/music/.mp3 http://www.watkaokrailas.com
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com

 หน้าแรก

 บทความ

 เว็บบอร์ด

 รวมรูปภาพ

 พระบรมสารีริกธาตุ

 โจโฉ รวมเสียงธรรม

 เฟสบุ๊ค

 ติดต่อเรา-แผนที่

พุทธทำนายจริงหรือ

พุทธทำนายจริงหรือ

คำพยาการณ์ขององค์สมเด็จพระสัมมาพุทธเจ้า








---“อานันทะ ดูก่อนอานนท์  ก่อนกึ่งพุทธกาล 15 ปี จะเกิดการณ์ร้ายแรง จะมีการรบราฆ่าฟันซึ่งกันและกัน ฝนเหล็กจะตกจากอากาศ ไฟจะลงมาจากอากาศ จะเผาผลาญประชาชนให้พินาศ จะมีการล้มตายซึ่งกันและกันเป็นอันมาก"


---"แต่ว่า ดูก่อนอานนท์ก่อนกึ่งพุทธกาล 15 ปี จะถือว่าเป็นการณ์ร้ายแรงหาได้ไม่ ทั้งนี้ก็เพราะว่าหลังกึ่งพุทธกาลไปแล้ว  อานันทะ ดูก่อนอานนท์ จะมีความร้ายแรงมากกว่าก่อนกึ่งพุทธกาลมาก  ยักษ์นอกพุทธศาสนาจะรบราฆ่าฟันซึ่งกันและกัน  ต่างฝ่ายจะล้มตายกันฝ่ายละมาก ๆ  สมณะ ซี พราหมณ์ จะล้มตาย จะตายไปฝ่ายละครึ่ง จึงเลิกรากัน สำหรับประเทศที่นับถือพุทธศาสนาจะมีภัยเหมือนกัน แต่ไม่ร้ายแรงนัก”


---พระพุทธเจ้าตรัสว่า ค.ศ. 2000 โลกจะไม่สลาย พระพุทธศาสนาจะทรงอยู่ได้ตลอด 5000 ปี ทรงตรัสชี้ว่า  เขตประเทศต่อไปนี้ จะเป็นประเทศที่มีความเจริญรุ่งเรืองมาก  จะสามารถทรงพระพุทธศาสนาตลอด 5000 ปี นี่หมายถึง  "ประเทศไทย"



---ถ้าสงครามใหญ่เกิดขึ้น คนไทยจะมีความมั่นคงในพุทธศาสนามากขึ้น  ในเมื่อเห็นการสูญเสีย ความตายเกิดขึ้น  ความทุกข์ก็เกิดขึ้น  จิตใจก็เริ่มเป็นกุศล  เวลานั้นบรรดาพุทธศาสนิกชนก็จะมีความมั่นคงในพุทธศาสนามากขึ้น เพราะกลัวตาย 


---สำหรับท่านนักปฏิบัติ  ที่เจริญสมาธิจิตก็จะเร่งรัดตัวเอง กำลังใจก็จะมีสมาธิ ในที่สุดอภิญญาก็จะเกิด  ในเมื่ออภิญญาเกิดก็จะเอามาช่วยบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย ให้มีความสุขปลอดภัย ขอให้ทุกท่านยอมรับนับถือความดีของพระพุทธเจ้าที่ให้ไว้คือ

*สังคหวัตถุ 4 ได้แก่ 


---1.1   ทาน     การให้ ให้มีการสงเคราะห์ซึ่งกันและกัน สร้างความรักเข้าไว้ อย่าสร้างศัตรู


---1.2   ปิยวาจา    พูดดี พูดให้คนที่รับฟังมีความสุข เขาจะรักเรา เราก็มีความสุข


---1.3   อัตถจริยา     ช่วยเหลือการงานซึ่งกันและกัน


---1.4   สมานัตตตา   ไม่ถือตัว ไม่ถือตน


*พรหมวิหาร 4 ได้แก่ 


---2.1   เมตตา     ความรัก


---2.2   กรุณา     ความสงสาร


---2.3   มุทิตา     มีจิตอ่อนโยน เห็นใครได้ก็ยินดีด้วย


---2.4   อุเบกขา     วางเฉยเมื่อเหตุร้ายเกิดขึ้น ไม่ดิ้นรน ยอมรับตามความเป็นจริง


---จงอย่าประมาทในชีวิต  จงทรงจิตของท่านให้มีความมั่นคงในคุณพระรัตนตรัย 3 ประการ คือ คุณพระพุทธ   พระธรรม   พระสงฆ์  โดยเฉพาะอย่างยิ่งให้มีจิต ยึดพระพุทธคุณ ให้ภาวนาว่า  “พุทโธ”


---ก่อนจะหลับให้กำหนดการเข้าออกของลมหายใจ   หายใจเข้านึกว่า  “พุท”  หายใจออกนึกว่า  “โธ”   และเวลา    ตื่นนอนใหม่ๆ   ทำแบบนี้เป็นปกติ เวลาที่ยังตื่นอยู่  ถ้าคิดขึ้นมาได้เมื่อไหร่  ก็ทำใจให้นึกถึง   ความดีขององค์     พระสัมมาสัมพุทธเจ้า  ภาวนาว่า “พุทโธ”  เป็นปกติอย่างนี้  ได้ชื่อว่าเป็นผู้เข้าถึงไตรสรณคมน์  พุทธรัตน  ธรรมรัตน  และสังฆรัตน ทั้ง 3 ประการ   จิตของท่านจะทรงสมาธิ   อำนาจบารมีของพระพุทธเจ้า  จะทำจิตใจของท่านให้เยือกเย็นมีความสุข   อันตรายที่จะเกิดขึ้นกับท่านทั้งหลาย   ก็จะพ้นภัยด้วยอำนาจ   ของพุทธานุภาพ   ธัมมานุภาพ    สังฆานุภาพ



---ถ้าจิตของเราไม่นิยมในขันธ์ 5   หรือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา จิตเราเกาะองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า  ว่าพระองค์อยู่ที่ไหนเราจะไปที่นั่น,   ท่านจะพ้นจากกิเลส จะเข้าถึงพระนิพพานได้


---นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธธัสสะ (3จบ)


---พุทธัง สรณัง คัจฉามิ ข้าพเจ้าขอถึงพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง


---ธัมมัง สรณัง คัจฉามิ ข้าพเจ้าขอถึงพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง


---สังฆัง สรณัง คัจฉามิ ข้าพเจ้าขอถึงพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง



*การเตรียมตัวรับมือภัยธรรมชาติครั้งใหญ่


---1.ก่อนการเกิดภัยธรรมชาติครั้งใหญ่ 15 วัน  โลกจะเอียงก้มหัวให้ดวงอาทิตย์มากขึ้นเรื่อยๆ  ส่งผลให้น้ำแข็ง จากขั้วโลกเหนือละลาย  จะนำไปสู่คลื่นยักษ์ถาโถมเข้าสู่แผ่นดิน (ปัจจุบันเกิดขึ้นแล้ว)


---2.เกิดภัยธรรมชาติครั้งใหญ่เป็นเวลา 49 วัน ในระหว่างเดือนตุลาคม – พฤศจิกายน


---3.ฝนตกครั้งใหญ่ทั่วโลก (ระยะชำระล้างเป็นเวลา 7 วัน)


(ใน 3 วันแรกจะเกิดสงครามนิวเคลียร์ที่ทวีปเอเชีย ในประเทศที่เป็นอริต่อกัน)


*ภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้


---1.เกิดน้ำท่วมครั้งใหญ่


---2.พายุถล่ม


---3.แผ่นดินแยกและแผ่นดินไหว


---4.ภูเขาไฟระเบิด  

  

(จังหวัดทางภาคกลาง 2 ลูก, ภาคเหนือตอนล่าง 3 ลูก, อีกทั้งที่จังหวัด ราชบุรี น่าน แพร่  อ.ร้องกวาง)


---5.คลื่นยักษ์จากทะเล


---6.โรคระบาดที่สุดจะเยียวยา  ได้แก่   Virusteria,  อหิวาตกโรคสายพันธุ์ใหม่   ผู้ที่ได้รับเชื้อจะเสียชีวิตทันที  ภายใน  6  วัน


---7.คลื่นเสียงที่รุนแรง ตั้งแต่เกิดมาในชีวิตยังไม่เคยได้ยินเสียงที่ดังขนาดนั้นมาก่อน


---8.อดอยากขาดแคลนอาหาร


*การเตรียมตัวเตรียมปัจจัยเพื่อตนเองและสมาชิกในครอบครัว


---1.เตรียมอาหารและน้ำดื่มไว้ที่บ้านอย่างน้อย 3-6 เดือน


---2.เครื่องนุ่งห่มเพื่อความอบอุ่นของร่างกาย  ได้แก่  เสื้อผ้า,  กระเป๋าน้ำร้อน,  ผ้าห่ม ฯลฯ   เพราะในช่วงเวลานั้น อากาศจะหนาวเย็นยะเยือกจับขั้วหัวใจ


---3.เครื่องใช้ที่จำเป็น


---4.ที่อยู่อาศัย


---5.ยารักษาโรค


---6.ด่างทับทิมและคาราไมล์  (จำเป็นมาก)   ห้ามกินอาหารที่ไม่ได้ล้างด้วยด่างทับทิม   เพราะจะมีทั้งเชื้อโรคและสาร กัมมันตรังสี,   ส่วนอาราไมล์  จะมีไว้รักษาโรคทางผิวหนังที่ดูเหมือนจะยากต่อการรักษา  แต่เมื่อทาคาราไมล์แล้ว  จะหายได้อย่างน่าอัศจรรย์


---7.ยานพาหนะ เช่น เรือ,  เสื้อชูชีพ


---8.เครื่องช่วยชีวิต


---9.แสงสว่าง  เช่น เทียน,  ตะเกียงพายุ  (เวลานั้นท้องฟ้าจะมืดมิด 7 วัน  เท่ากับ 1 ราตรี และจะมืดมิดรวม 7 ราตรี หรือ 49 วัน ไฟฟ้าจะดับทั่วโลก)


---10.เตรียมสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง


*การดุแลตัวเองในช่วงวิกฤติ


---1.ห้ามออกนอกบ้านโดยเด็ดขาด, ใครมาเคาะประตูบ้านก็ห้ามเปิด ไม่ว่าคนนั้นจะเป็นญาติสนิทหรือคนที่เรารู้จัก ก็ตาม


---2.ห้ามตากฝน เพราะในฝนจะมีพิษ ทั้งเชื้อโรคและสารเคมีที่มนุษย์สร้างขึ้น


---3.ห้ามลุยน้ำหรือแช่น้ำนานๆ   แต่ถ้าหลีกเลียงไม่ได้  ต้องใช้ด่างทับทิมล้างทุกครั้ง


---4.ห้ามเปิดประตูต้อนรับผู้อื่น  เพราะช่วงเวลานั้นประตูมิติของโลกทั้ง  3  ภพ  จะถูกเปิดเป็นครั้งแรก ผู้ไม่เชื่อเรื่องผีสาง,  จิตวิญญาณ  ก็จะได้เห็น,  คนที่มาเยือนอาจเป็นผีเปรต,  ผีโขมด ที่เป็นเจ้ากรรมนายเวรของเรา  จำแลง มาก็เป็นได้และห้ามอยากรู้อยากเห็นโดยเด็ดขาด


---5.ห้ามกินเนื้อสัตว์ทุกชนิด


---6.ห้ามกินผักที่ยังไม่ได้แช่ด่างทับทิม


---7.ฝึกการกินน้อย ถ่ายน้อย


---8.ระวังอากาศที่หนาวเย็น


---9.ระวังสัตว์ร้าย สัตว์มีพิษ  เช่น  งูพิษ,  จระเข้


---10.ห้ามอยู่ตึกสูงเกิน  3  ชั้น  เพราะตึกสูงเกิน 3 ชั้น จะพังทลายราบเป็นหน้ากลอง


*การเตรียมจิตวิญญาณ


---1.ชำระกรรมให้เบาบางโดย  หยุดโลภ,  โกรธ,  หลง ทำจิตใจให้สงบ, เบิกบาน เพราะวันนั้น  จะมีผู้ที่เส้นโลหิตใน สมองแตกเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก   เพราะเสียงที่ดังกึกก้อง  ไปกระตุ้นเส้นเลือดในสมองให้แตก   ดังนั้น ต้องปล่อยวาง ทำจิตให้เป็นบวก  จะช่วยได้มาก


---2.มีสำนึกทางจิตวิญญาณ


---3.ฝึกการละวาง


---4.มีสติรู้ตัวตลอดเวลา


---5.ฝึกการทำโฆษกรรม ขออภัยต่อเจ้ากรรมนายเวร หรือผู้ที่เราล่วงละเมิด


*การดูแลแก่นแท้ยามมีภัย


---1.ได้ยินเสียงใด ให้ละวางสิ่งนั้น   รู้เห็นสิ่งใด  ให้ละวางสิ่งนั้น  ต้องไม่รับรู้        ไม่รับเห็น,  ไม่รู้ ไม่ชี้, ไม่ว่าจะได้ยินเสียงคนข้างบ้านร้อง  เพราะกำลังจะตาย หรือได้ยินเสียงใดที่น่าหวาดกลัว ต้องได้ยินแล้วผ่านเลยไป หากละวางไม่ได้จะเกิดอาการ  “ตายก่อนตาย”   (รู้ว่าตนเองจะต้องตายแน่ๆ หรือการตายทั้งเป็น)


---2.ยอมรับให้ได้ต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ต้องมีสติตลอดเวลา


---3.อย่าอยู่นิ่งเฉย เพราะจะทำให้กลัวมากขึ้น ควรหากิจกรรมทำ เช่น อ่าน หนังสือธรรมะ เพื่อให้จิตเป็นบวกเกิดความอิ่มเอิบ


---4.สังเกตธรรมชาติก่อนนาทีวิกฤติจะเกิดขึ้น


*ลางบอกเหตุก่อนเกิดภัยธรรมชาติครั้งใหญ่ (ระยะ 2 )

 

---ท้องฟ้ามืดมิดผิดปกติ


---ใบไม้จะพลิกคว่ำ  พลิกหงาย และดูหดหู่


---สัตว์ทั้งหลายจะไม่ปรากฏกายให้เห็น


---แต่ถ้ามีสัตว์เลี้ยงอยู่ในบ้าน  จะเห็นมันวิ่งลุกลี้ลุกลนผิดปกติ หรือบางตัวจะนอนนิ่งน้ำตาซึม

     

---เรื่องเวลาที่แน่นอนนั้น  ขอบอกตามตรงว่า  "ไม่ทราบ"  เพราะจริงๆ  แล้วน่าจะเกิดตั้งแต่  ค.ศ. 1999  ตามที่      นอสตราดามุสทำนายเอาไว้    แต่เมื่อดูจากเหตุการณ์ในปัจจุบันแล้ว  ภัยธรรมชาติที่รุนแรงอย่างไม่เคยพบเห็น      มาก่อนในชีวิตนี้ และจากคำบอกเล่าของครูบาอาจารย์ต่างๆ คิดว่าจะเกิดภายใน 1 – 3 ปีนี้


---เป็นกรรมของสัตว์โลกนะ ครูบาอาจารย์ท่านเคยบอกว่า  "ระบบจะเริ่มล้างมนุษย์ปลายปี 47  แล้วจะมีเหตุอื่นมาล้างเรื่อย ๆ ด้วยระบบภัยพิบัติทางดิน,  น้ำ,  ลม,   ไฟ  โรคระบาดและอุบัติภัยสงคราม และจะหนักขึ้นเรื่อยๆ จนพระจักรพรรดิลงมาก ภัยพิบัติจึงจะสงบ"


---ต่อไปที่จะวิบัติหนัก ๆ ก็คือ    ไต้หวัน ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ อเมริกา ฯลฯ  ในโลกนี้ไม่มีใครเปลี่ยนแปลงได้เพราะกรรมของมนุษย์เป็นแบบนั้น


---สำหรับเมืองไทย  ต่อไปกรุงเทพฯ  ก็มิใช่จะปลอดภัย  เพราะฝ่ายรักษาภายในของกทม.  เริ่มถอนระบบออกไปมากแล้ว และต่อไปภาคใต้แทบจะไม่เหลือ  จะเป็นเกาะแก่งทั้งหมด  เราเข้าใจว่าภัยพิบัติในภาคใต้  สัญญาณของยุคจักรพรรดิที่กำลังจะเริ่มต้น  ที่จริงมีสัญญาณอย่างอื่นด้วย   แต่เป็นเรื่องเฉพาะบุคคล   เช่น    เรื่องธาตุแก้วเจ็ดประการ  ที่เริ่มเข้ามาสู่ระบบแล้ว  และมีสิ่งของอื่น ๆ อีกหลายอย่างที่กระจัดกระจายกันอยู่ในหลายประเทศ เป็นต้น



---ครูบาอาจารย์เคยเล่าว่า   แค่นาคโก่งหลังขึ้นมามนุษย์ก็ตายเป็นเบือแล้ว   ต่อไปบางที่ก็จะหายไปทั้งเกาะ นี่ยังไม่นับภัยพิบัติจาก  ท้าวกกนาคแถวลพบุรี  ที่ในไม่ช้า (ช่วงท้ายของภัยพิบัติ) จะลุกขึ้นมา (ภายใน) เพื่อไปรอรับพระจักรพรรดิ


---ขณะที่ทหารลิง 18 กองพล  ที่เคยเฝ้ายักษ์ตนนี้อยู่ที่อื่น  ครูบาอาจารย์ท่านว่า  ยักษ์กกนาค ตนนี้มีพิษมาก แค่พลิกตัว พิษของยักษ์ก็จะทำให้เกิดโรคร้ายแรงได้ มนุษย์จะตายไปครึ่งโลก แต่คนที่มีศีลก็ไม่เป็นไร


---เราค่อนข้างมั่นใจว่า  ภายในปี 2560  ประเทศไทยจะได้เป็นมหาอำนาจและไทยกับลาว   จะรวมกันเป็นหนึ่ง (ประเทศเดียวกัน)  ท่านไหนที่ขยันหมั่นเพียรรักษาศีล  ภาวนา  ก็จะได้มีโอกาสอยู่ในยุคใหม่ต่อไป  ส่วนท่านที่ยังไม่มีศีลธรรมพอ  ก็คงต้องไปตามวิถีกรรมของตนเอง


---ศาสนาอื่นนั้นไม่มีเหลือ  เมื่อถึงเวลาแล้ว  จะหนีตายมาพึ่งศาสนาพุทธกันหมด เท่าที่ทราบต่อไป มหาอำนาจอย่างเช่น  อเมริกา  อังกฤษ ฯลฯ  จะต้องมาพึ่งพาไทย  ศูนย์กลางโลก  ศูนย์กลางศาสนา  อยู่ในประเทศไทย ซึ่งต่อไป ที่แห่งหนึ่งในประเทศไทย  จะเป็นใจกลางโลก ใจกลางศาสนา


---ในยุคจักรพรรดิ  ทั้งโลกจะถูกปกครองโดย  3  ร่มโพธิ์  ศรีอัญญาสิทธิ์และอัญญาธรรม   พระจักรพรรดิจะเป็นพระมหากษัตริย์ของโลก  อย่างที่พวกยิว เขาคิดจะครองโลกกันนั้น  ไปไม่ถึงดวงดาวหรอก  เพราะวิทยาศาสตร์ถึงทางตันแล้ว  เหตุที่เกิดในภาคใต้  ซึ่งเป็นเขตพระพุทธศาสนายังรุนแรงขนาดนี้  ต่อไปเหตุที่เกิดในเขตศาสนาอื่นๆนั้น จะรุนแรงกว่านี้มาก และความหายนะที่จะเกิดขึ้นนั้นก็จะมากด้วย


---ถ้าหากศึกษา  ถึงเชื้อของจิตวิญญาณเดิมของการมาเกิดก็จะเข้าใจว่า  อย่างอิสลามและคริสต์นั้น เชื้อจิตวิญญาณเดิม  หรือต้นธาตุของจิตวิญญาณของพวกนี้  เป็นพวกยักษ์ ตระกูลต่างๆ ดังนั้น ที่ครูบาอาจารย์ท่านว่า พวกยักษ์นอกศาสนา เขาตีกันนั้น ก็พวกยักษ์เหล่านี้แหละที่มีปัญหา


---และพวกยักษ์เหล่านี้ก็มาเกิดมากในยุคนี้ ส่วนใหญ่ในเขตประเทศไทย และประเทศใกล้เคียงจะเป็นเชื้อนาค    เชื้อเทวดา  เชื้อครุฑ   คนในเขตประเทศไทยส่วนใหญ่  ก็วนเวียนอยู่กับการเกิดเป็นเชื้อต่างๆ เหล่านี้  ขึ้นอยู่กับชาติที่ทำบารมีมาเด่นๆ  ว่าเคยทำบารมีในภพภูมิไหนมาก  ก็จะมีความเกี่ยวพันกันกับภพภูมิเหล่านั้น


---และเมื่อถึงเวลาก็จะเป็นการทำบารมีร่วมกันระหว่างภพภูมิ  และบางครั้งการทำงานจากภายใน ก็จะส่งผลออกมาสู่ภายนอก  แต่คนไม่เข้าใจ  ว่าเกิดอะไรขึ้น  ภายในที่เห็นก็คือ  ผลที่แสดงออกมาภายนอกและพยายามอธิบายกันด้วยเหตุผลและผลทางวิทยาศาสตร์  ซึ่งเป็นการรู้นอกแต่ไม่รู้ใน คล้ายๆ กับวิทยาศาสตร์  พยายามอธิบายเหตุผลภายนอก แต่ไม่เข้าใจถึงกฎแห่งกรรม  ซึ่งเป็นเหตุอยู่ภายใน เป็นต้น  นี่คือรู้ไม่แจ้งในเรื่องนั้นๆ


---ก็เลยเกิดความ “ประมาท”  ต่อไป  จะมีพระจักรพรรดิเป็นผู้ปกครองโลก  พระยาธรรมิก ราช    จะคล้ายพระสังฆราชและจะมีพระโพธิสัตว์อีกองค์หนึ่ง  จะทำหน้าที่คล้ายกับนายกรัฐมนตรี 


---ซึ่งสามร่มโพธิ์ศรีก็คือ  สามโพธิสัตว์  ที่ลงมาทำหน้าที่ดูแลพระพุทธศาสนานั่นเอง และก็มีเหล่าอัญญาสิทธิ์ บางคนก็อาจยังไม่รู้ตัวเอง ถึงเวลาแล้วก็คงจะได้เห็นว่าของจริงนั้นเป็นอย่างไร  ซึ่งบางท่านจะมีชื่อเสียงในหมู่เทพ เทวดา,  นาค,  ครุฑ,  กุมภกัณฑ์,  ฤาษี,  ดาบส ฯลฯ


---พวกเขาเหล่านั้น  ก็รอยุคพระยาธรรมิกราช แต่พวกมนุษย์ไม่รู้จัก  เพราะท่านเหล่านี้จะอยู่อย่างเงียบ ๆ และลี้ลับ  ครูบาอาจารย์ท่านเคยเปรย ๆ ให้ฟังว่า สำหรับผู้ทำบารมีเข้มข้นแล้วนั้น  “ดังบ่ดี ดีบ่ดัง”


---จากที่ครูบาอาจารย์ท่านเล่าสู่กันฟัง  สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ืไม่มีใครที่จะสามารถหลีกเลี่ยงได้ เพราะกรรมเป็นตัวกำหนดและยุคพระยาธรรมิกราช  ก็เป็นพุทธประเพณี เป็นเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในกึ่งกลางพุทธศาสนา ในยุคของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์


---อย่างในยุคพระเวสสันดร  หลังจากพระเวสสันดร ได้พรแปดประการ จากพระอินทร์แล้ว หลังจากนั้นไม่นาน ก็เกิดยุคพระยาธรรมิกราชหรือยุคพระจักรพรรดิขึ้น  ถ้าจำไม่ผิด รู้สึกว่าลูกชายพระเวสสันดร  จะเป็นพระจักรพรรดิในสมัยนั้น ในยุคร่วมสมัยปัจจุบันนี้  มีบุคคลผู้หนึ่ง ทำทานบารมีจนได้พรแปดประการ  จากพระอินทร์แล้วเช่นกัน ก็พอจะอนุมานได้ว่า ยุคพระยาธรรมิกราชนั้น  เข้ามาใกล้ถึงปลายจมูกแล้ว


---ใครที่คิดจะทำบุญกุศลอะไร  ก็ให้รีบเร่งทำ  หากเมื่อใดที่ผู้ที่เขาได้พรพระอินทร์ เขาทำอธิษฐานบารมีเพื่อดูแล พระศาสนา ระบบที่เขาทำหน้าที่ภายใน เขาก็จะทำงานตามลำดับ  เมื่อถึงตอนนั้นจะเห็นคุณค่าของศีลธรรม ของศีล 5 ศีล 8 ของบุญบารมีที่แต่ละท่านบำเพ็ญเพียร สั่งสมมา


---ให้ลองนึกถึงคลื่นยักษ์ในภาคใต้ดูว่า คลื่นยักษ์ขนาดไหนที่ทำให้ด้ามขวานไทยเหลือเป็นเกาะแก่ง และคลื่นยักษ์ขนาดไหน  ที่จะสามารถทำให้เกาะขนาดประเทศไต้หวันหายวับไปได้ในพริบตา  เมื่อไหร่ก็ตามที่  นาคใหญ่   ทำงาน จะสั่นสะเทือนไปทั้งโลก


---หากจะเทียบเหตุการณ์ในภาคใต้ที่ผ่านมา  เป็นแค่นาคใหญ่โก่งหลังหรือสะดุ้งเพียงเล็กน้อย  ลองจินตนาการดูว่า หากพวกนาคบางพวก  มีหน้าที่ทำฤทธิ์เพื่อล้างพวกผู้มีศีลธรรมไม่เพียงพอ  สำหรับอยู่ในยุคพระยาธรรมิกราชบนโลกนี้ก็จะเหลือคนไม่มากอย่างที่พระสูตรบอกไว้


---เหตุการณ์ต่างๆ  ที่กล่าวมานั้น จะมีอยู่วันหนึ่ง ที่เหตุการณ์รุนแรงที่สุด คลื่นพลังมหาศาลจากจักรวาลจะกระแทกลงมายังโลก  เป็นพลังงานที่เกิดจากลมพายุสุริยะ  อันเนื่องมาจากจุดดับบนดวงอาทิตย์จุดที่ 11 มนุษย์ทุกคนบนโลก  จะได้พบกันเหตุการณ์ที่น่าสะพรึงกลัว


---บรรยากาศช่วงแรกๆ  จะรู้สึกหดหู่  เวิ้งว้าง  ท้องฟ้าจะวังเวงพิกล  หลังจากนั้นไม่นานนัก  ลมจะแรงขึ้น แรงขึ้น เสียงฟ้า เสียงลม  จะแผดเสียงกึกก้องดังที่สุด   ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยได้ยินเสียงที่ดังขนาดนี้มาก่อนในชีวิต  เป็นเสียงของพญามัจจุราช  ที่พิพากษาโลกในด้านความเป็นมนุษย์  คนชั่วทุกคนจะถูกประหารชีวิตและจะตายอย่างทรมาน ไม่เว้นแม้แต่ผู้นำสังคม  ผู้นำเศรษฐกิจ  ผู้นำลัทธิ ฯลฯ   ส่วนคนดีจะได้รับการยกเว้นเอาไว้ให้ได้ทำความดีโดยไม่มีอุปสรรคต่อไป


---ปลายปี  2548  นี้  จะเกิดสงครามครั้งยิ่งใหญ่ของโลก  ซึ่งจะส่งผลให้มีคนตายจำนวนมาก ส่วนผู้ที่รักษาศีล 5  ขึ้นไป  จะรอดและอีก 5 ปีต่อไป  น้ำจะท่วมภาคใต้และจะร้ายแรงกว่าสึนามิหลายเท่า  ผู้คนที่รอดชีวิตจำต้องเดินทางขึ้นเหนือเพื่อให้พ้นภัยโดยระหว่างทางจะพบกับ คนนอนตายเกลื่อนกลาดจำนวนมาก


---คนที่ไม่เคยเข้าวัดก็รีบเข้าวัดซะ ตอนนี้ก็ยังทัน รีบหาของดี วัตถุมงคลติดตัวไว้ แต่ถ้าเป็นคนที่มีศีลดีอยู่แล้ว     ก็ยิ่งดีและสุดท้ายให้นั่งสมาธิ  เพราะไม่มีสิ่งใดจะช่วยเราได้นอกจากสมาธิ และผู้ที่ปฏิบัติสมาธิได้อภิญญา เรียกว่า ให้อยู่ใกล้คนดีเข้าไว้


---และปี  2549  พระศรีอารย์  ซึ่งเป็นพระโพธิสัตว์อยู่สวรรค์ชั้นดุสิตในตอนนี้  จะลงมาเกิดเป็นมนุษย์ (ท่านลงมาเกิดในคราวนี้  ไม่ใช่จะมาเป็นพระพุทธเจ้า แต่เพื่อช่วยให้ผู้คนรอดพ้นจากเหตุการณ์  อันเหลือที่มนุษย์จะรับมือได้ไหว  ครั้งนี้เพื่อช่วยให้พ้นจากภัยสงครามครั้งมหึมา  ที่จะทำให้มีคนตายมหาศาลที่กำลังจะเกิดขึ้น ท่านอาจจะเกิดเป็นมนุษย์แล้วก็ได้แต่ยังไม่แสดงตัวเท่านั้น)


---หากท่านไม่แน่ใจว่า ตัวท่านมีความดีพอที่จะรอดพ้นจากมหาภัยพิบัติครั้งนี้ละก็ ขอให้หาของดีติดตัวเอาไว้เป็นอย่างดีหรือถ้าหาของดีไม่ได้จริงๆ   ก็จงทำตัวของท่านให้เป็นคนดีเพื่อความดีจะรักษาตัวของท่านเอง หากท่านไม่เชื่อ  ก็จงอย่างเพิ่งปฏิเสธ  เช่น  เชื้อโรคที่ตาเปล่าของเรามองไม่เห็น  แต่เราก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่ามันมี   เพราะเรามีเครื่องมือ คือ กล้องจุลทรรศน์ที่จะส่องเห็นแล้ว


---ส่วนเรื่องอย่างอื่นเช่นที่กล่าวไปแล้วก่อนหน้า  เครื่องมือที่จะเห็นก็มีแล้ว  คือ  การปฏิบัติธรรมนั่งสมาธิ แต่อยู่ที่ท่านจะใช้เครื่องมือ หรือรู้วิธีใช้เครื่องมือนั้นอย่างถูกต้องหรือไม่เท่านั้นเอง


---ผู้เขียนเคยอ่านหนังสือที่หลวงพอฤาษีลิงดำ ท่านเขียนไว้ว่า อีกไม่กี่ร้อยปี จะมีพระมหากษัตริย์ท่านหนึ่งเดินทางจากเหนือมาบูรณะวัดท่าซุง ขณะนี้ วัดท่าซุงก็ยังคงเป็นปกติดี แสดงว่าหลังจากนี้ไม่นานนักคงต้องมีเหตุการณ์ที่ทำให้วัดท่าซุงร้าง ซึ่งปัจจุบันวัดท่าซุงยังมีคนไปทำบุญถือศีล ปฏิบัติธรรมอย่างไม่ขาดสาย แต่จะมีเหตุใดเล่า  ที่ทำให้วัดร้างได้นอกจาก..

(อาจจะเกิดสงครามนิวเคลียร์ระหว่างชาติซึ่งเป็นชนวนให้เกิดอภิมหาสงครามครั้งใหญ่ซึ่งส่งผลกระทบถึงประเทศไทยก็เป็นได้)


---ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ จงหมั่นทำดีเพื่อรักษาชีวิตรอดเทอญ


---ประเทศไทย เป็นดินแดนอันศักดิ์สิทธิ์ ที่จะได้รับการปกป้องคุ้มครองรักษาไว้ ซึ่งจะได้รับความบอบช้ำจาก  มหันตภัยธรรมชาติน้อยที่สุดในโลกและจะเป็นอู่ข้าว อู่น้ำซึ่งมีความเจริญเป็นศูนย์กลางของโลกต่อไป


---มนุษย์ที่รอดชีวิตไปได้ จะเข้าสู่ยุคใหม่ จะมีจิตใจที่ดีงามและมีอายุไขที่ยาว จนน่าประหลาดใจ มีอารยธรรมเจริญก้าวหน้า โดยที่ไม่ได้สร้างเทคโนโลยีที่ก่อปัญหาให้กับโลกมากมายเช่นในปัจจุบัน นอกจากนี้ยังสามารถติดต่อ     สื่อสารกับเพื่อนมนุษย์ต่างดาวได้


---ซึ่งแม้แต่ปัจจุบันบางคนก็ไม่เชื่อว่าสิ่งเหล่านี้มีอยู่จริงก็ตาม ประเทศไทยจะเป็นศูนย์กลางของโลก และเป็นประเทศแรก  ที่มีผุ้สร้างยานอวกาศไปท่องจักรวาลได้เป็นแห่งเดียวของโลก โดยใช้พลังจิตในการขับเคลื่อน   โดยไม่ใช้เชื้อเพลิงในการเผาไหม้  ให้เกิดพลังงานที่ทำลายสิ่งแวดล้อม และทรัพยากรธรรมชาติของโลกให้เสียหายเหมือนอย่างเช่นปัจจุบัน


---นอกจากนี้ต่อมไพนิล หรือตาที่ 3 ของมนุษย์  จะถูกฟื้นฟูขึ้นมาให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น จนสามารถเข้าถึงสภาวะนิพพานได้ง่ายขึ้นกว่าในอดีตในระยะเวลาไม่นานนัก  (ภายใน 6 ปี) 


---พระศรีอริยะเมตไตรย์ จะเปิดเผยพระองค์  เพื่อปลอบประโลมสร้างขวัญกำลังใจ ให้กับมวลมนุษยชาติ ที่มีความบอบช้ำทางจิตใจ  ซึ่งในขณะนี้  พระองค์ท่านได้เสด็จลงมาบนโลกมนุษย์แล้ว  กำลังเป็นสามเณรในพุทธศาสนา และพระองค์ได้มาปรากฏที่ประเทศไทยนี่เอง


---ดังเช่นหลวงพ่อฤาษีลิงดำ  ท่านบอกว่า ใครบ้ามาลองภูมิท่าน ท่านก็แกล้งทำตัวเป็นคนบ้าตอบเสียเลย  เพราะพวกมาลองของกับหลวงพ่อพวกนี้ พอพูดความจริงไม่ค่อยเชื่อ แต่พอโกหกคิดว่าเป็นเรื่องจริง


---พระอินทร์,  พรหม,  ยมราช ได้สั่งไว้ว่า ถ้าบุคคลใด  รู้แล้วจงรีบร้อนบอกเล่าสู่กันฟัง หรือพิมพ์แจกจ่ายตามกำลังศรัทธา จะเกิดมหากุศลช่วยท่านให้หลุดพ้นจากภัยพิบัติทั้งหลายทั้งปวง


---ถ้าบุคคลใดไม่เชื่อมั่นตามคำสอนของพระพุทธเจ้า  จะเกิดเดือดร้อนในปีจอนี้  ขึ้น 4 ค่ำ  ผู้มีบุญจะลงมาเกิด พร้อมหนังสือใบลานฉบับนี้  ถ้าไม่มีอยู่ในบ้านเรือนของผู้ใด จะมีพวกปีศาจร้ายเข้าทำลายอย่างแน่แท้ ในปีจอต่อปีกุนยามเดือนหงาย จะเกิดมีงูพิษ  อยู่บนหัว กัดฉกให้ตาย และฝูงชนทั้งหลายจะเกิดเดือดร้อนหลายประการเช่น

 

---ทุกข์ยากร้อน เพราะศึกสงคราม


---ทุกข์ยากร้อน เพราะน้ำและไฟ


---ทุกข์ยากร้อน เพราะไม่มีใครดูแลใคร


---ทุกข์ยากร้อน เพราะอดข้าวปลาอาหาร


---ทุกข์ยากร้อน เพราะนอนไม่หลับ


---ทุกข์ยากร้อน เพราะผัวเมียไม่เห็นหน้ากัน


---ในปีจอนี้ เมืองเวียงจันทน์  จะมีฤาษีทองคำ สึกลาบวชออกมาเป็นพ่อค้า ในปีจอขึ้น 8 ค่ำ ห้ามไม่ให้ใครตักน้ำ อาบน้ำ กินน้ำตามห้วยนองคลองบึง หลังพระอาทิตย์ตกดิน พญายมราชจะนำเอายาพิษพ่นมาใส่โลกมนุษย์


---นี่คือพระคาถาขององค์อินทร์ พรหม ยมราช ได้เขียนลงในใบลาน  จงรักษาเก็บไว้ให้ดีเพื่อช่วยให้รอดพ้นจากภัยพิบัติ ในยามเกิดเหตุการณ์มหันตภัย พระคาถาได้เขียนไว้ดังนี้




“ปะโต เมตัง ปะละชิมินัง สุขะโต จุตี
เมตตะ นินะนัง สุขะโต จุติ”



---พระคาถาข้อนี้จะเขียนลงใส่ใบลานแผ่นทอง  หรือแผ่นผ้าก็ดี  ให้ติดไว้บนประตูห้องเรียนหรือรถราพาหนะ หรือพันหัวไว้  ในยามเกิดเหตุการณ์  จะช่วยให้รอดพ้นภัยอันตราย


---ในกาละเวลานี้ เทพเจ้าเหล่าเทวดาผู้ที่คุ้มครองรักษาเหล่ามนุษย์โลก  ได้ไปกราบทูลต่อพระอินทร์ว่า  มนุษย์โลกทำกุศลผลบุญ (ความดี) เพียง 3 ส่วน และทำบาปกรรม (ความชั่วร้าย) ถึง 10 ส่วน  เมื่อเป็นเช่นนี้พระอินทร์จะได้ลงโทษกับมนุษย์โลกถึง 9 ข้อ นับตั้งแต่ปีจอถึงปีกุน คือ

 

---จะให้เกิดพายุลมแรง แผ่นดินไหว


---จะให้เกิดสารพิษต่างๆ  (อาหารเป็นพิษ - อากาศ)


---จะให้เกิดไฟไหม้


---จะให้เกิดกาฬโรคต่างๆ


---จะให้เกิดน้ำท่วม


---จะให้เกิดอดข้าวปลาอาหาร


---จะให้เกิดฟ้าผ่า


---จะให้เกิดอาฆาตฆ่าฟันกันเอง สำหรับคนใจบาป


---จะให้เกิดร้อนมาก หนาวมาก


---มหันตภัยทั้ง 9 อย่างนี้ จะรอดพ้นเฉพาะคนใจบุญ คนที่ปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้าเท่านั้น  รู้แล้วจงบอกต่อกันไป  ให้รีบเร่งทำแต่ความดี  มากกว่าทำบาปกรรมชั่วร้าย  ถ้าผ่านปีจอ ปีกุนไปแล้ว ทุกคนพร้อมลูกหลาน จะได้รับความสุขสบายกันถ้วนหน้า  เวลาเหลือน้อย ให้ทุกคนเคร่งครัดถือ ศีล 5  ให้ขยันไหว้พระ ภาวนา ให้ทาน เพื่อการกุศลอย่างต่อเนื่อง   สุดท้ายพระผู้ทรงศีลยังได้กล่าวเน้นย้ำถึงความศักดิ์สิทธิ์ดังหนังสือ “อินทร์ตก” “อินทร์ตื่น”


---ถ้าท่านผู้ใดเชื่อ ศรัทธา บูชา เคารพกราบไหว้หรือบนบานว่า  จะบอกเล่าถึงผู้อื่นหรือลงพิมพ์แจกให้สาธุชน     คนทั้งหลายรับรู้ด้วยแล้ว  ท่านจะปรารถนาสิ่งใดจะได้ดังใจนึก พยาธิที่เบียดเบียนก็จะหายขาดฯ

 

*พุทธทำนาย โลกจะแตกในปี 2012 จริงหรือ


---ชาวพุทธส่วนใหญ่   เมื่อร่ำเรียนภาคทฤษฎีและรู้จักคำว่า "อนาคตังสญาณ" หรือความสามารถ  ในการหยั่งรู้อนาคต  ก็มักเข้าใจผิดกันว่า  อย่างนี้คืออนาคตต้องถูกกำหนดไว้ตายตัวแล้ว  เช่น พระพุทธเจ้าหยั่งทราบว่า  อนาคตจะเป็นอย่างไรก็แปลว่าอนาคตต้องเกิดขึ้นแน่ๆ ไม่อาจเป็นอื่น



---ความจริงแล้ว  ญาณหยั่งรู้ทั้งหลายในแบบพุทธ ยืนพื้นอยู่บนเหตุผล  กล่าวคือ  เมื่อมีเหตุปัจจัยอย่างหนึ่งก็ย่อมเกิดผลลัพธ์  สมกันญาณหยั่งรู้อนาคตที่สมบูรณ์ตามหลักพุทธศาสนา  จึงไม่ใช่เอาแต่นั่งเทียนเห็นนิมิตผู้ที่กล่าวอ้างได้เต็มปาก  ว่ามีความสามารถหยั่งรู้อนาคตนอกจากจะมี อนาคตังสญาณแล้ว   จำต้องประกอบพร้อมด้วยญาณอีกสองชนิด   รวมเรียกว่าญาณ  ๓  ได้แก่



*๑) อตีตังสญาณ


---ญาณหยั่งรู้กรรมในอดีตของบุคคลอันเป็นรากของผลลัพธ์   ในปัจจุบันของบุคคลนั้นๆ  คือ  ทราบว่าเมื่อวาน วานซืน เดือนก่อน ปีก่อน หรือชาติก่อนใครไปทำอะไรที่ไหนเอาไว้ จึงมาเป็นอย่างนี้และนอกจากเรื่องเกี่ยวกับบุคคลแล้ว  ญาณนี้ยังครอบคลุมไปถึงเหตุการณ์ต่างๆ  ในอดีตอีกด้วย



*๒) ปัจจุปปันนังสญาณ


---ญาณหยั่งรู้เรื่องในปัจจุบัน  คือ  ทราบว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นกับบุคคลหนึ่งๆ  และเป็นการทราบได้โดยไม่จำเป็นต้องเจอหน้ากันเสียก่อน  นอกจากเรื่องเกี่ยวกับบุคคลแล้ว  ญาณนี้ยังครอบคลุมไปถึงเหตุการณ์ต่างๆ  ในปัจจุบันอีกด้วย



*๓) อนาคตังสญาณ


---ญาณหยั่งรู้เรื่องราวที่จะเกิดขึ้นในอนาคตของบุคคลหนึ่งๆ  คือ  ทราบว่าพรุ่งนี้ มะรืนนี้  เดือนหน้า  ปีหน้า หรือชาติหน้า  จะเกิดอะไรขึ้นกับบุคคลนั้นๆ  อันเป็นผลลัพธ์ของกรรมที่ทำไว้ในปัจจุบันหรืออดีตและนอกจากเรื่องเกี่ยวกับบุคคลแล้ว  ญาณนี้ยังครอบคลุมไปถึงเหตุการณ์ต่างๆ ในอนาคตอีกด้วย



---สรุปคือ  ญาณทั้งสามผูกกับเรื่องของกรรม  ตลอดจนเหตุผลทางธรรมชาติ  เช่น  ดินฟ้าอากาศ  สมนัยกับหลักสำคัญทางพุทธศาสนา  อันยืนพื้นอยู่บนความจริงที่ว่า  "สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม"และ"ธรรมทั้งปวงย่อมเกิดแต่เหตุ"   คือไม่มีเรื่องบังเอิญ



---ปัญหาคือ  บางคนนี่นะครับมีแต่  "อนาคตังสญาณ"   แต่ขาด  "อตีตังสญาณ"  แล้วก็ไม่รู้เรื่องกรรมวิบากเหมือนอย่างหมอดูระดับโลกบางคน  ก็มีสิทธิ์เชื่อได้ว่าเป็นบัญชาสวรรค์   หรืออีกนัยหนึ่ง  คือ  เชื่อว่าอนาคตเป็นพรหมลิขิตที่ตนเห็น  ก็เพราะเบื้องบนแสดงนิมิตให้ดูอะไรทำนองนั้น



---อนาคตังสญาณ  นอกพุทธศาสนามีจริง  แต่อธิบายอะไรต่ออะไรไม่ได้จริง  จึงเหมือนเรื่องโคมลอยมากกว่าและนำมาซึ่งความงมงายแก่ผู้เชื่อด้วย  เพราะต้องเอาแต่เชื่อโดยขาดเหตุขาดผล



*รู้แต่ว่าต้องเชื่อไม่รู้ว่าทำไมต้องเชื่อ



---แม้แต่พระพุทธเจ้า  ถ้าท่านจะทำนายอนาคต  ท่านไม่ตรัสห้วนๆ  ว่าจะเกิดอะไรขึ้น   แต่ท่านจะตรัสเป็นเหตุเป็นผล  ในชั้นพระไตรปิฎก  ซึ่งเป็นบันทึกแรก  อันมีหลักฐานยืนยันมั่นคงที่สุดนั้น  ไม่เคยมีการทำนายแบบหมอดูนั่งเทียน  แล้วก็ไม่เคยมีการทำนายฝันให้ใครด้วย  ถ้ามีก็ปรากฏอยู่ในชั้นรองลงมาหรือไม่ก็เกิดจากการตื่นข่าว ร่ำลือกันไปเอง



---ใครเป็นคนกุเรื่อง  ก็ปล่อยให้เป็นบาปของเขาไป  พวกเราอย่าถือเอาโดยไม่พิจารณา  อันจะเป็นการกล่าวตู่พระพุทธองค์โดยไม่รู้ตัวต่อๆ  กัน  การกล่าวตู่นั้น พระผู้มีพระภาคให้นับหมด  ถ้าท่านไม่ได้พูด แต่กลับไปหาว่าท่านพูด  ไม่ว่าจะเป็นการกุเรื่องขึ้นเองหรือจะเป็นการพูดตามคนอื่นก็แล้วแต่



---ช่วงนี้กำลังลือกันหนาหู  บอกว่า แม้แต่พระพุทธเจ้า  ก็ยืนยันว่า  "เดี๋ยวโลกแตก"  คือถ้าจะแตกจริง   รบราฆ่าฟัน เป็นสงครามโลกจริง  ก็ปล่อยให้เป็นไปตามนั้นเถิด  แต่อย่าเอาพระพุทธเจ้าไปเกี่ยวข้องด้วยเลย



---ผมเคยเขียนเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ใน  "เตรียมเสบียงไว้เลี้ยงตัว"  ขอนำมาลงให้อ่านที่ตรงนี้อีกครั้งนะครับ



---ถาม  มี พุทธทำนายว่ากึ่งพุทธกาล (พ.ศ.๒๕๐๐)สัตว์โลกจะพบแต่ความยากลำบากทุกชาติทุกศาสนา ตามธรรมชาติอันหมุนเวียนของโลกที่หมุนไปใกล้ความแตกสลาย ยักษ์หินที่ถูกสาปเป็นเวลานานจะตื่นขึ้นมาอาละวาด  พระธรรมจะเริ่มเปล่งแสงรัศมี ฉายแสงส่องโลกอีกวาระหนึ่ง ก็ต่อเมื่อมีธรรมิกราชโพธิญาณบังเกิดขึ้น อยู่ในความอุปถัมภ์ของพระเถระผู้ทรงฤทธิ์


---ทั้งสองพระองค์สถิต ณ เบื้องตะวันออกของมัชฌิมประเทศ จะเสด็จมาเสริมสร้างศาสนาของตถาคตให้รุ่งเรืองสืบไปถึงห้าพันปี  คำทำนายนี้จะทำให้ผู้สดับได้ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท ผู้ใดรู้แล้วไม่เชื่อนับว่าเป็นกรรมของสัตว์ ที่ต้องสิ้นสุดไปตามกรรมชั่วของตน  อยากทราบว่าคุณดังตฤณมีความเห็นอย่างไร พุทธทำนายนี้มีที่มาที่ไปอย่างไร เชื่อถือได้มากน้อยแค่ไหน



---ตอบ  เป็นเรื่องน่าช่วยจดจำกันครับ ว่าพระพุทธเจ้า จะทรงทำนายสิ่งใดๆ ก็ตาม ท่านต้องมีเหตุผลกำกับไปด้วยทุกครั้ง  เช่น  หากใครสงสัยว่า 


---เมื่อใดพระอรหันต์จะหมดจากโลก   ท่านจะไม่ระบุเวลา แต่จะชี้ให้เห็นเป็นเงื่อนไขว่า   ตราบใดยังมีภิกษุปฏิบัติธรรมตามที่พระองค์สอนสั่ง  ตราบนั้นโลกจะไม่ว่างจากพระอรหันต์


---ถ้าสงสัยว่าเมืองใดจะล่มสลาย   พระองค์ก็จะตรัสเป็นเงื่อนไขว่า   เมื่อใดเหล่าเจ้าผู้ครองนครเสียความสมัครสมานสามัคคี  เมื่อนั้นเมืองจะถึงกาลพินาศ   เช่นกัน


---ตามพระไตรปิฎก  ซึ่งถือเป็นสมุดบันทึกอันเชื่อถือได้ของชาวพุทธนั้น  จะเห็นว่ามิใช่พุทธลีลาที่จะทำนายอนาคตของศาสนา  แบบฝากความหวังไว้กับใครคนใดคนหนึ่ง  


---พระพุทธเจ้าทรงชี้ว่า  ถ้าพระองค์เสด็จดับขันธ์ปรินิพพานไป ศาสนาพุทธจะยังคงสืบทอดต่อได้อย่างมั่นคง เพราะพระองค์บัญญัติวินัยสงฆ์ไว้อย่างเป็นระเบียบดีแล้ว  อีกทั้งพระองค์จัดตั้ง 'บริษัทพุทธ' ซึ่งมีผู้ร่วมดำเนินการอยู่ ๔ พวก ได้แก่ภิกษุ,  ภิกษุณี,  อุบาสกและอุบาสิกา  (รวมกล่าวง่ายๆ คือฝ่ายนักบวชและชาวบ้านหญิงชาย)



---แม้ที่เลื่องลือกันมากว่า  พระพุทธเจ้าเคยทำนายสุบินนิมิต (ความฝัน) ของพระราชาองค์หนึ่ง ก็ไม่ปรากฏหลักฐานอยู่ในพระไตรปิฎก  แต่จะอยู่ในหลักฐานชั้นรองๆ ลงมา  สรุปว่าเรื่องเกี่ยวกับพุทธทำนายอนาคตแบบไม่มีเหตุผลประกอบนั้น เป็นเรื่องสมควรฟังหู ไว้หู  จะกระเดียดไปทางไม่เชื่อไว้ก่อน ก็ไม่ผิดบาปอะไร เพราะโดยพุทธลีลาแล้ว แม้พระองค์ท่านมีญาณหยั่งรู้อนาคตจริง  ก็จะตรัสถึงอนาคตอย่างมีเหตุผล  มีที่มาที่ไป ซึ่งคนฟังจะได้รับประโยชน์ และเมื่อจะเชื่อก็ได้ชื่อว่าเชื่ออย่างมีเหตุผล มิใช่เชื่ออย่างงมงายหาคำอธิบายยาก



---กล่าวถึงคำทำนายที่ คุณยกมาเป็นคำถามนี้  เท่าที่ทราบปรากฏขึ้นมาลอยๆ หลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ ครับ เขาถึงได้ทำนายถูกไงว่า  จะเกิดสงครามใหญ่ จะเข้ายุคข้าวยากหมากแพง สำหรับที่มาของคำทำนายก็อ้างว่าได้มาจากเสาหินขนาดใหญ่ซึ่งเป็นศิลาจารึกของ  พระเจ้าอโศกผู้มีพระชนม์ประมาณสองร้อยปีหลังพุทธกาล

 

---โปรดไถ่ถามกันดูเองเถิด  มีใครเคยเห็นจารึกพุทธพยากรณ์ที่ว่านี้  ด้วยตาตนเองหรือถ่ายรูปมาบ้าง และมีผู้เชี่ยวชาญภาษาโบราณท่านใด  เป็นผู้แปลหรือให้การรับรองว่า   แปลออกมาแล้วได้ใจความต่อเนื่องราบรื่นสละสลวยอย่างนี้


---สำหรับเสาพระเจ้าอโศกนั้น ถ้าใครเคยไปอินเดีย  จะเห็นนะครับว่า  ข้อความบนเสาเลอะเลือน ขาดหาย   ไม่มีความต่อเนื่องนัก  อย่างไรคงถอดความไม่ได้ชัดเจน  เหมือนพุทธทำนายปลอมที่เขียนขึ้นใหม่นี้หรอก


---อีกประการหนึ่ง   น่าสงสัยว่าพระเจ้าอโศก  ท่านไปคัดข้อความยาวๆ  แบบนี้มาจากไหน เพราะแม้ในชั้นอรรถกถาซึ่งเป็นภาคขยายความพระไตรปิฎกก็ไม่มี


---อีกข้อสังเกตหนึ่ง  พระเจ้าอโศกท่านเป็นคนในยุค  ๒๐๐  ปีหลังพุทธกาล  คงไม่ใช่ธุระของท่านหรือคนสมัยนั้น  ที่จะไปสนใจเหตุการณ์อันจะเกิดขึ้น  ในอีกสองพันปีต่อมา และหากจะกล่าวว่าเป็นเหตุการณ์สำคัญ ก็ต้องกล่าวว่า  เหตุการณ์สำคัญกว่านั้นมีอยู่  เช่น  ที่พุทธศาสนาถูกรุกรานจนสาบสูญไปจากประเทศต้นกำเนิดและกระจัดกระจายไปเจริญตามแหล่งอารยธรรมต่างๆ  ทั่วโลก เป็นต้น


---และที่จะลืมไม่ได้เป็นอันขาด  คือ  องค์พระเจ้าอโศกเอง ท่านเป็นผู้อุปถัมภ์ศาสนาพุทธ  เพราะถ้าไม่มีท่านส่งคนไปเผยแผ่พระสัทธรรมนอกอินเดีย ป่านนี้พุทธศาสนาก็ล่มสลายหายสูญจากโลกนี้ไปแล้ว


---ฉะนั้น ถ้าพระพุทธเจ้า  จะทรงตรัสทำนายเพื่อเชิดชูบุคคลสำคัญของศาสนา   ท่านก็น่าจะไม่ลืมตรัสถึงพระเจ้าอโศกเป็นแน่แท้  พระเจ้าอโศกอยู่ใกล้พุทธกาลเพียงสองร้อยปีเศษ  แต่  'ธรรมิกราช'  ในพุทธทำนายปลอมอยู่ห่างมาถึงสองพันปี  กลับได้รับการเชิดชูขึ้นมาเฉยๆ


---สรุป   คือเป็นพุทธทำนายปลอมร้อยเปอร์เซ็นต์ครับ  ตัวคำทำนายจะจริงหรือไม่จริง  ขอให้ยกไว้ อย่างไรก็ไม่สมควร  นำมาอ้างอิงกันอย่างเด็ดขาด  ว่านี่เป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้  เป็นธรรมดาที่มนุษย์ทั้งหลายจะแสวงหาและปั้นแต่งฮีโร่ขึ้นมารับผิดชอบโลก  แต่ความจริงก็คือ  พระพุทธเจ้าไม่สรรเสริญ ไม่สนับสนุน และไม่ยกใครขึ้นมาเชิดชู  แล้วอนุญาตให้พวกเราฝากพระพุทธศาสนาไว้ในมือคนๆ นั้น  มีแต่จะทรงให้ร่วมมือร่วมใจกัน  ช่วยกันสืบทอดและเผยแผ่  ตามกำลังของแต่ละคน   การเสาะหาฮีโร่เพียงคนเดียวมาเป็นศูนย์กลางของทุกสิ่งนั้น  นอกจากจะทำให้แนวคิดร่วมมือร่วมใจลดลงแล้ว  ยังเป็นการเปิดโอกาสให้มนุษย์เจ้าเล่ห์ทั้งหลายกุเรื่องขึ้นมาตามใจชอบอีก ด้วย


*16 คำทำนายของพระพุทธเจ้าที่ได้นำมากล่าวนี้


---เป็นพระสุบินนิมิตของพระเจ้าปเสนทิโกศล ดังต่อไปนี้



---สุดอัศจรรย์...16 คำทำนายพระพุทธเจ้า ที่ทรงชี้ชะตามนุษย์โลก



---ในยุคโลกาภิวัตน์ ที่ความเจริญทางด้านวัตถุ ก้าวหน้าไปอย่างไม่หยุดยั้ง เป็นที่น่าฉงนว่า ทำไม  คนในโลกกลับมีความสุขน้อยลงและดูเหมือนว่าปัญหาในการดำรงชีวิต กลับมีเพิ่มขึ้น


---โดยเฉพาะปัญหาทางด้านศีลธรรม จริยธรรมอันเป็นความเจริญทางด้านจิตใจ  ดูจะเป็นสมการผกผัน กับความเจริญทางด้านวัตถุอย่างน่าเป็นห่วง  ทุกวันนี้  หากเราฟังข่าวคราว  ไม่ว่าในประเทศไทย หรือประเทศอื่นๆ ทั่วโลก   ล้วนแล้วแต่มีเหตุการณ์ร้ายๆ เกิดขึ้นไม่เว้นแต่ละวัน ทั้งจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ และภัยอันเกิดจากน้ำมือของมนุษย์ด้วยกันเอง


---หลายๆ สิ่ง  เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์   ก็สามารถนำมาใช้คาดการณ์ล่วงหน้าและรับมือได้ทัน  แต่ก็มีไม่น้อย ที่ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยียังไปไม่ถึง  แต่หากจะบอกว่าสภาพการณ์หลายๆ  อย่างที่อุบัติขึ้นในสมัยปัจจุบัน   เป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้า ได้ทำนายล่วงหน้ามาแล้วกว่า 2500  ปี


---หลายๆ คนอาจจะยังไม่เชื่อ หรือไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อน  ดังนั้น กลุ่มประชาสัมพันธ์ สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ  กระทรวงวัฒนธรรม จึงขอนำเรื่อง  “พุทธทำนาย”  อันปรากฏอยู่ในอรรถกถาพระไตรปิฎก มหาสุบินนิมิตชาดก เอกนิบาตชาดก ขุททกนิกาย ซึ่งเป็นเรื่องเล่าถึงสมัยที่พระพุทธเจ้า ได้ทรงทำนายพระสุบิน (ความฝัน) ให้พระเจ้าปเสนทิโกศล จำนวน 16 ข้อ ว่ามีความหมายอย่างไร ดังนี้



---วันหนึ่งพระเจ้าปเสนทิโกศล  ผู้ครองกรุงสาวัตถี ได้เสด็จเข้าสู่นิทรารมย์ในราตรีกาล  ครั้นล่วงปัจฉิมยามใกล้รุ่ง ได้ทอดพระเนตรเห็น พระสุบินนิมิตอันใหญ่หลวง  ถึง 16 ประการ  อันเป็นพระสุบินที่แปลกประหลาด จึงทรงตกพระทัยตื่นบรรทม  และครั้นรุ่งเช้า ก็ได้ให้พวกพราหมณ์ปุโรหิต  ประจำราชสำนักทำนาย พวกพราหมณ์ปุโรหิต  ก็พากันทำนายว่าเป็นพระสุบินที่ร้าย และว่าพระองค์จะต้องประสบภัยอันตราย 3 ประการ ไม่เสียราชทรัพย์   ก็จะมีโรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียน หรือไม่ก็ต้องสวรรคต อย่างใดอย่างหนึ่ง


---และแนะให้พระองค์ทำพิธีบูชายัญสัตว์   เพื่อสะเดาะห์เคราะห์  เมื่อพระนางมัลลิกา พระมเหสีทราบเรื่องเข้า  จึงทูลให้ไปขอคำแนะนำจากพระพุทธเจ้า ซึ่งพระพุทธองค์ก็ได้ทรงทำนายว่า   เหตุร้ายนั้นจะมีแน่นอน เพียงแต่มิใช่เกิดแก่พระเจ้าปเสนทิโกศล หรือแว่นแคว้นของพระองค์  แต่เหตุร้ายเหล่านี้จะเกิดแก่สัตว์โลกทั่วๆ ไป และแก่พระศาสนาของพระพุทธองค์ในภายภาคหน้า เมื่อล่วงเลยพุทธกาลไปแล้ว 2500  ปี  เมื่อศาสนาเสื่อมลง  (กล่าวกันว่า อายุของพุทธศาสนาในกัลป์นี้ ยืนยาวเพียง 5,000 ปี หลังจากนั้น ต้องรอยุคของพระศรีอาริยเมตตไตรย์ พระพุทธเจ้าองค์ต่อไปเสด็จมาโปรดสัตว์)



---ความฝันของพระเจ้าปเสนทิโกศล และคำทำนายของพระพุทธเจ้าทั้ง 16 ประการ ประกอบด้วย


---1.ทรงฝันว่า     มีโคตัวผู้สีเหมือนดอกอัญชัญ 4 ตัว ต่างคิดจะชนกัน ก็พากันวิ่งมาสู่ท้องพระลานหลวงจาก  4  ทิศ  ฝูงชนต่างรอดู  โคทั้งสี่ก็ส่งเสียงคำรามลั่น  แต่แล้วต่างก็ถอยออกไป  ไม่ชนกัน


---พระพุทธเจ้าได้ทรงทำนายว่า  "ในอนาคต  ในชั่วศาสนาของพระองค์  เมื่อโลกหมุนไปถึงจุดที่เสื่อมลง มนุษย์ไม่ตั้งอยู่ในศีลในธรรม  ฝนฟ้าจักแล้ง  ทุพภิกขภัยจักเกิดขึ้น  คล้ายเมฆตั้งเค้าจะมีฝน  มีเสียงคำรามกระหึ่ม  แต่แล้วก็ไม่ตก  กลับเลยหายไป  เหมือนโคตั้งท่าจะชนกัน แต่ไม่ชนกัน  ฉะนั้น"



---2.ทรงฝันว่า ต้นไม้เล็กๆ และกอไผ่ที่โตเพียงคืบบ้าง  ศอกบ้าง  ก็ออกดอกออกผลแล้ว


---พระพุทธองค์ทรงทำนายว่า  "ต่อไปเมื่อโลกเสื่อม  มนุษย์แม้จะมีอายุเยาว์  มีวัยยังไม่สมบูรณ์ก็จะมีราคะกล้า และสมสู่กันตั้งแต่อายุยังน้อย และจะมีลูกแต่เด็กๆ  เหมือนต้นไม้เล็กๆ แต่ก็มีผลแล้ว"


---3.ทรงฝันว่า  ทรงเห็นแม่โคใหญ่ๆ  พากันดื่มนมของฝูงลูกโคที่เพิ่งเกิด


---ทรงทำนายว่า   "ต่อไปในอนาคต  การเคารพนบนอบผู้ใหญ่  เช่น  พ่อแม่  ครูบาอาจารย์จะเสื่อมถอย คนเฒ่าคนแก่  พ่อแม่  เมื่อหมดที่พึ่ง หาเลี้ยงตนไม่ได้ ก็ต้องง้อ ต้องประจบเด็กๆ ดังที่แม่โคที่ต้องกินนมลูกโคฉะนั้น"


---4.ทรงฝันว่าผู้คนไม่ใช้วัวตัวใหญ่  ที่สมบูรณ์แข็งแรงเทียมแอกลากเกวียน กลับไปใช้โครุ่นๆ  ที่ยังปราศจากกำลังมาลาก  เมื่อมันลากเกวียนให้แล่นไม่ได้  มันก็สลัดแอกนั้นเสีย


---ทรงทำนายว่า   "ในภายหน้า  เมื่อผู้มีอำนาจไม่ตั้งอยู่ในธรรม แทนที่จะยกย่องและมอบหมายหน้าที่ ให้กับผู้มีสติปัญญา ความรู้ กลับไปมอบยศศักดิ์ให้กับคนหนุ่มที่อ่อนหัด  ด้อยประสบการณ์  ทำให้ปฏิบัติหน้าที่ได้ไม่ดี กิจการต่างๆ  ก็ไม่สำเร็จ  ก็เหมือนใช้โครุ่นมาเทียมแอก เกวียนก็แล่นไม่ได้ฉันใด ก็ฉันนั้น"



---5.ทรงฝันว่าเห็นม้าตัวหนึ่ง มีปากสองข้าง ฝูงชนก็เอาหญ้าไปป้อนที่ปากทั้งสองข้าง มันก็กินทั้งสองข้าง


---ทรงทำนายว่า  "ในอนาคตเมื่อผู้บริหาร หรือผู้มีอำนาจไม่ดำรงอยู่ในธรรม ตั้งคนพาล หรือคนไม่มีศีลธรรมไว้ในตำแหน่งอันมีผลต่อผู้อื่น  คนเหล่านั้นก็จะไม่นึกถึงบาปบุญคุณโทษ  แต่จะตัดสินคดีต่างๆ ตามแต่ใจชอบ โดยเอาสินบนจากทั้งสองฝ่ายเป็นประมาณ ดังม้าที่กินหญ้าทั้งสองปาก"


---6.ทรงฝันว่าฝูงชนเอาถาดทองราคาแพง ไปให้หมาจิ้งจอกแก่ตัวหนึ่ง พร้อมเชื้อเชิญให้หมาจิ้งจอกตัวนั้น ถ่ายปัสสาวะใส่ถาดทองนั้น


---ทรงทำนายว่า   "ต่อไปคนดีมีสกุลทั้งหลายจะสิ้นอำนาจวาสนา  คนตระกูลต่ำ หรือคนพาลจะได้เป็นใหญ่เป็นโตและคนมีตระกูล ก็จะต้องยกลูกสาว ให้แก่ผู้ไร้ตระกูลเหล่านั้น  เหมือนเอาถาดทองไปให้หมาปัสสาวะรด"



----7.ทรงฝันว่า  มีชายคนหนึ่งนั่งฟั่นเชือก  แล้วหย่อนไปในที่ใกล้เท้า  แม่หมาจิ้งจอกโซตัวหนึ่งนอนอยู่ใต้ตั่งที่บุรุษนั้นนั่งอยู่  แล้วก็กัดกินเชือกนั้น โดยที่เขาไม่รู้ตัว


---ทรงทำนายว่า  "ในกาลข้างหน้า  ผู้หญิงจะเหลาะแหละ โลเล  ลุ่มหลงในสุรา  เอาแต่แต่งตัว เที่ยวเตร่ ประพฤติทุศีล  แล้วก็จะเอาทรัพย์ที่สามีหาได้ด้วยความลำบากไปใช้  หรือให้ชายชู้เหมือนนางหมาโซที่นอนใต้ตั่ง  คอยกัดกินเชือกที่เขาฟั่น และหย่อนลงไว้ใกล้เท้า"


---8.ทรงฝันว่ามีตุ่มน้ำเต็มเปี่ยมตุ่มหนึ่งวางอยู่ตรงประตูวัง  แวดล้อมด้วยตุ่มว่างๆ  เป็นอันมาก  แต่คนก็ยังไปตักน้ำใส่ตุ่มที่เต็มอยู่  จนล้นแล้วล้นอีก  โดยไม่เหลียวแลจะตักใส่ตุ่มที่ว่างๆ นั้นเลย


---ทรงทำนายว่า  "ในอนาคต เมื่อศาสนาเสื่อม คนเป็นใหญ่หรือมีอำนาจ  จะเบียดเบียนหรือเอาเปรียบ    ผู้ด้อยกว่า  คนที่รวยอยู่แล้ว ก็จะมีคนจนหารายได้ไปส่งเสริมให้รวยยิ่งขึ้น ดังฝูงชนที่ต้องตักน้ำใส่ตุ่มใหญ่ที่เต็มอยู่แล้วจนล้น ส่วนตุ่มที่ว่างอยู่กลับไม่ไปใส่น้ำ"


---9.ทรงฝันเห็นสระแห่งหนึ่ง มีบัวนานาชนิดขึ้นอยู่เต็ม และมีท่าขึ้นลงโดยรอบ สัตว์ต่างๆ ก็พากันดื่มน้ำในสระ แต่แทนที่น้ำบริเวณที่สัตว์เหยียบย่ำจะขุ่น กลับใสสะอาด, ส่วนน้ำที่อยู่ลึกกลางสระ ที่สัตว์ไม่ไปดื่มหรือ เหยียบย่ำแทนที่จะใส  กลับขุ่นข้น


---ทรงทำนายว่า   "ต่อไป เมื่อคนมีอำนาจไม่ตั้งอยู่ในธรรม ขาดเมตตา  คอยใช้อำนาจ  รีดนาทาเร้นหรือกินสินบน  ชาวบ้านชาวเมือง  ก็จะหนีไปอยู่ตามชายแดนหรือที่อื่นๆ ทำให้ที่นั้นๆ ที่คนพากันไปอยู่มีความมั่นคงเป็นปึกแผ่น เหมือนน้ำรอบๆ สระที่ใส ส่วนเมืองหลวงกลับว่างเปล่า เหมือนกลางสระที่ขุ่น



---10.ทรงฝันว่า เห็นข้าวที่คนหุงในหม้อใบเดียวกัน สุกไม่เท่ากัน โดยแบ่งออกเป็น 3 ส่วนคือ ข้าวแฉะ ข้าวดิบ และข้าวสุกดี


---ทรงทำนายว่า  "ในอนาคต เมื่อคนทั้งหลายไม่อยู่ในศีลในธรรมกันมากขึ้น ก็จะทำให้ฝนฟ้าไม่ตกต้องตามฤดูกาล หรือตกไม่ทั่วถึง ทำให้การเพาะปลูกบางแห่งได้ผล บางแห่งก็ไม่ได้ผล เช่นเดียวกับข้าวที่มีสุกบ้าง ดิบบ้าง และแฉะบ้าง"


---11.ทรงฝันว่าคนนำแก่นจันทน์ที่มีราคาแพง ไปแลกกับเปรียงเน่า


---(อ่านว่า เปฺรียง มี 3 ความหมาย คือ  1.  นมส้มผสมน้ำแล้วเจียวให้แตกมัน  2. น้ำมันจากไขข้อวัว และ 3.  เถาวัลย์เปรียง แต่ในที่นี้น่าจะหมายถึง  เถาวัลย์เปรียง เทียบกับแก่นจันทน์ที่เป็นไม้เหมือนกันมากกว่า 2 ความหมายแรก)


---ทรงทำนายว่า   "กาลภายหน้า พระภิกษุอลัชชีเห็นแก่ได้ทั้งหลาย แทนที่จะนำธรรมะ ที่พระพุทธองค์สอน ไปสอนสั่งให้คนหลุดพ้นจากความทุกข์  และละความโลภ  กลับใช้เป็นเครื่องมือเพื่อหากิน  หาปัจจัยบริจาคเข้าตัวเอง  เหมือนเอาแก่นจันทน์ (ธรรมะคำสอนที่ดี) ไปแลกเอาเถาวัลย์เน่า (ลาภอามิสที่ได้รับมา ซึ่งไม่จีรังและไม่ช่วยให้พ้นทุกข์จริงๆ ได้"



---12.ทรงฝันเห็นกระโหลกน้ำเต้าจมน้ำได้


---ทรงทำนายว่า   "ต่อไปคำพูดของคน ที่ไม่ควรจะได้รับความเชื่อถือ กลับจะได้รับความเชื่อถือ โดยเปรียบถ้อยคำของคนที่ไม่น่าเชื่อว่ามีน้ำหนักเบาเหมือนกับผลน้ำเต้า ซึ่งปกติจะลอยน้ำ แต่เมื่อคนเชื่อว่า คำพูดเหล่านั้นมีน้ำหนัก หรือหนักแน่น จึงเปรียบคำพูดนั้น  ว่ามีน้ำหนัก ราวกับน้ำเต้าที่จมน้ำได้"


---13.ทรงฝันว่าศิลาแท่งทึบขนาดเรือน ลอยน้ำได้เหมือนเรือ


---ทรงทำนายว่า  "ถ้อยคำของคนที่ควรได้รับการเชื่อถือ ซึ่งหนักแน่น มีน้ำหนักเปรียบประดุจแท่งศิลา กลับไม่ได้รับความเชื่อถือ หรือกลายเป็นถ้อยคำที่ไม่มีน้ำหนักเหมือน เรือที่ลอยได้ ข้อนี้ตรงกันข้ามกับข้อที่แล้ว คือ คนหันไปเชื่อคำพูดคนที่ไม่ควรเชื่อ เหมือนสิ่งที่ควรลอยกลับจม สิ่งที่ควรจมกลับลอย"



---14.ทรงฝันว่า ทรงเห็นฝูงเขียดตัวเล็กๆ  วิ่งไล่กวดงูเห่าตัวใหญ่ และกัดเนื้องูเห่าขาดเหมือนกัดก้านบัว แล้วกลืนกินเข้าไป


---ทรงทำนายว่า   "เมื่อมนุษย์ปล่อยตัวปล่อยใจตามกิเลส  ราคะ สามีจะตกอยู่ในอำนาจของเมียเด็ก และจะถูกดุด่า ว่ากล่าว เช่นเดียวกับคนรับใช้  เหมือนเขียดตัวเล็กๆ แต่กลับกินงูได้"

---15.ทรงฝันว่า ฝูงพญาหงส์ทอง ที่มีขนเป็นทอง ถูกแวดล้อมด้วยกา


---ทรงทำนายว่า  "ในอนาคตผู้มีตระกูล  ต้องไปเที่ยวประจบและสวามิภักดิ์ต่อผู้ไม่มีตระกูล เหมือนหงส์ทองแวดล้อมด้วยกา"


---16.ทรงฝันว่า ฝูงแกะพากันไล่กวดฝูงเสือเหลืองและกัดกิน  ทำให้เสืออื่นๆ สะดุ้งกลัว  จนต้องหนีไปแอบซ่อนตัวจากฝูงแกะ


---ทรงทำนายว่า  "ต่อไปภายหน้า  คนชั่วหรือคนที่ไม่ดี  จะเรืองอำนาจ และใช้อำนาจเป็นธรรม ทำให้คนดีถูกทำร้าย หรือไม่ได้รับความเป็นธรรม  ต้องหลบหนี ซ่อนตัวจากภัยร้ายเหล่านี้ เหมือนเสือซ่อนตัวจากแกะ"



---เมื่อพิจารณาความฝัน  จะเห็นว่าหลายข้อในความฝัน  เป็นสิ่งที่ผิดไปจากธรรมชาติ เช่น  แม่โคกินนมลูกโค,   ม้าสองปาก,  เขียดกินงู  และแกะกินเสือ เป็นต้น  ซึ่งสิ่งเหล่านี้ ล้วนมีนัยอันไปสู่พุทธทำนายทั้งสิ้น หลายคนอาจจะสงสัยว่า  พระเจ้าปเสนทิโกศล  กษัตริย์ในสมัยพุทธกาล  ทำไมฝันได้ไกลไปถึงอนาคต อันไม่เกี่ยวข้องกับพระองค์ได้ถึงเพียงนี้ 


---ผู้เขียนเชื่อว่าคงเป็นเพราะเทวดาดลใจ  ให้พระองค์ฝันแปลกประหลาด  เพื่อพระบรมศาสดาจะได้ฝาก “พุทธทำนาย”  เป็นคำพยากรณ์อันอมตะไว้   เป็นเครื่องเตือนสติ  ให้มนุษย์โลกได้ตระหนักและระมัดระวังภัยพิบัตินานัปการ ที่จะเกิดขึ้นในภายหน้า หลังจากที่พระพุทธองค์ดับขันธ์ปรินิพพานไปแล้ว


---เพราะคงเล็งเห็นด้วยญาณวิเศษแล้วว่า  นับวันคนเราก็จะห่างไกลจากหลักธรรมคำสั่งสอนของพระองค์   จนเป็นเหตุ  ให้มนุษย์มุ่งทำลาย  เอารัดเอาเปรียบทั้งเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเอง  และสิ่งแวดล้อมรอบตัว  เพื่อกอบโกยไปบำรุงบำเรอกิเลสแห่งตน  โดยขาดความรัก  ความเมตตาต่อกัน  จึงทำให้คนเห็นแก่ตัว และมีผลให้สภาพแวดล้อม ธรรมชาติแปรปรวนไปหมด


---ในปัจจุบัน  เหตุการณ์หลายๆ  อย่างที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ เช่น ฝนแล้ง อันทำให้เพาะปลูกได้ผลบ้าง ไม่ได้ผลบ้าง,  ปัญหาเรื่องศีลธรรมและจริยธรรม เช่น เด็กและเยาวชนแก่แดดขึ้น มีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยเพิ่มขึ้น,  ลูกขาดความกตัญญู และความเคารพยำเกรงต่อพ่อแม่,  อลัชชีหรือพระทุศีลมีมากขึ้น ชายแก่ตกอยู่ในอำนาจเมียเด็ก หรือปัญหาเรื่องเศรษฐกิจ   การเมืองและสังคม เช่น คนขาดความรู้ประสบการณ์ ได้รับแต่งตั้งให้ปกครองบ้านเมืองเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน ผู้มีอำนาจรับสินบน ก็มีให้เห็นอยู่ทั่วไป คนรวยยิ่งรวยเพราะมีช่องทาง และโอกาสเอาเปรียบคนจน เหมือนตุ่มใหญ่ที่คนตักน้ำไปใส่จนเต็มแล้วเต็มอีก แล้วปล่อยตุ่มเล็กให้ว่างเปล่า


---ตัวอย่างเหล่านี้ ล้วนไม่พ้นคำพยากรณ์ที่ทรงทำนาย บอกแก่พระเจ้าปเสนทิโกศลว่า จะเกิดขึ้นในอนาคตของสมัยโน้น ก็คือ สมัยนี้หรือปัจจุบันนั่นเอง



---อย่างไรก็ดี ก็ยังมีพุทธทำนาย เพิ่มเติมที่มีผู้ถอดความจากศิลาจารึก เชตมหาวิหาร สวนมฤคทายวัน ประเทศอินเดีย ความว่า   พระพุทธองค์ได้ทรงตรัสกับพระอานนท์ว่า 


---“....เมื่อศาสนาตถาคตล่วงเลยไปถึงกึ่งพุทธกาล สัตว์โลกทั้งหลายที่เกิดในยุคนั้น จะพบกับความลำบากทุกชาติทุกศาสนา   ตามธรรมชาติอันหมุนเวียนของโลก ที่หมุนเวียนไปใกล้ความแตกทำลาย  แผ่นดินแผ่นน้ำจะลุกเป็นไฟ  มนุษย์และสัตว์จะได้รับภัยพิบัติสารพัดทั่วทิศ,  คนในสมัยนั้น(ปัจจุบัน) จะมีวิสัยโหดดุจกำเนิดจากสัตว์ป่าอำมหิต,  จะรบราฆ่าฟันกันถึงเลือดนองแผ่นดินแผ่นน้ำ,  ส่วนเวไนยสัตว์ผู้ขวนขวายในกุศลตามวัจนะของตถาคต ก็จะระงับร้อนไม่รุนแรง"


---บ้านเมืองใดมีความเคารพยำเกรงในพระรัตนตรัย และคุณบิดามารดา เหตุร้ายภัยพิบัติจักเบาบาง แต่ก็จะหนีกฎธรรมชาติไม่พ้น...ในระยะนั้นศาสนาของตถาคตเสื่อมลงมาก เพราะพุทธบริษัทไม่ตั้งอยู่ในศีลธรรม เชื่อคำของคนโกง กล่าวคำเท็จ ไม่เคารพหลักธรรมนิยม คนประจบสอพลอได้รับการเชื่อถือในสังคม ผู้มีศีลธรรมประพฤติชอบ กลับไม่มีคนเคารพยำเกรง พระธรรมจะเริ่มเปล่งแสงรัศ มีฉายส่องโลกอีกวาระหนึ่ง



---เมื่อมีธรรมิกราชโพธิญาณบังเกิดขึ้น อยู่ในความอุปถัมภ์ของพระเถระผู้ทรงธรรมฤทธิ์ (น่าจะหมายถึงพระศรีอาริยเมตตไตรย์)....จะเสด็จมาเสริมสร้างพระศาสนา ของตถาคตให้รุ่งเรืองสืบไปอีก 5,000 พระวรรษา…คำทำนายของตถาคตนี้ ย่อมยังเวไนยสัตว์ให้ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท


---ผู้ใดรู้แล้วไม่เชื่อ นับเป็นกรรมของสัตว์โลกที่ต้องสิ้นสุดไปตามกรรมชั่วของตน ผู้ใดปรารถนารอดพ้นจากภัยพิบัติ ให้รักษาศีลห้าประการ เจริญเมตตากรุณา ประกอบสัมมาอาชีพ มีใจสันโดษ รู้จักพอ ไม่หลงมัวเมาในอำนาจและลาภยศ ตั้งใจประพฤติตนตามคำสอนของตถาคตให้มั่นคง จึงจะพ้นอันตรายในยุคกึ่งพุทธกาล” นี่คือพุทธทำนายที่ทรงตรัสไว้ กว่า 2500 ปีล่วงมาแล้ว ส่วนใครจะเชื่อ จะปฏิบัติหรือไม่อย่างไร ก็คงเป็นไปตามกรรม ของแต่ละคนดังพระพุทธองค์ว่าไว้ .


*สรุปว่า.....หนังสือหรือนิตยสารใด  กล่าวถึงพระพุทธทำนายขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า  ถ้าจริงก็ต้องถูกทุกๆเรื่องโดยไม่ผิดแม้แต่ครั้งเดียว  ถ้าผิดไม่ใช่พระพุทธทำนายขอ...รับ







........................................................................





ขอขอบคุณแหล่งข้อมูล

รวบรวมโดย...แสงธรรม

 (แก้ไขแล้ว รดา)

อัพเดทรอบที่ 6 วันที่ 26 สิงหาคม 2558


ความคิดเห็น

  1. 1
    ศรัทธาในพระพุทธศาสนา
    ศรัทธาในพระพุทธศาสนา puwanwisa@outlook.com 11/03/2015 12:37

    ขอบคุณค่ะได้ไหวตัวไว้ก่อน

  2. 2
    ธนทัต เรืองดี
    ธนทัต เรืองดี 7AtatataA7@gmail.com 07/07/2016 09:48

    ขอบพระคุณครับ และขออนุโมทนาบุญสำหรับความรู้ความเข้าใจครับ

แสดงความคิดเห็น

* *

 

*

view

ประวัติต่างๆ

ประวัติวัดเขาไกรลาศ

ประวัติของหลวงพ่อเทียน=คลิป

มาเช็คชื่อ-เช็คสกุลกันดีกว่า=คลิป

ประวัติพระอธิการชิติสรรค์ จิรวฑฺฒโน=คลิป

ขอเชิญผู้ร่วมบุญสร้างอาศรมเสด็จปู่พระบรมพรหมฤาษีไตรโลก

ประวัติหลวงปู่เทพโลกอุดร

ประวัติฝ่าพระหัตถ์ของพระพุทธองค์

ประวัติของนางวิสาขา=คลิป

ประวัติของอนาถปิณฑิกเศรษฐี=คลิป

ประวัติของเศรษฐีขี้เหนียว

ประวัติเหตุทำบุญที่ช้า=คลิป

ประวัติของผู้ร่วมบุญ=คลิป

ประวัติของพระไตรปิฎก=คลิป

ประวัติการสร้างพระพุทธรูปและพระเจ้า ๕ พระองค์

ประวัติง้วนดิน

ประวัติปู่ฤาษีนารอท

ประวัติพระปางมหาจักรพรรดิ์ ทรงปราบพระเจ้ามหาชมพูบดี

ประวัตินางห้าม..แห่งขอมโบราณ

ความรู้และรายละเอียดพุทธเจดีย์

พระมหาโพธิสัตว์

สาระธรรม

ธรรมะส่องใจ

อานิสงส์แต่ละอย่าง

ประเพณีต่างๆ

ตำนานทั่วไป

สาระน่ารู้

ปกิณกะธรรม

วัตถุมงคล-สาระอื่นๆ

ข้อมูลทั่วไป

ปฎิทิน

« July 2017»
SMTWTFS
      1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031     

สมาชิก

ลืมรหัสผ่าน?
สมัครสมาชิก

สถิติ

เปิดเว็บ20/06/2011
อัพเดท17/07/2017
ผู้เข้าชม3,222,432
เปิดเพจ5,304,339
สินค้าทั้งหมด24

 หน้าแรก

 บทความ

 เว็บบอร์ด

 รวมรูปภาพ

 พระบรมสารีริกธาตุ

 โจโฉ รวมเสียงธรรม

 เฟสบุ๊ค

ติดต่อเรา-

view