/music/.mp3 http://www.watkaokrailas.com
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com

 หน้าแรก

 บทความ

 เว็บบอร์ด

 รวมรูปภาพ

 พระบรมสารีริกธาตุ

 โจโฉ รวมเสียงธรรม

 เฟสบุ๊ค

 ติดต่อเรา-แผนที่

กำเนิดเหล็กไหล

กำเนิดเหล็กไหล

กำเนิดเหล็กไหล 







---ย้อนกาลเวลาไปนานแสนนาน ในสมัยอสงไขยแสนกัลป์กาลก่อนโน้น มหาฤาษีกไลย์โกษฐ์ผู้สำเร็จญาณสมาบัติ  เป็นผู้เพ่งฌาณเรียกแร่ธาตุชนิดหนึ่ง ซึ่งมีลักษณะแข็งตัวได้ หลอมเหลวได้ สลายตัวได้และรวมตัวได้ มีลักษณะเหมือนเหล็กแต่ไม่ใช่เหล็ก


---ท่านเรียกให้มารวมตัวกันอยู่ตามถ้ำ  ตั้งแต่สมัยแอตแลนติก  ซึ่งเคยมีความเจริญรุ่งเรืองสูงสุดในยุคนั้น แต่ได้ล่มสลายหายไปจากแผนที่โลก เชื่อกันว่าทวีปนี้ได้จมหายไปในมหาสมุทร  เมื่อคราวน้ำท่วมโลกครั้งใหญ่ และโนอาได้เป็นผู้สร้างเรือใหญ่หนีน้ำท่วม ตามเรื่องราวที่ได้ถูกบันทึกอยู่ในคัมภีร์โบราณ



---นอกจากนี้ยังมี ท่านมหาฤาษีกัสสปะและเหล่ามหาฤาษีผู้ทรงฌาณสมาบัติ  บรรลุอภิญญาสูงสุด ท่านก็เป็นผู้ที่ได้เพ่งฌาณเรียกแร่ดังกล่าวมารวมกันที่ผนังถ้ำ  เพื่อเป็นที่พำนักของวิญญาณ ได้เล็งเห็นด้วยอำนาจทิพยจักษุญาณว่า ภายใต้แผ่นดินนี้ลึกลงไปประมาณ 3 กม. มีแหล่งรวมของธาตุกายสิทธิ์มากมายหลายชนิด หล่อหลอมเหลวปะปนรวมกันอยู่ ในใจกลางโลก ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในโลกวิทยาศาสตร์ ว่า “ลาวา” นั่นเอง แต่ภายใต้หินลาวาเหล่านั้นมี “แร่เหล็ก” ชนิดหนึ่งสมบูรณ์ด้วยคุณภาพ และเยี่ยมยอดเหนือกว่าเหล็กชนิดอื่น

                                                                 

*มหาฤาษีผู้ทรงฤทธิ์อภิญญา


---จึงใช้พลังจิตด้วยฤทธิ์อภิญญาของท่าน  ดึงเอาแร่เหล็กดังกล่าวขึ้นมาจากใต้ลาวา อธิษฐานจิตให้เป็นของศักดิ์สิทธิ์สุดวิเศษ มีอำนาจกายสิทธิ์ มีฤทธิ์ คุ้มครองปกป้องสรรพภัยได้อย่างอัศจรรย์  ดัวยพลังอำนาจจิตชั้นสูงปลุกเสกบรรจุไว้ด้วยอำนาจแห่งฤทธิ์ของมหาฤาษีนั้น จากนั้นได้ใช้อำนาจอิทธิฤทธิ์  ตัดเหล็กวิเศษออกทำเป็นรูปเคารพของตน เช่น รูปพระอิศวร รูปพระนารายณ์ รูปพระพรหม แล้วอัดพลังเจโตสมาธิหรือพลังฌาณเข้าไปพร้อมกับอธิษฐานให้เกิดความศักดิ์สิทธิ์


---แต่ก็มีมหาฤาษีบางตนมีศรัทธาแก่กล้า เข้าฌาณเต็มอัตราแล้วถอดจิตหรืออาตมันของตนเอง ด้วยมโนมัยฤทธิ์เข้าไปอยู่ในเทวรูปเหล็กวิเศษนั้นเลยทีเดียว  ถือว่าเป็นการสละชีวิตบูชาองค์พระผู้เป็นเจ้าตามลัทธิความเชื่อถือ ฤาษีตนอื่นเห็นเข้าก็เอาแบบอย่าง เพราะถือว่าเป็นกุศลสูงสุดที่ได้เอาดวงจิตเข้าร่วมปรมาตมันของพระผู้เป็นเจ้าโดยทางลัด 


---ต่อมาฤาษีอื่นๆ เห็นว่าการถอดจิตเข้าในเทวรูปนั้นมีมากแล้ว น่าจะเข้าสิงสู่ในรูปแบบอื่น ๆ ที่จะยังคงขลังและศักดิ์สิทธิ์เหมือนเดิม เพื่อให้สาธุชนได้ไว้สักการะบูชาเพื่อความเป็นศิริมงคล คุ้มครองป้องกันชีวิตและทรัพย์สมบัติ



---ฉะนั้น ฤาษีผู้บำเพ็ญญาณอื่น ๆ ที่บำเพ็ญบารมีถึงขั้นพรหมในถ้ำต่าง ๆ  จึงได้ถือเป็นแบบอย่างสืบทอดกันมา ก็จะทำการเพ่งฌาณเรียกเอาแร่ธาตุกายสิทธิ์ดังกล่าวให้ไหลมารวมตัวกัน เป็นสังขารอมตะ สำหรับวิญญาณสิงสถิตย์ เมื่อกายเนื้อได้แตกดับทำลายลงไปตามกาลเวลา ด้วยเหตุนี้ตามถ้ำต่าง ๆ จึงมีเหล็กไหลซุ่มซ่อนแฝงเร้นกายสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน



---นับได้ว่า เป็นต้นแบบของเหล็กไหลที่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในโลก จนในกาลต่อมาได้เป็นคติ นิยมสืบทอดกันมาในทางพระพุทธศาสนา ที่ผู้สำเร็จฌาณอภิญญาชั้นสูง นิยมถอดจิตตนเองด้วยวิธี มโนยิทธิ เข้าสิงในรูปปั้นพระพุทธปฏิมากร แล้วอธิษฐานให้พระพุทธรูปนั้นลอยไปตามน้ำ เห็นสถานที่ใดเหมาะสมที่จะให้ประชาชนได้กราบไหว้บูชา ชาวบ้านก็จะทำพิธีบวงสรวงชักลากขึ้นไปสักการบูชาได้สำเร็จ เช่น หลวงพ่อโสธร หลวงพ่อวัดไร่ขิง หลวงพ่อบ้านแหลม หลวงพ่อทอง เป็นต้น


    

---เหล็กไหลนี้ จึงเปรียบได้กับร่างกายของท่านมหาฤาษีทั้งหลาย ที่มีวิญญาณอันเป็นอมตะของท่านมหาฤาษีครองอยู่ จึงได้เกิดอภินิหารเหนือสิ่งมีชีวิตทั้งปวง จนบางครั้งมีผู้เรียกขานกันว่า “ธาตุกายสิทธิ์”

                                                                

*เหล็กไหล...


---ก้อนแร่เหล็กบริสุทธิ์ที่เกิดขึ้น เองโดยธรรมชาติ ได้รับการอธิษฐานบรรจุฤทธิ์ โดยพระฤาษีผู้ทรงฌาณชั้นสูง เพื่อดำรงคุณงามความดี โดยมีธาตุกายสิทธิ์เป็นผู้คอยช่วยเหลือผู้ที่มีความทุกข์ยากให้พ้นภัย จัดเป็นธาตุกายสิทธิ์ชนิดหนึ่งที่มีรังสีหรือพลังปราณที่ทรงอำนาจ  ในการป้องกันตัว และสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวให้พ้นจาก ภัยอันตรายอันเกิดจากอาวุธปืนหรือของมีคม เป็นสสารที่มีชีวิตเป็นอมตะและหายากยิ่งต้องมีพิธีกรรมมากมาย กว่าจะได้มา


---ฉะนั้น เหล็กไหลจึงเป็นวัตถุอาถรรพ์ที่มีราคาแพง เพราะเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย และเป็นที่เข้าใจกันทั่วไปว่า เหล็กไหลมีอานุภาพยอดเยี่ยม สามารถคุ้มครองชีวิตคน  ที่มีเหล็กไหลพกติดตัว และ จะได้รับความคุ้มครองให้ปลอดภัย  จากอุบัติภัยร้ายแรง รวมถึงอาวุธร้ายแรงนานาชนิดได้อย่างน่าอัศจรรย์นั่นเอง

                                                 

*คำว่า "ธาตุกายสิทธิ์" นั้น หมายถึง


---วัตถุธาตุบางชนิดที่ปรากฏอยู่ในจักรวาลอันกว้างใหญ่นี้ ประกอบไปด้วยพลังงานอันมหาศาล  อันเกิดจากเจตสิกผู้ครอบครองธาตุนั้นแฝงเร้นอยู่ ใช้สำหรับป้องกันภัยให้กับตนเองโดยธรรมชาติ  แต่บางครั้งไม่ได้ปรากฏให้เห็นชัดเจน กลับซึมลึกลงไปอยู่ใต้พื้นผิวโลก ตามป่าตามเขา ตามถ้ำ แม้แต่ห้วยหนอง คลองบึง


---รอจนกว่าผู้ที่มีภูมิจิต ภูมิธรรมสูง ไปพบเข้าแล้วหยิบยกเอาธาตุกายสิทธิ์เหล่านี้มาใช้ประโยชน์ เพื่อมวลมนุษยชาติและปกป้องคุ้มครองคนหมู่มาก ดังนั้นจึงเชื่อกันว่า "เหล็กไหล” จัดเป็นธาตุกายสิทธิ์ชนิดหนึ่งที่ประกอบด้วยธาตุที่สำคัญดังนี้



---1.ธาตุเหล็ก   คือ ธาตุหลักเนื่องจากมีความแข็งแกร่งมากที่สุดในยุคนั้น


---2.ธาตุดิน   ที่ถูกความอัดแน่นของโลก จนเกิดการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพเป็นหินสีต่างๆ เช่น เพชร นิล จินดาอัญมณีหลากสี


---3.ว่านมหามงคล   ที่มีฤทธิ์อำนาจในตัว เช่น ว่านต่างๆ ไพรดำ ซึ่งเป็นพืชที่ดูดซับเอาพลังต่างๆ จากผืนดินเก็บสะสมเอาไว้ในตนเอง จนเกิดฤทธิ์เดช


---4.ปรอท หรือธาตุอื่นๆ ที่สามารถเคลื่อนไหว หรือเคลื่อนที่ได้ด้วยตนเอง โดยการอ่อนตัวแล้วกลิ้งไหลไป มีฤทธิ์อำนาจทางความยืดหยุ่น หรือหดตัวเองได้ หลีกภัยได้เร็ว ปรับสภาพตนเองให้เป็นไปในลักษณะต่างๆ ได้



---ดังนั้น  แร่เหล็กที่อยู่ภายใต้ลาวานั้น ย่อมได้รวบรวมเอาสรรพสิ่งจากธาตุกายสิทธิ์ทั้งหลายเหล่านั้นรวมกันไว้ในตัวเอง  คือมีฤทธิ์ในการปกป้องตนเองให้พ้นจากภัยในทุกรูปแบบ   เพราะฉะนั้น  เมื่อมหาฤาษีได้ใช้อิทธิฤทธิ์ดึงธาตุเหล่านี้ขึ้นมา แล้วถอดจิตด้วยฌาณสมาบัติเข้าแฝงตนอยู่ในธาตุกายสิทธิ์เหล่านี้ เพื่อฝึกฝนปฏิบัติทางจิตให้ยิ่งๆ ขึ้นไป


---จึงทำให้เจตสิกของผู้ทรงฌาณนั้น  เกิดพลังอันมหาศาล แม้แต่จะงอเหล็กก็ยังได้ จนมนุษย์ได้ค้นพบสิ่งเหล่านี้เข้าโดยไม่ได้ตั้งใจและไม่ทราบว่ามันคืออะไร ก็เลยเรียกกันว่า "เหล็กไหล" ตามสภาวะการแสดงอิทธิฤทธิ์ที่ปรากฏต่อสายตาในขณะนั้นนั่นเอง  คือลักษณะเหมือนก้อนเหล็กที่ยืดตัวได้ มีสีสรรต่างๆ กันหลายรูปแบบ เหล็กไหลจึงเป็นธาตุกายสิทธิ์ที่ทรงอิทธิฤทธิ์  จนกลายเป็นสิ่งล้ำค่าที่ผู้คนแสวงหาไม่รู้จักจบมาทุกยุคทุกสมัยตราบจนเท่า ทุกวันนี้



*"ดังนั้น "เหล็กไหล"


---จึงเป็นที่ปรารถนาและใฝ่ฝันของคนทั่วไป แม้บางที่จะต้องเสี่ยงภัยถึงขั้นเอาชีวิตแลกก็ยอม เรื่องราวของเหล็กไหลจึงดูเหมือนเป็นเรื่องลี้ลับซับซ้อน และหลายคนคงอยากจะรู้เหมือนกันว่า เหล็กไหลคืออะไร       กันแน่... เกิดขึ้นมาได้อย่างไร...   เหล็กไหลที่ทรงอิทธิฤทธิ์นี้ มีจริงหรือไม่...  จึงเป็นปรัศนีที่ท้าทายความกระหายใคร่อยากรู้ตามลักษณะวิสัยของมนุษย์  จึงทำให้ต้องเที่ยวหาคำตอบจากผู้รู้ทั้งหลาย หรือผู้มีประสบการณ์ที่มีความรู้ที่พึงเชื่อถือได้  จนกลายเป็นตำนาน "เหล็กไหล" ที่เล่าขานสืบทอดกันมาแต่สมัยโบราณตราบถึงปัจจุบัน


 *สีสันและคุณประโยชน์

 

*1.สีเงินยวง  


---เหล็กไหลชนิดนี้มีอริยเทพ อริยพรหมในระดับ อรูปฌาณ รักษาอยู่ เป็นเหล็กไหลที่มีบารมีธรรมในชั้นสูงพบมากในแถบที่มีอากาศเย็นจัด พวกลามะทิเบตมักใช้พกติดตัว จึงพบมากในเขตเทือกเขาสูงที่มีหิมะปกคลุม เช่น ประเทศทิเบต จีน แถบภาคเหนือของไทย ลาว 


---ดีเด่นทางเมตตามหานิยม คงกระพันชาตรี แคล้วคลาด และล่องหนหายตัวได้ ชอบช่วยเหลือผู้ปฏิบัติธรรม หรือดลใจให้ผู้ครอบครองมีจิตใจฝักใฝ่อยู่ในการสร้างบุญสร้างกุศล



---เหล็กไหลชนิดนี้จัดได้ว่า เป็นเหล็กไหลที่มีบารมีธรรมสูงสุดในบรรดาผู้ครอบครองเหล็กไหลทุกชนิด สมัยโบราณมักจะนำไปจัดสร้างพระพุทธรูปหรือเครื่องรางของขลังในสมัยโบราณ  ดังนั้นเหล็กไหลชนิดนี้จึงมักจะอยู่ในความครอบครองของนักบวชต่างๆ เช่น ฤาษี ชีไพร ภิกษุสงฆ์ผู้ท่องเที่ยวหาความวิเวกตามป่าเขา



*2.สีเขียวปีกแมลงทับ


---เหล็กไหลชนิดนี้มี อริยเทพ อริยพรหม ในระดับรูปฌาณ เป็นผู้ดูแลรักษา เพื่อมอบให้กับผู้ที่มีบุญบารมี  และผู้ที่กำลังประพฤติปฏิบัติอยู่ในบุญกุศล เพื่อแสวงหาความหลุดพ้นนั้


---ส่วนใหญ่จะมีบริวารเป็นจำนวนมากคอยอารักขาหลายชั้น ผู้พบเห็นส่วนใหญ่จะเป็นผู้ประพฤติธรรมที่บังเอิญผ่านเข้า ไปพบเข้าโดยบังเอิญหรือเกิดจากการลองใจของเทพผู้รักษาเหล็กไหลก็แล้วแต่   บุคคลธรรมดาทั่วไปอย่าหมายว่า จะครอบครองเป็นเจ้าของได้โดยง่าย          


---ดีเด่นในทุกๆ ทาง ไ ม่ว่าเป็นเมตตามหานิยม โชคลาภ แคล้วคลาดกันภัย ล่องหนหายตัว มหาอุด คงกระพัน ยืดได้หดได้ เล่นกับไฟ กินน้ำผึ้ง


*3.สีทอง หรือ สีน้ำตาลอ่อน


---เหล็กไหลชนิดนี้จะมีเทวดาจำพวกคนธรรพ์และเหล่าเพชรพญาธร เป็นผู้ดูแลรักษา มีฤทธิ์อำนาจใกล้เคียงกับเหล่าพญานาค  แต่มีฤทธิ์อำนาจพิเศษกว่า  คือ สามารถที่จะลื่นไหลไปมาได้ สามารถที่จะกำบังกายได้ มีอยู่ตามป่าเขาทั่วไป


---ดีเด่นทางด้านเมตตามหานิยม โชคลาภ และความรักเด่นเป็นพิเศษ


*4.สีเขียวอมดำ


---เหล็กไหลชนิดนี้มี อริยะเทพ อริยะพรหม ในระดับ รูปพรหมเป็นอริยะธรรมในระดับสูง ที่มุ่งบำเพ็ญบารมีรักษาพระพุทธศาสนา จะอยู่เฝ้ารักษาพระบรมสารีริกธาตุหรืออรหันตธาตุที่สำคัญไว้ จึงมักจะปรากฏเป็นลูกไฟดวงใหญ่หลากสี คุ้มครองรักษาธาตุศักดิ์สิทธิ์ ไม่ให้ผู้คนเข้าไปรบกวน


---เด่นทางด้านอิทธิฤทธิ์ เนรมิตภาพมายา ส่งเสริมผู้ใฝ่ในการปฏิบัติธรรมในรูปแบบการชี้แนะผ่านทางนิมิตสมาธิ หรือความฝัน จัดเป็นเหล็กไหลที่หาได้ยากมากชนิดหนึ่ง



*5.สีชมพู


---เหล็กไหลชนิดนี้มี อริยเทพ อริยพรหม ในระดับ รูปฌาณ รักษาอยู่ เป็นเหล็กไหลที่มี บารมีธรรมในระดับสูงรองลงมาจาก อรูปฌาณ


---พบมากในเขตป่าเขาที่มีความชุ่มชื้น มักอยู่ตามถ้ำภูผาที่ลึกลับ พบเห็นได้ยาก นอกจากผู้มีบารมีธรรมเข้าถึงสัจจะธรรมเท่านั้น


---ดีเด่นทางด้านเมตตามหานิยม โชคลาภ แคล้วคลาด กันภัย ช่วยเหลือผู้เป็นสัมมาทิฏฐิให้สำเร็จในสิ่งที่อธิษฐานไว้ โดยไม่ขัดกับกฏแห่งกรรม


*6.สีเหลือง


---เหล็กไหลชนิดนี้เกิดจากอำนาจบารมีของภูมิจิตภูมิธรรม ของเหล่าอริยเทพ อริยพรหม ในระดับรูปฌาณ ที่ปรารถนาพุทธภูมิในระดับ พระปัจเจกพุทธเจ้า สีสันเหมือนกับแสงนวลของพระจันทร์ในคืนวันเพ็ญ มักแฝงเร้นในที่สงบด้วยป่าเขา ลำเนาไพร ถ้ำคูหาที่สงบเยือกเย็นบนภูเขาสูงๆ เรียกลมเรียกฝนได้ มีอิทธิฤทธิ์ทำให้เกิดปาฏิหารย์ได้มากมาย เช่น ดวงรัศมีกลมใหญ่ส่องสว่างทั่วภูเขา จะพบเห็นได้ในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์เท่านั้น
 

---เหล็กไหลประเภทนี้สามารถอธิษฐานขออาราธนาบารมีจากพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้าและพระอรหันต์ได้ แต่จะไม่มีเทพเข้าไปสิงสถิตอยู่ แต่เทพพรหมในระดับจ่างๆ จะเข้าไปอธิษฐานของบารมีและเฝ้ารักษาอยู่ภายนอกเท่านั้น ไม่มีใครจะบังคับหรืออัญเชิญท่านด้วยอิทธิฤทธิ์หรือวิชาคาถาอาคมใดๆ เว้นแต่ขอชมบารมี ขอคำแนะนำในการปฏิบัติธรรมให้ยิ่งๆ ขึ้นไป โดยมาปรากฏในลักษณะนิมิตต่างๆ ในขณะนั่งสมาธิ


*7.สีฟ้าอ่อน


---เหล็กไหลชนิดนี้เกิดจากอำนาจบารมีของ อริยเทพ ในระดับมหาเทพชั้นสูง ผู้ครอบครองเหล็กไหลชนิดนี้ จะเป็นผู้มีบารมีเดิมที่เคยเกี่ยวข้องกันมาก่อน เพื่อช่วยส่งเสริมด้านบารมีธรรมทั้งนักบวชและฆราวาสให้เป็นผู้สอนธรรมในระดับปานกลาง จนถึงระดับสูงขึ้นไป


---มีฤทธิ์อำนาจในการขจัดปัดเป่าโรคภัยไข้เจ็บ ดับพิษร้อน ป้องกันภูตผีปีศาจ แต่มีขอบเขตและรัศมีที่จำกัด สามารถล่องหนหายตัวได้ กันฟ้าผ่า มีความเย็นจนสามารถกำจัดไฟได้ในรัศมีของมัน


*8.สีน้ำตาลอมแดง  


---เหล็กไหลชนิดนี้มีพวก นาค นาคา ผู้บำเพ็ญศีลเฝ้ารักษาอยู่ จึงมีฤทธิ์อำนาจในทางความร้อนแรงด้วยพิษแห่งนาคทั้งหลาย จึงทำให้เหล็กไหลประเภทนี้มีสีออกทางน้ำตาลเข้มและน้ำตาลอมแดง


---มีฤทธิ์อำนาจในการทำลายล้างพวกมนต์ดำ อวิชชา ป้องกันภูตผีปีศาจได้


*9.สีดำเหมือนนิล


---เหล็กไหลชนิดนี้เกิดจากอำนาจบารมีของ เหล่าเทพ คนธรรพ์ บังบด เพชรพญาธร ยักษ์ ผู้ปรารถนาจะสร้างบารมีให้ยิ่งๆ ขึ้นไป แต่ยังติดอยู่ในระดับโลกียฌาณ คือ ยังมีความ โลภ โกรธ หลง ติดอยู่ จึงทำให้มีบารมีทางธรรมน้อยกว่าเหล็กไหลชนิดอื่นๆ


---มีฤทธิ์อำนาจทางการคุ้มครอง แคล้วคลาด กันภัย เป็นมหาอุด คงกระพัน


*10.เจ็ดสีประกายรุ้ง  


---เหล็กไหลชนิดนี้เกิดจากอำนาจบารมีของ อริยเทพ อริยพรหมผู้รักษาเหล็กไหล ที่ปฏิบัติจนสภาวะจิตเป็นสีประกายรุ้งรัศมีสวยสดงดงาม เป็นธาตุที่หาได้ยากที่สุดและมี อำนาจครอบจักรวาลประหนึ่งแก้วสารพัดนึก แต่สิ่งที่จะอธิษฐานนั้นจะสำเร็จได้โดยไม่เกินอำนาจของกฏแห่งกรรมตามวาสนา เท่านั้น

 

*คาถาอัญเชิญเหล็กไหล



---เมื่อตัดเหล็กไหลได้แล้วก็ต้องใช้คาถาอันเชิญธาตุกายสิทธิ์มาอยู่ด้วยเพื่อความเป็นสิริมงคล


*คาถาอันเชิญเหล็กไหลไว้บูชามีดังนี้...(นะโม 3 จบ


---พุทโธเมนาโถ ธัมโมเมนาโถ สังโฆเมนาโถ ( 3 ) จบ


"สะกะพะจะ ปูชาจะ บูชาท่านผู้ดูแลรักษา ธาตุอันศักดิ์สิทธิ์ ทรงฤทธิ์อานุภาพ    อิสะวาสุ อิติปิโส ภะคะวา  เหล็กไหลเจริญมา เจริญยิ่ง เจริญดี สิ่งดี ๆ ทั้งหลายหลั่งไหลเข้ามาหาข้าพเจ้า  สัมมะ สัมมา สัมมา สัมมะ มะอะอุ


นะมะพะทะ  นะโมพุทธายะ"



---พระคาถาอาคมต่างๆ  ที่ได้บันทึกไว้ในหนังสือนี้ยังไม่เคยปรากฏการตีพิมพ์ที่ไหนมาก่อน นับเป็นโชคดีของท่านผู้สนใจเพราะหาผู้รู้เรื่องเหล่านี้ยาก ไม่มีตำราจะให้ศึกษา เพราะคนโบราณจะหวงวิชา จะให้วิชาที่ตนรู้ - ทำได้ - ตายไปพร้อมกับตนเอง  เว้นแต่จะถ่ายทอดให้ลูกหลานเท่านั้น คนไหนเกเรก็ไม่ได้อีกเช่นกัน บางครั้งก็ถ่ายทอดให้ไม่หมด เพราะกลัวศิษย์คิดล้างครูก็มีเหมือนกัน

                                                                    

*เทพเทวาเป็นผู้มอบให้

 
---เหล็กไหลประเภทนี้ เกิดจากการอธิษฐานจิตของผู้ที่มีคุณธรรม  ที่มีความประสงค์   จะขอบารมีจากเหล็กไหล  เพื่อประโยชน์ในการทำนุบำรุงพระศาสนา โดยมิได้ใช้เวทมนต์วิชาการต่าง ๆ ไปบีบบังคับหรือแย่งชิงเอา แต่อาศัยบุญบารมีที่ตนเองได้เคยบำเพ็ญมาแต่ครั้งอดีตชาติและเคยเป็นเจ้าของสิ่งนี้มาก่อน 


---เมื่อถึงเวลาเหล่าเทพเทวา นาคนาคา คนธรรพ์ ยักษ์ ผู้ดูแลรักษาสิ่งเหล่านี้ จะนิมิตบอกให้รู้ เพื่อให้มารับเอาของสิ่งนี้ซึ่งเป็นของคู่บารมีไปรักษา เพราะผู้มีบารมีในที่นี้  ส่วนใหญ่จะเป็นผู้ที่รักษาศีลหรือปฏิบัติมาก่อน จึงมีญาณหยั่งรู้ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับอดีตตนเองได้ค่อนข้างมาก  จึงสามารถเป็นเจ้าของเหล็กไหลนี้ ซึ่งจะเป็นการพบโดยบังเอิญหรือได้มาด้วยความศรัทธาจากการบูชาหรือจะด้วยแรงอธิษฐาน หรือนิมิตบอกก็ตาม แผ่บารมีทิ้งไว้เมื่อถึงเวลาจุติ



---เหล็กไหลประเภทนี้  เกิดจากเทพพรหมเทวา ผู้รักษาเหล็กไหลได้บำเพ็ญบารมีธรรมจนเข้าสู่อริยมรรค หรือ พ้นจากวิบากกรรมบางอย่าง  จะจุติในภพภูมิที่สูงยิ่ง ๆ ขึ้นไป ก็จะทิ้งธาตุขันธ์หรือสิ่งที่เคยรักษาไว้อยู่ โดยการอธิษฐานจิตทิ้งเอาไว้ในถ้ำหรือสถานที่ลึกลับ ให้เทพเทวาหรือยักษ์  คนธรรพ์  คอยเฝ้ารักษา จนกว่าจะพบผู้ที่มีบารมีธรรมพอจะรักษาสิ่งเหล่านี้ให้  ก็จะมอบให้โดยวิธีใดวิธีหนึ่งดังนี้


---1.เหล็กไหลที่เคยไหลผ่านไปมาตามซอกถ้ำซอกผา มีลักษณะเป็นแผ่น ๆ เป็นปื้น เป็นก้อนขนาดต่าง ๆ ฝังตัวอยู่ตามซอกหินในถ้ำที่ลี้ลับ รอเวลาผู้มีวาสนาเอาไปทำประโยชน์ เหล็กไหลประเภทนี้ จะไม่ไหลย้อยเคลื่อนที่ไปไหนอีก  แต่จะถูกพรางตาจากบุคคลผู้ไร้วาสนาหากผู้มีวาสนาได้พบเห็นและทำพิธีให้ถูกต้อง ก็จะมีฤทธิ์อำนาจเป็นเหล็กไหลชั้น 1 ได้เหมือนกัน



---2.องค์เหล็กไหล สำหรับผู้มีบารมีที่เข้าไปบำเพ็ญฌาณตามป่าเขาหรือถ้ำลึกลับ เทพผู้รักษาจะมอบให้ ถ้าต้องการตัดเหล็กไหลคือเหล็กไหลประเภท “ธาตุสาเร็จ” ที่กระจัดกระจายอยู่ในส่วนต่างๆ ตามป่าเขาลำเนาไพร


---ที่สามารถไหลไปตามส่วนต่างๆ ของซอกถํ้าซอกเขา เกิดจากเทพพรหมในระดับ “รูปพรหม” อาศัยเป็นก้อนธาตุในรูปทรงแบบต่างๆ  ลักษณะแกร่งพอสมควร  อาศัยธาตุเหล็กเป็นธาตุหลัก  สีออกค่อนข้างเขียวจนถึงสีปีกแมงทับขาวเงินยวงหรือหลายสีในก้อนเดียวกัน  รูปทรงเป็นไปตามที่เทพปรารถนา  สีสันแตกต่างกันไปเนื้อค่อนข้างมัน วาว สามารถยืดได้ หดได้และลื่นไหลแทรกไปในวัตถุแข็งทึบได้  แต่ไม่สามารถล่องหนไปในอากาศได้ด้วยตนเอง  ต้องอาศัยผู้ที่มีวิชาอาคมเรียกเอาหรือติดต่อกับผู้ที่เฝ้ารักษาอยู่คือ เทพ นาคราช คนธรรพ์ อสูร ยักษ์ ฤาษี   เป็นต้น เมื่อผู้เฝ้ารักษา ยินยอมให้แล้วผู้มีวิชาอาคมจึงใช้วิชาตัดเอาเรียกเอ



*พิธีกรรมตัดเหล็กไหล


---การตัดเหล็กไหลเป็นพิธีกรรม  ที่สืบทอดกันมาแต่โบราณกาล อุปกรณ์ที่จะใช้ประกอบพิธีกรรมจึงอาจจะมีสิ่งแตกต่างกันไปตามบุรพาจารย์ผู้กำหนด  เพราะส่วนสำคัญในการตัดเหล็กไหล  บางอาจารย์ก็ใช้หวายผูกลูกนิมิต, มีดผ่านไฟ, ใบตาล, เส้นผมสาวพรหมจารี, ขวาน, เทียนเข้าพรรษา, รกเด็กแรกเกิด  เป็นต้น



---ผู้จะทำพิธีตัดเหล็กไหลต้องเป็นผู้ที่มีคุณธรรม ประพฤติปฏิบัติรักษาศีลได้มั่นคงไม่มีจิตละโมบ คือต้องขออนุญาตจากเทพผู้ดูแลรักษาเสียก่อน  เมื่อได้รับอนุญาตจึงค่อยทำพิธีตัดเอา 


---มิฉะนั้น  หากเราขืนด้วยกำลังหมายแย่งชิงเอาโดยพละการ  ถือดีในพระเวทย์  ก็อาจมีเพทภัยถึงแก่ชีวิตหรือเกิดความขัดแย้งในหมู่คณะจนถึงขั้นวิบัติเอาได้   ด้วยอิทธิฤทธิ์ของเทพผู้รักษาเหล็กไหลนั้นเอง


---พิธีกรรมในที่นี้จึงเป็นเพียงแนวทางสำหรับผู้สนใจในพระเวทย์เพื่อใช้ในการนี้โดยเฉพาะ  ขอให้ท่านได้ลองพิจารณาศึกษาดูเพราะโอกาสจะเรียนรู้ในเรื่องราวเหล่านี้จากครูบุรพาจารย์ผู้รู้นั้นหายาก



*อุปกรณ์ในการตัดเหล็กไหล



---1.สายสิญจ์จากปากหลุมลูกนิมิต


---2.ไม้ตาขอ  9 อัน  ใหญ่พิเศษ 1 อัน


---3.มีดหมอลงอาคมเพื่อใช้ตัดเหล็กไหล


---4.นํ้าผึ้งป่า


---5.คาถาเรียกเหล็กไหล


---6.คาถาผูกเหล็กไหล


---7.คาถาตัดเหล็กไหล


---8.คาถาอัญเชิญเหล็กไหล



*เครื่องบวงสรวง


---1.บายศรีเทพบายศรีพรหมอย่างละ 1 คู่  สำหรับตั้งศาลเอก


---2.ฉัตรเงินฉัตรทอง  9 ชั้น 4 ทิศ


---3.ตั้งศาลเอก 1 ศาล  ศาลเพียงตา 4 ทิศ


---4.ผลไม้ 7 อย่างทั้ง  4 ศาล


---5.อาหารเจพร้อมผลไม้ชุดใหญ่หน้าศาลเอกพร้อมบายศรี


---6.บายศรีตองตั้งที่ศาลเพียงตาแห่งละ 1 คู่


---7.เครื่องกระยาบวชข้าวตอกดอกไม้


---8.อาหารคาวหวาน เช่น  หัวหมู  เป็ดไก่  ปลา  เนื้อมะพร้าวอ่อน 1 คู่  กล้วยน้ำว้า 1 คู่  ขนมต้มแดง- ต้มขาว  ถั่วชนิดต่าง ๆ     งาดำ  งาขาว  ขนม  ผลไม้  เหล้าขาว เหล้าแดง  หมากพลู  บุหรี่สำหรับเทวดาที่ถือศีล 5 ที่ยังชอบเหล้ายาปลาปิ้ง  ของสด  ของคาวจัดแยกไว้ที่หน้าศาลเอก อีกโต๊ะต่างหาก


*เมื่อถึงเวลาก็จุดธูป 9 ดอกเทียนขี้ผึ้งแท้สีขาว 9 เล่ม
         

*ตั้งนะโม๓จบ


---กล่าว  สัคเคฯชุมนุมเทวดาจบแล้ว


---ต่อด้วยบทสวดดังนี้

---สัพเพธัมมานาลังอภินิเวสายะ 3 จบ


---เอกายะโนอะยังภิกขเวมัคโคสัตตานังวิสุทธิยา

 

*โองการบวงสรวง



---ข้า แต่เทพยดาผู้มีความเป็นทิพย์มีฤทธานุภาพเหนือกว่ามนุษย์ทั้งหลาย  ตลอดจนพระภูมิเจ้าที่ ณ. บริเวณนี้และบริเวณใกล้เคียง  ตลอดจนเจ้าป่าเจ้าเขาภูมิเทวดา รุกขเทวดา  ท่านผู้เป็นหัวหน้าพร้อมบริวาร  


---ข้าพเจ้าขอเชิญทุกท่านมารับเครื่องเซ่นสังเวย  อาหารคาวหวาน  ขอเชิญท่านทั้งหลาย  รับประทานได้ตามอัธยาศัย  ขอเทพยดาทั้งหลาย  ที่ข้าพเจ้าออกนามมาข้างต้นและมิได้ออกนาม   เพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ได้เมตตาแก่ข้าพเจ้า  อวยชัยให้พรแก่ข้าพเจ้า  ขอให้ข้าพเจ้ามีแต่ความสุขความเจริญทำกิจการงานใดขอให้สำเร็จตามที่ใจมุ่งหมาย 


---พร้อมกันนี้ข้าพเจ้าและคณะ  ขอชมบารมีเหล็กไหลและขออนุญาตอันเชิญเหล็กไหลไปสักการะบูชาเพื่อเป็นสิริมงคล แก่ตัวข้าพเจ้าและครอบครัวสักระยะหนึ่ง  ในอนาคตถ้าเหล็กไหลก้อนนี้จะทำประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติ  ทำประโยชน์ให้แก่พระพุทธศาสนา  ทำประโยชน์ให้แก่มนุษย์ด้วยกัน  ข้าพเจ้าจะนำไปให้เขาบูชาเมื่อสมปรารถนาแล้วเงินที่ได้มานั้น  ข้าพเจ้าจะทำประโยชน์แก่ชาติและเพื่อนมนุษย์  40%  ทำประโยชน์ในพระพุทธศาสนา  40%  อีก  20%  ขอไว้ใช้เป็นส่วนตัว


---หากข้าพเจ้า  ทรยศคดโกงไม่ทำตามสัจจะสาบานไว้  ขอเทวดาและดวงวิญญาณ รวมทั้งบริวารของท่านผู้มีฤทธิ์ทั้งหลาย  จงลงโทษข้าพเจ้า  ให้พบกับความวินาศดับสูญ ล่มจมถึงแก่ชีวิต.



---การที่จะต้องให้สัจจะสาบาน  แบ่งผลประโยชน์แก่ประเทศชาติและพระพุทธศาสนามากกว่าผลประโยชน์ ส่วนตัว  ก็เพื่อให้เจ้าของเหล็กไหลหรือผู้ดูแลเหล็กไหลก้อนนั้น  มีใจเมตตา ยอมมอบให้กับคณะผู้ค้นหา  เพราะอาจจะเห็นว่า  จะดูแลไว้ก็ไม่ได้ประโยชน์อะไร  ถ้าให้คนเหล่านี้ได้ไปและขายได้  ก็จะได้บุญจากคณะค้นหาที่สาบานไว้จะทำบุญ  80%  จึงทำให้เทพผู้รักษานั้นไม่หวงสมบัติหรือเสียดายอย่างไรเพราะอยากได้บุญ



---แต่ถ้า  เทพผู้รักษาตรวจดูด้วยฌานและมองเห็นว่า  ในอนาคตคณะค้นหาจะเกิดความโลภ ไม่ทำตามสัจจะ ที่ให้ไว้เพื่อไม่ให้เป็นบาปกรรมที่ต้องฆ่าคน  ท่านก็อาจจะไม่มอบเหล็กไหลให้ก็ได้  เพราะท่านเหล่านี้ย่อมมีอำนาจที่จะพาของเหล่านี้ล่องหนหรือซุกซ่อนหาที่ใหม่ได้หรืออาจจะกำบังตาก็ได้



---ด้วยเหตุนี้  ผู้มีวิชาอาคม ที่มีพลังจิตแก่กล้าบางครั้งก็จะถือโอกาสเข้าแย่งชิงด้วยความโลภ  เพียงว่าใคร จะเก่งกว่ากัน  ระหว่างเทพหรือวิญญาณผู้รักษาเหล็กไหลหรือเจ้าของเหล็กไหลนั้น  จะอนุญาตหรือไม่ก็ต้องทำการเสี่ยงทายกันด้วยไหวพริบปฏิญาณอีกครั้งโดย อธิษฐานกล่าวออกมาดังๆว่า



---"ข้าพเจ้านาย.......นามสกุล.........ขอ เหล็กไหลที่อาศัยอยู่ในก้อนหินนี้  ถ้าท่านผู้เป็นเจ้าของเหล็กไหลก้อนนี้หรือท่านผู้ดูแลเหล็กไหลก้อนนี้  อนุญาตให้แก่ข้าพเจ้า  ขอให้ได้ยินเสียงว่า  ให้ (เว้นระยะนิดหนึ่งแล้วพูดว่า"ให้")  เป็นการพูดเองเออเอง  วิธีนี้ตามตาราไสยศาสตร์โบราณนิยมใช้กันมากเพราะถือเคล็ดที่ว่าถ้าหูเราได้ยินบอกว่า"ให้"  ก็ ถือว่าใช้ได้  แสดงว่าเจ้าของอนุญาตแล้วละครับฯ






................................................................




ขอขอบคุณแหล่งข้อมูล

 รวบรวมโดย...แสงธรรม

 (แก้ไขแล้ว รดา)

อัพเดทรอบที่ 6 วันที่ 25 กันยายน 2558


ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

* *

 

*

view

ประวัติต่างๆ

ประวัติวัดเขาไกรลาศ

ประวัติของหลวงพ่อเทียน=คลิป

มาเช็คชื่อ-เช็คสกุลกันดีกว่า=คลิป

ประวัติพระอธิการชิติสรรค์ จิรวฑฺฒโน=คลิป

ขอเชิญผู้ร่วมบุญสร้างอาศรมเสด็จปู่พระบรมพรหมฤาษีไตรโลก

ประวัติหลวงปู่เทพโลกอุดร

ประวัติฝ่าพระหัตถ์ของพระพุทธองค์

ประวัติของนางวิสาขา=คลิป

ประวัติของอนาถปิณฑิกเศรษฐี=คลิป

ประวัติของเศรษฐีขี้เหนียว

ประวัติเหตุทำบุญที่ช้า=คลิป

ประวัติของผู้ร่วมบุญ=คลิป

ประวัติของพระไตรปิฎก=คลิป

ประวัติการสร้างพระพุทธรูปและพระเจ้า ๕ พระองค์

ประวัติง้วนดิน

ประวัติปู่ฤาษีนารอท

ประวัติพระปางมหาจักรพรรดิ์ ทรงปราบพระเจ้ามหาชมพูบดี

ประวัตินางห้าม..แห่งขอมโบราณ

ความรู้และรายละเอียดพุทธเจดีย์

พระมหาโพธิสัตว์

สาระธรรม

ธรรมะส่องใจ

อานิสงส์แต่ละอย่าง

ประเพณีต่างๆ

ตำนานทั่วไป

สาระน่ารู้

ปกิณกะธรรม

วัตถุมงคล-สาระอื่นๆ

ข้อมูลทั่วไป

ปฎิทิน

« April 2017»
SMTWTFS
      1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
30      

สมาชิก

ลืมรหัสผ่าน?
สมัครสมาชิก

สถิติ

เปิดเว็บ20/06/2011
อัพเดท20/04/2017
ผู้เข้าชม3,016,308
เปิดเพจ4,977,332
สินค้าทั้งหมด24

 หน้าแรก

 บทความ

 เว็บบอร์ด

 รวมรูปภาพ

 พระบรมสารีริกธาตุ

 โจโฉ รวมเสียงธรรม

 เฟสบุ๊ค

ติดต่อเรา-

view