหมโลก 


---ปู่ภุชงค์นาคราช มีหลายพระญาณบารมี เสมือนมีหลายปางแต่ละภาคปาง ก็ต่างกัน ภาคปางที่เป็นกษัตริย์ท่านมีนิสัยเจ้าชู้ มักมากในกามารมณ์ 


---ส่วนที่บำเพ็ญตบะเป็นฤๅษีท่านมีความเมตตาชอบสอนธรรมะ และโปรดที่จะช่วยเหลือมวลมนุษย์


---การที่พญานาคส่วนใหญ่นั้นเสพกามคุณ เป็นเพราะว่าการที่เสพกามนั้นจะได้ยังชีวิตอยู่ไปได้


---ส่วนนาคที่ไม่ได้เสพกามคุณนั้น จะทำให้เวียนว่ายตายเกิดในชาติภพภูมิต่อไป ทั้งที่มาเกิดเป็นมนุษย์โลก และ ตามภพภูมิต่าง ๆ


---เหตุนี้จึงทำให้กษัตริย์ อธิบดี ผู้ที่ปกครองเมืองนาคราชต่าง ๆ จึงมีพระมเหสี และ พระสนมมากมาย และบางท่านบางพระองค์ยังคงมีพระชนม์มายุตั้งแต่พระพุทธเจ้าองค์แรกจนถึงปัญจุบัน


---บางคนมาถามถึงเรื่องพญานาคว่าทำไมถึงผูกพันและศรัทธาตัวท่านมาก… 


---อาจจะเป็นความผูกพันกันมา ได้เคยรับใช้รึว่าเป็นบุตรธิดา มเหสี นางสนมของท่านก็เป็นไปได้นะครับ


ปล.


---ประวัติที่เขียนมานี้อาจจะคาดเคลื่อนไปบ้าง หรือว่าไม่ตรงกับที่ท่านศึกษามา ต้องขอสมาอภัยไว้ด้วยนะครับ มีอันหนึ่งอันใดที่จะเสริม ติชม ตำหนิได้เลยคะ รับฟังทุกคำพูดทุกเหตุผล


---ขอบารมีปู่ภุชงค์นาคราชโปรดประทานเมตตาบารมี ให้ข้าพเจ้าผู้เขียน ผู้ที่สื่อบทความทั้งหมดนี้ และผู้อ่านผู้ชม และผู้ที่ศรัทธาในองค์ปู่ภุชงค์นาคราช 


---ให้มีความสุข ความเจริญ รู้แจ้งเห็นจริงในธรรม มีตาทิพย์ หูทิพย์ ด้วยญาณบารมี คิดสิ่งใดที่ประสงค์ขอให้สำเร็จทุกประการ สมดังใจปรารถนาทุกประการ ด้วยในชาตินี้ 


---ขอให้อย่าพบประสบเจอกับคำว่า ไม่มี เจ็บ จน ขอให้อย่าได้พบเจอเลยในชาตินี้ตลอดถึงชาติหน้า เงินทองไหลมาเทมาดั่งสายน้ำ ให้มีเงินมีทองได้สร้างซึ่งผลบุญต่อไป 


---ด้วยเดชเดชะพระบารมีขอคำอธิฐานนี้จงเป็นผลสำเร็จในเร็ววันด้วยเทอญ (โอม ภุชงค์ ติ เจ ริตัง วิสังโธ เยวิธัง สิทธิ กุมมัง ยัง ภุเชมิ)


*องค์ท้าวพญามุจลินท์นาคราช


---ครั้นล่วง ๗ วันแล้ว เสด็จไปประทับนั่งขัดสมาธิยังร่มไม้จิก อันมีนามว่า "มุจลินท์"  อันตั้งอยู่ในทิศบูรพาหรือทิศอาคเนย์ แห่งไม้มหาโพธิ์ เสวยวิมุติสุขอยู่ ณ ที่นั้นอีก ๗ วัน มุจลินท์นาคราชในกาลนั้นฝนตกพรำตลอด ๗ วัน พญานาคมีนามว่า "มุจลินท์นาคราช" มีอานุภาพมาก อยู่ที่สระโบกขรณี ใกล้ต้นมุจลินท์พฤกษ์นั้น มีความเลื่อมใสในพระศิริวิลาศ พร้อมด้วยพระรัศมีโอภาสอันงามล่วงล้ำเทพยดาทั้งหลาย จึงเข้าไปใกล้แล้วขดเข้าซึ่งขนดกาย แวดวงพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ ๗ รอบ และแผ่พังพานอันใหญ่ ป้องปกเบื้องบนพระเศียร มิให้ลมและฝนถูกต้องพระกายพระผู้มีพระภาคเจ้า


---ครั้งล่วง ๗ วัน ฝนหายขาดแล้ว พญานาคก็คลายขนดจำแลงกายเป็นมานพ เข้าไปถวายอัญชลีเฉพาะพระพักตร์ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเปล่งอุทานวาจาว่า "ความสงัดเป็นสุข สำหรับบุคคลผู้มีธรรมอันเห็นแล้ว ยินดีอยู่ในที่สงัด รู้เห็นตามความเป็นจริง ความไม่เบียดเบียน คือ ความสำรวมในสัตว์ทั้งหลาย และความปราศจากความกำหนัด คือ ความล่วงกามทั้งหลายเสียได้ด้วยประการทั้งปวง เป็นสุขในโลก ความนำอัสมิมานะ คือความถือตัวออกให้หมดไปเป็นสุขอย่างยิ่ง"


---ครั้นล่วง ๗ วันแล้ว เสด็จออกจากร่มไม้มุจลินท์ ไปยังร่มไม้เกตุ อันมีนามว่า "ราชายตนะ" อันอยู่ในทิศทักษิณ แห่งต้นมหาโพธิ์ เสวยวิมุติสุข ณ ที่นั้น สิ้น ๗ วัน เป็นอวสาน ในกาลนั้น ท้าวสักกะอมรินทราธิราช ทรงดำริว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้ามิได้เสวยพระกระยาหารนับแต่กาลตรัสรู้มาได้ ๔๙ วันแล้ว จึงได้เสด็จลงมาจากเทวโลก น้อมผลสมออันเป็นทิพยโอสถเข้าไปถวาย พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับผลสมอเสวย แล้วทรงสรีระกิจลงพระบังคม ทรงสำราญพระกายแล้ว เสด็จเข้าประทับยังร่มไม้ราชายตนะพฤกษ์นั้น.


*พญานาคาธิบดีสีสัตนาคบาดาล


---สายพันธุ์ของพญามุจลินท์นาคราช คือ พญานาค 7 เศียร ซึ่งสืบสายพันธุ์มาจนถึง พญาศรีสัตตนาคราช (นาคาธิบดีสีสัตตนาคบาดาล) ซึ่งเชื่อว่าเป็นกษัตริย์แห่งพญานาคฝั่งลาว ส่วนฝั่งไทยคือ พญาศรีสุทโธนาคราช (นาคาธิบดีสีสุทโธ) เป็นกษัตริย์พญานาคฝั่งไทย แต่เป็นพญานาคเศียรเดียว ซึ่งกล่าวกันว่า ทั้ง 2 ราชาพญานาคนี้เป็นสหายกัน


*พญานาคาอธิปบดีศรีสุทโธ


---เจ้าพ่อพญาศรีสุทโธเป็นพญานาค ครองเมืองหนองกระแสครึ่งหนึ่งและอีกครึ่งหนึ่งเป็นพญานาคเช่นเดียวกันปกครอง มีชื่อว่าสุวรรณนาค และมีบริวารฝ่ายละ 5,000 เช่นเดียวกัน ทั้งสองฝ่ายอยู่ร่วมกัน


---ด้วยความรัก ความสามัคคี เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน มีอาหารการกินก็แบ่งกันกิน มีการช่วยเหลือซึ่งกันและกันเป็นเพื่อนตายกันตลอดมา 


---แต่มีข้อตกลงกันอยู่ข้อหนึ่งว่า  ถ้าฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดออกไปหากิน ล่าเนื้อหาอาหาร อีกฝ่ายหนึ่งไม่ต้องออกไปล่าเนื้อหาอาหาร เพราะเกรงว่าบริวารไพร่พลจะกระทบกระทั่งกัน และอาจจะเกิดรบรากันขึ้นแต่ให้ฝ่ายที่ออกไปล่าเนื้อหาอาหารนำอาหารที่หามาได้ แบ่งกันกินฝ่ายละครึ่ง 


---การกระทำโดยวิธีนี้อยู่ด้วยกันอย่างสงบสุขตลอดมา อยู่มาวันหนึ่งสุวรรณนาค พาบริวารไพร่พลออกไปล่าเนื้อหาอาหารได้ช้างมาเป็นอาหาร ได้แบ่งให้สุทโธนาคครึ่งหนึ่งพร้อมกับนำขนของช้างไปให้ดูเพื่อเป็นหลักฐาน ต่างฝ่ายต่างกินเนื้ออย่างอิ่มหนำสำราญด้วยกันทั้งสองฝ่าย 


---และวันต่อมาอีกวันหนึ่ง  สุวรรณนาค ได้พราบริวารไพร่พลออกไปล่าเนื้อหาอาหาร ได้เม่นมา สุวรรณนาค ได้แบ่งให้สุทโธนาคครึ่งหนึ่งเหมือนเดิม พร้อมทั้งนำขนของเม่นไปให้ดู ปรากฎว่าเม่นตัวเล็กนิดเดียว แต่ขนของเม่นใหญ่เม่นตัวเล็กเมื่อแบ่งเนื้อเม่นให้สุทโธนาคจึงต้องแบ่งให้น้อย  สุทโธนาคได้พิจารณาดูขนเม่น เห็นว่าขนาดขนช้างเล็กนิดเดียว ตัวยังใหญ่โตขนาดนี้  แต่นี้ขนใหญ่ขนาดนี้  ตัวจะใหญ่โตขนาดไหน


--- ถึงอย่างไร  ตัวเม่นจะต้องใหญ่กว่าช้างอย่างแน่นอน คิดได้อย่างนี้จึงให้เสนาอำมาตย์นำเนื้อเม่นที่ได้รับส่วนแบ่งครึ่งหนึ่ง ไปคืนให้สุวรรณนาค พร้อมกับฝากบอกไปว่า "ไม่ขอรับอาหารส่วนแบ่งที่ไม่เป็นธรรมจากเพื่อนที่ไม่ซื่อสัตย์"  

 

---ฝ่ายสุวรรณนาค เมื่อได้ยินดังนั้น จึงได้รีบเดินทางไปพบสุทโธนาค เพื่อชี้แจงให้ทราบว่าเม่นถึงแม้ขนมันจะใหญ่โต แต่ตัวเล็กนิดเดียว ขอให้เพื่อนรับเนื้อเม่นไว้เป็นอาหารเสียเถิด สุวรรณนาคพูดเท่าไรสุทโธนาคก็ไม่เชื่อ ผลสุดท้ายทั้งสองฝ่ายจึงประกาศสงครามกัน 


---ฝ่ายสุทโธนาค ซึ่งมีความโกรธเป็นทุนอยู่  ตั้งแต่เห็นเนื้อเม่นแล้ว  จึงสั่งบริวาร ไพร่พลทหารรุกรบทันที ฝ่ายสุวรรณนาคจึงรีบเรียกระดมบริวารไพร่พล ต่อสู้ทันทีเช่นเดียวกัน 


---ตามการบอกเล่าสู่กันฟังมาว่า  พญานาคทั้งสองรบกันอยู่ถึง 7 ปี ต่างฝ่ายต่างเมื่อยล้า เพราะต่างฝ่ายต่างหวังจะเอาชนะกันให้ได้ เพื่อจะครองความเป็นใหญ่ในหนองกระแส


---จนทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่บริเวณหนองกระแสและบริเวณรอบ ๆ หนองกระแส เกิดความเสียหายเดือดร้อนไปตามกัน


---เมื่อเกิดรบกันรุนแรงที่สุดจนทำให้พื้นโลกสะเทือน  เกิดแผ่นดินไหวทั้งหมด เทวดาน้อยใหญ่ทั้งหลายเกิดความเดือดร้อน ไปทั้งสามภพ


---ความเดือดร้อนทั้งหลายได้ทราบไปถึงพระอินทราธิราชผู้เป็นใหญ่ เทวดาน้อยใหญ่ทั้งหลายไปเข้าเฝ้าพระอินทร์  เพื่อร้องทุกข์และเล่าเหตุการณ์ ต่าง ๆ  ให้ฟัง


---เมื่อพระอินทร์ได้ทราบเรื่องตลอดแล้ว จะต้องหาวิธีการให้พญานาคทั้งสองหยุดรบกัน เพื่อความสงบสุขของไตรภพจึงได้เสด็จจาก ดาวดึงส์ ลงมา ยังเมืองมนุษย์ที่หนองกระแส


---แล้วพระอินทร์ตรัส เป็นเทวราชโองการว่า  "ให้ท่านทั้งสอง  หยุดรบกันเดี๋ยวนี้" การทำสงครามครั้งนี้ถือว่าทุกฝ่ายเสมอกัน


---และหนองกระแสให้ถือว่าเป็นเขตปลอดสงคราม ให้พญานาคทั้งสองพากันสร้างแม่น้ำคนละสายออกจากหนองกระแส  ใครสร้างถึงทะเลก่อนจะให้ปลาบึก ขึ้นอยู่ในแม่น้ำแห่งนั้น และให้ถือว่าการทำสงครามครั้งนี้มีความเสมอกัน เพื่อป้องกันการทะเลาะวิวาทของพญานาค ทั้งสอง ให้เอาภูเขาพญาไฟ เป็น เขตกั้นคนละฝ่าย ใครข้ามไปราวีรุกรานกันขอให้ไฟจากภูเขาดงพญาไฟไหม้ฝ่ายนั้นเป็นจุลมหาจุล เมื่อพระอินทร์ตรัสเป็นเทวราชโองการดังกล่าวแล้ว สุทโธนาคจึงพาบริวารไพร่พลอพยพออกจากหนองกระแส  สร้างแม่น้ำมุ่งไปทางทิศตะวันออกของหนองกระแส เมื่อถึงตรงไหนเป็นภูเขาก็คดโค้ง ไปตามภูเขาหรือ อาจจะลอดภูเขาบ้างตามความยาก ง่าย ในการสร้าง เพราะสุทโธนาคเป็นคนใจร้อน แม่น้ำนี้เรียกชื่อว่า "แม่น้ำโขง"

 

*พญาเอรกปัตตนาคราช


---ในสมัยพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่า "สมเด็จพระพุทธกัสสป" ได้มีภิกษุรูปหนึ่งจำพรรษาอยู่ในถํ้าติดชายทะเล คือ ภูเขาชายทะเล เวลานั้นคนมีอายุถึง ๔๐,๐๐๐ ปี ท่านบวชเป็นพระจำศีลภาวนานานถึง ๒๐,๐๐๐ ปี ยังเป็นพระปุถุชนคนธรรมดาที่เรียกว่า "สมมุติสงฆ์"


---วันหนึ่งท่านอาบนํ้าอยู่ชายทะเล มีเรือสำเภาลำหนึ่งแล่นมาช้าๆ เพราะลมอ่อน เฉียดเข้ามาใกล้ที่ท่านอาบนํ้า ท่านเห็นตะไคร่นํ้าจับข้างเรืออยู่มันยาวมาก เรือเดินทะเลต้องเดินทางกันเป็นเดือนๆ ตะไคร่ก็จับมาก ท่านก็เลยนึกสนุกขึ้นมาโผกายไปจับตะไคร่นํ้า ปล่อยให้เรือลากไปตามอัธยาศัย ร่างกายของท่านหนัก ตะไคร่ไม่สามารถทรงตัวอยู่ได้จึงหลุดออกมา ตัวท่านก็หลุดออกมาจากเรือแต่ไม่เป็นไรเพราะนํ้าตื้น


---การพรากของเขียว คือ การทำให้ตะไคร่นํ้าหลุดออกจากที่เดิม พระพุทธเจ้าทรงปรับเป็นอาบัติปาจิตตีย์ แต่มีโทษไม่เหมือนกับอาบัติปาจิตตีย์การฆ่าสัตว์ตัดชีวิตนั้นลงนรก แต่ปาจิตตีย์การพรากของเขียวให้พลัดพรากจากที่เดิมของท่านก็คือ ท่านเป็นพระอยู่องค์เดียวจึงไม่มีการแสดงอาบัติ คือ ไม่มีโอกาสระงับโทษนี้ เวลาตายอาบัติก็คาใจนิดเดียวเท่านี้ การจำศีลภาวนาของท่านไม่มีผลให้เกิดเป็นมนุษย์ เป็นเทวดาหรือพรหม แต่ต้องไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานเป็นพญานาค ด้วยอำนาจแห่งการบำเพ็ญบารมีมานานถึง ๒๐,๐๐๐ ปี และมีความเคารพในองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงมีสภาวะเป็นทิพย์มีความเป็นอยู่คล้ายเทวดา มีที่อยู่เป็นทิพย์ มีเครื่องบริโภคเป็นทิพย์ มีสมบัติอันเป็นทิพย์ แต่ทว่าเป็นสัตว์เดรัจฉานมีนามว่า "พญาเอรกปัตตนาคราช" ก็เพราะว่ามีรูปร่างหน้าตาไม่เหมือนนาคธรรมดา มีสภาพเหมือนตะไคร่นํ้า คือ ทั้งตัวรุ่มร่ามนุงนังไปหมด เหมือนตะไคร่นํ้าลอยนํ้า


---ต่อมาพญาเอรกปัตตนาคราชก็ได้ นางนาควิกา คือ นาคนารีอีกตัวหนึ่งมาเป็นคู่ครอง มีลูกสาวมีนามว่า "นางนาคมาณวิกา"


---ครั้นเมื่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันทรงอุบัติขึ้น พญานาคตนนี้ถึงแม้ว่าจะเป็นนาคแต่มีอารมณ์ใจเป็นทิพย์ มีความคิดอยู่เสมอว่าเมื่อไรหนอพระพุทธเจ้าพระองค์ใหม่จะทรงอุบัติขึ้น ท่านมีอายุนานเหลือเกินเพราะท่านเกิดเป็นนาคในสมัยสมเด็จพระพุทธกัสสป และพระองค์ทรงนิพพานไปแล้ว สิ้นเวลาเป็นล้านๆ ปี ท่านพญานาคตนนี้ก็ยังมีอายุยืนเป็นพญานาคอยู่ ถ้าหากว่าท่านตายจากความเป็นนาค ความดีเดิมปรากฏก็จะบันดาลให้ท่านเป็นเทวดาได้ แต่ทว่าอายุของท่านมันนานเกินไป แต่จิตใจก็ยังน้อมไปด้วยกุศล


---วันหนึ่งท่านเกิดไม่สบายใจคิดว่า องค์สมเด็จพระจอมไตรทรงอุบัติขึ้นในโลกแล้วหรือยัง ทนไม่ไหวจึงได้เรียกลูกสาวคือ นางนาคมาณวิกาให้แปลงเป็นมนุษย์สาวสวย ตัวท่านเองก็แผ่พังพานให้ลูกสาวยืนอยู่บนพังพานของท่าน แล้วก็ร้องเพลงเป็นพุทธภาษิต ที่ท่านแต่งขึ้นโดยตั้งจิตคิดว่า เพลงนี้มีแต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้น ที่จะทรงแก้ได้ คนธรรมดาไม่สามารถจะแก้ได้ เพลงของท่านเป็นพุทธภาษิตที่ สมเด็จพระพุทธกัสสป ตรัสไว้ ท่านจำได้เพราะจิตเป็นทิพย์


---เมื่อท่านแผ่พังพานลอยขึ้นมาในน่านนํ้า นางนาคมาณวิกาก็ร้องเพลงที่พ่อแต่งให้ โดยมีสัญญาว่า "ถ้าใครร้องเพลงแก้เพลงนี้ได้ เราจะยอมเป็นภรรยา" รูปร่างหน้าตาของลูกสาวท่านสวยมาก ไม่ว่าใครๆ ที่ทราบข่าวก็พากันไปร้องเพลงแก้ เมื่อร้องเพลงแก้แล้วนางก็ตอบว่า "ไม่ถูก" ท่านพ่อก็เป็นพยานบอกว่า "ยังไม่ถูก" ถ้าร้องเพลงแก้ถูกเมื่อไรก็ยกลูกสาวของเราให้เป็นภรรยาทันที เพราะสภาวะท่านเป็นทิพย์ ท่านก็พูดภาษาคน


---ต่อมาองค์สมเด็จพระจอมไตรทรงเห็นว่า อุตตรมาณพ ซึ่งเป็นคู่ครองกันมากับนางนาคมาณวิกา จะได้เป็นพระโสดาบัน เวลานั้นอุตตรมาณพได้ยินข่าวเขาลือว่า นางนาคมาณวิกามีรูปร่างหน้าตา ทรวดทรงสวยยิ่งกว่ามนุษย์ใดๆ ในโลกที่จะพึงสวยเท่า มาร้องเพลงให้คนแก้ ถ้าใครแก้ได้จะยอมเป็นภรรยา จึงได้ศึกษาว่าเพลงเขาร้องว่าอย่างไร ก็ตั้งใจจะร้องแก้ ก็เดินออกจากบ้านไป เมื่อองค์สมเด็จพระจอมไตรทรงทราบอุปนิสัยว่าเขาจะได้ พระโสดาปัตติผล พระองค์จึงได้ไปนั่งดักกลางทาง ครั้นอุตตรมาณพเห็นพระพุทธเจ้าจึงเข้าไปถวายนมัสการเพราะรู้จัก พระพุทธเจ้าจึงได้ตรัสถามว่า "เธอจะไปไหน"


---อุตตรมาณพจึงได้กราบทูลว่า "ข้าพระพุทธเจ้าจะไปร้องเพลงแก้นางนาคมาณวิกา"


---พระพุทธเจ้าทรงทราบแล้วว่าเขาเป็นเนื้อคู่กัน เขาจะต้องเป็นคู่ครองกันแน่ และอีกประการหนึ่ง เมื่อเป็นคู่ครองกันแล้วได้ฟังเทศน์ของพระองค์ เขาจะได้บรรลุพระโสดาปัตติผล องค์สมเด็จพระทศพลทรงต้องการอย่างเดียว คือ พระโสดาปัตติผล ให้เขาเจริญเข้าถึงความเป็นพระอริยเจ้า พระองค์จึงตรัสถามอุตตรมาณพว่า "เพลงที่เธอจะไปร้องแก้ เธอจะร้องว่าอย่างไร" อุตตรมาณพจึงเล่าให้พระพุทธเจ้าฟัง พระองค์จึงได้บอกว่า "แก้แบบนี้ไม่ถูก ต้องแก้แบบนี้" แล้วพระองค์ก็ทรงผูกเพลงเป็นพุทธภาษิตไปให้ร้องเพลง และอุตตรมาณพก็ไปขอรับอาสาจะร้องเพลงแก้ นางนาคมาณวิกาก็ร้องเพลงคำถาม อุตตรมาณพก็ร้องเพลงแก้


---พญาเอรกปัตตนาคราชตั้งใจฟังอยู่ พอได้ฟังการร้องเพลงแก้นี้ถูกต้องตามที่ตนตั้งใจไว้ ก็คิดในใจว่าเวลานี้องค์สมเด็จพระพิชิตมารจะต้องอุบัติขึ้นแล้ว ก็ดีใจจึงได้เอาพังพานตีนํ้า นํ้าเป็นคลื่นทำเอาคนที่ยืนอยู่ริมแม่นํ้า หล่นลงไปในนํ้าตามๆ กันเพราะถูกคลื่น พญาเอรกปัตตนาคราชจึงค่อยๆ เอาหางประคองคนทั้งหมดขึ้นไปบนตลิ่ง แล้วตนเองก็แปลงเป็นมนุษย์ขึ้นไปถามอุตตรมาณพว่า "เพลงที่ท่านนำมาแก้นี้ ท่านคิดได้เองหรือว่าใครสอนท่าน" อุตตรมาณพจึงตอบว่า "เพลงนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอนให้" ท่านจึงถามว่า "เวลานี้พระพุทธเจ้าอยู่ที่ไหน" อุตตรมาณพบอกที่แล้วก็พากันไป


---เมื่อไปถึง พระพุทธเจ้าก็เทศน์โปรด อุตตรมาณพเป็นพระโสดาบัน นางนาคมาณวิกาและพญาเอรกปัตตนาคราชเข้าถึงพระไตรสรณคมน์ แล้วยกลูกสาวพร้อมด้วยสมบัติอันเป็นทิพย์ให้อุตตรมาณพ คือ นำสมบัติส่วนนั้นมาไว้เมืองมนุษย์ จะนำไปไว้บาดาลไม่ได้ อุตตรมาณพกลายเป็นมหาเศรษฐีใหญ่ องค์สมเด็จพระจอมไตรตรัสว่า การฟังพระธรรมเทศนาคราวนั้น ถ้าพญาเอรกปัตตนาคราชไม่เป็นสัตว์เดรัจฉาน ก็จะได้บรรลุพระโสดาบัน เป็นพระอริยบุคคลเบื้องต้น ที่ฟังแล้วไม่สามารถจะเป็นพระอริยเจ้าได้ ก็เพราะว่าพญาเอรกปัตตนาคราชไม่ใช่คน เป็นสัตว์เดรัจฉาน จึงไม่มีโอกาสที่จะบรรลุมรรคผล


*พญาอนันตนาคราช


---พญาอนันตนาคราช พาหนะคู่บารมีของพระนารายณ์


---คำว่า  อนันตะ   มีความหมายว่า อนันต์ ไร้จุดจบ


---มีความยาวมากถึงขนาดว่าสามารถพันรอบโลกได้  แต่เดิมพญานาคราชมีพระนามเดิมว่า พญาเศษะนาคราช ทรงเป็นโอรสองค์แรกของพระกัศยปะ และนางกัทรุ พญาอนันตนาคราชเป็นใหญ่ในเมืองบาดาลเป็นราชาแห่งนาคทั้งปวงในเกษียรสมุทรและได้ตามเสด็จพระนารยณ์เสมอ


---นาคเป็นงูใหญ่ บนหัวมีหงอน ที่คางมีเครา ลำตัวมีเกล็ดและปลายหางมีลวดลายงดงาม มีอิทธิฤทธิ์สามารถแปลงตัวได้ และสามารถบันดาลให้เกิดฝนได้ด้วย เรียกว่า นาคให้น้ำ นาคในวรรณคดีไทย นอกจากจะมี ๑ หัวแล้ว ยังปรากฏนาคที่มี ๗ หัว เรียกว่า นาคเจ็ดเศียร พญาอนันตนาคราช มี ๑,๐๐๐ เศียร อนันตนาคราชขดตัวอยู่กลางเกษียรสมุทร เป็นแท่นบรรทมให้พระนารายณ์ หลังจากที่พระนารายณ์ปราบผู้ที่มารบกวนเทวดาและมนุษย์ได้แล้ว อนันตนาคราชสามารถพ่นพิษเป็นไฟบัลลัยกัลป์ล้างโลกได้  เมื่อถึงเวลาสิ้นอายุของโลก เมื่อพระนารายณ์อวตารมาเป็นพระราม เพื่อปราบทศกัณฐ์ อนันตนาคราชก็มาเกิดเป็นพระลักษณ์ช่วยพระรามทำสงครามกับทศกัณฐ์ด้วย

*ท้าววิรูปักษ์


---ท้าววิรูปักษ์ ท้าวมหาราชจตุโลกบาลผู้ปกครองแห่งปัจจิม จ้าวแห่งพญานาคทั้งปวง ในเทวตำนานยุคต้นทรงดำรงตำแหน่งท้าวสักกะเทวราช นอกจากนี้ยังมีกล่าวถึงในขันธปริตร (โบราณเรียกพระปริตรกันงู) บทสวดเจ็ดตำนาน สวดเพื่อให้สวัสดีจากพวกสัตว์มีพิษทั้งหลาย เพราะท้าวมหาราชพระองค์นี้ทรงมี พญานาคเป็นบริวาร


---เทพนครปราการสุวรรณอันสวยงาม ซึ่งตั้งอยู่ในทิศปัจฉิม คือ ด้านตะวันตกแห่งแดนสุขาวดีสรวงสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกานี้ มีเทวาธิราชผู้ยิ่งใหญ่ทรงพระนามว่า "ท้าววิรูปักษ์มหาราช" ทรงเป็นจอมเทพผู้ปกครอง ก็อันว่าท่านท้าววิรูปักษ์มหาราชนี้นั้นพระองค์ทรงเป็นเทวาธิราช มีบุญญานุภาพมาก มีรัศมีมาก เทวาที่อุบัติเกิดเป็นบุตรของพระองค์ก็มีมาก แต่ละองค์ล้วนแต่ทรงไว้ซึ่งพละกำลังมาก มีฤทธิ์ มีอานุภาพ มียศ เป็นอันมาก พระองค์ทรงเป็นอธิบดีผู้มีอำนาจใหญ่ ทรงปกครองทวยเทพในเทพนครด้านทิศตะวันตก ณ สรวงสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกานี้โดยธรรม ยังความผาสุกชื่นบานหรรษาให้บังเกิดแก่มวลเทพผู้เป็นบริวาร ตลอดทุกทิพาราตรีกาล


---นอกจากจะทรงเป็นเทวาธิราช ผู้มียศศักดิ์ และมีอำนาจเหนือเทพบริษัทแห่งตน ในเทพนครด้านทิศตะวันตกดังกล่าวแล้ว ท่านท้าววิรูปักษ์มหาราชยังทรงดำรงตำแหน่งเป็นอธิบดี


---ปกครอง "หมู่นาค" อีกตำแหน่งหนึ่งด้วย ก็หมู่นาคนี้ เป็นสัตว์วิเศษเหล่ากายทิพย์พวกหนึ่ง ซึ่งปรากฏว่ามีฤทธิ์เดชมาก เพราะพิษแห่งนาคทั้งหลายนั้นมีฤทธิ์กล้าแข็ง แต่เพียงถูกต้องบุคคลใดบุคคลหนึ่ง พิษแห่งนาค ย่อมมีฤทธิ์สามารถตัดเอาผิวหนังแห่งบุคคลนั้น ให้ถึงแก่ความตายได้ในพริบตา  เหมือนกับคบดาบและเหล่านาคทั้งหลายย่อมรู้จักนิรมิตตน เมื่อมีความประสงค์จะเที่ยวไปในที่ต่าง ๆ ณ แดนมนุษยโลกเรานี้ บางคราวเหล่านาคีผู้มีฤทธิ์ย่อมนิรมิตตนเป็นงู บางคราวก็ทรงเพศเป็นเทพยดา แต่บางคราวก็นิรมิตตนเป็นกระแตบ้าง เป็นต้น เที่ยวไปในราวไพรตามอัธยาศัยแห่งตนอย่างสุขสำราญ


---ในกรณีนี้ หากจะมีปัญหาว่า "สัตว์ทั้งหลายในวัฏสงสาร" ทำกรรมอะไรไว้ จึงได้มีโอกาสมาเกิดเป็นนาคได้เล่า"


*คำวิสัชนาก็มีว่า


---มีพระภิกษุพุทธสาวกรูปหนึ่ง ได้เข้าไปเฝ้าแล้วทูลถามสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ผู้ทรงไว้ซึ่งพระสัพพัญญุตญาณว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงพระเจริญ  อะไรหนอ เป็นเหตุ เป็นปัจจัย ให้คนบางคนในโลกนี้ ตายแล้วไปเกิดเป็นนาค" สมเด็จพระผู้มีพระภาพเจ้า ได้ทรงมีพระมหากรุณาตรัสว่า


---บุคคลบางคนในโลกนี้ เขาได้ยินได้ฟังมาว่า พวกนาคมีอายุยืน มีวรรณะงาม มีความสุขมาก เขาจึงชอบใจ แล้วทำความดีด้วยไตรทวารแล้วมีความปรารถนาว่า


---"โอหนอ เมื่อเราตายไปจากโลกนี้แล้ว ขอให้เราได้ไปบังเกิดเป็นนาค"


---ครั้งเขาตายไปแล้ว ย่อมเข้าถึงความเป็นสหาย คือ ได้ไปเกิดเป็นนาคข้อนี้แล เป็นเหตุเป็นปัจจัย ให้คนบางคนในโลกนี้ เมื่อตายไปแล้วไปเกิดเป็นนาค"


---พระพุทธฎีกานี้ ย่อมเป็นเครื่องชี้ให้เห็นว่า ผู้ที่ประกอบกัลยาณกรรมความดีด้วย กาย วาจา ใจ ยินดีในการบำเพ็ญกุศล เมื่อต้องการไปเกิดเป็นนาคย่อมมีโอกาสได้เป็นนาคในชาติต่อไปสมความปรารถนา พวกนาคเหล่านี้ มีชีวิตความเป็นอยู่โดยผาสุกสมควรแก่อัตภาพ และพวกเขามีความภักดีและความเคารพต่อท่านท้าววิรูปักษ์มหาราช ผู้ทรงเป็นอธิบดีทรงพระคุณอันประเสริฐแห่งตนเป็นยิ่งนัก

 

 




--------------------------------------------------------------------------------------------





ขอขอบคุณแหล่งข้อมูล

รวบรวมโดย...แสงธรรม

ที่มา....https://sites.google.com/site/sujittrawiengin/

 http://phoobunob.blogspot.com/2013/05/blog-post_7875.html

อัพเดทรอบที่ 6 วันที่ 28 ธันวาคม 2558

แก้ไขแล้ว ปานรดา

view

ประวัติต่างๆ

ประวัติวัดเขาไกรลาศ

ประวัติของหลวงพ่อเทียน=คลิป

มาเช็คชื่อ-เช็คสกุลกันดีกว่า=คลิป

ประวัติพระอธิการชิติสรรค์ จิรวฑฺฒโน=คลิป

ขอเชิญผู้ร่วมบุญสร้างอาศรมเสด็จปู่พระบรมพรหมฤาษีไตรโลก

ประวัติหลวงปู่เทพโลกอุดร

ประวัติฝ่าพระหัตถ์ของพระพุทธองค์

ประวัติของนางวิสาขา=คลิป

ประวัติของอนาถปิณฑิกเศรษฐี=คลิป

ประวัติของเศรษฐีขี้เหนียว

ประวัติเหตุทำบุญที่ช้า=คลิป

ประวัติของผู้ร่วมบุญ=คลิป

ประวัติของพระไตรปิฎก=คลิป

ประวัติการสร้างพระพุทธรูปและพระเจ้า ๕ พระองค์

ประวัติง้วนดิน

ประวัติปู่ฤาษีนารอท

ประวัติพระปางมหาจักรพรรดิ์ ทรงปราบพระเจ้ามหาชมพูบดี

ประวัตินางห้าม..แห่งขอมโบราณ

ความรู้และรายละเอียดพุทธเจดีย์

พระมหาโพธิสัตว์

สาระธรรม

ธรรมะส่องใจ

อานิสงส์แต่ละอย่าง

ประเพณีต่างๆ

ตำนานทั่วไป

สาระน่ารู้

ปกิณกะธรรม

วัตถุมงคล-สาระอื่นๆ

ข้อมูลทั่วไป

ปฎิทิน

« June 2017»
SMTWTFS
    123
45678910
11121314151617
18192021222324
252627282930 

สมาชิก

ลืมรหัสผ่าน?
สมัครสมาชิก

สถิติ

เปิดเว็บ20/06/2011
อัพเดท15/06/2017
ผู้เข้าชม3,158,293
เปิดเพจ5,202,999
สินค้าทั้งหมด24

 หน้าแรก

 บทความ

 เว็บบอร์ด

 รวมรูปภาพ

 พระบรมสารีริกธาตุ

 โจโฉ รวมเสียงธรรม

 เฟสบุ๊ค

ติดต่อเรา-

view