/music/.mp3 http://www.watkaokrailas.com
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com

 หน้าแรก

 บทความ

 เว็บบอร์ด

 รวมรูปภาพ

 พระบรมสารีริกธาตุ

 โจโฉ รวมเสียงธรรม

 เฟสบุ๊ค

 ติดต่อเรา-แผนที่

เหล็กไหลอึมครึมและเหล็กหลาย

เหล็กไหลอึมครึมและเหล็กหลาย

เหล็กไหลเขาอึมครึม






---มีคุณสมบัติ ดังนี้


---๑.เมตตามหานิยมแก่คนทั้งหลาย


---๒.เรียกหรือนำโชคลาภโภคทรัพย์มาให้


---๓.แคล้วคลาดขั้นพื้นฐาน


---๔.มีพลังผลักดันแก่ผู้ที่มีดวงถึงฆาต ให้เลื่อนออกไปได้  แต่ไม่เกิน ๗ ปี


---๕.อยู่ยงคงกระพัน


---๖.ผี ปีศาจ คุณไสย ทั้งมาร ไม่อยากเข้าใกล้ เพราะมีธาตุไฟ หรือเตโชธาตุมาก จึงดีทางป้องกันวิญญาณร้ายข่มเหงรังแก  ใช้ทำน้ำมนต์ไล่ผี และแก้ไสยดำได้ 


---นอก จากนี้ชาวบ้านหรือผู้รู้ที่รู้จักแร่อึมครึมเป็นอย่างดี   ยังกล่าวไว้ว่า ผู้ที่พกแร่อึมครึมติดตัว ตะขาบ งูเงี้ยวเขี้ยวขอจะไม่ทำ-อันตราย จะเลื้อยผ่านไป ถึงเหยียบเข้าก็ไม่กัด อาจเนื่องมาจาก  กำลังรัศมีของแร่อึมครึมคุ้มกัน เวลาที่งูเข้าใกล้แร่อึมครึมจะอ่อน-เปลี้ยโดยไม่รู้สาเหตุ  จึงนับว่าแร่อึมครึมมีคุณแก่ผู้พกติดตัวเป็นอย่างมากครับ.

       

*เรื่องเหล็กไหล

*ประเภท ของเหล็กไหล



---คำเรียกของเหล็กไหลนั้น  เรียกกันได้หลายอย่าง บ้างก็เรียกเหล็กหลายบ้างสมิงเหล็ก (เหล็กที่มีสมิงหรือวิญญาณครอง) บ้าง  ประเภทของเหล็กไหลหรือสิ่งที่ใกล้เคียงเหล็กไหล  ที่ผู้รู้ได้แยกประเภทไว้นั้น  มีมากมายหลายประเภทดังนี้  (ขอโปรดใช้วิจารณญาณด้วยนะครับผมเพียงแต่รวบรวม เรียบเรียงให้อ่านพอประดับความรู้เท่านั้น ข้อมูลเหล่านี้ ยังขาดการชำระสะสาง ถึงที่มา ความน่าเชื่อถือและความถูกต้องอยู่มาก คำเรียกบางคำ  บางประเภทผู้รู้บางท่านก็กล่าวแย้งว่า เป็นคำเรียกที่แต่งขึ้นมาใหม่ ซึ่งเป็นธรรมดาปกติวิสัยเรื่องทางโลก ที่ที่ใดมีผลประโยชน์ที่นั่นย่อมมีการแสวงหาผลประโยชน์ด้วยกรรมวิธีต่าง ๆ)



*๑.เหล็กไหลโกฏิปี



---เหล็กไหลโกฏิปี สัณฐานดำออกน้ำเงินดั่งสีปีกแมงภู่ หรือดำออกเขียวดั่งสีปีกแมลงทับ


---เหล็กไหลประเภทนี้มีสีสันวรรณะเขียวเหมือนสีของปีกแมลงทับ พบในที่ลึกล้ำอันสงบวิเวก เช่น  ในถ้ำหรือป่าลึกที่ผู้คนเข้าไม่ถึง เชื่อกันว่าเป็นฤๅษีที่ทิ้งสังขารเดิมของตนเองไว้ แล้วอาศัยอยู่ในสังขารใหม่ คือสังขารในรูปเหล็กไหล เพื่อการบำเพ็ญตบะและการทรงฌานอันยาวนานนับหมื่นนับโกฏิปี สามารถยืดได้หดได้ ทรงชีพด้วยการเสพน้ำผึ้ง


---บางตำราท่านกล่าวว่า เหล็กไหลโกฏิปีนี้ สร้างจากฤๅษีกไลโกฎ ผู้สำเร็จฌานสมาบัติ เมื่อดูจากข้อมูลหลายๆ ที่ เหล็กไหลประเภทนี้เป็นเหล็กไหล  ที่มีตำราโบราณรองรับจริง ๆ แต่ท่านก็จะเรียกเพียงว่า"เหล็กไหล เท่านั้นครับ



*๒.เหล็กไหลเจ้าป่า (เหล็กไหลไพร บางตำรา)


---เหล็กไหลประเภทนี้มีวรรณะสีดำนิลเป็นมันเลื่อมเมื่อกระทบแสงสว่าง ผิวค่อนข้างหยาบ ไม่เนียนเหมือนเหล็กไหลโกฏิปี


---เหล็กไหลเจ้าป่าชอบเล่นกับไฟ ยืดได้หดได้เหมือนเหล็กไหลโกฏิปี แต่แปลกตรงที่ ถ้าทำหลุดจากมือ หล่นลงดินจะหายไปทันที เพราะถูกพวกยักษ์คนธรรพ์ที่ตามจ้องจะแย่งชิง ถือโอกาสหยิบฉวยไปนั่นเอง หรืออีกประการหนึ่งท่านอาจไม่ต้องการอยู่ด้วยนั่นเอง


---การได้มาส่วนใหญ่ท่านมักจะโผล่ขึ้นมาจากพื้นดิน ให้พระธุดงค์  ที่ท่านจาริกหาความสงบวิเวก  ในการปฏิบัติธรรม  นั่งสมาธิกลางป่าเขา ได้ไว้ใช้ป้องกันภยันตรายต่าง ๆ อีกนัยหนึ่งคงด้วยภพภูมิ  ต้องการจะสร้างบุญกุศลด้วยการคุ้มครองพระรัตนตรัย กระมัง



*๓.เหล็กไหลย้อย



---เหล็กไหลประเภทนี้เป็นเหล็กไหลที่ตายซากแล้ว มีลักษณะไหลย้อยติดอยู่กับหิน ตามหลืบถ้ำที่ลึกลับอับชื้น ลักษณะวรรณะแข็งกรอบยาวเป็นคืบเป็นศอก บางชิ้นยาวเป็นวาก็มี สีเขียวปนดำด้านไม่มีแวว ไม่กินน้ำผึ้ง


---พวกผีป่าอสุรกายชอบถือโอกาสอาศัยอยู่ เมื่อถูกไฟจะไม่ยืด-ไม่หด ไม่กินน้ำผึ้ง แม่เหล็กดูดไม่ติด  (มีธาตุเหล็กในตัวน้อย) มีฤทธิ์มีอานุภาพเล็กน้อย คือ ทำให้แคล้วคลาดยิงไม่ถูก  ฟันไม่ถูก  เพราะมีมายาหลอนในตัวมันเอง   เกจิอาจารย์บางท่านเรียกเหล็กไหลประเภทนี้ว่า "พญาเหล็ก"



---เป็นเหล็กไหลประเภทที่เกจิอาจารย์บางท่าน  ที่มีกฤตยาคมสูงสำเร็จฌานสมาบัติ พลังจิตแก่กล้า มักจะไปแสวงหานำมาปลุกเสก ให้เกิดอานุภาพเมตตามหานิยม แคล้วคลาด คงกระพันชาตรี ถ้าปลุกเสกดี ๆ อาจจะเป็นมหาอุด ห้ามปืน ห้ามระเบิดได้



---เกจิอาจารย์ทางประเทศเมียนม่า ชอบเอาเหล็กไหลย้อย หรือพญาเหล็กนี้  ไปสร้างพระพุทธรูป โดยหลอมตัว  ด้วยไฟอาคมให้ละลายจนกลายเป็นสีดำมันวาวคล้ายนิลบ่อเก่า   เมื่อสร้างเป็นพระพุทธรูปแล้ว   องค์พระจะมีสีดำมันวาวเหมือนนิลที่สวยงามมาก


---มีอานุภาพทางโชคลาภ  แคล้วคลาดคงกระพันชาตรี สามารถทำลายอาถรรพณ์ทุกชนิด มีมายาภาพในตัวเอง ทำให้หายตัวได้ชั่วครั้งชั่วคราว



*๔.เหล็กไหลเพลิง


---เหล็กไหลประเภทนี้มีรูปพรรณสัณฐานและสีสันวรรณะคล้ายอิฐมอญ เป็นประกายสดใส


---ถ้าหมุนเล่นกับความสว่างในห้อง จะเกิดภาพหลอนดูคล้ายกับงูเลื้อยบิดเบี้ยวไปมา สามารถสร้างภาพมายาหลอกหลอนได้นานาชนิด  ชอบกินน้ำผึ้ง เอาไฟลนยืดได้เหมือนตังเม 


---บางอาจารย์เรียกว่า "เหล็กประสานกาย"  เพราะจะสร้างมายาหลอกให้เจ้าของที่ถูกอาวุธมีคมฟันแทงนั้นเกิดบาดแผล  แล้วไม่นานร่างกายที่ขาดจะกลับประสานกันเหมือนเดิม



---อีกตำราหนึ่งกล่าวว่า เป็นเหล็กไหลที่พอหาได้ไม่ยาก พบอยู่ในถ้ำต่าง ๆ หลายแห่ง ฝังตัวเองอยู่ตามเพดานและผนังถ้ำที่มีลักษณะเหมือนผงฝุ่นละเอียด ออกสีแดงหรือน้ำตาล องค์ขนาดเมล็ดถั่วเขียวหรือใหญ่กว่า หากลองอธิษฐานจิตจับดูจะรู้สึกว่าร้อนเหมือนไฟ เชื่อว่าสามารถแสดงภาพมายาหลอกหลอน ทำให้ศัตรูตกใจกลัวได้



---สำหรับนักแสวงหาต้องพึงระวังไว้ หากเป็นเหล็กไหลเพลิงแท้ต้องกินน้ำผึ้งและยืดด้วยไฟได้ หากยืดไม่ได้มักจะเป็นหินลูกรัง หรือหินแห่ ด้วยเพราะลักษณะรูปพรรณใกล้เคียงกันมาก อีกประการจะมองดูคล้ายเหล็กตาน้ำ หากเป็นเหล็กตาน้ำมักจะออกสีน้ำตาลปนเขียว และจะพบได้ตามแหล่งที่มีน้ำหรือที่ชื้นครับ


*๕.เหล็กไหลน้ำ หรือเหล็กไหลตาน้ำ


---คำโบราณท่านเรียกว่า เหล็กตาน้ำ เหล็กไหลประเภทนี้มีวรรณะสีเขียวปนดำ เป็นมันด้าน ๆ ไม่แวววาวเท่าไรนัก ลักษณะย้อยเป็นรูปหยดน้ำชอบเกาะอยู่ตามตาน้ำในซอกหินลึกลับ การค้นหานอกจากต้องมี วิชาอาคมแล้วยังต้องสังเกตตรงตาน้ำที่ไหลผ่านบริเวณหิน ผาที่มีตะไคร่น้ำสีเขียวเกาะอยู่มากๆ ให้ค่อยๆ เอามือแหวกหาดูก็จะพบเหล็กไหลน้ำที่มักหมกตัวซ่อนอยู่ในตะไคร่น้ำ ถ้าเห็นยังก้อนเล็กอยู่ให้ใช้อาคมผูกล้อมเอาไว้ บอกเจ้าถ้ำเจ้าป่าให้ช่วยรักษาไว้ด้วย แล้วอีก 3-7 วันค่อยกลับมาจะพบว่า งอกขึ้นได้เหมือนเห็ดโคนที่ยังตูม ถ้าเอาไฟลนจะยืดออกไม่มาก แต่ไม่หดกลับอีกเลย กินน้ำผึ้งไม่มาก แต่ชอบกินน้ำมะพร้าวอ่อน ถ้าเอาลงไปแช่ จะเปล่งรังสีให้เห็นได้ในเงามืดเป็นคล้ายสีแดงเรื่อๆยามรุ่งอรุณ เหล็กไหลน้ำมีอานุภาพทางคงกะพันชาตรี กำบังตาลองหน และเป็นมหาอำนาจ ทำให้คนขามคนเกรง เมื่อหลายปีมานี้มีการขุดค้นพบตามกรุร้างปรางค์ขอม หลายแห่งในภาคอีสาน



*๖.เหล็กไหลชีปะขาว



---เหล็กไหลประเภทนี้มีสีขาวหรือสีขาวออกเหลือง เกจิอาจารย์บางท่านเรียกว่า พญางูเผือกไข่มุกถ้ำ หรือ ไข่มุกกวนอิม หรือ ไข่นกการเวกพระลามะทิเบตมักมีไว้ประจำตัว เพราะมีมากในถ้ำเขตภูเขาในประเทศทิเบต ส่วนในประเทศเราจะพบเห็นตามถ้ำทางภาคเหนือ และลึกเข้าไปในแคว้นเชียงตุงของพม่า และทางประเทศลาวตอนเหนือ เพราะเหล็กไหลชีปะขาวชอบอากาศหนาวจัด มีอานุภาพทางแคล้วคลาดล่องหนหายตัวได้ชั่วคราว ถูกไฟไม่ยืด แต่ถ้าใช้คาถาอาคมจะยืดได้ มีมายาในตัว ขยายใหญ่ได้เล็กลงได้ ถ้าจะนำไปสร้างพระเครื่องจะต้องใช้วิชาเล่นแร่แปรธาตุ หรือให้อธิษฐานทำน้ำมนต์ก็ใช้ได้แล้ว ไม่จำเป็นต้องบดเขา เพราะถ้าหากพลังจิตไม่แก่กล้าพอก็จะทำไม่ได้ หรืออาจเป็นเวรภัยได้



---เหล็กไหลชีปะขาวใช้แทนเพชรได้ในกรณีต้องการตัดกระจก สามารถตัดกระจกให้ขาดได้ เพราะมีความแข็งพอๆ กับเพชร เหล็กไหลชีปะขาวทุบไม่แตก ตัดไม่ขาด เหล็กไหลชีปะขาวสามารถรู้ล่วงหน้าได้ว่า ผู้ครอบครองจะหมดสิ้นอายุขัย หรือมีเคราะห์ร้ายถึงตายเมื่อใด เมื่อนั้นเหล็กไหลชีปะขาวก็จะถือโอกาสล่องหนอันตรธานหายไป




*การบวงสรวงเหล็กไหล หรือวัตถุต่าง ๆในตระกูลเหล็กไหล



---ตำราการบวงสรวงและการตัดเหล็กไหลนั้น มีหลากหลายตำราด้วยกัน ส่วนใหญ่จะเป็นที่หวงแหนและอนุญาตให้เรียนกันเฉพาะกลุ่มเท่านั้น แต่ปัจจุบันนี้มีการตัดแบ่งเหล็กไหลค่อนข้างแพร่หลาย แต่ส่วนใหญ่จะเป็นเหล็กไหลจำพวกเหล็กทรหด หรือจำพวกโคตรเหล็กไหลเสียมากกว่า  ซึ่งมักเป็นหินแร่ที่มีกายสิทธิ์ หรือมีอิทธิคุณ คือมีดีในตัว อีกนัยหนึ่งคือแร่ที่สามารถอธิษฐานประจุพลังงานได้โดยง่าย เพราะอาศัยรูปลักษณ์ หรือที่มาที่ก่อให้เกิดศรัทธานั่นเอง แต่แร่นี้ไม่มีวิญญาณครอง(ซึ่งคำว่าไม่มีวิญญาณครองนี้อาจจะมีจิตครองก็ได้ คือจิตที่หวงแหนเฝ้าดูหรือคอยรักษาเอาไว้ หรือมีพลังงานที่ภพภูมิได้คงเอาไว้ ทั้งตั้งใจก็ตามหรือไม่ตั้งใจก็ตาม)



---สำหรับเหล็กไหลที่มีวิญญาณครองนั้นคงไม่ใช่เป็นการง่ายนักที่จะบวงสรวงตัด แบ่งมาง่าย ๆ เพราะเหล็กไหลประเภทนี้มักจะอยู่ในหุบเขาและเถื่อนถ้ำที่ไม่ง่ายนักที่คน ทั่วไปจะเข้าถึง ส่วนใหญ่ท่านมักจะเป็นฤๅษี-ดาบสที่เบื่อสังขาร จึงทรงสังขารในรูปลักษณ์เหล็กไหล โดยอาศัยเสพอาหารคือน้ำผึ้งเพื่อเลี้ยงตัวเลี้ยงธาตุขันธ์ แต่เหล็กไหลบางประเภทที่มีวิญญาณครองนั้นบางทีก็จัดเป็นภพภูมิพิเศษบางอย่าง ก็อย่าไปรู้เรื่องราวของเขามากเลยครับ และก็ปล่อยเขาไปเถอะครับ ให้ท่านบำเพ็ญเพียรตบะเดชะของท่านไป อย่าไปแสวงหา อย่าไปรบกวนสร้างความเดือดร้อนให้ท่านเลย(เว้นแต่ท่านจะมาหาเอง ด้วยบุพกรรมที่เกี่ยวเนื่องกัน ซึ่งก็เป็นเรื่องปัจเจกบุคคล) แสวงหากันเพียงตระกูลเหล็กทรหดหรือโคตรเหล็กไหลก็พอครับ อธิษฐานจิตดีๆก็มีพุทธคุณอิทธิคุณรอบด้านแล้ว



---ก่อนที่จะกล่าวถึงวิธีบวงสรวงเหล็กไหลนั้นก็จะกล่าวถึงประเภทของเหล็กไหลไว้ พอสังเขป เพื่อสงวนตำราโบราณเอาไว้มิให้บิดเบือนไปมากกว่านี้ ที่เขาเรียกเหล็กไหลสุริยันบ้าง เหล็กไหลจันทราบ้าง เหล็กไหลน้ำหนึ่งน้ำสองน้ำรองบ้าง พึงทราบด้วยว่าเป็นคำที่แต่งมาใหม่ เพื่อเรียกขานแบ่งประเภทกันเองในยุคหลัง บางคำก็แต่งมาใช้ในภาพยนตร์เท่านั้น มิได้มีกล่าวไว้ในคำศัพท์โบราณแม้แต่ประการใด




---เหล็กไหล คือ ก้อนแร่เหล็กบริสุทธิ์ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ และได้รับการอธิษฐานบรรจุฤทธิ์ โดยพระฤาษีผู้ทรงฌาณชั้นสูง เพื่อธำรงคุณงามความดี โดยมีธาตุกายสิทธิ์เป็นผู้คอยช่วยเหลือผู้ที่มี ความทุกข์ยากให้พ้นภัย จัดเป็นธาตุกายสิทธิ์ชนิดหนึ่งที่มีรังสีหรือพลังปราณที่ทรงอำนาจในการ ป้องกันตัว และสิ่งที่อยู่ใกล้ตัว ให้พ้นจากภัยอันตรายอันเกิดจากอาวุธปืนหรือของมีคม และภูตผี ปีศาจ เป็นสสารที่มีจิตเป็นอมตะและหายากยิ่ง ต้องมีพิธีกรรมมากมายกว่าจะได้มา ฉะนั้นเหล็กไหลจึงเป็นวัตถุอาถรรพณ์ที่ มีราคาแพง เพราะเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายและเป็นที่เข้าใจกันทั่วไปว่า เหล็กไหลมีอานุภาพยอดเยี่ยม สามารถคุ้มครองชีวิตคนที่มีเหล็กไหลพกติดตัว และจะได้รับความคุ้มคลองให้ปลอดภัยจากอุบัติภัยร้ายแรงรวมถึง อาวุธร้ายแรงนานยาชนิด และ กันผีป่า ภูตผีปีศาจ ทั้งหลายได้ ป้องกันผีอำได้อย่างอัศจรรย์นั้นเอง



---ประเภทของเหล็กไหล ธาตุศักดิ์สิทธิที่เราเรียกกันว่า เหล็กไหล นี้ พอจะแบ่งแยกได้เป็นสองประเภทใหญ่ ๆ ด้วยกัน



*1.ธรรมธาตุ


---กำเนิดของเหล็กไหลประเภทนี้ เกิดจากจิตของเทพพรหมในอดีตอันไกลโพ้น ซึ่งเป็น อรูปพรหม ที่ปรารถนาจะมาช่วยรักษาพระพุทธศาสนา จึงได้ลงมาบำเพ็ญฌาณในมนุษย์โลก ได้เข้ามาสัมผัสเข้ากับกลิ่นอันโอชะของง้วนดิน ที่เป็นธาตุ บริสุทธิ์มาแต่เดิม แล้วเกิดติดใจในความโอชาของง้วนดินเข้า เมื่อเสพแล้วก็เลยหาที่พักพิงอาศัยอยู่ ตามเงื้อมเขา ตามถ้ำอันสงบ เป็นอยู่อย่างนั้นตามสภาพของจิต ล้านปีบ้าง แสนปีบ้าง หมื่นปีบ้าง ร้อยปีบ้าง หนึ่งปีบ้าง



---เมื่ออัธยาศรัยของจิตเริ่มเกาะรูปธรรม จึงได้เนรมิตรธาตุบริสุทธิ อันประกอบด้วย ธาตุทั้ง 4 อันได้แก่ ดิน น้ำ ลม ไฟ ด้วยการเนรมิตรเอาด้วยกำลังแห่งฤทธิ์ขึ้นมาประกอบเป็นเรือนกาย ฝังตัวอยู่ในก้อนธาตุเหล่านั้น อาศัยอยู่ในโลกมนุษย์ เป็นเพศผู้ก็มี เพศเมียก็มี อยู่โดดเดี่ยวก็มี เป็นคู่ก็มี เป็นกลุ่มก็มี มีรังอาศัยอยู่ก็มี ที่ไม่มีรังอาศัยอยู่ก็มี โดยปกติแล้วปีหนึ่ง ๆ ประมาณเดือน 5 ธาตุกายสิทธิ์เหล่านี้จะออกหาเสพง้วนดิน



---แต่ในสมัยปัจจุบันโลกมนุษย์ของเรา ผิวพื้นโลกไม่มีความสะอาดเพียงพอ จึงไม่มีง้วนดินอยู่ ธาตุกายสิทธิ์เหล่านี้จึงต้องอาศัย เสพน้ำผึ้งแทนเฉพาะในเวลากลางคืนโดยอาศัยป่าเขาต่าง ๆ ซึ่งบางคนอาจจะเคยพบเห็น



---ลักษณะการเคลื่อนที่ของธาตุกายสิทธิ์เหล่านี้ จะปรากฏเป็นดวงกลมใหญ่ เล็ก ลอยออกจากหน้าผาหรือถ้ำ ออกไปจับรังผึ้งตามต้นไม้ บางดวงก็ลอยหายไปในโพรงไม้เพื่อกินน้ำผึ้งโพรง บางดวงก็ลอยหายไปใต้พื้นดินเพื่อกินน้ำหวานของแมงขี้สูตร



---ถ้าผู้พบเห็นมีความสามารถพิเศษ ก็สามารถเชิญเขามาสนทนาได้เช่นกัน แต่ถ้าต้องการที่จะครอบครองของสิ่งนี้ ต้องมีวาสนาบารมีสั่งสมร่วมกันมาตั้งแต่อดีต หรือมิเช่นนั้นก็ต้องเป็นผู้มีศีลธรรม จิตใจเป็นบุญเป็นกุศล ถึงพร้อมพรหมวิหารธรรม เจตนาเป็นกุศลจิต ก็อาจทำพิธีอัญเชิญท่านให้ปรากฏตนออกมา เพื่อสงเคราะห์ช่วยเหลือผู้ทรงคุณธรรมทั้งฝ่ายฆราวาสและบรรพชิตที่ประสงค์จะ ช่วยกัน สืบพระศาสนาขององค์พระศรีศากยมุณี ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นผู้ที่เคยเกี่ยวข้องกันมาแต่อดีตชาติ แล้วได้จุติลงมาเป็นมนุษย์



---เทพพรหมเหล่านี้มุ่งการบำเพ็ญบารมีทำความเพียรจนเข้าถึงอริยสัจจธรรม เพื่อที่จะได้น้อมนำชีวิตอุทิศตนเอง ถวายเป็นพุทธบูชาเสริมสร้างบารมีของตน จนเข้าสู่มรรคผลนิพพาน ในอนาคตกาลภายภาคเบื้องหน้า และจรรโลงกอบกู้อุปถัมภ์ค้ำชู พระพุทธศาสนาที่เป็นฝ่ายสัมมาทิฐิ ที่ปฏิบัติถูกต้องตามความเป็นจริงแห่งธรรม



---ดังนั้นฤทธิ์อำนาจของเหล็กไหลชนิดนี้จะสูงกว่าธาตุกายสิทธิ์ทุกประเภท สามารถทำปฏิกิริยาต่อเชื้อปะทุทุกชนิดและศาสตราวุธต่าง ๆ ให้หมดอานุภาพได้ เมื่อเทพนั้นมีความประสงค์จะแสดงอิทธิฤทธิ์ให้ดู หรือเพื่อคุ้มครองรักษาเจ้าของเหล็กไหลนั้น คือจะแสดงฤทธิ์ก็ต่อเมื่อมีเหตุจำเป็นเท่านั้น



---นอกจากนี้ยังล่องหนหายตัวได้เมื่อต้องการ โดยการสลายรูปธาตุทั้งสี่ให้เป็นอรูปธาตุ (วิญญาณธาตุ) แล้วประกอบขึ้นใหม่ได้ และเมื่อยังไม่ประกอบรูปธาตุก็จะยังไม่กินน้ำผึ้ง ต่อเมื่อประกอบธาตุแล้วจึงจะกินน้ำผึ้ง และต้องเป็นน้ำผึ้งที่บริสุทธิ์อีกด้วย



---ลักษณะพรรณสัณฐานของเหล็กไหลประเภทนี้มีหลายรูปแบบ เช่น รูปไข่ กลมรี ครึ่งซีก ทรงกลม หนำเลี๊ยบ รักบี้ เป็นต้น เพราะมองดูเผินจะมองไม่ออกเลยว่าเป็นเหล็กไหล เพราะเหมือนก้อนหิน ก้อนกรวดธรรมดา ธาตุกายสิทธิ์เหล็กไหล ที่เป็นธรรมธาตุนี้ แต่ละองค์จะมีนามของตนเองโดยเฉพาะ จะต้องสอบถามนามของท่านเอาเอง



---ยุคสมัยปัจจุบันมีผู้ตั้งค่านิยมของ ธาตุกายสิทธิ์ ไว้สูงมาก จนเกิดการทุ่มเทติดตามหาวัตถุธาตุกายสิทธิ์นี้อย่างจริงจัง จนหลายคนหมดเงินหมดทองไปเป็นจำนวนมาก แต่มีน้อยรายที่จะพบกับความสำเร็จ เพราะขาดความรู้ความเข้าใจ ความเป็นมาของธาตุวิเศษเหล่านี้ รวมทั้งขาดบุญวาสนาอีกด้วย พึงตระหนักอยู่เสมอว่า สิ่งใดมีคุณอนันต์ ก็ย่อมเกิดโทษอันมหันต์ได้เช่นกัน



*2.ธาตุสำเร็จ


---เหล็กไหลชนิดนี้เป็น รูปธาตุ มีแต่เพียงจิตครอง ไม่มีวิญญาณครอง เกิดจากฤทธิ์อำนาจของเทพระดับต่ำลงมาในระดับ รูปพรหม โดยเมื่อครั้งในอดีตได้เคยบำเพ็ญตบะเป็นฤาษีชีไพรจนสำเร็จรูปฌาณ แต่ด้วยบุพกรรมและความปรารถนาบางอย่าง จึงได้ลงมาสู่โลกมนุษย์ในลักษณะเป็นก้อนธาตุสำเร็จ รูปทรงต่าง ๆ กัน ที่เป็นเหมือนโลหะธาตุก็มี เหมือนแก้วใสก็มี สถานที่ อยู่ของเหล็กไหลประเภทนี้ มักจะอยู่ภายในถ้ำที่มีความสะอาด เย็น หรือชื้นแฉะ ธาตุเหล็กไหลประเภทนี้ไม่สามารถล่องลอยไปหาน้ำผึ้งกินเองได้ จะต้องอาศัยวัตถุธาตุที่เป็นสื่อเป็นสะพานนำไป โดยการไหลไปตามพื้นดิน ผนังถ้ำ หรือ หน้าผา



---หากสถานที่นั้นไม่มีผึ้งทำรังอยู่ นานวันเข้าเหล็กไหลก็จะเคลื่อนย้ายเปลี่ยนที่ อยู่ใหม่ต่อไปเรื่อย ๆ บางครั้งก็จะมีการขับถ่ายของเสียออกมา ซึ่งเรียกกันว่า ขี้เหล็กไหล เมื่อถ่ายมูลเสร็จจะกลับเข้ารังต่อไป



---สำหรับเหล็กไหลประเภทนี้มีฤทธิ์อำนาจใกล้เคียงกับธาตุกายสิทธิ์ประเภทแรก เพราะเป็นการประกอบธาตุให้ถูกส่วนของผู้มีวิชาแก่กล้าทางโลกียฌาณ คือ ฤาษี ชีไพร คนธรรพ์ วิทยาธร เป็นต้น แต่ไม่สามารถคุ้มครองตัวเองได้ เพราะถ้าเจอะผู้มีวิชาอาคมที่ แก่กล้า จะถูกทำลายหรือแย่งชิงได้ง่าย เนื่องจากมีเพียงวิญญาณธาตุ คือ พลังงานอย่างเดียว



---ดังนั้นผู้มีเหล็กไหลประเภทนี้อยู่ มักจะไม่เปิดเผย เพราะเกรงผู้มีวิชาเรียกเอาได้ ลักษณะของเหล็กไหลประเภทนี้มักจะพบเห็นบ่อยครั้ง มีชื่อเรียกหาแตกต่างกันไปตามความคิดความเข้าใจและคุณสมบัติที่พบเห็น บางครั้งต้องทำพิธีพลีกรรมตัดเอา แต่ สำหรับผู้ทรงฌาณระดับสูงแล้ว เพียงแต่ทำการอัญเชิญท่าน ก็จะเสด็จมาอยู่ด้วยโดยไม่ ต้องมีพิธีกรรมที่ยุ่งยากแต่อย่างใด



*อาณาจักรของเหล็กไหล



---เนื่องจากเหล็กไหลประกอบไปด้วยธาตุเหล็กเป็นสำคัญ จึงต้องการสิ่งที่มีความแข็งแกร่งพอสมควรที่จะเข้าไปยึดเกาะเป็นที่อยู่ อาศัยเพื่อ สร้างอาณาจักรหรือรังขึ้นมา เฉกเช่นสัตว์โลกทั่วไปที่ จำเป็นต้องมีที่อยู่อาศัย เพื่อขยายเผ่าพันธ์มีลูกมีหลานสืบต่อไปในภายภาคหน้า



---ดังนั้นโครงสร้างของอาณาจักรส่วนใหญ่จึงยึดเอาสิ่งที่มีธาตุเหล็กเป็นหลัก เพราะจะได้อาศัยการกินธาตุเหล็กเป็นอาหาร เพื่อเป็นการตั้งธาตุและปรับธาตุของตนเองให้เกิดความสมดุลย์ได้ง่ายขึ้น เนื่องจากธาตุเหล็กเป็นธาตุดังเดิมที่มีอยู่ในพื้นภิภพและพื้นผิวโลกมา ตั้งแต่การกำเนิดของโลกก็ว่าได้



---ธาตุเหล็กจึงมีโอกาสดึงดูดและสะสมพลังงานต่าง ๆ ที่มีอำนาจมาไว้ในตนเองค่อนข้างมากและเป็นเวลานาน ทำให้เหล็กไหลมีอิทธิฤทธิ์เพิ่มพูนขึ้น และเมื่อมีการกินธาตุเหล็กเข้าไปมาก ก็ย่อมมีการขับถ่ายของเสียออกมาหรือของเหลือออกมา กลายเป็น ขี้เหล็กไหล ซึ่งมีลักษณะเหมือนเหล็กที่ผุตัวลงไป ไม่มีความแข็งแกร่งเหมือนกับตัวเหล็กไหล หรือ โคตรเหล็กไหล



---แต่เหล็กไหลบางประเภทที่อาจจะมีผิวพรรณวรรณะไปทาง ธาตุกายสิทธิ์ คล้ายแก้วหรือหินย่อมจะสร้างรังหรืออาณาจักรที่แตกต่างกันไป ส่วนใหญ่จะเป็นเทพผู้รักษาในระดับชั้นพรหมที่ละเว้นจากเรื่องกาม เช่น มหาฤาษีผู้เพ่งฌาณสร้างธาตุกายสิทธิ์ หรือ กลั่นกรองธาตุเหล่านั้นจนใสเป็นแก้วแตกต่างกันไปตามบารมี ชอบจะอาศัยอยู่ในโพรงหินที่เป็นแก้วสีที่แตกต่างกันออกไป หากดูภายนอกจะไม่ทราบเลยว่า ภายในก้อนหินเหล่านั้นจะมีธาตุกายสิทธิ์เหล็กไหลซ่อนอยู่ภายใน



*รังของเหล็กไหล



---ความหมายของ รังเหล็กไหล ย่อมหมายถึงลักษณะของถิ่นที่อยู่หรือโครงสร้างที่อยู่อาศัยนั้นเอง เหล็กไหลบางประเภทที่จำเป็นต้อง สร้างอาณาจักรนั้น ลักษณะของรัง จะเหมือนรังผึ้ง้ มีท่อ มีรู เชื่อมโยงอยู่ภายใน เหมือนเป็นเส้นทางเชื่อมโยงติดต่อซึ่งกันและกัน โดยมีการแบ่งสัดส่วนเป็นห้องเป็นหับ เหมือนสัตว์โลกทั่วไป เพื่อใช้เป็นห้องพักของตนเอง ห้องพักของตัวอ่อน ลูก ๆ ที่เกิดขึ้นก็จะฟักตัวเองอยู่ในโพรง หลายตัวต่อโพรงก็มี



---รังของเหล็กไหลเหล่านี้มักจะอยู่ภายในถ้ำคูหาต่าง ๆ พ่อแม่ก็อาจจะแสวงหาอาหารจากแร่ ธาตุและธาตุอื่น ๆ ที่มีฤทธิ์อำนาจและพลังบารมีสูง เพื่อให้ตัวอ่อนมีความแก่กล้าและแข็งแรงเติบใหญ่ขึ้น พร้อมกับเรียนรู้สภาวะต่าง ๆ ไปพร้อมกัน



---จากตัวเล็กขนาดเท่าปลายเข็ม ก็ขยายใหญ่ขึ้นไปเรื่อย ๆ จนถึงขนาดไข่ปลาดุก ไข่กบ เม็ดถั่วเขียว เม็ดถั่วลิสง เชื่อกันว่าเม็ดเหล็กไหลขนาดเล็กเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีฤทธือำนาจมากขึ้นเท่านั้น เพราะหากมีเหตุเภทภัยอันใดจะมาถึงตัว ก็จะใช้ฤทธิ์ทั้งหมดในทีเดียว



---ดังนั้นจึงเป็นที่เชื่อถือในหมู่ผู้ปฏิบัติจนได้ถึง เจโตรปริยญาณว่า ตัวเหล็กไหลที่แท้จริงนั้น ก็ คือตัวลูก ๆ ที่ยังเล็ก ๆ อยู่ หรือเพิ่งเป็นอิสระหลุดตัวเองออกมาจากญาณพ่อญาณแม่ของมัน



*เหล็กไหลบางประเภท


---ก็จะมีสิ่งปกป้องคุ้มครองจากเหล่ายักษ์ คนธรรพ์ นาค วิทยาธร ให้ความอารักขา เนรมิตสิ่งบดบังคุ้มครองหรือปกปิดให้ เช่น แก้วขนเหล็ก ที่เป็นเหมือนขนโลหะที่มี ความคมและแข็งห่อหุ้ม เหล็กไหลไว้ภายในโดยรอบ



*เหล็กไหลบางประเภท


---ก็จะมีสิ่งห่อหุ้มที่เกิดขึ้นมาจากธรรมชาติ ปกป้อง หรือ เป็นที่หลบซ่อนฝังตัวของเหล็กไหล ไม่ให้ปรากฏเป็นที่สนใจของผู้ที่มีเจตนาที่ไม่ดีได้พบเห็น มีลักษณะแตกต่างกันไป บางอย่างก็นิ่มคล้ายขี้ผึ้ง แต่พอโดนอากาศภายนอกนาน ๆ ก็จะแข็งตัว บางอย่างคล้ายแก้วสี ขุ่น ๆ ห่อหุ้มตัวไว้ มากบ้างน้อยบ้างแล้วแต่เหตุปัจจัย



*คุณสมบัติของผู้ครอบครองเหล็กไหล



---เหล็กไหลจะอยู่กับผู้มีบุญเท่านั้น ผู้มีบุญในที่นี้หมายถึง ผู้ประพฤติชอบด้วย กาย วาจา ใจ ไม่คิดเบียดเบียนผู้อื่น ยึดมั่นในศีล 5 พรหมวิหาร 4 ผู้ละแล้วเสียซึ่ง ความโลภ โกรธ หลง เหล็กไหลเมื่อมีความยินดีจะอยู่คุ้มครองให้กับผู้ใดก็จะอยู่ด้วยตลอดไป เว้นแต่ผู้นั้นจะมีจิตใจที่เปลี่ยนไปในทางอกุศล เหล็กไหลก็อาจหายไปทันที



---ดังนั้นผู้ครอบครองเหล็กไหล จึงควรมีคุณสมบัติดังนี้



---1.บุญวาสนาและบารมี ที่ประกอบไปด้วยสัมมาทิฐิ เป็นคนดีมีศีลธรรม



---2.มีความเชื่อมั่นและศรัทธาในธาตุกายสิทธิ์นี้



---3.มีความปรารถนาอยากได้อย่างแรงกล้า



---แท้จริงแล้วผู้ที่จะเกี่ยวข้องกับเหล็กไหล ซึ่งเป็นธาตุกายสิทธิ์ที่มีทั้งบุญฤทธิ์และอิทธิฤทธิ์แล้ว จะต้องมีบารมีรองรับพอเพียง มิฉะนั้นเหล็กไหลจะหนีกลับไปสู่เจ้าของเดิม หรือ ผู้ที่มีบารมีสูงพอ ดังนั้นถ้ามีเงินแต่ไม่มีคุณธรรม ก็อย่าหมายว่าจะซื้อได้



---ท่านทั้งหลายได้ลองพิจารณาตนเองในส่วนนี้แล้วหรือยัง ในการที่จะเข้าไปเกี่ยวข้องกับเหล็กไหล เพราะเหล็กไหลทุกประเภท ล้วนแต่ยอมอุทิศตนเพื่อเสริมสร้างบารมีธรรมให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไปจนถึงมรรคผลนิพพาน จึงยอมอุทิศตนทั้ง ร่างกายคือธาตุขันธ์ และจิตวิญญาณ ในการสืบพระศาสนาให้มั่นคงสถาพรตราบนานเท่านาน



*อาหารของเหล็กไหล



---เนื่องจากผู้บำเพ็ญฌาณในระดับสูงและผู้สร้างเหล็กไหลในอดีต ล้วนแต่อาศัยตามเงื้อมผาและถ้ำคูหา เป็นที่บำเพ็ญพรตภาวนา มักจะถือศีล 8 กินพืชผักผลไม้เป็นอาหารหลัก อาหารเสริมพิเศษที่ทำให้เกิดกำลังก็ คือ น้ำผึ้งป่า และ น้ำฝน



---ดังนั้นเหล็กไหลเกือบทุกประเภทก็ชมชอบที่จะเสพน้ำผึ้งเช่นกัน เพราะน้ำผึ้งเกิดจากความหวานของเกษรดอกไม้ต่าง ๆ ที่ผึ้งนำมาเก็บไว้ในรัง บางทีก็บินไปสร้างที่อยู่ใหม่ทิ้งรังเก่าไว้ตามคบไม้ หรือหน้าผา เมื่อเหล็กไหลมีจิตวิญญาณขององค์ฤาษีหรือเทพผู้สร้างสิงสถิตย์อยู่ จึงนิยมที่จะเสพน้ำผึ้งเช่นกัน



*ธาตุกายสิทธิ์



---ธาตุกายสิทธิ์ ที่มีอยู่ในพื้นผิวโลกทุกชนิดย่อมที่จะมีเทวดา เทพ-พรหมที่มีฤทธิ์มีอำนาจเป็นผู้ดูแลรักษาอยู่ ถ้าได้นำไปใช้เพื่อความถูกต้องก็จะมีฤทธิ์มีอำนาจในการช่วยเหลือเกลื้อกูล คุ้มครอง แคล้วคลาด ป้องกัน ต่อผู้ที่มีจิตศรัทธา เคารพบูชาให้เดินอยู่ในเส้นทางของศีลธรรม ผู้ที่เป็นเจ้าของในการครอบครองธาตุกายสิทธิ์จะต้องมีศีลมีสัจ อยู่ประจำจิตใจของตน ธาตุกายสิทธิ์จึงบังเกิดผลสิทธิอำนาจนั้นๆได้สุดแท้แต่ ธาตุกายสิทธิ์ในแต่ละชนิดจะมีฤทธิ์อำนาจไปในแนวทางใด เพราะธาตุกายสิทธิ์นั้นมีอยู่มากมายหลายชนิด เช่น อริยธาตุ วัชระธาตุ เพชรนิจ จินดา เหล็กไหล ไพรดำ ปรอท ว่านยา แร่ธาตุ ฯลฯ



---ซึ่งธาตุกายสิทธิ์ในแต่ละชนิดจะมีฤทธิ์อำนาจที่ไม่เหมือนกัน บางชนิดก็เมตตา บางชนิดก็แคล้วคลาด บางชนิดก็คงกระพัน บางชนิดก็ใช้ในการรักษาโรค บางชนิดก็เด่นในทางมีโชค ลาภ ซึ่งย่อมขึ้นอยู่กับเหล่าเทพเทวาว่าจะมีบารมีประจุอยู่ในธาตุวัตถุชนิดนั้น เน้นหนักไปในแนวทางใด เพราะจิตวิญญาณที่ได้เคยอธิฐานจิตแผ่ญาณของตนเอาไว้กลายเป็นอนุภาคไฟฟ้าซึ่ง มีอยู่ในทุกๆมวลธาตุ จนกลายเป็นฤทธิ์อำนาจที่มีอยู่เหนือความถี่ของภพชาติปัจจุบัน ซึ่งทุกคนกำลังใฝ่ฝันหาอยากจะได้มาครอบครองแสดงตนเป็นเจ้าของ..



---ผู้ปฎิบัติส่วนใหญ่ที่ผ่านการศึกษาเรียนรู้ในธาตุกายสิทธิ์มาเป็นอย่างดี จะเกิดความสนใจเสาะแสวงหาอยากจะได้มาเพื่อเอาไว้บูชา เป็นสิริมงคลแก่ตัวเอง จะได้อาศัยองค์ความรู้ของจิตวิญญาณอันศักดิ์สิทธิ์ที่ดูแลรักษาธาตุ กายสิทธิ์มาเป็นบูรพาจารย์ กลายเป็นคุรุทางวิญญาณมาชี้แนะแนวทางการฝึกฝนปฏิบัติขัดเกลาอบรมจิตให้ จะได้เดินไปถูกแนวทางของมรรคา จึงทำให้ธาตุกายสิทธิ์แทบจะทุกชนิด เป็นที่ต้องตาต้องใจในหมู่ของนักปฏิบัติ เพื่อจะนำไปใช้ในการโทรจิต ติดต่อ สัมผัสสอบถามในสิ่งเกินองค์ความรู้ของมนุษย์ เช่น โลกทิพย์ เมืองบาดาล เมืองลับแล เมืองบังบด ว่าเป็นอย่างไร สามารถทำให้เกิดสิ่งแปลกใหม่ขึ้นในชีวิตและทรัพย์สินโดยที่เราไม่คาดฝัน สามารถที่จะเกิดขึ้นมาได้ด้วยฤทธิ์อำนาจและฌานสมาบัติของเทพ  เทวาที่ดูแลและรักษาวัตถุธาตุนั้นๆ ให้เป็นธรรมชาติแห่งความสมดุล ในการปรับปรุงสภาพแวดล้อมของธรรมชาติให้เป็นไปตามปรมัตถสัจจะ



---จึงทำให้ธาตุกายสิทธิ์ในยุคปัจจุบันนี้ กลายเป็นที่ยอมรับของผู้ที่มีญาณสมาธิ ว่าประจุไฟฟ้า พลังงาน หรือฤทธิ์อำนาจที่แทรกซึมอยู่ในวัตถุธาตุ สามารถที่จะนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้



---ส่วนวัตถุธาตุอันศักดิ์สิทธิ์ซึ่งมีฤทธิ์อำนาจหลงเหลืออยู่ในตัวเองสูง ยังไม่ค่อยผุดขึ้นมาให้มนุษย์พบหากันได้ง่ายๆเพราะเหล่าเทพ-เทวาที่ดูแล รักษาจะทำการคัดสรรกลั่นกรอง รอจังหวะ รอโอกาส รอจุดติของผู้มีฤทธิ์ ซึ่งเคยเป็นเจ้าของครอบครองวัตถุธาตุอันศักดิ์สิทธิ์เหล่ามานับจากอดีตยัง ไม่เปิดบารมีให้ ถ้าบุคคลนั้นไม่ใช่  สายณะธรรม ซึ่งเคยสร้างกรรมร่วมเวรมาแต่ภพภูมิก่อน



---การเปิดตัวของธาตุกายสิทธิ์เมื่อกาลนั้นๆ มาถึงธาตุกายสิทธิ์เหล่านั้นก็จะผุดขึ้นมา



*1.โดยการบวงสรวง


---อัญเชิญจากผู้รู้ ซึ่งในอดีตเคยผ่านการศึกษาเรียนรู้วัตถุธาตุอันทรงฤทธิ์เหล่านั้น จนเข้าใจดีแล้ว เพราะเคยเป็น สายณะธรรม ร่วมกรรม ร่วมเวรกับจิตวิญญาณอันศักดิ์สิทธิ์ภายในวัตถุธาตุนั้นมาก่อน



*2.จะต้องเป็นเจ้าของ


---และเคยครอบครองธาตุกายสิทธิ์เหล่านั้นมาตั้งแต่อดีต


*3.เทพ-เทวาที่ดูแลรักษา


---เกิดความเบื่อหน่ายในการดูแลรักษาวัตถุธาตุ และกาลเวลาที่จะต้องไปจุดติเกิดในภพภูมิใหม่จึงต้องออกแสวงหา(นิมิตฝัน) ผู้ที่มีบุญบารมีมารับวัตถุนี้ไปครอบครอง


*4.ก่อนที่จะละธาตุขันธ์ไปจากวัตถุธาตุอันทรงฤทธิ์ได้


---แผ่บุญบารมีของตนไว้ในวัตถุธาตุ เพื่อให้ผู้ที่มารับช่วงสามารถนำบารมี เหล่านั้นไปอธิษฐานจิต ใช้ตามแนวทางถูกต้อง มิเช่นนั้นจะกลายเป็นดาบ 2 คม


*5.เทพ-เทวา อดรนทนต่อไม่ไหว


---เพราะเห็นความทุกข์ความยากของสรรพสัตว์มาเป็นระยะเวลาอันยาวนาน จึงนิรมิต ดลบันดาลให้ธาตุกายสิทธิ์ผุดขึ้นมาตามสถานที่ต่างๆฤทธิ์อำนาจของพืชวัตถุดอกตะไคร้ กว่าจะพบเห็นดอกตะไคร้ขึ้นตามกอต่างๆได้ก็ต้องใช้ระยะเวลา 50 ปี ขึ้นไปจึงจะออกดอกขึ้นมาสักครั้งหนึ่ง เขาถือกันว่าดอกตะไคร้เป็นของอาถรรพณ์ของเทพ-เทวาชั้นสูง จัดเป็นดอกไม้สักสิทธิ์ของสรวงสวรรค์ มีฤทธิ์อำนาจเด่นทางด้าน เมตตา มหานิยม โชคลาภ และ ป้องกันไฟได้เป็นอย่างดี สามารถเข้าเครื่องยาแก้โรคมะเร็งพบหาได้ยาก จึงมักนำมาบด เป็นมวลสารในการสร้างวัตถุอันเป็นมงคล



---ว่านนางพญาท้าวเอว เป็นสมุนไพรยืนต้น ซึ่งมีกิ่งก้านสาขาเหมือนกับคนยืนเท้าเอว ใช้ป้องกันสัตว์ที่มีเขี้ยวงา นำมาพกพาติดตัว ป้องกันโรคปวดเมื่อยต่างๆได้เป้นอย่างดีพระพุทธเจ้า ๕ พระองค์ เป็นต้นไม้ที่พระพุทธเจ้าในอดีตนั่งบำเพ็ญฌานสมาธิ และได้อธิษฐานจิตให้ผลของต้นไม้ชนิดนี้มีพระรูปของ พระพุทธเจ้า ๕ พระองค์ ปรากฏขึ้นสืบเนื่องจากอดีตไม่มีวัตถุมงคลพระเครื่อง สำหรับพกพาติดตัว เมื่อพบเจอผลไม้ที่มีรูปพระพุทธเจ้าทั้ง ๕ พระองค์ จึงเกิดศรัทธา เลื่อมใสจึงนำพกพาติดตัว



---ในยุคปัจจุบันใช้ในการอธิษฐานจิต เสมือนกับพระธาตุชนิดหนึ่ง เหมาะสำหรับผู้ที่กำลังเดินอยู่ในศีล สมาธิ ปัญญา



---การสัมผัสพลังของเหล็กไหลนั้น จะต้องอาศัยการฝึกฝนศึกษาจาก กรรมฐานจนเกิดญาณทัศนะ สัมผัสได้ลึกละเอียด มองเห็นและถ่ายทอดออกมาทางอารมณ์ความคิด เพราะพลังธรรมชาติ กับพลังจากพุทธคุณหรือการสวดยัดวัตถุธาตุมงคลนั้นย่อมจะแตกต่างกัน เหล็กไหลจึงจัดเป็นเหมือนแก้วกายสิทธิ์สำหรับผู้ครอบครองที่มีบุญบารมีเท่า นั้น 



---ดังนั้นแร่เหล็กที่อยู่ภายใต้ลาวานั้น ย่อมได้รวบรวมเอาสรรพสิ่งจากธาตุ กายสิทธิ์ทั้งหลายเหล่านั้นรวมกันไว้ในตัวเอง คือมีฤทธิ์ในการปกป้องตนเองให้พ้นจากภัยในทุกรูปแบบ เพราะฉะนั้นเมื่อมหาฤาษีได้ใช้อิทธิฤทธิ์ดึงธาตุเหล่านี้ขึ้นมา แล้วถอดจิตด้วยฌาณสมาบัติเข้าแฝงตนอยู่ในธาตุกายสิทธิ์เหล่านี้ เพื่อฝึกฝนปฏิบัติทางจิตให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป จึงทำให้เจตสิกของผู้ทรงฌาณนั้นเกิดพลังอันมหาศาล แม้แต่จะงอเหล็กก็ยังได้ จนมนุษย์ได้ค้นพบสิ่งเหล่านี้เข้าโดยไม่ได้ตั้งใจ และไม่ทราบว่ามันคืออะไร ก็เลยเรียกกันว่า เหล็กไหล ตามสภาวะการแสดงอิทธิ์ฤทธิ์ที่ปรากฏต่อสายตาในขณะนั้นนั่นเอง คือลักษณะเหมือนก้อนเหล็กที่ยืดตัวได้ มีสีสรรต่าง ๆ กันหลายรูปแบบด้วยกันครับ

 

*ประเภท ของเหล็กไหล



---คำเรียกของเหล็กไหลนั้นเรียกกันได้หลายอย่าง บ้างก็เรียกเหล็กหลายบ้าง สมิงเหล็ก(เหล็กที่มีสมิงหรือวิญญาณครอง)บ้าง ประเภทของเหล็กไหลหรือสิ่งที่ใกล้เคียงเหล็กไหลที่ผู้รู้ได้แยกประเภทไว้ นั้นมีมากมายหลายประเภทดังนี้ (ขอโปรดใช้วิจารณญาณด้วยนะครับผมเพียงแต่รวบรวม เรียบเรียงให้อ่านพอประดับความรู้เท่านั้น ข้อมูลเหล่านี้ ยังขาดการชำระสะสาง ถึงที่มา ความน่าเชื่อถือและความถูกต้องอยู่มาก คำเรียกบางคำบางประเภทผู้รู้บางท่านก็กล่าวแย้งว่า เป็นคำเรียกที่แต่งขึ้นมาใหม่ ซึ่งเป็นธรรมดาปกติวิสัยเรื่องทางโลก ที่ที่ใดมีผลประโยชน์ที่นั่นย่อมมีการแสวงหาผลประโยชน์ด้วยกรรมวิธีต่าง ๆ)



*๑.เหล็กไหลโกฏิปี



---เหล็กไหลโกฏิปี สัณฐานดำออกน้ำเงินดั่งสีปีกแมงภู่ หรือดำออกเขียวดั่งสีปีกแมลงทับเหล็กไหลประเภทนี้มีสีสันวรรณะเขียวเหมือนสีของปีกแมลงทับ พบในที่ลึกล้ำอันสงบวิเวก เช่นในถ้ำหรือป่าลึกที่ผู้คนเข้าไม่ถึง เชื่อกันว่าเป็นฤๅษีที่ทิ้งสังขารเดิมของตนเองไว้ แล้วอาศัยอยู่ในสังขารใหม่คือสังขารในรูปเหล็กไหล เพื่อการบำเพ็ญตบะและการทรงฌานอันยาวนานนับหมื่นนับโกฏิปี สามารถยืดได้หดได้ ทรงชีพด้วยการเสพน้ำผึ้ง บางตำราท่านกล่าวว่า เหล็กไหลโกฏิปีนี้ สร้างจากฤๅษีกไลโกฎ ผู้สำเร็จฌานสมาบัติ เมื่อดูจากข้อมูลหลาย ๆที่เหล็กไหลประเภทนี้เป็นเหล็กไหลที่มีตำราโบราณรองรับจริง ๆ แต่ท่านก็จะเรียกเพียงว่า เหล็กไหล เท่านั้นครับ



*๒.เหล็กไหลเจ้าป่า (เหล็กไหลไพร บางตำรา)


---เหล็กไหลประเภทนี้มีวรรณะสีดำนิลเป็นมันเลื่อมเมื่อกระทบแสงสว่าง ผิวค่อนข้างหยาบ ไม่เนียนเหมือนเหล็กไหลโกฏิปี เหล็กไหลเจ้าป่าชอบเล่นกับไฟ ยืดได้หดได้เหมือนเหล็กไหลโกฏิปี แต่แปลกตรงที่ถ้าทำหลุดจากมือ หล่นลงดินจะหายไปทันที เพราะถูกพวกยักษ์คนธรรพ์ที่ตามจ้องจะแย่งชิง ถือโอกาสหยิบฉวยไปนั่นเอง หรืออีกประการหนึ่งท่านอาจไม่ต้องการอยู่ด้วยนั่นเอง การได้มาส่วนใหญ่ท่านมักจะโผล่ขึ้นมาจากพื้นดิน ให้พระธุดงค์ที่ท่านจาริกหาความสงบวิเวกในการปฏิบัติธรรม นั่งสมาธิกลางป่าเขา ได้ไว้ใช้ป้องกันภยันตรายต่าง ๆ อีกนัยหนึ่งคงด้วยภพภูมิต้องการจะสร้างบุญกุศลด้วยการคุ้มครองพระรัตนตรัย กระมัง

*๓. เหล็กไหลย้อย

---เหล็กไหลประเภทนี้เป็นเหล็กไหลที่ตายซากแล้ว มีลักษณะไหลย้อยติดอยู่กับหิน ตามหลืบถ้ำที่ลึกลับอับชื้น ลักษณะวรรณะแข็งกรอบยาวเป็นคืบเป็นศอก บางชิ้นยาวเป็นวาก็มี สีเขียวปนดำด้านไม่มีแวว ไม่กินน้ำผึ้ง พวกผีป่าอสุรกายชอบถือโอกาสอาศัยอยู่ เมื่อถูกไฟจะไม่ยืด-ไม่หด ไม่กินน้ำผึ้ง แม่เหล็กดูดไม่ติด(มีธาตุเหล็กในตัวน้อย)มีฤทธิ์มีอานุภาพเล็กน้อย คือทำให้แคล้วคลาดยิงไม่ถูกฟันไม่ถูกเพราะมีมายาหลอนในตัวมันเอง เกจิอาจารย์บางท่านเรียกเหล็กไหลประเภทนี้ว่า พญาเหล็ก



---เป็นเหล็กไหลประเภทที่เกจิอาจารย์บางท่านที่มีกฤตยาคมสูงสำเร็จฌานสมาบัติ พลังจิตแก่กล้า มักจะไปแสวงหานำมาปลุกเสก ให้เกิดอานุภาพเมตตามหานิยม แคล้วคลาด คงกระพันชาตรี ถ้าปลุกเสกดี ๆ อาจจะเป็นมหาอุด ห้ามปืน ห้ามระเบิดได้



---เกจิอาจารย์ทางประเทศเมียนม่า ชอบเอาเหล็กไหลย้อย หรือพญาเหล็กนี้ไปสร้างพระพุทธรูป โดยหลอมตัวด้วยไฟอาคมให้ละลายจนกลายเป็นสีดำมันวาวคล้ายนิลบ่อเก่า เมื่อสร้างเป็นพระพุทธรูปแล้ว องค์พระจะมีสีดำมันวาวเหมือนนิลที่สวยงามมาก มีอานุภาพทางโชคลาภ แคล้วคลาดคงกระพันชาตรี สามารถทำลายอาถรรพณ์ทุกชนิด มีมายาภาพในตัวเอง ทำให้หายตัวได้ชั่วครั้งชั่วคราว



*๔.เหล็กไหลเพลิง

---เหล็กไหลประเภทนี้มีรูปพรรณสัณฐานและสีสันวรรณะคล้ายอิฐมอญ เป็นประกายสดใส ถ้าหมุนเล่นกับความสว่างในห้อง จะเกิดภาพหลอนดูคล้ายกับงูเลื้อยบิดเบี้ยวไปมา สามารถสร้างภาพมายาหลอกหลอนได้นานาชนิด ชอบกินน้ำผึ้ง เอาไฟลนยืดได้เหมือนตังเม บางอาจารย์เรียกว่า เหล็กประสานกาย เพราะจะสร้างมายาหลอกให้เจ้าของที่ถูกอาวุธมีคมฟันแทงนั้นเกิดบาดแผล แล้วไม่นานร่างกายที่ขาดจะกลับประสานกันเหมือนเดิม



---อีกตำราหนึ่งกล่าวว่า เป็นเหล็กไหลที่พอหาได้ไม่ยาก พบอยู่ในถ้ำต่าง ๆ หลายแห่ง ฝังตัวเองอยู่ตามเพดานและผนังถ้ำที่มีลักษณะเหมือนผงฝุ่นละเอียด ออกสีแดงหรือน้ำตาล องค์ขนาดเมล็ดถั่วเขียวหรือใหญ่กว่า หากลองอธิษฐานจิตจับดูจะรู้สึกว่าร้อนเหมือนไฟ เชื่อว่าสามารถแสดงภาพมายาหลอกหลอน ทำให้ศัตรูตกใจกลัวได้



---สำหรับนักแสวงหาต้องพึงระวังไว้ หากเป็นเหล็กไหลเพลิงแท้ต้องกินน้ำผึ้งและยืดด้วยไฟได้ หากยืดไม่ได้มักจะเป็นหินลูกรัง หรือหินแห่ ด้วยเพราะลักษณะรูปพรรณใกล้เคียงกันมาก อีกประการจะมองดูคล้ายเหล็กตาน้ำ หากเป็นเหล็กตาน้ำมักจะออกสีน้ำตาลปนเขียว และจะพบได้ตามแหล่งที่มีน้ำหรือที่ชื้นครับ



*๕.เหล็กไหลน้ำ หรือเหล็กไหลตาน้ำ


---คำโบราณท่านเรียกว่า เหล็กตาน้ำ เหล็กไหลประเภทนี้มีวรรณะสีเขียวปนดำ เป็นมันด้าน ๆ ไม่แวววาวเท่าไรนัก ลักษณะย้อยเป็นรูปหยดน้ำชอบเกาะอยู่ตามตาน้ำในซอกหินลึกลับ การค้นหานอกจากต้องมีวิชาอาคมแล้ว ยังต้องสังเกตตรงตาน้ำที่ไหลผ่านบริเวณหิน ผาที่มีตะไคร่น้ำสีเขียวเกาะอยู่มากๆ ให้ค่อยๆ เอามือแหวกหาดูก็จะพบเหล็กไหลน้ำที่มักหมกตัวซ่อนอยู่ในตะไคร่น้ำ ถ้าเห็นยังก้อนเล็กอยู่ ให้ใช้อาคมผูกล้อมเอาไว้ บอกเจ้าถ้ำเจ้าป่าให้ช่วยรักษาไว้ด้วย แล้วอีก 3-7 วันค่อยกลับมาจะพบว่า งอกขึ้นได้เหมือนเห็ดโคนที่ยังตูม ถ้าเอาไฟลนจะยืดออกไม่มาก แต่ไม่หดกลับอีกเลย กินน้ำผึ้งไม่มาก แต่ชอบกินน้ำมะพร้าวอ่อน ถ้าเอาลงไปแช่ จะเปล่งรังสีให้เห็นได้ในเงามืดเป็นคล้ายสีแดงเรื่อๆยามรุ่งอรุณ เหล็กไหลน้ำมีอานุภาพทางคงกะพันชาตรี กำบังตาลองหน และเป็นมหาอำนาจ ทำให้คนขามคนเกรง เมื่อหลายปีมานี้มีการขุดค้นพบตามกรุร้างปรางค์ขอม หลายแห่งในภาคอีสาน



*๖.เหล็กไหลชีปะขาว



---เหล็กไหลประเภทนี้มีสีขาวหรือสีขาวออกเหลือง เกจิอาจารย์บางท่านเรียกว่า พญางูเผือก ไข่มุกถ้ำ หรือ ไข่มุกกวนอิม หรือ ไข่นกการเวก พระลามะทิเบตมักมีไว้ประจำตัว เพราะมีมากในถ้ำเขตภูเขาในประเทศทิเบต ส่วนในประเทศเราจะพบเห็นตามถ้ำทางภาคเหนือ และลึกเข้าไปในแคว้นเชียงตุงของพม่า และทางประเทศลาวตอนเหนือ เพราะเหล็กไหลชีปะขาวชอบอากาศหนาวจัด มีอานุภาพทางแคล้วคลาดล่องหนหายตัวได้ชั่วคราว ถูกไฟไม่ยืด แต่ถ้าใช้คาถาอาคมจะยืดได้ มีมายาในตัว ขยายใหญ่ได้เล็กลงได้ ถ้าจะนำไปสร้างพระเครื่องจะต้องใช้วิชาเล่นแร่แปรธาตุ หรือให้อธิษฐานทำน้ำมนต์ก็ใช้ได้แล้ว ไม่จำเป็นต้องบดเขา เพราะถ้าหากพลังจิตไม่แก่กล้าพอก็จะทำไม่ได้ หรืออาจเป็นเวรภัยได้



---เหล็กไหลชีปะขาวใช้แทนเพชรได้ในกรณีต้องการตัดกระจก สามารถตัดกระจกให้ขาดได้ เพราะมีความแข็งพอๆ กับเพชร เหล็กไหลชีปะขาวทุบไม่แตก ตัดไม่ขาด เหล็กไหลชีปะขาวสามารถรู้ล่วงหน้าได้ว่า ผู้ครอบครองจะหมดสิ้นอายุขัย หรือมีเคราะห์ร้ายถึงตายเมื่อใด เมื่อนั้นเหล็กไหลชีปะขาวก็จะถือโอกาสล่องหนอันตรธานหายไป


*การบวงสรวงเหล็กไหล หรือวัตถุต่าง ๆในตระกูลเหล็กไหล



---ตำราการบวงสรวงและการตัดเหล็กไหลนั้นมีหลากหลายตำราด้วยกัน ส่วนใหญ่จะเป็นที่หวงแหนและอนุญาตให้เรียนกันเฉพาะกลุ่มเท่านั้น แต่ปัจจุบันนี้มีการตัดแบ่งเหล็กไหลค่อนข้างแพร่หลาย แต่ส่วนใหญ่จะเป็นเหล็กไหลจำพวกเหล็กทรหด หรือจำพวกโคตรเหล็กไหลเสียมากกว่าซึ่งมักเป็นหินแร่ที่มีกายสิทธิ์ หรือมีอิทธิคุณ คือมีดีในตัว อีกนัยหนึ่งคือแร่ที่สามารถอธิษฐานประจุพลังงานได้โดยง่าย เพราะอาศัยรูปลักษณ์ หรือที่มาที่ก่อให้เกิดศรัทธานั่นเอง แต่แร่นี้ไม่มีวิญญาณครอง(ซึ่งคำว่าไม่มีวิญญาณครองนี้อาจจะมีจิตครองก็ได้ คือจิตที่หวงแหนเฝ้าดูหรือคอยรักษาเอาไว้ หรือมีพลังงานที่ภพภูมิได้คงเอาไว้ ทั้งตั้งใจก็ตามหรือไม่ตั้งใจก็ตาม)



---สำหรับเหล็กไหลที่มีวิญญาณครองนั้นคงไม่ใช่เป็นการง่ายนักที่จะบวงสรวงตัด แบ่งมาง่าย ๆ เพราะเหล็กไหลประเภทนี้มักจะอยู่ในหุบเขาและเถื่อนถ้ำที่ไม่ง่ายนักที่คน ทั่วไปจะเข้าถึง ส่วนใหญ่ท่านมักจะเป็นฤๅษี-ดาบสที่เบื่อสังขาร จึงทรงสังขารในรูปลักษณ์เหล็กไหล โดยอาศัยเสพอาหารคือน้ำผึ้งเพื่อเลี้ยงตัวเลี้ยงธาตุขันธ์ แต่เหล็กไหลบางประเภทที่มีวิญญาณครองนั้นบางทีก็จัดเป็นภพภูมิพิเศษบางอย่าง ก็อย่าไปรู้เรื่องราวของเขามากเลยครับ และก็ปล่อยเขาไปเถอะครับ ให้ท่านบำเพ็ญเพียรตบะเดชะของท่านไป อย่าไปแสวงหา อย่าไปรบกวนสร้างความเดือดร้อนให้ท่านเลย(เว้นแต่ท่านจะมาหาเอง ด้วยบุพกรรมที่เกี่ยวเนื่องกัน ซึ่งก็เป็นเรื่องปัจเจกบุคคล) แสวงหากันเพียงตระกูลเหล็กทรหดหรือโคตรเหล็กไหลก็พอครับ อธิษฐานจิตดีๆก็มีพุทธคุณอิทธิคุณรอบด้านแล้ว



---ก่อนที่จะกล่าวถึงวิธีบวงสรวงเหล็กไหลนั้นก็จะกล่าวถึงประเภทของเหล็กไหลไว้ พอสังเขป เพื่อสงวนตำราโบราณเอาไว้มิให้บิดเบือนไปมากกว่านี้ ที่เขาเรียกเหล็กไหลสุริยันบ้าง เหล็กไหลจันทราบ้าง เหล็กไหลน้ำหนึ่งน้ำสองน้ำรองบ้าง พึงทราบด้วยว่าเป็นคำที่แต่งมาใหม่ เพื่อเรียกขานแบ่งประเภทกันเองในยุคหลัง บางคำก็แต่งมาใช้ในภาพยนตร์เท่านั้น มิได้มีกล่าวไว้ในคำศัพท์โบราณแม้แต่ประการใด


*เหล็กไหล คือ ก้อนแร่เหล็กบริสุทธิ์ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ


---และได้รับการอธิษฐานบรรจุฤทธิ์ โดยพระฤาษีผู้ทรงฌาณชั้นสูง เพื่อธำรงคุณงามความดี โดยมีธาตุกายสิทธิ์เป็นผู้คอยช่วยเหลือผู้ที่มี ความทุกข์ยากให้พ้นภัย จัดเป็นธาตุกายสิทธิ์ชนิดหนึ่งที่มีรังสีหรือพลังปราณที่ทรงอำนาจในการ ป้องกันตัว และสิ่งที่อยู่ใกล้ตัว ให้พ้นจากภัยอันตรายอันเกิดจากอาวุธปืนหรือของมีคม และภูตผี ปีศาจ เป็นสสารที่มีจิตเป็นอมตะและหายากยิ่ง ต้องมีพิธีกรรมมากมายกว่าจะได้มา ฉะนั้นเหล็กไหลจึงเป็นวัตถุอาถรรพณ์ที่ มีราคาแพง เพราะเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายและเป็นที่เข้าใจกันทั่วไปว่า เหล็กไหลมีอานุภาพยอดเยี่ยม สามารถคุ้มครองชีวิตคนที่มีเหล็กไหลพกติดตัว และจะได้รับความคุ้มคลองให้ปลอดภัยจากอุบัติภัยร้ายแรงรวมถึง อาวุธร้ายแรงนานยาชนิด และ กันผีป่า ภูตผีปีศาจ ทั้งหลายได้ ป้องกันผีอำได้อย่างอัศจรรย์นั้นเอง



*ประเภทของเหล็กไหล


---ธาตุศักดิ์สิทธิที่เราเรียกกันว่า เหล็กไหล นี้ พอจะแบ่งแยกได้เป็นสองประเภทใหญ่ ๆ ด้วยกัน



*1.ธรรมธาตุ


---กำเนิดของเหล็กไหลประเภทนี้ เกิดจากจิตของเทพพรหมในอดีตอันไกลโพ้น ซึ่งเป็น อรูปพรหม ที่ปรารถนาจะมาช่วยรักษาพระพุทธศาสนา จึงได้ลงมาบำเพ็ญฌาณในมนุษย์โลก ได้เข้ามาสัมผัสเข้ากับกลิ่นอันโอชะของง้วนดิน ที่เป็นธาตุ บริสุทธิ์มาแต่เดิม แล้วเกิดติดใจในความโอชาของง้วนดินเข้า เมื่อเสพแล้วก็เลยหาที่พักพิงอาศัยอยู่ ตามเงื้อมเขา ตามถ้ำอันสงบ เป็นอยู่อย่างนั้นตามสภาพของจิต ล้านปีบ้าง แสนปีบ้าง หมื่นปีบ้าง ร้อยปีบ้าง หนึ่งปีบ้าง



---เมื่ออัธยาศรัยของจิตเริ่มเกาะรูปธรรม จึงได้เนรมิตรธาตุบริสุทธิ อันประกอบด้วย ธาตุทั้ง 4 อันได้แก่ ดิน น้ำ ลม ไฟ ด้วยการเนรมิตรเอาด้วยกำลังแห่งฤทธิ์ขึ้นมาประกอบเป็นเรือนกาย ฝังตัวอยู่ในก้อนธาตุเหล่านั้น อาศัยอยู่ในโลกมนุษย์ เป็นเพศผู้ก็มี เพศเมียก็มี อยู่โดดเดี่ยวก็มี เป็นคู่ก็มี เป็นกลุ่มก็มี มีรังอาศัยอยู่ก็มี ที่ไม่มีรังอาศัยอยู่ก็มี โดยปกติแล้วปีหนึ่ง ๆ ประมาณเดือน 5 ธาตุกายสิทธิ์เหล่านี้จะออกหาเสพง้วนดิน



---แต่ในสมัยปัจจุบันโลกมนุษย์ของเรา ผิวพื้นโลกไม่มีความสะอาดเพียงพอ จึงไม่มีง้วนดินอยู่ ธาตุกายสิทธิ์เหล่านี้จึงต้องอาศัย เสพน้ำผึ้งแทนเฉพาะในเวลากลางคืนโดยอาศัยป่าเขาต่าง ๆ ซึ่งบางคนอาจจะเคยพบเห็น



---ลักษณะการเคลื่อนที่ของธาตุกายสิทธิ์เหล่านี้ จะปรากฏเป็นดวงกลมใหญ่ เล็ก ลอยออกจากหน้าผาหรือถ้ำ ออกไปจับรังผึ้งตามต้นไม้ บางดวงก็ลอยหายไปในโพรงไม้เพื่อกินน้ำผึ้งโพรง บางดวงก็ลอยหายไปใต้พื้นดินเพื่อกินน้ำหวานของแมงขี้สูตร



---ถ้าผู้พบเห็นมีความสามารถพิเศษ ก็สามารถเชิญเขามาสนทนาได้เช่นกัน แต่ถ้าต้องการที่จะครอบครองของสิ่งนี้ ต้องมีวาสนาบารมีสั่งสมร่วมกันมาตั้งแต่อดีต หรือมิเช่นนั้นก็ต้องเป็นผู้มีศีลธรรม จิตใจเป็นบุญเป็นกุศล ถึงพร้อมพรหมวิหารธรรม เจตนาเป็นกุศลจิต ก็อาจทำพิธีอัญเชิญท่านให้ปรากฏตนออกมา เพื่อสงเคราะห์ช่วยเหลือผู้ทรงคุณธรรมทั้งฝ่ายฆราวาสและบรรพชิตที่ประสงค์จะ ช่วยกัน สืบพระศาสนาขององค์พระศรีศากยมุณี ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นผู้ที่เคยเกี่ยวข้องกันมาแต่อดีตชาติ แล้วได้จุติลงมาเป็นมนุษย์



---เทพพรหมเหล่านี้มุ่งการบำเพ็ญบารมีทำความเพียรจนเข้าถึงอริยสัจจธรรม เพื่อที่จะได้น้อมนำชีวิตอุทิศตนเอง ถวายเป็นพุทธบูชาเสริมสร้างบารมีของตน จนเข้าสู่มรรคผลนิพพาน ในอนาคตกาลภายภาคเบื้องหน้า และจรรโลงกอบกู้อุปถัมภ์ค้ำชู พระพุทธศาสนาที่เป็นฝ่ายสัมมาทิฐิ ที่ปฏิบัติถูกต้องตามความเป็นจริงแห่งธรรม



---ดังนั้นฤทธิ์อำนาจของเหล็กไหลชนิดนี้จะสูงกว่าธาตุกายสิทธิ์ทุกประเภท สามารถทำปฏิกิริยาต่อเชื้อปะทุทุกชนิดและศาสตราวุธต่าง ๆ ให้หมดอานุภาพได้ เมื่อเทพนั้นมีความประสงค์จะแสดงอิทธิฤทธิ์ให้ดู หรือเพื่อคุ้มครองรักษาเจ้าของเหล็กไหลนั้น คือจะแสดงฤทธิ์ก็ต่อเมื่อมีเหตุจำเป็นเท่านั้น



---นอกจากนี้ยังล่องหนหายตัวได้เมื่อต้องการ โดยการสลายรูปธาตุทั้งสี่ให้เป็นอรูปธาตุ (วิญญาณธาตุ) แล้วประกอบขึ้นใหม่ได้ และเมื่อยังไม่ประกอบรูปธาตุก็จะยังไม่กินน้ำผึ้ง ต่อเมื่อประกอบธาตุแล้วจึงจะกินน้ำผึ้ง และต้องเป็นน้ำผึ้งที่บริสุทธิ์อีกด้วย



---ลักษณะพรรณสัณฐานของเหล็กไหลประเภทนี้มีหลายรูปแบบ เช่น รูปไข่ กลมรี ครึ่งซีก ทรงกลม หนำเลี๊ยบ รักบี้ เป็นต้น เพราะมองดูเผินจะมองไม่ออกเลยว่าเป็นเหล็กไหล เพราะเหมือนก้อนหิน ก้อนกรวดธรรมดา ธาตุกายสิทธิ์เหล็กไหล ที่เป็นธรรมธาตุนี้ แต่ละองค์จะมีนามของตนเองโดยเฉพาะ จะต้องสอบถามนามของท่านเอาเอง



---ยุคสมัยปัจจุบันมีผู้ตั้งค่านิยมของ ธาตุกายสิทธิ์ ไว้สูงมาก จนเกิดการทุ่มเทติดตามหาวัตถุธาตุกายสิทธิ์นี้อย่างจริงจัง จนหลายคนหมดเงินหมดทองไปเป็นจำนวนมาก แต่มีน้อยรายที่จะพบกับความสำเร็จ เพราะขาดความรู้ความเข้าใจ ความเป็นมาของธาตุวิเศษเหล่านี้ รวมทั้งขาดบุญวาสนาอีกด้วย พึงตระหนักอยู่เสมอว่า สิ่งใดมีคุณอนันต์ ก็ย่อมเกิดโทษอันมหันต์ได้เช่นกัน



*2.ธาตุสำเร็จ


---เหล็กไหลชนิดนี้เป็น รูปธาตุ มีแต่เพียงจิตครอง ไม่มีวิญญาณครอง เกิดจากฤทธิ์อำนาจของเทพระดับต่ำลงมาในระดับ รูปพรหม โดยเมื่อครั้งในอดีตได้เคยบำเพ็ญตบะเป็นฤาษีชีไพรจนสำเร็จรูปฌาณ แต่ด้วยบุพกรรมและความปรารถนาบางอย่าง จึงได้ลงมาสู่โลกมนุษย์ในลักษณะเป็นก้อนธาตุสำเร็จ รูปทรงต่าง ๆ กัน ที่เป็นเหมือนโลหะธาตุก็มี เหมือนแก้วใสก็มี สถานที่ อยู่ของเหล็กไหลประเภทนี้ มักจะอยู่ภายในถ้ำที่มีความสะอาด เย็น หรือชื้นแฉะ ธาตุเหล็กไหลประเภทนี้ไม่สามารถล่องลอยไปหาน้ำผึ้งกินเองได้ จะต้องอาศัยวัตถุธาตุที่เป็นสื่อเป็นสะพานนำไป โดยการไหลไปตามพื้นดิน ผนังถ้ำ หรือ หน้าผา



---หากสถานที่นั้นไม่มีผึ้งทำรังอยู่ นานวันเข้าเหล็กไหลก็จะเคลื่อนย้ายเปลี่ยนที่ อยู่ใหม่ต่อไปเรื่อย ๆ บางครั้งก็จะมีการขับถ่ายของเสียออกมา ซึ่งเรียกกันว่า ขี้เหล็กไหล เมื่อถ่ายมูลเสร็จจะกลับเข้ารังต่อไป



---สำหรับเหล็กไหลประเภทนี้  มีฤทธิ์อำนาจใกล้เคียงกับธาตุกายสิทธิ์ประเภทแรก  เพราะเป็นการประกอบธาตุให้ถูกส่วนของผู้มีวิชาแก่กล้าทางโลกียฌาณ คือ ฤาษี ชีไพร คนธรรพ์ วิทยาธร เป็นต้น แต่ไม่สามารถคุ้มครองตัวเองได้ เพราะถ้าเจอะผู้มีวิชาอาคมที่ แก่กล้า จะถูกทำลายหรือแย่งชิงได้ง่าย เนื่องจากมีเพียงวิญญาณธาตุ คือ พลังงานอย่างเดียว



---ดังนั้นผู้มีเหล็กไหลประเภทนี้อยู่ มักจะไม่เปิดเผย เพราะเกรงผู้มีวิชาเรียกเอาได้ ลักษณะของเหล็กไหลประเภทนี้มักจะพบเห็นบ่อยครั้ง มีชื่อเรียกหาแตกต่างกันไปตามความคิดความเข้าใจและคุณสมบัติที่พบเห็น บางครั้งต้องทำพิธีพลีกรรมตัดเอา แต่ สำหรับผู้ทรงฌาณระดับสูงแล้ว เพียงแต่ทำการอัญเชิญท่าน ก็จะเสด็จมาอยู่ด้วยโดยไม่ ต้องมีพิธีกรรมที่ยุ่งยากแต่อย่างใด



*อาณาจักรของเหล็กไหล



---เนื่องจากเหล็กไหลประกอบไปด้วยธาตุเหล็กเป็นสำคัญ  จึงต้องการสิ่งที่มีความแข็งแกร่งพอสมควรที่จะเข้าไปยึดเกาะเป็นที่อยู่ อาศัยเพื่อ สร้างอาณาจักรหรือรังขึ้นมา เฉกเช่นสัตว์โลกทั่วไปที่ จำเป็นต้องมีที่อยู่อาศัย เพื่อขยายเผ่าพันธ์มีลูกมีหลานสืบต่อไปในภายภาคหน้า



---ดังนั้นโครงสร้างของอาณาจักรส่วนใหญ่จึงยึดเอาสิ่งที่มีธาตุเหล็กเป็นหลัก เพราะจะได้อาศัยการกินธาตุเหล็กเป็นอาหาร เพื่อเป็นการตั้งธาตุและปรับธาตุของตนเองให้เกิดความสมดุลย์ได้ง่ายขึ้น เนื่องจากธาตุเหล็กเป็นธาตุดังเดิมที่มีอยู่ในพื้นภิภพและพื้นผิวโลกมา ตั้งแต่การกำเนิดของโลกก็ว่าได้



---ธาตุเหล็กจึงมีโอกาสดึงดูดและสะสมพลังงานต่าง ๆ ที่มีอำนาจมาไว้ในตนเองค่อนข้างมากและเป็นเวลานาน ทำให้เหล็กไหลมีอิทธิฤทธิ์เพิ่มพูนขึ้น และเมื่อมีการกินธาตุเหล็กเข้าไปมาก ก็ย่อมมีการขับถ่ายของเสียออกมาหรือของเหลือออกมา กลายเป็น ขี้เหล็กไหล ซึ่งมีลักษณะเหมือนเหล็กที่ผุตัวลงไป ไม่มีความแข็งแกร่งเหมือนกับตัวเหล็กไหล หรือ โคตรเหล็กไหล



---แต่เหล็กไหลบางประเภทที่อาจจะมีผิวพรรณวรรณะไปทาง ธาตุกายสิทธิ์ คล้ายแก้วหรือหินย่อมจะสร้างรังหรืออาณาจักรที่แตกต่างกันไป ส่วนใหญ่จะเป็นเทพผู้รักษาในระดับชั้นพรหมที่ละเว้นจากเรื่องกาม เช่น มหาฤาษีผู้เพ่งฌาณสร้างธาตุกายสิทธิ์ หรือ กลั่นกรองธาตุเหล่านั้นจนใสเป็นแก้วแตกต่างกันไปตามบารมี ชอบจะอาศัยอยู่ในโพรงหินที่เป็นแก้วสีที่แตกต่างกันออกไป หากดูภายนอกจะไม่ทราบเลยว่า ภายในก้อนหินเหล่านั้นจะมีธาตุกายสิทธิ์เหล็กไหลซ่อนอยู่ภายใน



*รังของเหล็กไหล



---ความหมายของ รังเหล็กไหล ย่อมหมายถึงลักษณะของถิ่นที่อยู่หรือโครงสร้างที่อยู่อาศัยนั้นเอง เหล็กไหลบางประเภทที่จำเป็นต้อง สร้างอาณาจักรนั้น ลักษณะของรัง จะเหมือนรังผึ้ง้ มีท่อ มีรู เชื่อมโยงอยู่ภายใน เหมือนเป็นเส้นทางเชื่อมโยงติดต่อซึ่งกันและกัน โดยมีการแบ่งสัดส่วนเป็นห้องเป็นหับ เหมือนสัตว์โลกทั่วไป เพื่อใช้เป็นห้องพักของตนเอง ห้องพักของตัวอ่อน ลูก ๆ ที่เกิดขึ้นก็จะฟักตัวเองอยู่ในโพรง หลายตัวต่อโพรงก็มี



---รังของเหล็กไหลเหล่านี้มักจะอยู่ภายในถ้ำคูหาต่าง ๆ พ่อแม่ก็อาจจะแสวงหาอาหารจากแร่ ธาตุและธาตุอื่น ๆ ที่มีฤทธิ์อำนาจและพลังบารมีสูง เพื่อให้ตัวอ่อนมีความแก่กล้าและแข็งแรงเติบใหญ่ขึ้น พร้อมกับเรียนรู้สภาวะต่าง ๆ ไปพร้อมกัน



---จากตัวเล็กขนาดเท่าปลายเข็ม ก็ขยายใหญ่ขึ้นไปเรื่อย ๆ จนถึงขนาดไข่ปลาดุก ไข่กบ เม็ดถั่วเขียว เม็ดถั่วลิสง เชื่อกันว่าเม็ดเหล็กไหลขนาดเล็กเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีฤทธือำนาจมากขึ้นเท่านั้น เพราะหากมีเหตุเภทภัยอันใดจะมาถึงตัว ก็จะใช้ฤทธิ์ทั้งหมดในทีเดียว



---ดังนั้นจึงเป็นที่เชื่อถือในหมู่ผู้ปฏิบัติจนได้ถึง เจโตรปริยญาณว่า ตัวเหล็กไหลที่แท้จริงนั้น ก็ คือตัวลูก ๆ ที่ยังเล็ก ๆ อยู่ หรือเพิ่งเป็นอิสระหลุดตัวเองออกมาจากญาณพ่อญาณแม่ของมัน



*เหล็กไหลบางประเภท


---ก็จะมีสิ่งปกป้องคุ้มครองจากเหล่ายักษ์ คนธรรพ์ นาค วิทยาธร ให้ความอารักขา เนรมิตสิ่งบดบังคุ้มครองหรือปกปิดให้ เช่น แก้วขนเหล็ก ที่เป็นเหมือนขนโลหะที่มี ความคมและแข็งห่อหุ้ม เหล็กไหลไว้ภายในโดยรอบ



*เหล็กไหลบางประเภท


---ก็จะมีสิ่งห่อหุ้มที่เกิดขึ้นมาจากธรรมชาติ ปกป้อง หรือ เป็นที่หลบซ่อนฝังตัวของเหล็กไหล ไม่ให้ปรากฏเป็นที่สนใจของผู้ที่มีเจตนาที่ไม่ดีได้พบเห็น มีลักษณะแตกต่างกันไป บางอย่างก็นิ่มคล้ายขี้ผึ้ง แต่พอโดนอากาศภายนอกนาน ๆ ก็จะแข็งตัว บางอย่างคล้ายแก้วสี ขุ่น ๆ ห่อหุ้มตัวไว้ มากบ้างน้อยบ้างแล้วแต่เหตุปัจจัย



*คุณสมบัติของผู้ครอบครองเหล็กไหล



---เหล็กไหลจะอยู่กับผู้มีบุญเท่านั้น ผู้มีบุญในที่นี้หมายถึง ผู้ประพฤติชอบด้วย กาย วาจา ใจ ไม่คิดเบียดเบียนผู้อื่น ยึดมั่นในศีล 5 พรหมวิหาร 4 ผู้ละแล้วเสียซึ่ง ความโลภ โกรธ หลง เหล็กไหลเมื่อมีความยินดีจะอยู่คุ้มครองให้กับผู้ใดก็จะอยู่ด้วยตลอดไป เว้นแต่ผู้นั้นจะมีจิตใจที่เปลี่ยนไปในทางอกุศล เหล็กไหลก็อาจหายไปทันที



*ดังนั้นผู้ครอบครองเหล็กไหล จึงควรมีคุณสมบัติดังนี้



---1.บุญวาสนาและบารมี ที่ประกอบไปด้วยสัมมาทิฐิ เป็นคนดีมีศีลธรรม



---2.มีความเชื่อมั่นและศรัทธาในธาตุกายสิทธิ์นี้



---3.มีความปรารถนาอยากได้อย่างแรงกล้า



---แท้จริงแล้วผู้ที่จะเกี่ยวข้องกับเหล็กไหล ซึ่งเป็นธาตุกายสิทธิ์ที่มีทั้งบุญฤทธิ์และอิทธิฤทธิ์แล้ว จะต้องมีบารมีรองรับพอเพียง มิฉะนั้นเหล็กไหลจะหนีกลับไปสู่เจ้าของเดิม หรือ ผู้ที่มีบารมีสูงพอ ดังนั้นถ้ามีเงินแต่ไม่มีคุณธรรม ก็อย่าหมายว่าจะซื้อได้



---ท่านทั้งหลายได้ลองพิจารณาตนเองในส่วนนี้แล้วหรือยัง ในการที่จะเข้าไปเกี่ยวข้องกับเหล็กไหล เพราะเหล็กไหลทุกประเภท ล้วนแต่ยอมอุทิศตนเพื่อเสริมสร้างบารมีธรรมให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไปจนถึงมรรคผลนิพพาน จึงยอมอุทิศตนทั้ง ร่างกายคือธาตุขันธ์ และจิตวิญญาณ ในการสืบพระศาสนาให้มั่นคงสถาพรตราบนานเท่านาน



*อาหารของเหล็กไหล



---เนื่องจากผู้บำเพ็ญฌาณในระดับสูงและผู้สร้างเหล็กไหลในอดีต ล้วนแต่อาศัยตามเงื้อมผาและถ้ำคูหา เป็นที่บำเพ็ญพรตภาวนา มักจะถือศีล 8 กินพืชผักผลไม้เป็นอาหารหลัก อาหารเสริมพิเศษที่ทำให้เกิดกำลังก็ คือ น้ำผึ้งป่า



---ดังนั้นเหล็กไหลเกือบทุกประเภทก็ชมชอบที่จะเสพน้ำผึ้งเช่นกัน เพราะน้ำผึ้งเกิดจากความหวานของเกษรดอกไม้ต่าง ๆ ที่ผึ้งนำมาเก็บไว้ในรัง บางทีก็บินไปสร้างที่อยู่ใหม่ทิ้งรังเก่าไว้ตามคบไม้ หรือหน้าผา เมื่อเหล็กไหลมีจิตวิญญาณขององค์ฤาษีหรือเทพผู้สร้างสิงสถิตย์อยู่ จึงนิยมที่จะเสพน้ำผึ้งเช่นกัน



*ธาตุกายสิทธิ์


---ที่มีอยู่ในพื้นผิวโลกทุกชนิดย่อมที่จะมีเทวดา เทพ-พรหมที่มีฤทธิ์มีอำนาจเป็นผู้ดูแลรักษาอยู่ ถ้าได้นำไปใช้เพื่อความถูกต้องก็จะมีฤทธิ์มีอำนาจในการช่วยเหลือเกลื้อกูล คุ้มครอง แคล้วคลาด ป้องกัน ต่อผู้ที่มีจิตศรัทธา เคารพบูชาให้เดินอยู่ในเส้นทางของศีลธรรม ผู้ที่เป็นเจ้าของในการครอบครองธาตุกายสิทธิ์จะต้องมีศีลมีสัจ อยู่ประจำจิตใจของตน ธาตุกายสิทธิ์จึงบังเกิดผลสิทธิอำนาจนั้นๆได้สุดแท้แต่ ธาตุกายสิทธิ์ในแต่ละชนิดจะมีฤทธิ์อำนาจไปในแนวทางใด เพราะธาตุกายสิทธิ์นั้นมีอยู่มากมายหลายชนิด เช่น อริยธาตุ วัชระธาตุ เพชรนิจ จินดา เหล็กไหล ไพรดำ ปรอท ว่านยา แร่ธาตุ ฯลฯ



---ซึ่งธาตุกายสิทธิ์ในแต่ละชนิดจะมีฤทธิ์อำนาจที่ไม่เหมือนกัน บางชนิดก็เมตตา บางชนิดก็แคล้วคลาด บางชนิดก็คงกระพัน บางชนิดก็ใช้ในการรักษาโรค บางชนิดก็เด่นในทางมีโชค ลาภ ซึ่งย่อมขึ้นอยู่กับเหล่าเทพเทวาว่าจะมีบารมีประจุอยู่ในธาตุวัตถุชนิดนั้น เน้นหนักไปในแนวทางใด เพราะจิตวิญญาณที่ได้เคยอธิฐานจิตแผ่ญาณของตนเอาไว้กลายเป็นอนุภาคไฟฟ้าซึ่ง มีอยู่ในทุกๆมวลธาตุ จนกลายเป็นฤทธิ์อำนาจที่มีอยู่เหนือความถี่ของภพชาติปัจจุบัน ซึ่งทุกคนกำลังใฝ่ฝันหาอยากจะได้มาครอบครองแสดงตนเป็นเจ้าของ..



---ผู้ปฎิบัติส่วนใหญ่ที่ผ่านการศึกษาเรียนรู้ในธาตุกายสิทธิ์มาเป็นอย่างดี จะเกิดความสนใจเสาะแสวงหาอยากจะได้มาเพื่อเอาไว้บูชา เป็นสิริมงคลแก่ตัวเอง จะได้อาศัยองค์ความรู้ของจิตวิญญาณอันศักดิ์สิทธิ์ที่ดูแลรักษาธาตุ กายสิทธิ์มาเป็นบูรพาจารย์ กลายเป็นคุรุทางวิญญาณมาชี้แนะแนวทางการฝึกฝนปฏิบัติขัดเกลาอบรมจิตให้ จะได้เดินไปถูกแนวทางของมรรคา จึงทำให้ธาตุกายสิทธิ์แทบจะทุกชนิด เป็นที่ต้องตาต้องใจในหมู่ของนักปฏิบัติ เพื่อจะนำไปใช้ในการโทรจิต ติดต่อ สัมผัสสอบถามในสิ่งเกินองค์ความรู้ของมนุษย์ เช่น โลกทิพย์ เมืองบาดาล เมืองลับแล เมืองบังบด ว่าเป็นอย่างไร สามารถทำให้เกิดสิ่งแปลกใหม่ขึ้นในชีวิตและทรัพย์สินโดยที่เราไม่คาดฝัน สามารถที่จะเกิดขึ้นมาได้ด้วยฤทธิ์อำนาจและฌานสมาบัติของเทพ - เทวาที่ดูแลและรักษาวัตถุธาตุนั้นๆ ให้เป็นธรรมชาติแห่งความสมดุล ในการปรับปรุงสภาพแวดล้อมของธรรมชาติให้เป็นไปตามปรมัตถสัจจะ



---จึงทำให้ธาตุกายสิทธิ์ในยุคปัจจุบันนี้ กลายเป็นที่ยอมรับของผู้ที่มีญาณสมาธิ ว่าประจุไฟฟ้า พลังงาน หรือฤทธิ์อำนาจที่แทรกซึมอยู่ในวัตถุธาตุ สามารถที่จะนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้ส่วนวัตถุธาตุอันศักดิ์สิทธิ์ซึ่งมีฤทธิ์อำนาจหลงเหลืออยู่ในตัวเองสูง ยังไม่ค่อยผุดขึ้นมาให้มนุษย์พบหากันได้ง่ายๆเพราะเหล่าเทพ-เทวาที่ดูแล รักษาจะทำการคัดสรรกลั่นกรอง รอจังหวะ รอโอกาส รอจุดติของผู้มีฤทธิ์ ซึ่งเคยเป็นเจ้าของครอบครองวัตถุธาตุอันศักดิ์สิทธิ์เหล่ามานับจากอดีตยัง ไม่เปิดบารมีให้ ถ้าบุคคลนั้นไม่ใช่ สายณะธรรม ซึ่งเคยสร้างกรรมร่วมเวรมาแต่ภพภูมิก่อนการเปิดตัวของธาตุกายสิทธิ์


---เมื่อกาลนั้นๆ มาถึงธาตุกายสิทธิ์เหล่านั้นก็จะผุดขึ้นมา


*1.โดยการบวงสรวง


---อัญเชิญจากผู้รู้ ซึ่งในอดีตเคยผ่านการศึกษาเรียนรู้วัตถุธาตุอันทรงฤทธิ์เหล่านั้น จนเข้าใจดีแล้ว เพราะเคยเป็น สายณะธรรม ร่วมกรรม ร่วมเวรกับจิตวิญญาณอันศักดิ์สิทธิ์ภายในวัตถุธาตุนั้นมาก่อน


*2.จะต้องเป็นเจ้าของ


---และเคยครอบครองธาตุกายสิทธิ์เหล่านั้นมาตั้งแต่อดีต


*3.เทพ-เทวาที่ดูแลรักษา


---กิดความเบื่อหน่ายในการดูแลรักษาวัตถุธาตุ และกาลเวลาที่จะต้องไปจุดติเกิดในภพภูมิใหม่จึงต้องออกแสวงหา(นิมิตฝัน) ผู้ที่มีบุญบารมีมารับวัตถุนี้ไปครอบครอง


*4.ก่อนที่จะละธาตุขันธ์ไปจากวัตถุธาตุอันทรงฤทธิ์ได้


---แผ่บุญบารมีของตนไว้ในวัตถุธาตุ เพื่อให้ผู้ที่มารับช่วงสามารถนำบารมี เหล่านั้นไปอธิษฐานจิต ใช้ตามแนวทางถูกต้อง มิเช่นนั้นจะกลายเป็นดาบ 2 คม


*5.เทพ-เทวา อดรนทนต่อไม่ไหว


---เพราะเห็นความทุกข์ความยากของสรรพสัตว์มาเป็นระยะเวลาอันยาวนาน จึงนิรมิต ดลบันดาลให้ธาตุกายสิทธิ์ผุดขึ้นมาตามสถานที่ต่างๆฤทธิ์อำนาจของพืชวัตถุดอกตะไคร้ กว่าจะพบเห็นดอกตะไคร้ขึ้นตามกอต่างๆได้ก็ต้องใช้ระยะเวลา 50 ปี ขึ้นไปจึงจะออกดอกขึ้นมาสักครั้งหนึ่ง เขาถือกันว่าดอกตะไคร้เป็นของอาถรรพณ์ของเทพ-เทวาชั้นสูง จัดเป็นดอกไม้สักสิทธิ์ของสรวงสวรรค์ มีฤทธิ์อำนาจเด่นทางด้าน เมตตา มหานิยม โชคลาภ และ ป้องกันไฟได้เป็นอย่างดี สามารถเข้าเครื่องยาแก้โรคมะเร็งพบหาได้ยาก จึงมักนำมาบด เป็นมวลสารในการสร้างวัตถุอันเป็นมงคล


---ว่านนางพญาท้าวเอว เป็นสมุนไพรยืนต้น ซึ่งมีกิ่งก้านสาขาเหมือนกับคนยืนเท้าเอว ใช้ป้องกันสัตว์ที่มีเขี้ยวงา นำมาพกพาติดตัว ป้องกันโรคปวดเมื่อยต่างๆได้เป้นอย่างดี


---พระพุทธเจ้า ๕ พระองค์ เป็นต้นไม้ที่พระพุทธเจ้าในอดีตนั่งบำเพ็ญฌานสมาธิ และได้อธิษฐานจิตให้ผลของต้นไม้ชนิดนี้มีพระรูปของ พระพุทธเจ้า ๕ พระองค์ ปรากฏขึ้นสืบเนื่องจากอดีตไม่มีวัตถุมงคลพระเครื่อง สำหรับพกพาติดตัว เมื่อพบเจอผลไม้ที่มีรูปพระพุทธเจ้าทั้ง ๕ พระองค์ จึงเกิดศรัทธา เลื่อมใสจึงนำพกพาติดตัวในยุคปัจจุบันใช้ในการอธิษฐานจิต เสมือนกับพระธาตุชนิดหนึ่ง เหมาะสำหรับผู้ที่กำลังเดินอยู่ในศีล สมาธิ ปัญญา


*การสัมผัสพลังของเหล็กไหลนั้น


---จะต้องอาศัยการฝึกฝนศึกษาจาก กรรมฐานจนเกิดญาณทัศนะ สัมผัสได้ลึกละเอียด มองเห็นและถ่ายทอดออกมาทางอารมณ์ความคิด เพราะพลังธรรมชาติ กับพลังจากพุทธคุณหรือการสวดยัดวัตถุธาตุมงคลนั้นย่อมจะแตกต่างกัน เหล็กไหลจึงจัดเป็นเหมือนแก้วกายสิทธิ์สำหรับผู้ครอบครองที่มีบุญบารมีเท่า นั้น 


*ดังนั้นแร่เหล็กที่อยู่ภายใต้ลาวานั้น


---ย่อมได้รวบรวมเอาสรรพสิ่งจากธาตุ กายสิทธิ์ทั้งหลายเหล่านั้นรวมกันไว้ในตัวเอง คือมีฤทธิ์ในการปกป้องตนเองให้พ้นจากภัยในทุกรูปแบบ เพราะฉะนั้นเมื่อมหาฤาษีได้ใช้อิทธิฤทธิ์ดึงธาตุเหล่านี้ขึ้นมา แล้วถอดจิตด้วยฌาณสมาบัติเข้าแฝงตนอยู่ในธาตุกายสิทธิ์เหล่านี้ เพื่อฝึกฝนปฏิบัติทางจิตให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป จึงทำให้เจตสิกของผู้ทรงฌาณนั้นเกิดพลังอันมหาศาล แม้แต่จะงอเหล็กก็ยังได้ จนมนุษย์ได้ค้นพบสิ่งเหล่านี้เข้าโดยไม่ได้ตั้งใจ และไม่ทราบว่ามันคืออะไร ก็เลยเรียกกันว่า เหล็กไหล ตามสภาวะการแสดงอิทธิ์ฤทธิ์ที่ปรากฏต่อสายตาในขณะนั้นนั่นเอง คือลักษณะเหมือนก้อนเหล็กที่ยืดตัวได้ มีสีสรรต่าง ๆ กันหลายรูปแบบด้วยกันครับ






...........................................................................





ขอขอบคุณแหล่งข้อมูล

รวบรวมโดย...แสงธรรม

อััพเดทรอบที่ 6 วันที่ 25 กันยายน 2558


ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

* *

 

*

view

ประวัติต่างๆ

ประวัติวัดเขาไกรลาศ

ประวัติของหลวงพ่อเทียน=คลิป

มาเช็คชื่อ-เช็คสกุลกันดีกว่า=คลิป

ประวัติพระอธิการชิติสรรค์ จิรวฑฺฒโน=คลิป

ขอเชิญผู้ร่วมบุญสร้างอาศรมเสด็จปู่พระบรมพรหมฤาษีไตรโลก

ประวัติหลวงปู่เทพโลกอุดร

ประวัติฝ่าพระหัตถ์ของพระพุทธองค์

ประวัติของนางวิสาขา=คลิป

ประวัติของอนาถปิณฑิกเศรษฐี=คลิป

ประวัติของเศรษฐีขี้เหนียว

ประวัติเหตุทำบุญที่ช้า=คลิป

ประวัติของผู้ร่วมบุญ=คลิป

ประวัติของพระไตรปิฎก=คลิป

ประวัติการสร้างพระพุทธรูปและพระเจ้า ๕ พระองค์

ประวัติง้วนดิน

ประวัติปู่ฤาษีนารอท

ประวัติพระปางมหาจักรพรรดิ์ ทรงปราบพระเจ้ามหาชมพูบดี

ประวัตินางห้าม..แห่งขอมโบราณ

ความรู้และรายละเอียดพุทธเจดีย์

พระมหาโพธิสัตว์

สาระธรรม

ธรรมะส่องใจ

อานิสงส์แต่ละอย่าง

ประเพณีต่างๆ

ตำนานทั่วไป

สาระน่ารู้

ปกิณกะธรรม

วัตถุมงคล-สาระอื่นๆ

ข้อมูลทั่วไป

ปฎิทิน

« April 2017»
SMTWTFS
      1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
30      

สมาชิก

ลืมรหัสผ่าน?
สมัครสมาชิก

สถิติ

เปิดเว็บ20/06/2011
อัพเดท20/04/2017
ผู้เข้าชม3,016,356
เปิดเพจ4,977,382
สินค้าทั้งหมด24

 หน้าแรก

 บทความ

 เว็บบอร์ด

 รวมรูปภาพ

 พระบรมสารีริกธาตุ

 โจโฉ รวมเสียงธรรม

 เฟสบุ๊ค

ติดต่อเรา-

view