/music/.mp3 http://www.watkaokrailas.com
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com

 หน้าแรก

 บทความ

 เว็บบอร์ด

 รวมรูปภาพ

 พระบรมสารีริกธาตุ

 โจโฉ รวมเสียงธรรม

 เฟสบุ๊ค

 ติดต่อเรา-แผนที่

วิธีฝึกถอดกายทิพย์

วิธีฝึกถอดกายทิพย์

ระดับปฐมจักระประวัติผู้ค้นพบและการเผยแพร่วิชา








---เชื่อว่า พลังกายทิพย์เป็นที่รู้จักและนิยมใช้ในสมัยโบราณ ใน Atlantis ซึ่งเคยเป็นเมืองสงบ ไม่มีโจรผู้ร้าย ไม่เจ็บป่วย เพราะรู้จักการนำพลังกายทิพย์มาใช้ มีความเจริญรุ่งเรืองมาก ต่อมามนุษย์มีกิเลสมากขึ้น เกิดความเดือดร้อน เทพ Zeus ดูแลมนุษย์ จึงทำให้เกาะ Atlantis จมหายไป มีบางคนหนีรอดไปทวีปอเมริกาบ้าง และประเทศทางตะวันออกบ้าง


---ประมาณ 5,000 ปี ก่อนคริสต์กาล พบว่า ปฐมปรมาจารย์โซเซอร์ ผู้ค้นพบการรักษาโรค ด้วยพลังกายทิพย์ มีอักษรบันทึกการฝึกวิชาพลังกายทิพย์และภาพการถ่ายพลังให้ผู้อื่น ที่ The great pyramid ประเทศอียิปต์ จึงเชื่อว่า ปิรามิดเป็นที่สะสมพลังกายทิพย์ ไม่ใช่แค่หลุมฝังศพ  รอบๆ ปิรามิดมีสถาบัน แอสตรารา (Astrara) เป็นที่สอนเรื่องพลังกายทิพย์ ที่โบสถ์โซเฟีย มีภาพแสดงจักระ 7 แห่ง บนร่างกายมนุษย์


---ค.ศ.1846 (พ.ศ.2389) หลวงปู่ดาสิรา นาราดา ที่ วัดวชิระมายา โคลัมโบ ประเทศศรีลังกา เป็นผู้หนึ่งที่อ่านบันทึกที่ The great pyramid ได้ฝึกหัดพลังกายทิพย์และเผยแพร่วิชานี้ ต่อมามีศิษย์เป็นชาวอเมริกัน Professor Dr.C.W. Leadbeater ติดตามหลวงปู่ ใน ค.ศ.1895 จึงได้เขียนเป็นตำรา “The Chakras” และ ได้จัดตั้ง สถาบันแอสตรารา ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา

 


---พลตรีหลวง สุวิชานแพทย์ (อั๋น สุวรรณภาณุ) ชาตะ 10 กุมภาพันธ์ 2435 มรณะ 22 มกราคม 2522 สำเร็จการศึกษา จาก โรงเรียนวัดราชบูรณวรราชมหาวิหาร โรงเรียนสวนกุหลาบ และ พ.ศ. 2455 สอบไล่ได้ประโยคแพทย์ ตามหลักสูตรกระทรวงธรรมการ รุ่นที่ 20 จากโรงเรียนราชแพทยาลัยศิริราช พ.ศ. 2456


---บวชเป็นพระภิกษุสงฆ์ ณ วัดราชบูรณวรราชมหาวิหาร ธุดงค์ไปที่ประเทศศรีลังกา ได้สมัครเป็นศิษย์หลวงปู่ดาสิรา นาราดา เพื่อศึกษาพลังกายทิพย์และได้นำมาเผยแพร่ในประเทศไทย โดยลาอุปสมบท และ เข้ารับราชการ เป็นแพทย์ฝึกหัดที่โรงพยาบาลศิริราช ตำแหน่งสุดท้ายเป็น นายแพทย์ใหญ่ทหารเรือ ยศพลเรือตรี


---20 มกราคม พ.ศ 2479 - 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2480 เดินทางไปราชการต่างประเทศ ได้ไปที่ประเทศอียิปต์ รับความรู้เพิ่มเติมเรื่องกายทิพย์และพลังคอสมิก ท่านบำเพ็ญแต่คุณประโยชน์ต่อเพื่อนมนุษย์มากมาย ท่านมีหูทิพย์ ตาทิพย์ มีอำนาจจิต เป็นที่นับถือของคนทั่วไป


---ท่านเคยทำนายไว้ว่าอีก 40 ปี ประเทศไทยจะประสบกับภาวะเศรษฐกิจตกต่ำที่สุด  แต่จะฟื้นขึ้นมาได้และอีก 50 ปี ประเทศไทยจะเจริญรุ่งเรืองที่สุดในโลก (ประมาณ พ.ศ.2550) ท่านเป็นผู้บอกว่าโรงแรมเอราวัณ (ช้างสามเศียร) นำชื่อเทวดามาตั้งชื่อ โดยไม่ขออนุญาตทำให้ไม่เจริญ ต่อมาท่านจึงแนะนำให้สร้างพระนอน และพระศรีมหาพรหม ที่สี่แยกมีคนมาสักการะบูชามากมายและมีความเจริญรุ่งเรือง
 
 

*ประวัติคุณย่าเยาวเรศ บุนนาค



---เมื่อคุณย่าประสบปัญหาการค้าขาดทุน คิดว่า เครื่องดับเพลิง น่าจะเป็นสินค้าที่มีผู้นิยมซื้อไว้ประจำบ้าน เพื่อดับไฟได้ทันท่วงทีเมื่อเกิดไฟไหม้ จึงสั่งสินค้ามาจากประเทศออสเตรเลียจำนวนมาก ปรากฏว่าจำหน่ายไม่ได้ ติดหนี้ธนาคาร กำลังจะถูกฟ้อง เครียดมาก ได้ไปพบกับ หลวงสุวิชานแพทย์ เมื่อพบกันครั้งแรก ท่านก็กล่าวว่า มาแล้วคนที่ท่านกำลังรอคอย ท่านเป็นผู้ที่ทำนายว่า หนี้สินจะหมดไปแล้ว ท่านได้สอนวิชาพลังกายทิพย์ให้ และแนะนำว่า เมื่อหมดภาระหนี้สินแล้วมีเวลาให้ไปศึกษาและฝึกหัดพลังกายทิพย์ เพื่อช่วยเพื่อนมนุษย์ต่อไป



---ต่อมา คุณย่าได้ไปศึกษาต่อที่ สถาบันแอสตารา ประเทศสหรัฐอเมริกา กับ Dr.Robert Chaney และ Dr.Earlyne Chaney เป็นสามีภรรยากัน ท่านได้เชิญชวนคนไทย 16 คน เดินทางไปพร้อมกับ ศิษย์สถาบัน แอสตาราทั่วโลกอีก 103 คน รวมเป็น 119 คน เดินทางไปประเทศอียิปต์ เพื่อศึกษาพลังกายทิพย์ จากที่ต่างๆ ไปพักที่โรงแรมลอยน้ำ ใกล้กับวิหารไอซิส เวลาบ่าย 3 โมง ทุกวัน นกมาพร้อมกัน เหมือนลอยมา ไม่ใช่บินมา เพราะไม่ต้องกระพือปีก ประมาณ 10 นาที เพื่อดูดซับพลังสีแดงจากใต้ดิน แล้วก็บินกลับไป


---เชื่อว่า เป็นพลังที่กระตุ้นจักระที่ 1 เดินทางต่อไปที่ วิหารเฮอร์ลัส (นกเหยี่ยว), สฟิงส์ (แพะ), เทพี    อาเธอร์ (แหล่งน้ำศักดิ์สิทธ์ และในห้องมีที่นอนเป็นพลอยอัด), Sacchara step pyramid (มี 6 ชั้น มีบันไดขึ้นไปคารวะสุริยเทพ ซึ่งดวงอาทิตย์มีกำลัง 6 รอบ),  pyramid (ซึ่งขุดจากใต้ดิน) และ The great pyramid (เหมือนผอบ มีบันได 150 ขั้น เข้าไปใน King chamber เป็นรูปกรวยเป็นที่ดูดซับพลัง พื้นห้องเป็นแผ่นหินขนาดใหญ่ กว้าง x ยาว = 13 x 13 ตารางเมตร สูงจากพื้นดิน 120 เมตร


---น่าอัศจรรย์ว่ายกแผ่นหินขนาดใหญ่ขึ้นไปตั้งได้อย่างไร ? เชื่อว่าใช้พลังกายทิพย์ยกขึ้นไป ประเทศสหรัฐอเมริกานำรูป Thomas Jefferson, Benjamin Franklin, The great pyramid และ King chamber มีดาว 13 ดวง เป็นรัศมีโดยรอบ บันทึกในธนบัตร 1 US$ มีความหมายว่า ต้องเป็นที่หนึ่งในโลก ต่ำลงมาจาก King chamber เป็น Queen chamber) ซึ่งแต่ละแห่งมีพลังกระตุ้นจักระ 2-7 จักระ ตามลำดับ ที่ประเทศตุรกี ขุดรูอยู่ 16 ชั้น เปิดไว้ให้ชม 8 ชั้น ต้องมุดรูลงไปดู ไกลไปเป็น 100 กิโลเมตร มีแผ่นหินปิดกั้น



---ต่อมา Dr.Robert Chaney เดินทางมาที่ประเทศไทย ท่านบอกว่า คนไทยโชคดีมาก มีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระองค์ท่านเป็นพรหมมาเกิด บ้านเมืองร่มเย็น ที่พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท มีเทวดาคอยปกปักษ์รักษา ขณะนี้ดาวดวงใหม่ชื่อ Astara ได้เกิดขึ้นแล้ว ต่อมาได้เดินทางไปที่ประสาทหินเขาพนมรุ้ง Dr.Robert กล่าวว่า ที่นี่มีพลังสีแดง (จักระที่ 1) แรงกว่าที่วิหารไอซิส ประเทศอียิปต์ มีพระนารายณ์ให้พร และที่ประสาทหินเมืองต่ำมีพลังสีส้ม (จักระที่ 2)


---ต้นกำเนิด Cosmos คือ จักรวาล Cosmology คือ จักรวาลวิทยา วิชาที่กล่าวถึ งพลังในจักรวาล (Cosmic energy) เชื่อว่า เป็นพลังที่ปรากฎในโลกมนุษย์ ได้จากดวงอาทิตย์ แผ่รังสีไปกระทบดวงดาวต่างๆ ดวงดาวเหล่านี้ มีแร่ธาตุที่แตกต่างกัน จึงดูดซับและสะท้อนรังสีออกมามีสีแตกต่างกันและเป็นรังสีที่แผ่  มากระทบมนุษย์บนโลก มนุษย์มีพลังจิต ที่มีความสามารถในการดูดซับรังสีเหล่านี้ มาสะสมไว้ใน “กายทิพย์ (Etheric body)”  จึงเรียกว่า พลังกายทิพย์ และมนุษย์สามารถถ่ายเท เผื่อแผ่พลังเหล่านี้ไปสู่ผู้อื่นได้




---กายของมนุษย์ที่มองเห็นด้วยตาเนื้อ เรียกว่า "กายเนื้อ" สำหรับ "กายทิพย์" คือ ส่วนที่มองไม่เห็นด้วยตาเนื้อ แต่สามารถมองเห็นด้วยตาใน หรือ ตาที่สาม คือ การฝึกสมาธิ ในกายทิพย์ เชื่อว่า มีจักระ 7 แห่ง ซึ่งเป็นที่ดูดซับพลังและส่งพลังไปยังกายเนื้อให้ทำงานตามหน้าที่ กายทิพย์เป็นของ เทวดา มนุษย์ และสัตว์เดรัจฉาน มีจักระเปิดทำงานตลอดเวลา กายเนื้อของมนุษย์ตายไปเหลือกายทิพย์เป็น เทวดา หรือ สัตว์เดรัจฉาน ขึ้นอยู่กับกรรมของแต่ละคน สำหรับพระอรหันต์ปิดจักระหมดแล้วจึงไม่เกิดอีกต่อไป




---Dr. Alex Gray เป็นจิตรกร ผู้ที่ฝึกพลังกายทิพย์ มีหูทิพย์ ตาทิพย์ ได้เขียนภาพ กายเนื้อ และกายทิพย์ ของมนุษย์ไว้ กายเนื้อ เหมือนภาพ กายวิภาคศาสตร์ กายทิพย์ ลักษณะมีเส้นแสงเป็นสนามแม่เหล็ก มีจักระ 7 แห่ง จักระที่ 1 คล้ายดอกบัวบาน จักระที่ 1-6 โตไม่เกิน 3 นิ้ว แต่จักระที่ 7 โตเต็มศีรษะ ทุกจักระหมุนตามเข็มนาฬิกา ถ้าอารมณ์มีกิเลสตัณหา ทำให้จักระไม่สมดุล จักระเรียงอยู่ตามแนวกระดูกสันหลัง ในแนวเดียวกัน มีบางคนเชื่อว่าไม่ได้เรียงเป็นแนวเดียวกัน มีการเหลื่อมเยื้องกันบ้าง



*จักระ



---จักระที่ 1 สีแดง 4 เส้นแสง เป็นขั้วลบ (-) ชื่อ "มูลลัดดา" หรือ Kundalini หรือ Serpentine ตำแหน่ง อยู่ที่ฝีเย็บระหว่างอวัยวะสืบพันธุ์และทวารหนัก เป็นพื้นฐานของพลังชีวิตและเป็นกลไกที่ทำให้ชีวิตอยู่ได้ ดูดซับพลังจากใจกลางโลกที่พุ่งขึ้นมา ได้แก่ น้ำพุร้อน ภูเขาไฟระเบิด ต้นไม้ที่เจริญเติบโตจากดินพุ่งขึ้นสู่อากาศ



---จักระที่ 2 สีส้ม 6 เส้นแสง ชื่อ"สวัสดิ์ธนา" ตำแหน่ง อยู่ที่ ก้นกบปลายสุด ตรงกับ Gonads (ต่อมเพศ) ซึ่งสร้าง sex hormones อวัยวะที่เกี่ยวข้อง คือ ระบบสืบพันธ์ และ ระบบขับถ่าย (ไต) เป็นจุดศูนย์กลางเกี่ยวกับพลังงานทางเพศ (ทั้งผู้ให้และผู้รับ)เกี่ยวกับความเชื่อมั่นในตนเอง ดูดซับพลัง จากพระอาทิตย์ เมื่อพระอาทิตย์ตกดินจะกระจายพลังจากจุดนี้ออกไป นอนแต่หัวค่ำ ก่อน 21.00 น. ตื่นตี 5 ทำให้ melatonin หลั่ง ร่างกายจะกำจัดสิ่งแปลกปลอม เชื้อโรค ทำให้ไม่เป็นโรคติดเชื้อ ถ้ากระตุ้นขึ้นบนไป จักระ 7 จะรุนแรงในทางสร้างสรรค์ มีความหวานหอม แต่ถ้ากระตุ้นลงล่างจะกระตุ้น sex ใจเร็วด่วนได้



---จักระที่ 3 สีเหลือง10 เส้นแสง ชื่อ "มณีปุระ" ตำแหน่ง อยู่ที่ บั้นเอว ตรงกับ สะดือ ตรงกับ Adrenal gland (ต่อมหมวกไต) เป็นศูนย์กลางของอารมณ์ดิบ ที่ไม่ได้ผ่านการซักฟอก ในขณะที่เราตกใจกลัว กล้ามเนื้อบริเวณสะดือ จะหดตัวลง จักระ 3 มีหน้าที่ ผลิตเนื้อเยื่อกระดูกหนาขึ้น ผลิตเม็ดเลือดแดง ระบบการย่อยอาหาร (กลิ่น รส กระเพาะอาหาร ตับ) ระบบขับถ่าย (ไต) อวัยวะที่เกี่ยวข้อง คือ ท้อง ตับ กระเพาะอาหาร และ ลำไส้ ถ้าขาดพลัง จักระ 3 ไม่มีแรง ถ้ากระตุ้นจักระ 3 จะรู้สึกหิว



---จักระที่ 4 สีเขียว 12 เส้นแสง ชื่อ "อนัตตา" ตำแหน่ง อยู่ที่ ตรงกลางกระดูกสันหลัง ระดับที่ตรงกับหัวใจ ตรงกับ Thymus gland อวัยวะที่เกี่ยวข้อง คือ หัวใจ และ ระบบหมุนเวียนโลหิต เป็นศูนย์รวมของความรักที่แท้จริงอย่างไม่มีเงื่อนไข รวมทั้งการพัฒนาจิตใจ ความเมตตากรุณา และ ความเสียสละ หลายต่อหลายวิธีของการปฏิบัติสมาธิของชาวตะวันออก เพื่อกระตุ้นจักระนี้ มีสีดอกไม้ใบหญ้า ถ้าขาดพลังจักระ 4 ทำให้ไขมันสูง Triglyceride สูง ก่อกรรม Rx. เมตตากรุณา ไม่หวังผลตอบแทน ลดความโลภ โกรธ หลง



---จักระ ที่ 5 สีฟ้า 16 เส้นแสง ชื่อ "วิสุทธิ์" ตำแหน่ง อยู่ที่ กระดูกต้นคอ ตรงกับ Thyroid gland อวัยวะที่เกี่ยวข้องคือ ปอด Rx. โรคระบบหายใจ ผิวหนัง หอบหืด เคราะห์กรรม ถูกกระทำย่ำยี สัมพันธ์กับเพื่อนมนุษย์ พูดเพราะ หูทิพย์ ฟังเทวดาได้ พิธีกรรม สวดมนต์ ดนตรีไทย (ฉิ่งฉาบกลอง มี alpha wave)


---จักระที่ 6 สีไพลิน (สีน้ำเงิน) และ กุหลาบทอง 96 เส้นแสง ชื่อ "อัจนา" หรือ "อัจฉริยะ" ตำแหน่ง ตั้งอยู่ที่กึ่งกลางหน้าผาก ตรงกับ Pituitary gland (ต่อมใต้สมอง) อวัยวะที่เกี่ยวข้อง คือ สมองส่วนล่าง และ ระบบประสาท เป็นที่รวมของปัญญา เป็นดวงตาที่สาม และพาหนะแห่งญาณวิเศษ ติดต่อกับเทพและสิ่งศักดิ์สิทธิ์เบื้องบน Rx. ทำลายสิ่งชั่วร้ายทั้งปวง, Parkinson, Alziemer syndrome คุณย่ามีภาพเด็กชาวรัสเซีย มีตาที่สาม คือ พระอิศวร เด็กคนนี้สามารถรู้เหตุการณ์ล่วงหน้าได้



---จักระที่ 7 สีม่วง 972 เส้นแสง เป็นขั้วบวก (+) มีเส้นแสงสีทอง 12 เส้นตรงกลาง และ สีม่วง 960 เส้น โดยรอบ รวมเป็น 972 เส้น เป็นศูนย์ควบคุมทุกจักระในกายทิพย์ เป็นสถานที่รับพลังคอสมิกและกระจายไปทั่วร่างกาย ตำราอินเดียเรียกชื่อว่า "สหัชชะ" หรือ "สหัสรา" แปลว่า หนึ่งพัน หรือ 1,000 เส้นแสง ตำแหน่ง อยู่ที่ กลางศีรษะด้านบน เปรียบเสมือนมงกุฎดอกบัว ตรงกับ Pineal gland อวัยวะที่เกี่ยวข้อง คือ สมองส่วนบน ระบบประสาท ระบบโครงสร้าง และ ระบบหมุนเวียน โดยทั่วไปของร่างกาย Rx. ระบบโครงสร้างและข้อต่อ เป็นจุดที่สามารถรักษาอาการเจ็บป่วยที่จักระอื่นๆ ไม่สามารถจะรักษาได้โดยตรง

 

*คุณสมบัติของพลังกายทิพย์


---1.เป็น alphawave มีความหนาแน่นมาก เป็นพลังขั้วลบ ไปพบกับพลังขั้วบวกในร่างกาย


---2.มีจำนวนมากในตอนกลางวัน


---3.มีความถี่มากกว่าแสงอาทิตย์ 10 เท่า เดินทางเร็วกว่าแสงอาทิตย์ 10 เท่า


---4.มนุษย์สามารถดูดซับพลังกายทิพย์ ได้โดยกำหนดจิตที่จักระ 7 กลางกระหม่อม


---5.สะท้อนที่กระจกได้ ทำให้รู้สึกอุ่นขึ้น


---6.เห็นเป็น aura สะท้อนออกจาก ปลายนิ้ว กลางอุ้งมือ และที่ตาที่สามกลางหน้าผาก Valentino Corion และ Densa Corion ชาวรัสเซีย เป็นผู้ประดิษฐ์กล้องถ่ายภาพ aura ได้ กล้องนี้มีอยู่ที่ องค์การนาซ่า และ  ประเทศรัสเซีย เท่านั้น


---7.นำไปได้ด้วยสายไฟ สายโทรศัพท์


---8.เก็บไว้ได้ในสิ่งไม่มีชีวิต เช่น ไม้ น้ำ ฯลฯ เช่น พลังพุทธคุณ ในน้ำมนต์วัดพระแก้ว


---9.ความหนาแน่นขึ้นกับ ดินฟ้าอากาศ และ ตำแหน่ง สูงขึ้นไป 15,000 เมตร เป็นเปลือกห่อหุ้มโลก มีสีขาว เงินยวง พยับแดด เชื่อว่า เป็น ชั้นเทพเทวดา


---10.ควบคุมโดยสมาธิจิต


---11.ซึมซับโดยพลังจิต ให้ไป ใกล้ หรือ ไกล


---12.ใช้ในทางสร้างสรรค์ หรือ ดี หรือ ชั่วร้าย สาบแช่ง ได้ rusputin ฝึกพลังกายทิพย์ ไปรักษาโอรสของพระเจ้าซาร์ ซึ่งเลือดออกมากให้หยุดได้ แต่ไปปลุก sex ทำให้พลังเคลื่อนที่ลงที่จักระ 1 ต้องรู้จักบังคับให้เคลื่อนขึ้นบนไปที่จักระ 7 จึงจะใช้เพื่อคุณประโยชน์ ในที่สุด rusputin ตายอย่างอนาถ


*เส้นทางของพลังกายทิพย์


---สัญลักษณ์ทางการแพทย์ คือ งู 2 ตัวพันคทา เป็นเส้นทางเดินหลัก ของพลัง 3 เส้น ได้แก่  


---1.Ida (อิดา) สีเหลืองพลังเย็น เดินจากจักระ 1 ขึ้นไปทางซ้าย วนไปสู่ pituitary gland ที่จักระ 6


---2.Pingala (ปิงคลา) สีแดงพลังร้อน เดินจากจักระ 1 ขึ้นไปทางขวาวนไปสู่ pituitary gland ที่จักระ 6


---3.Sushumna (สุสุมนา) แปลว่า ไม้เท้าพราหมณ์ หรือ พลังศิวะ  ถ้า เปิดที่จักระ 7 เป็นเทพ ถ้าปิดเป็นนรก เดินจากจักระ 7 pineal gland ตรงลงมาข้างล่างที่ จักระ 1 กระตุ้นกิเลส พ่นพิษ กระตุ้นน้ำมันทอง (golden oil) จาก Kanda ต่อมรูปร่างคล้ายหัวหอมยับย่นที่ฝีเย็บ.


*กายทิพย์

---กายทิพย์จิตวิญญาณเป็นรูปขันธ์ในลักษณะนามธรรม เพราะมีสภาพลักษณะคล้ายกับอากาศที่โปร่งแสง ซึ่งไม่อาจจับต้องได้และตาเนื้อก็มองเห็นได้ยาก



---เราจะรู้ว่านื่คือ "อากาศ" ต่อเมื่ออากาศเคลื่อนตัว เป็นลมสัมผัสกับกาย แต่จะมองเห็นหรือรู้เรื่องวิญญาณก็ต้องอาศัย จากกระแสอำนาจจิตที่บำเพ็ญจนถึง จตุตถฌาน ก็จะสามารถสัมผัสได้ รู้เห็นเอง เข้าใจถึงสภาวะธรรมชาติของโลกวิญญาณ ซึ่งเป็นสภาพที่รู้เฉพาะตัว



---จิตวิญญาณจากโลกวิญญาณที่ต้องมาเกิดนั้น ไม่ว่าจะเป็นพรหม เทพ ยมหรือ ผีเปรต อสูรกาย ล้วนมีกรรมวิบากของตนเป็นที่ตั้ง มีกรรมของตน เป็นเผ่าพันธุ์ ปรุงแต่งให้เมื่อเกิดแล้ว มีหน้าตาดีหรือรูปอัปลักษณ์ รุ่งเรืองหรืออับจน


---จิตวิญญาณโดยทั่วไปเป็นสภาพกายทิพย์ ที่สามารถขยายตัวให้ใหญ่ หรือหดลงให้เล็กได้ เมื่อมาเกิดนั้น   ก็จะหดตัวให้เล็ก เข้าปฏิสนธิผสมรวมตัวกับเซลตัวอ่อน ในครรภ์มารดา และจะวิวัฒนาการขึ้นเกาะที่ต่อม  "เทดูลล่า" ซึ่งเป็นก้านสมอง มีลักษณะเป็นรูปปิระมิด เป็นที่ตั้งต้นของเส้นประสาทที่แยกจากสมอง



---ต่อมนี้มีศูนย์ต่าง ๆ ตั้งอยู่ ได้แก่ ศูนย์ควบคุมการหายใจ การเต้นของหัวใจ การหดขยายของหลอดโลหิต คุมการจาม ไอ อาเจียน การขับน้ำย่อยของระบบย่อยอาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ต่อมนี้มีหน้าที่รับความรู้สึกถ่ายทอดไปยังสมองใหญ่



---ต่อมนี้ตั้งอยู่เหนือบริเวณท้ายทอย และเป็นส่วนหนึ่งของสมอง ในขณะเดียวกันต่อม "เมดูลล่า" จะเป็นจุดศูนย์รวมของการทิพย์ ที่จะผสมกับจิตวิญญาณ ที่หน้าผากแล้วแยกออกจากกายเนื้อ  เมื่อครั้งฝึกการถอดจิต และที่ต่อมนี้ เป็นตำแหน่งที่จะเกิดความรู้สึกรับรู้ ในเวลาจิตสัมผัสกับเรื่องทิพย์ แล้วส่งไปปรุงแต่ง แปลเป็น ความหมาย ที่สมองใหญ่อีกที


---กายทิพย์เมื่อมาเกิดแล้ จะถูกวัตถุธาตุ ซึ่งเป็นปฏิกูลปรุงแต่งให้ยึดติด อยู่กับกายเนื้อ  เกิดเป็นสภาพกายทิพย์ที่หยาบ  เมื่อฝึกถอดกายทิพย์ออกมาได้แล้ว จะมีสายใยแห่งชีวิตเชื่อมโยงกับกายเนื้อ  กายทิพย์เมื่อถอดออกมาใหม่ ๆ นั้น จะโปร่งแสง ฝึกต่อไปอีกกายทิพย์จึงจะค่อย ๆ ทึบแสง  เห็นเหมือนกายเนื้อมากขึ้น เรียกว่า "กายหยาบ" 


---และเมื่อนำกายหยาบนั้น มาเข้าปลงอสุภะ ด้วยการถอดจิตครั้งแล้วครั้งเล่า ก็จะละลายกิเลสกายในกายได้ ทำให้กายหยาบ ลอกคราบออกไปเป็นชั้น ๆ ละเอียดขึ้น ๆ ตามลำดับ เมื่อตายลงเมื่อใด กายทิพย์อันละเอียดก็จะแยกออกจากกายเนื้อ ไปเกิดเป็นเทพพรหม ซึ่งเป็นรูปแห่งความหมาย



---สำหรับคนที่ไม่ได้ฝึกถอดจิตละลายกิเลส แล้วกายทิพย์ก็หยาบ ต้องไปเกิดเป็นเทวดาชั้นต่ำหรือว่าเป็นผีเปรต อสูรกาย ตามกรรมวิบากของตนที่สร้างมา กายทิพย์ของเทพ พรหม หรือ ผีเปรต อสูรกาย เวลาจะปรากฏ ให้คนเห็นได้ด้วยตาเนื้อนั้น ต้องอาศัยการรวบรวมพลังจิต ให้ดำรงภาวะจิตขณะนั้น เป็นหนึ่งอย่างแนบแน่น แน่นิ่ง เพิ่มพลังให้กับกายทิพย์ จนสามารถเปล่งเป็นภาพที่เห็นได้ด้วยตาเนื้อ



---ที่คนทั่วไปที่เห็น แล้วบอกว่า " ถูกผีหลอก " กายทิพย์คนเรานั้น เมื่อตายลง กายทิพย์จะแยกกับร่างออกไปเกิด ใช้กรรมตามวาระ วิบากกรรมของตนที่สร้างมา ไม่ว่ากรรมดีหรือกรรมชั่ว ไม่มีวันสิ้นสุดหรือหยุด ต่อเมื่อเข้าสู่แดนนิพพานเท่านั้น จึงไม่ต้องมาเกิดอีก ความมั่นใจรวมเป็นหนึ่งในเอกะ พาท่าน รอดจากอันตรายได้



*ข้อห้ามในระหว่างการนั่งฝึกถอดจิต


---จะต้องฝึกในห้อง ที่ไม่มีใครรบกวน จนกว่าจะถึงเวลาที่จะกำหนดออกจากสมาธิ  ถ้ามีความจำเป็นต้อง ปลุกแล้ว ห้ามแตะต้องร่างอย่างเด็ดขาด และห้ามตะโกนเรียก เพราะเมื่อแตะต้องร่างและตะโกนเรียกแล้ว กายทิพย์ จะรีบกระโจนกลับร่างทันที ทำให้ตกใจ หนัก ๆ อาจจะทำให้เสียสติได้


---เหตุเพราะว่า คนเราถ้ายัง  ไม่ตาย กายทิพย์เมื่อฝึกจนสามารถแยกกับกายเนื้อได้ จะมีสายใยทิพย์ติดกับกายเนื้อ เมื่อเกิดเหตุให้กายเนื้อตกใจ กายทิพย์จะรีบกระโจนกลับคืนร่างทันที เพราะคนยังไม่ตายนั้น กายเนื้อ เปรียบดังรังที่จะเกาะอาศัยอยู่เพื่อใช้กรรมต่อไปจนกว่าจะสิ้นอายุขัย



---จะต้องสวดมนต์ไหว้พระ ก่อนฝึกวิชานี้ อาราธนา ระลึกถึงบารมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ครูบาอาจารย์หลวงพ่อโต และเจ้าที่เจ้าทาง ช่วยคุ้มครองร่างท่าน ในระหว่างฝึกจิต ไม่ให้สิ่งเลวร้าย มารมาผจญแฝง หรือทำลายร่างท่านได้ ถ้าเกิดเหตุอะไร ที่ทำให้ตกใจให้รีบระลึกถึงครูบาอาจารย์ ท่อง " ธัมมัง อรณัง " หลวงพ่อโตช่วยลูกด้วย


---และถ้าจะใช้พลังจิต รักษาโรค ก็ให้ระลึกถึงครูบาอาจารย์ทุกครั้ง อย่าริอ่านถอดจิต ไปในที่ต่าง ๆ ซึ่งท่านไม่ควรไป เช่น นรกโลกหรือที่แปลกถิ่น เพราะท่านอาจจะถูกอำนาจจิตที่แข็งแกร่งกว่า กักคุม ไม่ให้คืนร่างได้ถ้าวิญญาณไม่เข้าร่างเกิน 7 วัน ท่านจะต้องตายและต้องสั่งญาติไว้ว่า ถ้าพบร่างยังอุ่นอยู่ ห้ามโยกย้ายร่างผู้ฝึกถอดจิต เพราะอาจจะเป็นเหตุทำให้กายทิพย์กลับคืนร่างไม่ได้  อย่าเพิ่งเก็บศพอย่างเด็ดขาด เพราะยังไม่ตาย คนที่พบเห็น ช่วยจุดธูป หน้าหิ้งพระ เรียกร้องให้ครูบาอาจารย์ของผู้ฝึก ช่วยเหลือ วิญญาณก็จะกลับคืนร่างได้  จำไว้ว่า ถ้าท่านไม่ทิ้งครูบาอาจารย์ หลวงพ่อโตแล้ว ท่านย่อมเมตตาคุ้มครองอยู่ตลอดเวลา


*กรรมใด ก่อขึ้น ย่อมยังผล  ดีชั่วดังที่ตน ประพฤติ  ทำดีจักได้ผล ผลเลิศ   ทำชั่วจักเสียจิต เพราะโทษตามทัน*


*การถอดจิตที่ ๑



---ภาวะการถอดจิตวิญญาณ ที่เกิดจากการรวมฉับพลันกับกายทิพย์ ปกติแล้ว กายทิพย์เป็นอณูปรมาณูเล็ก ๆ ละเอียดมาก กระจายไปทั่วในร่างกายเนื้อ ซ้อนอยู่กับเซลล์ของกายเนื้อ และเมื่อตอนที่เราฝึกปฏิบัติจิต พอนั่งไปถึงจุดหนึ่ง แห่งความสงบนิ่งมากพอแล้ว กายทิพย์จากกายในกาย จะวิ่งมารวมตัวที่ท้ายทอย เหมือนมีอาการหนัก ๆ   ร้อน ๆ ที่ท้ายทอย แล้วค่อย ๆ วิ่งรวมผ่านสองข้างขมับ มาผสมจิตวิญญาณที่หน้าผาก รวมกันเป็นลำแสง พวยพุ่งออกจากกายเนื้อ  ตรงหน้าผากสู่อวกาศ


---ตอนนี้จะรู้สึกว่า ใจเสียววูบหนึ่ง แล้วกายเบาไร้น้ำหนัก ตอนนี้คนที่จิตไม่แน่วแน่ อาจเป็นบ้าได้ เพราะกลัวก่อน เหตุที่ท่านประสบอาการเช่นนี้ ควรตั้งใจให้มั่นไม่ต้องตกใจ แล้วเพ่งจิตตามลำแสงนั้น ไปด้วยสติสัมปชัญญะ แนบตามติดกับลำแสงไปจนแสงนั้นนิ่ง แล้วพยายามตั้งสติให้จิตแน่วแน่ ค่อย ๆ บีบลำแสงนั้นให้รวมเป็นวง



---ถ้าจิตยังไม่นิ่งดี วงกลมนั้นเปรียบเสมือนหนึ่งดังดวงใจของเรา จะไม่สดใส และไม่แข็งแกร่งพอ แต่เมื่อบ่มจิตใจ ให้แน่นหนาขึ้น โดยส่งกระแสจิตใจ ความนึกคิด มุ่งสู่ศูนย์กลางวงกลม แบบจดจ่อมากขึ้น จนแน่วแน่นิ่งดีแล้ว ดวงแก้วนั้นก็จะค่อยๆ สดใสแวววาวขึ้น


---ถ้าคุณไม่ฝึกปฏิบัติจิตต่อไป ต้องตั้งสติที่กายเนื้อ แล้วส่งกระแสจิตใจ ความนึกคิด ผ่านกึ่งกลางระหว่างคิ้ว ออกไปที่ดวงแก้ว แล้วกำหนดจิต ค่อย ๆ ดึงกลับเข้าร่างใหม่อีกครั้ง กายทิพย์ก็จะกลับคืนสู่ร่างทันที เมื่อกายทิพย์คืนสู่ร่างแล้วอย่างเพิ่งลืมตาขึ้น ค่อย ๆ ถอนหายใจลึก 10 ครั้ง แล้วหายใจละเอียดลงอีก 10 ครั้ง หายใจปกติอีก 10 ครั้ง เป็นการปรับจิตใจให้หายจากภาวะการสั่นสะเทือนของกายทิพย์ แล้วจึงค่อย ๆ ลืมตาขึ้นคลายออกจากสมาธิต่อไป



*วิธีถอดจิตที่ ๒



---การปรับจิตจากดวงแก้วเป็นกายทิพย์ เมื่อฝึกจนได้ปฐมฌานแล้ว ได้นิมิตแห่งเอกัคตา เป็นดวงแก้วที่    แวววาว แข็งแกร่ง ซึ่งปรากฏด้วยความรู้สึก แต่เมื่อเราส่งจิตใ จความนึกคิด มองผ่านกึ่งกลางระหว่างคิ้ว ออกไป ก็จะพบดวงแก้วตั้งอยู่เฉพาะหน้าเรา



---เมื่อได้ดวงแก้วตั้งอยู่เฉพาะหน้าเราแล้ว ขอให้ค่อย ๆ ส่งกระแสจิต เข้าไปบีบดวงแก้วนั้น ให้เล็กลง แล้วก็ขยายให้ใหญ่ได้จนคล่องแล้ว ก็ค่อย ๆ กำหนดบีบรัดดวงแก้วนั้น ให้กลายเป็นรูปคนขึ้นมา (เราจะสร้างรูปตัวเราได้ อาจจะสร้างจากความทรงจำ โดยวิธีหากระจกบานใหญ่ ๆ มาตั้งอยู่ตรงข้ามกับเรา มองแล้วพิจารณา จดจำภาพมา เพื่อในการถอดจิตต่อไป)



---ใหม่ ๆ รูปนั้น จะไม่ชัด เลือนลางมาก ตอนนี้ร่างนั้นจะรู้สึกว่า ดูแล้วมีเพียงโครงร่างแก้วที่โปร่งแสง แสดงว่า ยังถอดจิตไม่สมบูรณ์ จะต้องค่อย ๆ ส่งจิตใจ ความนึกคิด ของคุณเข้าไปที่โครงร่างนั้น โครงร่างนั้น ก็จะค่อย ๆ ชัดขึ้น ตามกำลังของสมาธิที่สูงขึ้น จนเห็นเป็นรูปร่าง มีเนื้อหนังมังสาขึ้น จนกระทั่งมีหน้าตาเหมือคุณไม่มีผิด คุณจะเห็นว่าคุณได้แบ่งเป็น 2 คน เป็นพี่น้องฝาแฝด หันหน้าเข้าหากัน กำลังจ้องมองกัน ไม่ต้องตกใจขอให้เข้าใจว่า นั่นคือ กายทิพย์ของคุณเอง


---สำหรับผู้ที่จะฝึกปลงอสุภะ พิจารณากายในกาย ก็เริ่งฝึกต่อไปในตอนนี้คือ "ส่งจิตใจ กำหนดให้กายทิพย์นั้น เป็นไปตามบทปลงอสุภะ เมื่อถอดจิตปลงครั้งแล้วครั้งเล่าแล้ว จิตใจก็จะสะอาด กายทิพย์ก็จะละเอียดยิ่ง ๆ ขึ้น จิตใจตัดกิเลสหมดไปเท่าใด กายทิพย์ก็จะละเอียดมากขึ้นเพียงนั้น"


---กายทิพย์เมื่อถอดออกมา ถ้าฝึกส่งกระแสจิตใจ ความนึกคิดมากขึ้นจนถึงจุดขั้นสุดยอดแล้ว สามารถรวมเป็นคนออกนอกบ้าน เดินให้สามัญชนมองเห็นได้ ด้วยตาเนื้อธรรมดาและกายทิพย์นั้นซึ่งอยู่ในสภาพกาย  หยาบ ก็สามารถหยิบของได้ เพียงแต่ไม่พูดไม่จาเท่านั้น แต่ถ้าบำเพ็ญจิตสูงขึ้น ร่างนั้นก็จะพูดได้ และกายทิพย์นี้ จะเคลื่อนไหวไปไหนมาไหนได้เร็วมาก   นึกจะไปไหนก็ไปได้ ถึงที่นั้นทันที


---แต่ถ้าสมาธิอ่อนแรงลงเมื่อใด พละกำลังก็ตกลง การเคลื่อนที่ก็จะช้าลงด้วย ถ้าฝึกจนเห็นกายทิพย์รวมตัวเป็นคนแล้วจะต้องมีความสามารถมองเห็นวัตถุธาตุ คือ สิ่งก่อสร้างทุกอย่าง รวมทั้งมีความถูกต้องทั้งสีและรูปร่าง พร้อมทั้งอ่านหนังสือไม่ผิดด้วย


---ส่วนในด้านวิญญาณนั้น คุณอาจจะถูกหลอกลวงง่าย เพราะจิตนั้นยังอ่อนหัดและยังไม่แข็งแกร่งพอ จึงขอให้วางจิตเป็นกลาง พยายามตั้งสติพิจารณา ทบทวน หาเหตุผล อย่างต่อเนื่อง แล้วส่งจิตใจ ความนึกคิด เข้าไปที่ภาพหรือเสียงนั้น จะได้ภาพและเสียง ที่เป็นความจริงมากขึ้น


---แต่ขอให้อย่าหลงงมงายเชื่ออะไรง่าย ๆ นัก ผู้ใดหลงง่าย ๆ ก็จะเป็นคนบ้าง่าย ๆ คือ กลายเป็นคนหลงไหลเรื่องลม ๆ แล้ง ๆ ที่ไม่ถูกต้องกับเหตุผลของความเป็นจริง คุณต้องค่อยหาประสบการณ์ไป เป็นการศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมอยู่ระยะหนึ่ง ก็จะเกิดความเข้ใจมากขึ้น จนกระทั่งจะรู้ถึงความเป็นจริงเรื่องจิตวิญญาณอย่างดี เพราะเรื่องวิญญาณเป็นเรื่องละเอียดมาก



*วิธีถอดจิตที่ ๓



 ---ถอดจิตจากกึ่งกลางระหว่างคิ้ว ที่จริงไม่อยากเขียน เพราะกลัวว่า จะเกิดอันตรายกับท่าน แต่คิด ๆ ดูแล้ เหตุการณ์เหล่านี้อาจจะเกิดกับท่านที่ฝึกสมาธิทุกท่านได้ จึงเห็นสมควรเขียนไว้ให้ศึกษา เผื่อเหตุการณ์นี้ อาจจะเกิดขึ้นกับท่านโดยบังเอิญ ท่านจะได้รู้วิธีแก้ไข


---ในขณะที่ท่านฝึกปฏิบัติจิต ผ่านวิธีที่ 2 หาจุดยึดให้สงบในขั้นต้นมานั้น คุณอาจจะเกิดความรู้สึกว่า ที่ดั้งจมูก ตรงกึ่งกลางระหว่างคิ้วนั้น มีความเสียว ปวดตึง เป็นจุดอยู่ แม้ลืมตาก็ยังพบว่าตึงเสียวอยู่


---เมื่อพบจุดตึงเสียวนั้น ค่อย ๆ ส่งจิตใจ ความนึกคิดเข้าไปจุดนั้นมากขึ้น จุดเสียวนั้น ก็จะหนักอึ้งมากขึ้น ๆ จนเกิดอาการ เหมือนสว่านหมุน เจาะไช เข้าไปในสมอง จนคุณรู้สึกว่าจุดนั้น มีการรวมตัวเป็นกลุ่ม ก้อน แข็งแกร่ง ไชยิ่งลึก ๆ เข้าในสมอง หนักเต็มที่แล้ว ขอให้รวมจิตใจ ความนึกคิด อีกชั้นหนึ่ง ตั้งไว้ที่ตำแหน่งท้ายทอย ส่วนบนทำหน้าที่รวมแรงดีด ถีบไปยังจิต ที่รวมเป็นกลุ่มก้อน ที่หน้าผาก ที่จุดเสียวตึง นั้นอย่างแรง



---"จุดเสียวตึงนั้น ก็จะถูกดีดอย่างแรง หลุดลอยออกจากร่างกายเนื้อทันที พุ่งเข้าสู่ในอวกาศ " ด้วยความเร็วมาก จนเหมือนกายเนื้อช็อคไปชั่วขณะหนึ่ง แล้วจึงมีสติอีกครั้ง กายทิพย์ก็จะรู้สึกตัว มองเห็นตัวเองกำลังลอยเหาะอยู่บนอวกาศ มีลมผ่านข้างหูอย่างแรง ไม่เบาไปกว่าที่นั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ และเมื่อจะให้กายทิพย์กลับคืนร่าง ก็ตั้งจิตกำหนดถึงกายเนื้อ


---ทันทีที่ตั้งจิต อยากกลับคืนร่างกายทิพย์นั้น ก็จะดีดกลับมาเข้าร่างทันที จะมองเห็นกายเนื้ออยู่ในลักษณะเป็นหุ่นอยู่ ไม่เคลื่อนไหว และเมื่อกายทิพย์มาถึง ก็จะค่อย ๆ กลืนสนิทเข้าเป็นร่างเดียว ถ้าได้สติเต็มที่แล้ว มีอาการใจสั่น ก็ควรที่จะปรับจิตใจ ให้สงบก่อน แล้วจึงคลายออกจากการฝึกจิต



*จุดอันตราย



---๑.ระหว่างจะถอดจิตออกด้วยการกระแทกนั้น จะต้องตั้งเป้าหมายว่า จะไปไหน แล้วภาวนาในใจตลอดเวลา ใหม่ ๆ ขอให้ตั้งเป้าหมายระลึกถึงหลวงพ่อโต ครูบาอาจารย์หน้าหิ้งพระก่อน ก็จะดีมาก ฝึกจนชำนาญแล้วค่อยขอให้ครูบาอาจารย์ท่านพาไปที่อื่นต่อไป


---๒.ระหว่างที่ถอดจิตออกด้วยการกระแทกให้จิตออกไปนั้น ถ้าไม่มีเป้าหมายแล้ว จิตจะลอยอยู่กลางอวกาศลอยคว้างไปเรื่อย ๆ และถ้าพบมารร้ายหรือดวงวิญญาณที่ไม่หวังดีแล้ว จะถูกเขาเหล่านั้น ใช้พลังจิตตัดสายใยทิพย์ระหว่างกายทิพย์ ที่ติดกับกายเนื้อขาดจากกัน กายทิพย์ก็จะลอยลิ่ว เหมือนว่าว ที่ขาดเชือกว่าว คอยควบคุม เมื่อกายเนื้อขาดจากกายทิพย์แล้ว กายเนื้อก็จะหมดลมหายใจไปในไม่ช้า ภาวะนี้ขอให้อย่าตกใจรวมจิตให้เป็นหนึ่ง ปฏิบัติตามวิธีแก้ไขดังต่อไปนี้


---สองวิธีแก้ไขภาวะขณะที่กายทิพย์ลอยไป เหมือนว่าวที่ไม่มีจุดหมายปลายทางนั้น ให้พยายามรวมจิตให้เป็นหนึ่ง ไม่ตกใจแล้วน้อมจิตใจ ระลึกถึงครูบาอาจารย์ โดยท่อง " ธัมมัง อรนัง " หลวงพ่อโตช่วยลูกช้างด้วย ท่านก็จะได้รับการช่วยเหลือ จากหลวงพ่อโต ช่วยสกัดวิญญาณให้หยุด แล้วนำพาวิญญาณกลับคืนสู่ร่างอีกครั้งหนึ่ง


---ถ้าวันธรรมดาภาวนาท่องระลึกว่า "หลวงพ่อโต ธัมมังอรณัง" อยู่เสมอ ๆ เป็นกิจวัตรประจำวัน ทุกขณะที่จิตไม่ได้คิดสิ่งอื่นใด แล้วอุทิศถวายกุศลผลบุญที่สร้างบำเพ็ญมา  ถวายแด่ครูบาอาจารย์ท่าน "เชื่อหรือไม่ว่า เวลาเกิดเหตุฉุกเฉิน" จิตยังไม่ทันคิดหรือจะพูด ส่วนลึกของจิตใจ ก็จะภาวนาท่อง  "หลวงพ่อโต ธัมมังอรณัง " ขึ้นมาทันทีทันใด ทันกับเหตุการณ์ที่กำลังรอคอยความช่วยเหลือจากหลวงพ่อโต



*การเคลื่อนย้ายกายทิพย์ 



---ความสัมพันธ์ระหว่างกายทิพย์ ที่ถอดออกมากับกายเนื้อ กายทิพย์ ที่ถอดออกมานั้น เปรียบเสมือนเป็นดวงตาหรือกล้องถ่ายทอดโทรทัศน์วงจรปิดและดวงตานี้มีสายใย หรือสายโทรศัพท์มาพ่วงติดกับกายเนื้อซึ่งจะคอยรับและบันทึกความรู้สึก ทั้งภาพและเสียงกายเนื้อนี้ยังเป็นเสมือนรังหรือบ้านของกายทิพย์



---เพราะเมื่อตกใจแล้ว กายทิพย์จะต้องรีบวิ่ง ดีดกระโจนกลับเข้าร่างทันที และกายเนื้อยังเป็นฐานสั่งการกายทิพย์ให้ปฏิบัติการตามคำสั่งด้วย แต่เมื่อถอดกายทิพย์ จนแยกออกจากกายเนื้อ อย่างสมบูรณ์แล้ว กายทิพย์นี้ก็จะแยกออกจากกายเนื้ออยู่ตลอดเวลา อยู่ในลักษณะเป็นเงาตามตัวของกายเนื้อ โดยมีสายใยทิพย์เชื่อมโยงอยู่ และตอนนี้กายทิพย์จะไม่อยู่ใต้บังคับบัญชาของกายเนื้อเสมอไป


---กายทิพย์กลับจะเป็นศูนย์ เตือนสติป้อนความรู้ ให้กับกายเนื้อ ให้รู้จักผิดถูกชั่วดี เริ่มเคลื่อนย้ายกายทิพย์ กำหนดจิตใจ ความนึกคิดจากกายเนื้อ สั่งการและบังคับให้กายทิพย์เคลื่อนที่เดินสำรวจภายในห้องก่อน จนถึงสำรวจทั้งบ้าน จุดมุ่งหมายพยายามดูวัตถุสิ่งก่อสร้าง ให้ถูกต้อง ทั้งสีสันและรูปร่าง ถ้าผิดจากความเป็นจริง ให้ฝึกการส่งกระแสจิต จดจ่อ เข้าที่กายทิพย์ใหม่ ตามวิธีเบี้องต้นที่กล่าวมาแล้ว



---การที่ยังมองอะไรไม่ถูกต้อง ตามความเป็นจริงนั้น เพราะว่า กายทิพย์ที่กระจายอยู่ในกายเนื้อ ยังถอดออกมาไม่หมด จึงต้องฝึกเพิ่มเติมใหม่ ฝึกจนหลับตา เห็นวัตถุธาตุ ไม่ผิดจากความเป็นจริง แล้วก็ขอให้เริ่มพิสูจน์เรื่องวิญญาณ ด้วยการเพ่งมองไปที่หน้าโต๊ะหมู่หรือหิ้งบูชาพระ หรือระลึกถึงครูบาอาจารย์ ขอชมบารมีท่าน


---ถ้าภาพไม่ชัดให้ค่อย ๆ ส่งจิตใจ ความนึกคิด เข้าไปที่ภาพนั้น ภาพนั้นก็จะค่อย ๆ ชัดขึ้น ตามกำลังสมาธิ ในขณะเดียวกัน ถ้าท่านพบเห็นภาพที่น่ากลัว ไม่ต้องตกใจ ตั้งใจให้มั่น ระลึกถึงครูบาอาจารย์ ส่งจิตใจความนึกคิด เข้าไปเสริมเพิ่มเติมภาพนั้นให้ชัดขึ้น แล้วส่งกระแสจิต สนทนากับสิ่งที่เกิดขึ้น ฝึกเช่นนี้ จนเกิดความเคยชินและคุ้นเคยกับสิ่งเหล่านี้ แล้วค่อยเคลื่อน กายทิพย์ไปสนทนากับเจ้าที่ เจ้าบ้านหรือดวงวิญญาณอื่นภายในบ้าน


---ฝึกจนเกิดความเคยชิน แล้วให้ระลึกอาราธนาครูบาอาจารย์ หลวงพ่อโต ที่เราเคยสนทนา ที่หน้าหิ้งพระ นั้น โปรดเมตตาพาท่านไปเที่ยวตามสถานที่ต่าง ๆ ที่เห็นว่าสมควร ทุกครั้งที่ถอดกายทิพย์ไปต่างถิ่นต้อง เคารพสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เจ้าที่เจ้าทาง ในถิ่นนั้นด้วยการกราบไหว้ และอย่าทำอะไร ที่เป็นการลบลู่ ดูหมิ่นท่านด้วย ถ้าไม่มีครูบาอาจารย์นำพา ห้ามถอดจิตไปไหนอย่างเด็ดขาด ต้องฝึกจนกว่าครูบาอาจารย์จะสอนบทเรียนและชี้แนะ จนเอาตัวรอดได้ 


---การฝึกถอดกายทิพย์นี้ ใหม่ ๆ ต้องใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมง หรือ 15 นาที จึงจะสามารถรวมจิต เป็นหนึ่ง ถอดกายทิพย์ได้ จะต้องฝึกจนสามารถรวมจิตใจ ความนึกคิดเป็นหนึ่งและให้เป็นวสี คือ ให้มีความชำนิชำนาญคล่องแคล่วในการถอดกายทิพย์.

 

*ขอบอกสักนิดว่า...


---วิธีถอดกายทิพย์นี้ จะมีความปลอดภัยตลอดทั้งปวง ก็ต่อเมื่อ ฝึกการเจริญสติ  14 จังหวะ ของสายหลวงพ่อเทียน วัดโบสถ์ (ยกเว้นผลจากแรงวิบากกรรมของแต่ละบุคคลเท่านั้น) นะครับ.





.............................................................................




ขอขอบคุณแหล่งข้อมูล 

พระราชนิพนธ์ภาษิต พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว

รวบรวมโดย...แสงธรรม

(แก้ไขแล้ว ป.)

อัพเดทรอบที่ 6 วันที่ 24 กันยายน 2558


ความคิดเห็น

  1. 1
    กุลา
    กุลา 05/07/2015 02:14

    เคยเห็นด้วยตัวเองครับเมือนานมาแล้ว (ภาพบนสุด) แส่งต่างจากในภาพเล็กน้อย  แสงบริเวณที่คิดว่าเป็นหัวเรามันม่วงหมดเลิย ขอบชมพูประน้ำเงินนิสนึ่ง  ตรงกรางกรวยสังเก็ตดีๆเหมือนมันมีน้ำสทองเต็มกรวยเลิยฮะ ส่วนข้างในนั้นเหมือนมีอะไรก็ไม่รู้นะ เหมือนคน หรือเหมือนแสงเทียนประมณนั้น มันเกิดขึ้นเร็วมากทั้งตกใจทั้งงงร้อนนน่าผาก ท้องลิ่นปิ่เหมือนถูกอัดเข้าหากันหมดเลย ตามมาด้วยภาพตอนตายแต่ละพภชาติงงไปหมดนั่งรถบัสเดินทางอยู่ดีเห็นรวดเดียวหมดเลิย งงตรงที่ไม่เคยสนใจไม่เคยเปิดมาก่อน   เพลบอย กลายเป็นใหวพระฟังธรรมไปเลิยครับ มัคสมังคีสองรอบในวันเดียว  จบลงที่่ไปลอยอยู่กันพลอยสีชมพูแถมมีลูกบอลสีทองสาดแสงแห่งสุขไส่เราด้วย ตัวเบาลอยดื่มดำความสุขที่ทั้งชีวิตมียังไม่ใด้เสียวเลิย ทุกปั ญหาที่คิดขาดสบั่นเลิยเกินสหมงผมทำอะไรไม่ใด้ดูอย่างเดีย สิ่งที่เคยเรยีนรู้และไม่เคยเรียนมาก่อน วิ่งเข้าหัวเต็นไปหมด เเล้วเราจะใด้คำตอบว่า    จริง มีอีกหลายๆที่มากก่วาจักกระ  

แสดงความคิดเห็น

* *

 

*

view

ประวัติต่างๆ

ประวัติวัดเขาไกรลาศ

ประวัติของหลวงพ่อเทียน=คลิป

มาเช็คชื่อ-เช็คสกุลกันดีกว่า=คลิป

ประวัติพระอธิการชิติสรรค์ จิรวฑฺฒโน=คลิป

ขอเชิญผู้ร่วมบุญสร้างอาศรมเสด็จปู่พระบรมพรหมฤาษีไตรโลก

ประวัติหลวงปู่เทพโลกอุดร

ประวัติฝ่าพระหัตถ์ของพระพุทธองค์

ประวัติของนางวิสาขา=คลิป

ประวัติของอนาถปิณฑิกเศรษฐี=คลิป

ประวัติของเศรษฐีขี้เหนียว

ประวัติเหตุทำบุญที่ช้า=คลิป

ประวัติของผู้ร่วมบุญ=คลิป

ประวัติของพระไตรปิฎก=คลิป

ประวัติการสร้างพระพุทธรูปและพระเจ้า ๕ พระองค์

ประวัติง้วนดิน

ประวัติปู่ฤาษีนารอท

ประวัติพระปางมหาจักรพรรดิ์ ทรงปราบพระเจ้ามหาชมพูบดี

ประวัตินางห้าม..แห่งขอมโบราณ

ประวัติพญานาค

ความรู้และรายละเอียดพุทธเจดีย์

พระมหาโพธิสัตว์

สาระธรรม

ธรรมะส่องใจ

อานิสงส์แต่ละอย่าง

ประเพณีต่างๆ

ตำนานทั่วไป

สาระน่ารู้

ปกิณกะธรรม

วัตถุมงคล-สาระอื่นๆ

ข้อมูลทั่วไป

ปฎิทิน

« November 2017»
SMTWTFS
   1234
567891011
12131415161718
19202122232425
2627282930  

สมาชิก

ลืมรหัสผ่าน?
สมัครสมาชิก

สถิติ

เปิดเว็บ20/06/2011
อัพเดท02/10/2017
ผู้เข้าชม3,412,483
เปิดเพจ5,609,069
สินค้าทั้งหมด24

 หน้าแรก

 บทความ

 เว็บบอร์ด

 รวมรูปภาพ

 พระบรมสารีริกธาตุ

 โจโฉ รวมเสียงธรรม

 เฟสบุ๊ค

ติดต่อเรา-

view