/music/.mp3 http://www.watkaokrailas.com
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com

 หน้าแรก

 บทความ

 เว็บบอร์ด

 รวมรูปภาพ

 พระบรมสารีริกธาตุ

 โจโฉ รวมเสียงธรรม

 เฟสบุ๊ค

 ติดต่อเรา-แผนที่

ความเป็นมาของพระกริ่งและพระชัยวัฒน์

ความเป็นมาของพระกริ่งและพระชัยวัฒน์

จักรพรรดิแห่งพระเครื่อง เรื่องเล่าจาก Internet ที่น่ารู้






 

---คำว่า  “กริ่ง”  นี้ มาจากคำถามที่ว่า “กึ กุสโล”  คือ เมื่อพระโยคาวจร บำเพ็ญสมณธรรมมีจิตผ่านกุศลธรรมทั้งปวงเป็นลำดับไปแล้ว ถึงขั้นสุดท้าย จิตเสวยอุเบกขา  เวทนา  ปฺญญาภิสังขาร เปลี่ยนไป อเนญชา  เป็นเหตุให้พระโยคาวจร เอะใจขึ้นว่า “กึ กุสโล” นี้เป็นกุศลอะไร  เพราะเป็นธรรมที่เกิดขึ้นแปลกประหลาด ไม่เหมือนกับกุศลอื่นที่ผ่าน “ดับสนิท” คือ หมายถึง พระนิพพานนั่นเอง พระกริ่งจะมีรูปทรงเหมือนพระชัยวัฒน์ แต่พระกริ่ง จะมีขนาดใหญ่กว่าและที่ฐานจะบรรจุเม็ดโลหะกลม ๆ ไว้ โบราณท่านบอกว่า “ พระกริ่งนั้นไว้แช่น้ำมนต์ พระชัยวัฒน์นั้นไว้พกติดตัว” 

 

*พระกริ่ง พระชัยวัฒน์ ปวเรศ วัดบวรนิเวศวิหาร ปี 2530


---สมเด็จพระสังฆราช (แพ ติสฺสเทว) วัดสุทัศเทพวราราม ทรงสร้างพระกริ่งและพระชัยวัฒน์นั้น มีดังต่อไปนี้ คือ


---ทรงเล่าว่า  เมื่อพระองค์ทรงสมณศักดิ์เป็นพระศรีมหาโพธิ์ครั้งนั้น สมเด็จพระวันรัต (แดง)  สมเด็จพระอุปัชฌาย์ของพระองค์ ยังมีชีวิตอยู่และครั้งหนึ่งสมเด็จพระวันรัต (แดง) ได้อาพาธเป็นอหิวาตกโรค สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรส ครั้งยังทรงเป็นกรมหมื่น เสด็จมาเยี่ยม  เมื่อสั่งถามถึงอาการของโรค เป็นที่เข้าพระทัยแล้ว  รับสั่งว่า เคยเห็นกรมพระยาปวเรศฯ สมเด็จพระอุปัชฌาย์ของพระองค์ อาราธนาพระกริ่งแช่น้ำอธิษฐาน ขอน้ำพระพุทธมนต์ ให้คนไข้เป็นอหิวาตกโรค กินหายเป็นปกติ  พระองค์จึงรับสั่งให้มหาดเล็กที่ตามเสด็จ ไปนำพระกริ่งที่วัดบวรนิเวศ แต่สมเด็จฯ ทูลว่าพระกริ่งที่กุฏิมี สมเด็จสมณเจ้าจึงรับสั่งให้นำมา แล้วอาราธนาพระกริ่ง แช่น้ำอธิษฐานขอน้ำพระพุทธมนต์ แล้วนำไปถวายสมเด็จพระวันรัต (แดง) เมื่อท่านฉันน้ำพระพุทธมนต์ โรคอหิวาก็บรรเทาหายเป็นปรกติ


---พระกริ่งที่อาราธนาขอน้ำพระพุทธมนต์นั้น เป็นพระกริ่งเก่าหรือไม่ ก็คงเป็นพระกริ่งของสมเด็จกรมพระยาปวเรศฯ องค์ใดองค์หนึ่ง ตั้งแต่นั้นมาพระองค์ ก็เริ่มสนพระทัย ในการสร้างพระกริ่งนี้ขึ้นเป็นลำดับ ค้นหาประวัติการสร้างพระกริ่งและก็ได้เค้าว่า การสร้างพระกริ่งนี้ มีมาแต่โบราณแล้ว    เริ่มขึ้นที่ประเทศธิเบตก่อน ต่อมาก็ประเทศจีนและประเทศเขมร 


---เรื่องกำเนิดพระกริ่งของอาจารย์เสถียร  โพธินันทะ เรียบเรียงไว้ในหนังสือ “ชีวิต”  ปีที่ 5 มกราคม – กุมภาพันธ์ 2505 เป็นว่ามีสาระประโยชน์อย่างยิ่ง  จึงขอนำมากล่าว เพื่อเชิดชูในเกียรติ ที่ท่านผู้มีปัญญาเลิศผู้หนึ่งในยุค 25   ความว่า  ในอาณาจักรพระเครื่องรางที่นับถือ ว่ามีอานุภาพขลังศักดิ์สิทธิ์ เป็นที่รู้จักแพร่หลายในหมู่นักนิยมพระเครื่อง  ฝ่ายพระผงเห็นจะได้แก่ พระผงสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต)  ซึ่งเรียกกันทั่วไปว่า “สมเด็จวัดระฆัง” ฝ่ายพระโลหะเห็นจะได้แก่  พระกริ่งของสมเด็จพระสมณเจ้ากรมพระยาปวเรศวริยาลงกร หรือที่เรียกกันว่า “กริ่งปวเรศ”


---พิธีกรรมการสร้างพระผงแต่โบราณมา ต้องทำผงวิเศษ  ซึ่งสำเร็จจากสูตรสนธิต่าง ๆ ที่ขีดเขียนลงในกระดาษชนวน แล้วลบถมจนได้ที่ เป็นจำนวนผงที่ต้องการ  สำหรับผสมกับการอื่นๆ พิมพ์เป็นองค์พระ  การสร้างพระโลหะหรือพระกริ่ง ก็เช่นเดียวกันจะต้องลงเลขยันต์ในแผ่นโลหะ อันจะเป็นชนวนผสมในการหล่อด้วย เลขยันต์ที่นิยมลงยันต์โดยมากท่านนิยมลงด้วยพระยันต์ 108 นปถมัง  14  นะ  ว่ากันว่าเป็นตำรับของสมเด็จพระพนรัต วัดป่าแก้ว  ครั้งสมเด็จพระนเรศวรมหาราช  การสร้างก็ต้องมีพิธีพระพุทธาภิเษก และมีพิธีโหร พิธีพราหมณ์ ประกอบ


---พระกริ่งปวเรศนี้ เล่ากันว่า สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระปรมานุชิตชิโนรส วัดพระเชตุพนฯ  สืบทอดมาจากสมเด็จพระพนรัต วัดป่าแก้ว  สมเด็จพระมหาสมณเจ้า  กรมพระยาปวเรศฯ  ทรงสร้างพระกริ่งในเบื้องปัจฉิมสมัยแห่งพระชนม์มายุ  แต่สร้างคราวละเล็กน้อย เชื่อกันว่ามี 2 คราวเท่านั้น  ทรงแจกเฉพาะผู้ใกล้ชิดและเจ้านาย ข้าราชการประชาชน ที่มาสดับพระธรรมเทศนาในวัดบวรนิเวศวิหาร  ฉะนั้น  พระกริ่งปวเรศฯ จึงมีน้อยไม่แพร่หลาย 


---ต่อมา เจ้าคุณวัดมกุฏกษัตริยาราม เลียนแบบของพระองค์ท่าน ไปจัดสร้างขึ้นบ้างก็เป็นจำนวนน้อย  ภายหลังตำราไปตกอยู่กับสมเด็จพระพุฒาจารย์ (มา) วัดจักรรดิราชวาส  ตามปากราษฎรเรียกว่า “ท่านเจ้ามา”  เป็นพระเถระเชี่ยวชาญทางสมถภาวนา  อาจสามารถจุดเทียนระเบิดน้ำลงไปลงตะกรุด  ณ ท่าแม่น้ำเจ้าพระยาหน้าวัดได้  ต่อมาท่านเจ้าก็มา เป็นประสาธน์ตำราแก่พระเทพโมฬี (แพ  ติสฺสเทวา) วัดสุทัศนเทพวราราม ซึ่งภายหลังพระเทพโมฬีเจริญสมณศักดิ์โดยลำดับ จนได้ครองสมณอัครฐานันดรศักดิ์ ที่สมเด็จพระสังฆราช ในรัชกาลที่ 8


---พระเทพโมฬี ได้สร้างพระกริ่งขึ้นเป็นครั้งแรก  และได้สร้างติดต่อกันเรื่อยมาเป็นนิตย์ ครั้งละมากบ้าง น้อยบ้าง  จนถึงดำรงฐานะสมเด็จพระสังฆราช และจำเดิมแต่นั้น ก็มีพระเกจิอาจารย์ต่างสำนัก เลียนแบบสร้างพระกริ่งกันแพร่หลาย  พระพุทธลักษณะของพระกริ่ง เป็นแบบพระพุทธรูปมหายาน ทางประเทศธิเบต และปรากฏในประเทศเขมรก็มีพระกริ่งแบบนี้ เหมือนกันกับเราเรียกว่า “กริ่งปทุม”


---ประเพณีสร้างพระกริ่งของไทย จะได้ครูจากเขมรเป็นแน่แท้  และมีการสร้างกันในยุคกรุงสุโขทัยแล้ว ที่กล่าวว่าตำราสร้างพระกริ่งในยุคกรุงรัตนโกสินทร์นี้  เดิมเป็นของสมเด็จพระพนรัต วัดป่าแก้ว ก็น่าจะจริง  เพราะสมเด็จพระพนรัตองค์นั้น ท่านคงได้รวบรวมวิธีการสร้างตำรับตำราเก่า ๆ และในสมัยนั้น วัดป่าแก้ว ก็นับถือกันว่าเป็นสำนักอรัญญิกาสมถธุระวิปัสสนาธุระ

 

---อันที่จริงพระกริ่ง  ก็คือพระปฏิมาพระไภษัชยคุรุพุทธเจ้านั่นเอง  พระพุทธเจ้าองค์นี้เป็นที่นิยมนับถือ  ของปวงพุทธศาสนิกชนฝ่ายลัทธิมหายานยิ่งนัก  ปรากฏพระประวัติมาในพระสูตรสันสกฤตสูตรหนึ่งคือ “พระพุทธไภษัชยคุรุไวฑูรย์  ประภาราชามูลประณิธานสูตร  ”แปลเป็นจีนในราวพุทธศตวรรษที่ 10 ซึ่งขอแปลโดยย่อสู่กันว่าดังนี้


---สมัยหนึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระศากยมุนีพุทธะ  เสด็จประทับ  ณ.กรุงเวสาลีสุขโฆสวิหารพร้อมด้วยพระมหาสาวก 8,000 องค์พระโพธิสัตว์ 36,000 องค์  และพระราชาธิบดีเสนาอำมาตย์ตลอดจนปวงเทพ  ก็โดยสมัยนั้นแลพระมัญชุศรีผู้ธรรมราชาบุตร อาศัยพระพุทธภินิหาร ลุกขึ้นจากที่ประทับ ทำจีวรเฉลียงบ่าข้างหนึ่งลง คุกพระชาณุ อัญชลีกราบทูลขึ้นว่า  “ข้า แต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ขอพระองค์โปรดปรานพระธรรมเทศนา พระพุทธนามและมหามูลปณิธานและคุณวิเศษอันโอฬาร แห่งปวงพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย เพื่อยังผู้สดับพระธรรมกถานี้ ให้ได้รับหิตประโยชน์บรรลุถึงสุขภูมิ”  พระบรมศาสดาทรงรับอาราธนาของพระมัญชุศรี โพธิสัตว์แล้วจึงทรงแสดงพระเกียรติคุณของพระไภษัชยคุรุพุทธเจ้าว่า


---“ดูก่อนกุลาบุตร จากที่นี้ไปทางทิศตะวันออกผ่านโลกธาตุ อันมีจำนวนดุจเม็ดทรายในคงคานที 10 นทีรวมกัน  ณ  โลกธาตุหนึ่งนามว่า "วิสุทธิไพฑูรย์โลกธาตุ" นั้นมีพระพุทธเจ้า  ซึ่งมีทรงนามว่า "ไภษัชยคุรุไวฑูรย์ประภาคถาคต" พระองค์ถึงพร้อมด้วยพระภาคเป็นพระอรหันต์  เป็นผู้ตรัสรู้ รู้ดีชอบแล้ว ด้วยพระองค์เอง  เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยวิชาและจรณะ เป็นผู้เสด็จไปดีแล้ว  เป็นผู้รู้แจ้งทางโลก  เป็นผู้ยอดเยี่ยมไม่มีใครเปรียบ  เป็นสารถีฝึกบุรุษ  เป็นศาสดาแห่งเทวดา  และมนุษย์เป็นผู้เบิกบานแล้ว  เป็นผู้จำแนกธรรมสั่งสอนสัตว์ ดูก่อนมัญชุศรี ณ เบื้องอดีตกาล เมื่อพระตถาคตเจ้าพระองค์นี้ ยังเสวยพระชาติเป็นพระโพธิสัตว์บำเพ็ญบารมีอยู่  พระองค์ทรงตั้งมหาปณิธาน 12 ประการ เพื่อยังความต้องการแห่งสรรพสัตว์ให้บรรลุ"


*มหาปณิธาน  12  ประการเป็นไฉน


---1.ในการใด ที่เราได้บรรลุพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ  ซึ่งมีวรกายอันรุ่งเรือง ส่องสาดทั่วอนันตโลกุ บริบูรณ์ด้วยมหาปุริสลักษณะ 32 และอนุพยัญชนะ 80 ขอให้สรรพสัตว์จึงมีวรกายดุจเดียวกับเรา


---2.ในการใด ที่เราได้บรรลุพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ  ขอให้วรกายของเรามีสีสันดุจไพฑูรย์  มีรัศมีรุ่งโรจน์โชตนาการ ยิ่งกว่าแสงจันทร์และแสงอาทิตย์  ประดับด้วยคุณาลังการอันมโหฬาร ไพศาลพันลึกส่องทางให้แก่สัตว์ที่ตกอยู่ในอบายคติ ให้หลุดพ้น เข้าสู่คติที่ชอบตามปราถนา


---3.ในการใด ที่เราได้บรรลุพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ก็ขอให้เราได้ปัญญาโกศลอันล้ำลึกสุขุมไม่มีที่สิ้นสุดยังสรรพสัตว์ให้ได้รับโภคสมบัตินานาประการ อย่าได้มีความยากจนเลย


---4.ในการใด ที่เราได้บรรลุพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ หากมีสัตว์ใด ที่เป็นมิจฉาทิฏฐิ ก็ขอให้เรายังเขาให้ตั้งมั่นในสัมมาทิฐิ ในโพธิมรรค หากมีสัตว์ใดดำเนินปฏิปทาแบบสาวกยาน ปัจเจกยาน ก็ขอให้เราสามารถยังเขามาดำเนินปฏิปทาแบบมหายาน


---5.ในการใด ที่เราได้บรรลุพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ หากมีสรรพสัตว์ใด มาประพฤติพรหมจรรย์ในธรรมวินัยของเรา ก็ขอให้เขาเหล่านั้น อย่าได้มีศีลวิบัติเลย จงบริบูรณ์ด้วยองค์แห่งศีลทั้ง 3 เถิด หากผู้ใดศีลวิบัติ เมื่อสดับนามแห่งเรา ก็ขอให้จงบริบูรณ์ดุจเดิมไม่ตกสู่ทุคคตินิรยาบาย


---6.ในการใด ที่เราได้บรรลุพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ หากมีสรรพสัตว์ใด มีกายอันเลวทราม มีอินทรีย์ไม่ผ่องใสโง่เขลาเบาปัญญา  ตาบอด หรือหูหนวกเป็นใบ้ หรือหลังค่อม สารพัดพยาธิทุกข์ต่าง ๆ เมื่อได้สดับนาม แห่งเราก็ขอให้เขาหลุดพ้นจากปวงทุกข์เหล่านั้น มีสติปัญญาเฉลียวฉลาด มีอินทรีย์ผ่องใสสมบูรณ์


---7.ในการใด ที่เราได้บรรลุพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ หากยังมีสรรพสัตว์ ปราศจากวงศาคณาญาติ อันความยากจนข้นแค้น มีทุกข์มาเบียดเบียนแล้ว เมื่อสดับแห่งเรา ขอสรรพความเจ็บป่วย จงปราศไปสิ้น เป็นผู้มีกายในอันผาสุข มีบ้านเรือนอาศัย พรั่งพร้อมด้วยธนสารสมบัติ จนที่สุดก็จักได้สำเร็จแก่พระโพธิญาณ


---8.ในการใด ที่เราได้บรรลุพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ หากมีอิสสตรีใด มีความเบื่อหน่ายต่อเพศแห่งตน ปราถนาจะกลับเพศเป็นบุรุษไซร้  มาตรว่าได้สดับนามแห่งเรา ก็จงสามารถเปลี่ยนเพศจากหญิงเป็นชายตามปราถนา จนที่สุดก็จะได้สำเร็จแก่โพธิญาณ


---9.ในการใด ที่เราได้บรรลุพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ เราจะสามารถยังสัตว์ทั้งหลาย ให้หลุดพ้นจากข่ายแห่งมารและเครื่องผูกพัน ของเหล่ามิจฉาทิฏฐิ ให้สัตว์เหล่านั้น ตั้งอยู่ในสัมมาทิฏฐิและให้ได้บำเพ็ญโพธิสัตว์จริยาจนบรรลุพระโพธิญาณในที่สุด


---10.ในการใด ที่เราได้บรรลุพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ มีสัตว์เหล่าใด ถูกต้องพระราชอาญาต้องคุมขัง รับทัณฑกรรมในคุกตาราง หรือต้องอาญาถึงประหารชีวิต ตลอดจนได้รับการข่มเหง คะเนงร้าย ดูหมิ่นดูแคลน เหยียดหยามอื่น ๆ เป็นผู้มีอันคับแค้นเผาลนแล้ว มีใจกายอัววิปฏิสารอยู่ หากได้สดับนามแห่งเรา ได้อาศัยบารมี และมีคุณาภินิหารของเรา ขอให้สัตว์เหล่านั้น จงหลุดพ้นจากปวงทุกข์ดังกล่าว


---11.ในการใด ที่เราได้บรรลุพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ มีสัตว์เหล่าใด มีความทุกข์ ด้วยความหิวกระหายและประกอบอกุศลกรรม  เพราะเหตุแห่งอาหารไซร้ หากได้สดับนามแห่งเรา มีจิตมั่นตรึก นึกภาวนาเป็นนิตย์ เราจะได้ประทานเครื่องอุปโภคบริโภค อันปราณีตแก่เขา ยังให้เขาอิ่มหนำสำราญ แล้วจะประทานธรรมรสแก่เขา ให้เขาได้รับความสุข


---12.ในการใด ที่เราได้บรรลุพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ มีสัตว์เหล่าใด ที่ยากจนปราศจากอาภรณ์นุ่งห่ม อันความหนาวร้อนและเหลือบยุงเบียดเบียน ทั้งกลางวันกลางคืน หากได้สดับนามแห่งเราและหมั่นรำลึกถึงเราไซร้ เขาจักได้สิ่งที่ปราถนาและจักบริบูรณ์ด้วยธนสารสมบัติ สรรพอาภรณ์เครื่องประดับและเครื่องบำรุงความสุขต่าง ๆ ฯลฯ


---ครั้นแล้ว  พระบรมศาสดาศากยะมุนีพุทธเจ้า ตรัสต่อไปว่า พระไภษัชยคุรีพุทธนี้ มีพระโพธิสัตว์ใหญ่ 2 องค์ พระสุริยไวโรจนะและพระจันทรไวโรจนะ เป็นพระโพธิสัตว์ผู้ช่วย ของพระไภษัชยคุรุพระพุทธเจ้า  เบื้องปลายแห่งพระสูตรนั้น ทรงแสดงอานิสงส์ของการบูชาพระไภษัชยคุรุว่า  “ผู้ใดก็ดี”  ได้บูชาพระองค์ ด้วยความเคารพเลื่อมใสแลไซร้ ก็จักเจริญด้วย อายุ วรรณะ สุขะ พละ ปราศจากภัยบีฑา  ไม่ฝันร้าย ศาสตราวุธทำอันตรายมิได้ สัตว์ร้ายทำอันตรายมิได้  ยาพิษทำอันตรายมิได้ ฯลฯ  นอกจากนี้ ยังทรงแสดงถึงพิธีจัดมณฑลบูชาพระไภษัชยคุรุอีกด้วยว่า ต้องจัดพิธีบูชาเครื่องนั้น ๆ และทรงประธานพระคาถาบูชาพระไภษัชยคุรุด้วย ในเวลาตรัสพระคาถานี้ พระบรมศาสดาทรงประทับเข้าสมาธิชื่อ  “สรวสัตวทุกขภินทนาสมาธิ”  ปรากฏรัศมีไพโรจน์ขึ้นเหนือพระเกตุมาลา แล้วตรัสพระคาถามหาธารณี ดังนี้


---“นโม  ภควเต  ไภษชฺยคุรุ  ไสฑูรฺยปรฺภาราชาย  ตถาคตยารฺทเต  สมฺยกสมฺพุทฺธาย  โอมฺ  ไภเษชฺเย  สมุรฺคเตสฺวาหฺ”


---ครั้นตรัสพระมหาธารณีนี้แล้ว พสุธาก็กัมปนาทหวาดไหว แสงสว่างอันโอฬารก็ปรากฏ สัตว์ทั้งปวงก็หลุดพ้นจากสรรพพยาธิ บรรลุสุขสันติอันประณีต แล้วพระบรมศาสดาจึงตรัสว่า “ดูก่อนมัญชุศรี ถ้ามีกุลบุตรกุลธิดาใด อันพยาธิทุกข์เบียดเบียนแล้ว  ถึงตั้งจิตให้เป็นสมาธิ แล้วนำพระมหาธารณีบทนี้ ปลุกเสกอาหารหรือยา หรือน้ำดื่ม ครบ  108  หน แล้วดื่มกินเข้าไปเถิด  จักสามารถดับสรรพปวงพยาธิได้ ฯลฯ” 


---พระสูตรนี้ ตอนปลาย ๆ ยังมีเรื่องราวพิศดารอีกมาก แต่จำต้องของดไว้เพียงเท่านี้ เป็นอันว่าท่านผู้ชม ได้ทราบถึงความศักดิ์สิทธิ์และความสำคัญของพระพุทธไภษัชยคุรุโดยสังเขปเท่านี้ สำหรับพระคาถามหาธารณีนั้น ท่านพระคณาจารย์สร้างพระกริ่งได้และควรนับถือว่า เป็นมนต์ประจำพระกริ่ง  โดยเฉพาะทีเดียว


---เมื่อความศักดิ์สิทธิ์อภินิหารของพระพุทธรูปไภษัชยคุรุ ปรากฏตามที่ได้พรรณามา พวกพุทธศาสนิกชนฝ่ายลัทธิมหายาน จึงเคารพนับถือยิ่งนัก มีพระพุทธปฏิมาขอพระไภษัชยคุรุบูชากันทั่วไปในวัด  ประเทศจีน ญี่ปุ่น  ธิเบต  เกาหลีและเวียดนาม ที่สุดจนในประเทศเขมรและประเทศไทย  สำหรับประเทศไทยแม้จะนับถือพระพุทธศาสนาฝ่ายลังกาวงศ์ ลัทธิสาวกยาน แต่ก่อนนั้นขึ้นไปเราก็เคยรับเอาลัทธิมหายาน มานับถืออยู่ระยะหนึ่งเป็นลัทธิมหายาน ซึ่งแพร่ขึ้นมาจากอาณาจักรศรีวิชัยทางใต้ และที่แพร่หลายมาจากเขมร ไทยเพิ่งจะเปลี่ยนมานับถือพุทธศาสนา ฝ่ายลังกาวงศ์ก็เมื่อยุคสุโขทัยนี้เท่านั้น 


---อาณาจักรศรีวิชัย ซึ่งตั้งแว่นแคว้นอยู่บนคาบสมุทรมลายู ตั้งแต่ พ.ศ.1200 – 1700 รวมเวลานานราว 600 ปี เป็นอาณาจักรที่เคารพนับถือพระพุทธศาสนาลัทธิมหายาน  และนำลัทธิมหายานให้แพร่หลายในหมู่เกาะชวา  มลายู  ตลอดขึ้นมาจนลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา  ส่วนเขมรนั้น ปรากฏว่ามีทั้งลัทธิมหายานและลัทธิพราหมณ์ เจริญแข่งกัน กษัตริย์ของเขมรหรือขอม ในสมัยนั้นบางองค์ ก็เป็นพุทธมามกะ  บางองค์เป็นพราหมณ์มามกะ


---ในราว พ.ศ.1546 – 1592 กษัตริย์เขมรพระองค์หนึ่งทรงนามว่า  พระเจ้าสุริยะวรมันที่ 1 ทรงเลื่อมใสในพระพุทธศาสนามาก จนถึงกับเมื่อสวรรคตแล้ว มีพระนามว่า  “พระบรมนิวารณบท”   พระองค์เป็นเชื้อสายกษัตริย์จากอาณาจักรศรีวิชัย   ฉะนั้น  จึงไม่ต้องสงสัยว่า ลัทธิมหายานจะไม่เฟื่องฟุ้งขึ้นในรัชสมัยของพระองค์  แต่ก็ยังมีกษัตริย์อีกพระองค์คือ พระเจ้าชัยวรมันที่ 7  ทรงครองราชย์ระหว่าง พ.ศ.1724 – 1748  พระองค์ทรงเป็นมหายานพุทธมามกะ โดยแท้จริง  ทรงพยายามจรรโลงลัทธิราช องค์สุดท้ายของเขมร  เพราะเมื่อสิ้นพระรัชสมัยแล้ว  เขมรก็เข้าสู่ยุคเสื่อม 


---พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 พระองค์นี้ ปรากฏว่าเป็นผู้สร้างเมืองใหม่ ชื่อ นครชัยศรี คือ ปราสาทพระขรรค์สำหรับเป็นพุทธสถานประดิษฐานพระปฏิมาอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์  อันเป็นพระโพธิสัตว์แห่งความเมตตากรุณาที่สำคัญอย่างยิ่งองค์หนึ่งของลัทธิมหายาน ทรงสร้างขึ้นเพื่ออุทิศแด่พระเจ้าธรณินทรวรมันพระมหาชนก แล้วสร้างพระปราสาทตาพรหมประดิษฐานพระปฏิมาปรัชญาปารมิตาโพธิสัตว์แห่งปัญญา  อุทิศแด่พระวรราชมารดา มีจารึกกล่าวว่า ปราสาทตาพรหม เป็นอาวาสสำหรับพระมหาเถระ 18 องค์และสำหรับพระภิกษุอีก 1,740 รูป ด้วยแล้ว ทรงสร้างพระปราสาทบายน เป็นที่ประดิษฐานพระรูป สนองพระองค์เอง นอกจากนี้ ปรากฏในศิลาจารึกตาพรหมว่า พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ได้สร้างโรงพยาบาล คือ  “อโรยศาลา”  ทั่วพระราชอาณาจักรถึง 102  แห่ง ด้วยทรงเคารพนับถือพระพุทธไภษัชยคุรุยิ่งนัก  จึงทรงพยายามอนุวัติตามพระพุทธจริยาของพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น


---นอกจากนั้น กษัตริย์นักก่อสร้างพระองค์นี้ ยังได้สร้างรูปพระปฏิมา “ชยพุทธมหานาถ” พระราชทานไปประดิษฐานไว้ในเมืองอื่น ๆ 23 แห่ง  ทรงสร้างธรรมศาลา ขุดสระน้ำ สร้างถนน จากข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์เหล่านี้ ข้าพเจ้าปราถนาจะกล่าวว่า พระกริ่งปทุมของเขมร ได้สร้างขึ้นอย่างแพร่หลายกว่าทุกยุค ในรัชสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 นี้ เพื่ออุทิศบูชาแด่พระพุทธไภษัชยคุรุ และได้มีการสร้างบ้างแล้วในรัชสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 ในการสร้างนั้นได้มีพิธีปลุกเสกประจุฤทธิ์เข้าไป ตามกระบวนลัทธิมหายาน  ซึ่งปรากฏในพระพุทธไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาราชามูลประณิธานสูตรนั้น พระกริ่งปทุมจึงมีฤทธานุภาพศักดิ์สิทธิ์ 


---ภายหลัง เมื่อลัทธิมหายานเสื่อมสูญ คติการสร้างพระกริ่ง ยังคงสืบทอดกันมาและกลับมาแพร่หลายในหมู่ชาวไทย ลาว แต่นานวันเข้าก็ลืมประวัติเดิม  วิธีสร้างแบบเดิม ทั้งนี้ เพราะพระสูตรมหายาน เป็นภาษาสันกฤตเลือนไปตามลัทธิมหายาน  ด้วยพระเกจิอาจารย์ ท่านได้ดัดแปลงวิธีสร้างใหม่ ตามแบบไสยเวท เช่น การลงยันต์ 108 และนะปถนัง 14 นะ ในแผ่นโลหะ เป็นต้น  ก็ให้ผลความศักดิ์สิทธิ์ไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน  ถ้ามาตรว่าทำให้ถูกพิธีกรรมใหม่นี้จริง ๆ


---ส่วนเม็ดกริ่งในองค์พระนั้น สันนิษฐานได้เป็น 2 ทาง คือ ทางหนึ่งเพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งพระพุทธภาวะ อันมีคุณลักษณะ อนาทิเบื้องต้นไม่ปรากฏ จึงทำเป็นเม็ดกลม อีกทางหนึ่งชะรอยจะอนุวัติที่ว่าแม้เพียงได้สดับพระนามก็อาจให้ได้รับความสวัสดีได้ จึงใช้ประจุเม็ดกริ่งไว้  เพราะเมื่อสร้างองค์พระทุกครั้งจะได้บุญ 2 ต่อ คือสร้างเท่ากับได้เจริญภาวนาถึงพระไภษัชยคุรุ ส่วนผู้อื่นที่ได้ยินเสียงกริ่งก็พลอยได้บุญตามไป ฉะนั้น


---ส่วนพระกริ่งเขมร พระเจ้าปทุมสุริยวงศ์ พระเจ้าแผ่นดินเขมรเป็นผู้สร้าง  ที่ได้ยินชื่อเรียกบ่อย ๆ  “เรื่อง พระกริ่งปทุมนี้ ข้าพเจ้าได้ทูลถาม เจ้าประคุณสมเด็จฯ ว่า พระกริ่งของพระองค์ที่สร้างครั้งก่อน ๆ เลียนแบบจากพระกริ่งของประเทศใด สมเด็จฯ รับสั่งว่า ได้แบบจากพระกริ่งปฐมวงศ์ เพราะเห็นพระกริ่งที่ท่านทรงสร้างก่อน ๆ นั้น พระนั่งปางมารวิชัย พระหัตถ์ซ้าย ถือวชิราวุธ ประทับบนบัวคว่ำบัวหงาย 7 กลีบ ด้านหลังของพระเกลี้ยงไม่มีกลีบบัว และก็ไม่ได้มีเครื่องหมายอะไร พระองค์ทรงสร้างกริ่งในตัวเนื้อโลหะเป็นทองชนิดเดียวกัน


---สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ  เมื่อยังมีพระชนม์มายุอยู่ เคยเสด็จมาคุยกับเจ้าประคุณสมเด็จฯ  สมัยเป็นพระพรหมมุนี บ่อย ๆ ครั้งเหมือนกัน ทราบว่า มาชมหลวงพ่อดำ (พระเชียงแสน)  เจ้าคุณอาจารย์เล่าว่า พระบูชาที่หล่อในยุคนั้น สมเด็จกรมพระยาดำรงฯ เป็นผู้แนะนำแบบพิมพ์ด้วยเหมือนกัน ของฉันหล่อ 2 องค์เลย


---อนึ่ง สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ มาเที่ยวนี้ ได้ตั้งใจสืบสวนการเรื่องหนึ่ง คือ เรื่องพระพุทธรูปองค์เล็ก ๆ ซึ่งเรียกว่า พระกริ่ง เป็นของที่นับถือและขวนขวายหากันในเมืองเราแต่ก่อน  กล่าวกันว่า เป็นของพระเจ้าปทุมสุริวงศ์สร้างไว้ เพราะไปจากเมืองเขมรทั้งนั้น เมื่อครั้งรัชกาลที่ 4 พระอมรโมลี (นพ) วัดบุป้างราม ลงมาส่งพระมหาปานราชาคณะธรรมยุติ ในกรุงกัมพูชาองค์แรก  ซึ่งต่อมา ได้เป็นสมเด็จสุคนธ์นั้น มาได้พระกริ่งขึ้นไปให้คุณตา (พระยาอัมภันตริกามาตย์) ท่านให้แก่เรา แต่ยังเป็นเด็กองค์หนึ่ง  เมื่อเราบวชเป็นสามเณรได้นำไปถวายเสด็จฯ


---พระอุปัชฌาย์ ทอดพระเนตร ท่านตรัสว่า เป็นพระกริ่งพระเจ้าปทุมสุริยวงศ์นั้นมี 2 อย่าง สีดำอย่างหนึ่ง สีเหลืององค์ย่อมมากกว่าสีดำอย่างหนึ่ง  แต่อย่างสีเหลืองนั้น เราไม่เคยเห็น ได้เห็นของผู้อื่นก็เป็นอย่างสีดำทั้งนั้น ต่อมาเมื่อเราอยู่กระทรวงมหาดไทย  พระครูเมืองสุรินทร์เขามากรุงเทพฯ  เอาพระกริ่งมาให้อีกองค์หนึ่ง ก็เป็นอย่างสีดำได้เทียบเคียงกันดูกับองค์ที่คุณตาให้ เห็นเหมือนกันไม่ผิดเลย  จึงเข้าใจว่า พระกริ่งนั้น เดิมเห็นจะตีพิมพ์ทำทีละมาก ๆ และรูปสัณฐานเห็นว่า เป็นพระพุทธรูปอย่างจีน  มาได้หลักฐานเมื่อเร็ว ๆ นี้  ด้วยราชฑูตประเทศหนึ่ง เคยไปอยู่เมืองปักกิ่ง  ได้พระกริ่งทอง ทางของจีนมาองค์หนึ่ง  ขนาดเท่ากันแต่พระพักตร์มิใช่พิมพ์เดียวกับพระกริ่ง 


---พระเจ้าปทุมสุริยวงศ์ ถึงกระนั้นก็เป็นหลักฐานว่า พระกริ่งเป็นของจีนคิดแบบตำราในลัทธิฝ่ายมหายาน เรียกว่า “ไภษัชยคุรุ”เป็นพระพุทธรูปปางทรงถือเครื่องยาบำบัดโรค  ถือบาตรน้ำมนต์หรือผลสมอ เป็นต้น  สำหรับบูชาเพื่อป้องกันสรรพโรคาพาธและอัปมงคลต่าง ๆ เพราะฉะนั้น พระกริ่งจึงเป็นพระสำหรับทำน้ำมนต์  เรามาเที่ยวนั้น ตั้งใจจะมาสืบหาหลักฐานว่า พระกริ่งนั้น หากันได้ที่ไหนในเมืองเขมร 


---ครั้นมาถึงเมืองพนมเปญ พบพระเจ้า พระสงฆ์ที่เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ ลองไต่ถามก็ไม่มีใครรู้เรื่อง หรือเคยพบเห็นพระกริ่ง มีออกญาจักรีคนเดียว เห็นบอกว่า สัก 20 ปี มาแล้วได้เคยเห็นองค์หนึ่ง เป็นของชาวบ้านนอก แต่ก็หาได้เอาใจใส่ไม่ ครั้นมาถึงนครวัด มาได้ความจริงจากเมอร์ซิเออร์มาร์ชาล  ผู้จัดการรักษาโบราณสถานว่า เมื่อสัก 2 – 3 เดือนมาแล้ว เขาขุดซ่อมเทวสถาน ซึ่งแปลงเป็นวัดพระพุทธศาสนาบนยอดเขามาเก็บ พบพระพุทธรูปเล็ก ๆ อยู่ในหม้อใบหนึ่งหลายองค์ เอามาให้เราดู เป็นพระกริ่งสุริยวงศ์ทั้งนั้น มีทั้งอย่างเนื้อดำและเนื้อเหลือง  ตรงกับที่สมเด็จพระอุปัชฌาย์ ทรงอธิบายจึงเป็นอันได้ความแน่ว่า  พระกริ่งที่ได้ไปยังประเทศเราแต่ก่อนนั้น เป็นของหาได้ในกรุงกัมพูชาแน่  แต่จะนำมาจำหน่ายจากเมืองจีน  หรือพวกขอมจะเอาแบบพระจีนมาหล่อขึ้นในประเทศขอม ข้อนี้ไม่ทราบได้  พระนิพนธ์ของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพตอนนี้ก็เห็นชัดว่า พระกริ่งปทุมสุริยวงศ์ ใครเป็นผู้สร้างและแพร่หลายมาเมืองไทยเรามากพอควร


---สมเด็จฯ จะได้รับตำราการสร้างพระกริ่งมาจากผู้ใดนั้น ปรากฏหลักฐานตามหนังสือหลายเล่ม ได้สันนิษฐานไว้เป็นสองทาง คือ บางเล่มก็สันนิษฐานว่า ได้รับตำรามาจาก “พระพุฒาจารย์” (มา)  วัดจักรวรรดิราชาวาส บางเล่มก็สันนิษฐานว่าได้รับตำรามาจาก “พระมงคลทิพย์มณี” (เทียบ) วัดพระเชตุพนฯ 



---สมเด็จฯ  ภายหลังจากที่ได้รับตำราการสร้างพระกริ่งมาแล้ว พระองค์ก็ทรงค้นคว้า มุ่งแสวงหาแร่ธาตุ ที่มีคุณมีอิทธิฤทธิ์ต่าง ๆ มาทดลองหล่อผสม  หาวิธีการที่จะทำเนื้อโลหะ ให้เกิดความบริสุทธิ์และมีฤทธิ์ สมดังคำบรรยายที่มีเขียนไว้ในตำรา  และทรงค้นคว้าอย่างจริงจัง ดังปรากฏตามคำบอกของท่านเจ้าคุณราชวิสุทธาจารย์ (แป๊ะ) วัดสุทัศน์ฯ และอาจารย์นิรันดร์ แดงวิจิตร ว่า


---เมื่อคราวจัดงานพระศพ ของเจ้าประคุณสมเด็จฯ ได้ลงไปใต้ถุนตำหนัก  เพื่อสำรวจสถานที่ ที่เตรียมจัดงานพระศพ ได้พบก้อนแร่หลายชนิด พบอ่างเคลือบประมาณ 10 กว่าใบ พบครกเหล็กขนาดใหญ่ วัดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 14 นิ้วฟุต มีรอยตำมาอย่างมากจนก้นทะลุ พบสูบนอนทำด้วยไม้สัก แต่ผุจวนจะหมด แสดงว่าเลิกค้นคว้ามานาน พบเบ้าหลอมแร่ที่แตก ๆ จำนวนมากเป็นกองโต พร้อมกับก้อนแร่เป็นจำนวนมาก


---เป็นที่น่าเสียดายว่า ขณะนั้นเป็นการเวลาที่รีบเร่ง เพราะกำลังจัดงานพระศพ ประกอบกับการเสียใจในการจากไปของท่าน ทำให้ผู้ที่พบทั้งสองท่านไม่ได้คิดว่า จะอนุรักษ์ความเพียรพยายามของสมเด็จฯ ไว้ให้อนุชนรุ่นหลังดู จึงได้ทำการเกลี่ยดินและกระทุ้งจนแน่น เทพื้นซีเมนต์ทับ ทำให้หลักฐานหมดไปอย่างน่าเสียดาย เมื่อทรงพระชนม์อยู่ เคยรับสั่งกับอาจารย์นิรันดร์ แดงวิจิตร  ขณะอุปสมบทว่า “ค้นหาแร่ธาตุที่นำมาสร้างพระกริ่ง ถ่านหมดไปหลายลำเรือ”เป็นความจริงตามหลักฐานปรากฏ และเป็นหลักฐานที่ชี้ให้เห็นว่า ทรงพยายามค้นคว้าอย่างจริงจัง ด้วยเจตนาที่ต้องการความเข้มขลัง


---ในศิลาจารึกของอาณาจักรขอม ได้จารึกไว้ว่า ประมาณ พ.ศ. 1725 – 1729 พระเจ้าชัยวรมันที่ 7  ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลตามความเชื่อในศาสนาพุทธ โดยสร้างสถานพยาบาลเรียกว่า “อโรคยาศาลา” ขึ้นไว้ 102 แห่ง ในบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทยและบริเวณใกล้เคียงและยังกำหนดผู้ที่ทำหน้าที่รักษาพยาบาลไว้อย่างชัดเจน ได้แก่ พยาบาล เภสัช ผู้จดสถิติ ผู้ปรุงอาหาร รวม 92 คน รวมทั้งพิธีกรรมบวงสรวงพระพุทธไภษัชยคุรุไวฑูรย์ประภา  ตามความเชื่อทางพระพุทธศาสนา ลัทธิมหายาน ด้วยการบูชายาและอาหาร ก่อนจ่ายให้แก่ผู้ป่วย ปัจจุบันมี “อโรคยาศาลา”  ที่ยังเหลือปราสาทที่สมบูรณ์ที่สุด คือ ปราสาทกู่บ้านเขว้า จังหวัดมหาสารคาม.




....................................................................





ขอขอบคุณแหล่งข้อมูล

รวบรวมโดย...แสงธรรม

(แก้ไขแล้ว ป.)

อัพเดทรอบที่ 6 วันที่ 25 กันยายน 2558


ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

* *

 

*

view

ประวัติต่างๆ

ประวัติวัดเขาไกรลาศ

ประวัติของหลวงพ่อเทียน=คลิป

มาเช็คชื่อ-เช็คสกุลกันดีกว่า=คลิป

ประวัติพระอธิการชิติสรรค์ จิรวฑฺฒโน=คลิป

ขอเชิญผู้ร่วมบุญสร้างอาศรมเสด็จปู่พระบรมพรหมฤาษีไตรโลก

ประวัติหลวงปู่เทพโลกอุดร

ประวัติฝ่าพระหัตถ์ของพระพุทธองค์

ประวัติของนางวิสาขา=คลิป

ประวัติของอนาถปิณฑิกเศรษฐี=คลิป

ประวัติของเศรษฐีขี้เหนียว

ประวัติเหตุทำบุญที่ช้า=คลิป

ประวัติของผู้ร่วมบุญ=คลิป

ประวัติของพระไตรปิฎก=คลิป

ประวัติการสร้างพระพุทธรูปและพระเจ้า ๕ พระองค์

ประวัติง้วนดิน

ประวัติปู่ฤาษีนารอท

ประวัติพระปางมหาจักรพรรดิ์ ทรงปราบพระเจ้ามหาชมพูบดี

ประวัตินางห้าม..แห่งขอมโบราณ

ความรู้และรายละเอียดพุทธเจดีย์

พระมหาโพธิสัตว์

สาระธรรม

ธรรมะส่องใจ

อานิสงส์แต่ละอย่าง

ประเพณีต่างๆ

ตำนานทั่วไป

สาระน่ารู้

ปกิณกะธรรม

วัตถุมงคล-สาระอื่นๆ

ข้อมูลทั่วไป

ปฎิทิน

« July 2017»
SMTWTFS
      1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031     

สมาชิก

ลืมรหัสผ่าน?
สมัครสมาชิก

สถิติ

เปิดเว็บ20/06/2011
อัพเดท17/07/2017
ผู้เข้าชม3,213,388
เปิดเพจ5,290,781
สินค้าทั้งหมด24

 หน้าแรก

 บทความ

 เว็บบอร์ด

 รวมรูปภาพ

 พระบรมสารีริกธาตุ

 โจโฉ รวมเสียงธรรม

 เฟสบุ๊ค

ติดต่อเรา-

view