/music/.mp3 http://www.watkaokrailas.com
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com

 หน้าแรก

 บทความ

 เว็บบอร์ด

 รวมรูปภาพ

 พระบรมสารีริกธาตุ

 โจโฉ รวมเสียงธรรม

 เฟสบุ๊ค

 ติดต่อเรา-แผนที่

ทำบุญอย่างไรจึงจะได้ไปสวรรค์แต่ละชั้้น

ทำบุญอย่างไรจึงจะได้ไปสวรรค์แต่ละชั้้น

ทำบุญอะไรจึงได้ไปสวรรค์ในแต่ละชั้น







---ทำบุญอะไรจึงได้ไปสวรรค์ในแต่ละชั้น


---สวรรค์    คือ ภูมิอันเป็นที่อยู่ของเทวดา เป็นโลกที่อยู่อาศัยของกายละเอียดอันเป็นทิพย์ ที่มีรัศมีสว่างไสวรอบกายตลอดเวลา มีทั้งหมด 6 ชั้น


---เหตุ ที่ทำให้มาเกิดเป็นเทวดาเพราะได้ สร้างบุญกุศลไว้เมื่อครั้งยังเป็นมนุษย์ เมื่ออุบัติขึ้นก็ตั้งอยู่ในวัยหนุ่มสาวทันที งดงามตลอดเวลา จนกว่าจะถึงเวลาจุติ ไม่มีความแก่บังเกิดขึ้นเหมือนในเมืองมนุษย์


---วิมาน ปราสาทคือที่อยู่อาศัยของเทวดา ล้วนมีความวิจิตรงดงาม มีขนาดแตกต่างกัน มี ความเป็นอยู่สะดวกสบาย มีอาหารทิพย์บังเกิด ขึ้น มีบริวารคอยรับใช้ใกล้ชิด เสื้อผ้าเป็นทิพย์ วิจิตรงดงาม บังเกิดขึ้นให้สวมใส่ กิจกรรมแต่ละวันก็มีการเที่ยวเพลิดเพลินบันเทิงอยู่กับการชมสวน


---การ สังสรรค์กันระหว่างทวยเทพทั้งหลาย ส่วนจะอุบัติขึ้น ณ สวรรค์ชั้นไหน เป็น เทวดาประเภทใด และอยู่ในฐานะอะไรนั้น ก็ ขึ้นอยู่กับบุญที่ตัวเองสั่งสมมาเมื่อครั้งยังเป็นมนุษย์ ซึ่งได้มีกล่าวไว้ในพระไตรปิฎกเล่มที่ 37 เรื่อง ทานสูตร สรุปย่อได้ดังนี้


*เกิดบนสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา


---มี จาก หลายสาเหตุ คือ เมื่อครั้งเป็นมนุษย์ทำบุญไม่ ค่อยเป็นไม่รู้หลักการทำบุญ และไม่ค่อยได้สั่งสม บุญ นานๆ ทำครั้งหนึ่ง เมื่อทำก็ทำน้อย หรือ ทำบุญเอาคุณ บุญที่ได้ก็ไม่บริสุทธิ์ ไม่สมบูรณ์ บาปในตัวก็มีอยู่ แต่ว่าบุญมากกว่า เมื่อละโลกใจนึกถึงบุญก่อนก็ไปสวรรค์ชั้นนี้ ซึ่งตั้งอยู่ ณ เชิงเขาสิเนรุ สวรรค์ชั้นนี้จะมีความหลากหลายมากที่สุด เพราะอยู่ใกล้ชิดกับพื้นมนุษย์มากกว่าสวรรค์ชั้นอื่นๆ และมีบางส่วนที่มีที่อยู่ซ้อนกับภูมิมนุษย์ ที่ได้ชื่อสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา เพราะมีเทพผู้เป็นใหญ่ครองสวรรค์ชั้นนี้อยู่ 4 ท่าน คือ ท้าวธตรฐ ปกครองเทวดา 3 พวก ได้แก่ คนธรรพ์ วิทยาธร กุมภัณฑ์ ท้าววิรุฬหก ปกครองพวกครุฑ ท้าววิรูปักษ์ ปกครองพวกนาค ท้าวเวสสุวรรณ ปกครองพวกยักษ์


*เกิดบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์


---คือ เมื่อครั้งเป็นมนุษย์ ทำบุญเพราะเห็นว่าเป็นสิ่งดีงาม เป็นสิ่งที่ควรทำ กระทำแล้วก็สั่งสมบุญ สั่งสมเทวธรรม มีหิริ โอตตัปปะด้วย เมื่อละโลกก็จะไปบังเกิดบนสวรรค์ชั้นนี้ ซึ่งตั้งอยู่ที่หน้าตัดของเขาสิเนรุ ที่ชื่อว่า ดาวดึงส์ เพราะเป็นที่อยู่ของเทพผู้ปกครองภพถึง 33 องค์ โดยมีท้าวสักกเทวราช หรือพระอินทร์ เป็นประธาน และที่สำคัญมีพระธาตุจุฬามณี ซึ่งทุกวันพระเทวดาจะมาประชุมกันที่สุธรรมาเทวสภา เพื่อรับฟังโอวาทจากท้าวสักกะ ตัวอย่าง: สวรรค์ชั้นดาวดึงส์


*เกิดบนสวรรค์ชั้นยามา


---คือ เมื่อครั้งเป็นมนุษย์ทำบุญเพราะอยากจะสืบทอดและรักษาประเพณีแห่งความดีงาม นั้นไว้ ทำนองว่าวงศ์ตระกูลสร้างสมความดีมาอย่างไรก็อยากจะรักษาประเพณีไว้ หรือผู้หลักผู้ใหญ่สอนอย่างไร บรรพบุรุษทำมาอย่างไรก็ทำอย่างนั้น ทำกันไปตามธรรมเนียม เช่น เห็น ปู่ย่าสร้างโบสถ์ บำรุงวัด สร้างพระประธาน ก็ทำตามนั้นด้วย หรือพระภิกษุที่รักษาพระพุทธศาสนาเอาไว้ ตามธรรมเนียมปฏิบัติ ที่พระต้องมีหน้าที่รักษาพระพุทธศาสนา เมื่อละโลกแล้ว ส่วนใหญ่จะไปบังเกิดบนสวรรค์ชั้นนี้ ซึ่งตั้งอยู่สูงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ขึ้นไป


*เกิดบนสวรรค์ชั้นดุสิต


---หรือ ในโรงเรียนอนุบาลฝันในฝันเรียกกันว่า ดุสิตบุรี คือ เมื่อครั้งยังเป็นมนุษย์ ทำบุญเพื่อปรารถนาสงเคราะห์โลก ปรารถนาให้ชาวโลกมีความสุข มีความคิดที่ยิ่งใหญ่ ไม่ใช่เพื่อตนเองอย่างเดียว แต่เพื่อสงเคราะห์โลก เพื่อนมนุษย์ และสรรพสัตว์ทั้งหลายด้วย เมื่อละโลกแล้วก็จะไปสวรรค์ ชั้นนี้ ซึ่งตั้งอยู่สูงถัดจากสวรรค์ชั้นยามาขึ้นไป


*เกิดบนสวรรค์ชั้นนิมมานรดี


---คือ เมื่อ ครั้งเป็นมนุษย์ เห็นผู้อื่นทำบุญแล้วได้รับ การยกย่อง ส่งเสริม จึงอยากจะทำบุญนั้นบ้าง อยากจะเป็นอย่างนั้นบ้าง เมื่อละโลกแล้ว จะไปบังเกิดบนสวรรค์ชั้นนี้ ซึ่งตั้งอยู่สูงจากสวรรค์ชั้นดุสิตขึ้นไป


 *เกิดบนสวรรค์ชั้นปรนิมมิตวสวัตดี


---คือ เมื่อครั้งเป็นมนุษย์ ทำบุญด้วยความเลื่อมใส เคารพในทาน ทำแล้วมีความรู้สึกปลื้มใจ ในบุญที่ทำนั้น เมื่อละโลกแล้วจะบังเกิดบนสวรรค์ชั้นนี้ ซึ่งตั้งอยู่สูงจากสวรรค์ชั้นนิมมานรดีขึ้นไป


---ความ เป็นอยู่ของชาวสวรรค์แต่ละชั้น จะมีความประณีตยิ่งๆ ขึ้นไปตามลำดับชั้น ถ้าใครทำบุญมามาก จนครบทุกอย่างดังที่กล่าวมาแล้วนั้น ปรารถนาจะไปอยู่ ณ ที่ใด ก็สามารถจะไปสวรรค์ชั้นที่ต้องการได้ เหตุแห่งการกระทำที่กล่าวมาทั้งหมดนั้นเป็นสาเหตุหลักๆ เป็นภาพรวมของการทำบุญที่ทำให้ไปเกิดในสวรรค์ในแต่ละชั้นแต่อาจ จะมีองค์ประกอบและปัจจัยอย่างอื่นเสริมอีกด้วย



*สวรรค์ชั้นดุสิตหรือดุสิตบุรี ดีอย่างไร


---ทำไมพระบรมโพธิสัตว์ที่จะตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าและนักสร้างบารมีทั้งหลายถึงเลือกที่จะอยู่ชั้นนี้


---สวรรค์ ชั้นดุสิตนี้ มีความกว้างใหญ่ไพศาลมาก มีท้าวสันดุสิต ซึ่งบรรลุเป็นพระโสดาบันแล้ว เป็นผู้ปกครองภพ ที่ตั้งของสวรรค์ชั้นดุสิตอยู่สูงขึ้นไปจากยอดเขาสิเนรุ อยู่ในอากาศเหนือสวรรค์ชั้นยามา 42,000 โยชน์ บนสวรรค์จะไม่มีดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ทำให้ไม่มีเงา ไม่มีมุมมืดบนสวรรค์ อยู่ได้ด้วยความสว่างจากวัตถุสิ่งของต่างๆ เช่น กายของเหล่าเทวดา วิมาน สวน สระ สิ่งแวดล้อมต่างๆ มีแต่ความสว่าง จึงไม่ต้องอาศัยดวงอาทิตย์


---ลักษณะ ของสวรรค์ชั้นดุสิต จะไม่ได้กลมอย่างโลกมนุษย์ แต่จะกลมแบบราบ ถ้ามองจากสวรรค์ชั้น ยามาขึ้นไป จะมองเห็นเป็นแสงสว่าง นุ่มเนียนตา และถ้ามองจากสวรรค์ ชั้นดุสิตขึ้นไป ก็จะเห็นแสงสว่างนุ่ม เนียนตาของสวรรค์ชั้นนิมมานรดี หรือถ้ามองลงไปที่ดาวดึงส์ก็จะเห็น ว่ามีขนาดเล็กนิดเดียว เพราะสวรรค์ชั้นดุสิตใหญ่กว่า


---โครงสร้างของสวรรค์ชั้นดุสิต มีวิมานของท้าวสันดุสิตเป็นศูนย์กลาง ของสวรรค์ชั้นนี้ แล้วแบ่งออกเป็น 4 เขต วนโดยรอบวิมานของท้าวสันดุสิต ดังนี้


---เขตที่ 1 เป็นที่อยู่ของพระอริยเจ้า คือ พระโสดาบัน พระสกิทาคามี ซึ่งอยู่ชั้นในสุด


---เขตที่ 2 เป็นที่อยู่ของนิยตโพธิสัตว์ คือ พระโพธิสัตว์ที่ได้รับการพยากรณ์จากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วว่า  จะได้เป็นพระพุทธเจ้าอย่างแน่นอน ซึ่งวงบุญพิเศษของผู้ที่มีมโนปณิธานจะรื้อสัตว์ขนสัตว์ไปสู่ฝั่งพระนิพพาน ให้หมดจนกระทั่งถึงที่สุดแห่งธรรม ก็จะอยู่ในเขตนี้ด้วย


---เขตที่ 3 เป็นที่อยู่ของอนิยตโพธิสัตว์ คือ พระโพธิสัตว์ที่ยังไม่ได้รับ พยากรณ์เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ยังต้องสร้างบารมีอีกมาก


---เขตที่ 4 เป็นที่อยู่ของผู้ที่ทำกุศลมาก และมีกำลังบุญมากพอที่จะได้อยู่สวรรค์ชั้นดุสิตนี้ เป็นเขตทั่วไป นอกเหนือจาก 3 เขตแรก สวรรค์ชั้นดุสิตนี้ มีความพิเศษกว่าสวรรค์ชั้นอื่นอยู่หลายประการ หนึ่งในความ พิเศษนั้นก็คือ เป็นที่อยู่ของเหล่าพระบรมโพธิสัตว์ที่จะตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าใน อนาคตจำนวนมาก และเหล่าเทพบุตรที่สร้างบารมีเป็นพระสาวก เพื่อตามพระบรมโพธิสัตว์ลงมาตรัสรู้ในอนาคต แล้วทำไมพระบรมโพธิสัตว์ หรือบัณฑิตทั้งหลายจึงปรารถนาที่จะได้มาบังเกิดบนสวรรค์ชั้นดุสิตนี้ ทั้งที่กำลังบุญของแต่ละท่านนั้นมากมาย ปรารถนาที่จะไปบังเกิดในสวรรค์ชั้นใดก็ได้ เหตุที่ท่านเลือกสวรรค์ชั้นนี้ มีข้อสังเกตอย่างน้อย 3 ประการ คือ


---1.พระ โพธิสัตว์สามารถจุติ ลงมาได้ตามใจปรารถนา หมายความ ว่า โดยปกติเทวดามีเหตุแห่งการจุติ หลายประการ เช่น หมดบุญก็มี หมดอายุขัยก็มี จุติเพราะความโกรธก็มี แต่เหล่าพระบรมโพธิสัตว์ทั้งหลาย ในสวรรค์ชั้นดุสิตนี้ เมื่อจะจุติลงมา สร้างบารมี หรือมาบังเกิดเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็จะนั่งทำสมาธิ อธิษฐานจิต สามารถดับวูบลงมาเกิด ได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่อยู่เหนือกฎเกณฑ์ของ ชาวสวรรค์ชั้นอื่นๆ


---2.เนื่อง จากสวรรค์ชั้นนี้ มีแต่บัณฑิต มีแต่พระบรมโพธิสัตว์ ล้วนแต่มีอัธยาศัยคล้ายคลึงกัน ที่จะฝึกฝนตนเองและช่วยสรรพสัตว์ไปสู่ฝั่งพระนิพพานไม่ประมาทในการดำรงชีวิต เหมือนชาวสวรรค์ชั้นอื่นๆ มักจะคบหาบัณฑิต พูดคุยสนทนาธรรมกันเพื่อความ เบิกบานใจ และหมั่นไปฟังธรรมในวันพระ ซึ่งท่านท้าวสันดุสิตจะเป็นผู้อัญเชิญพระบรมโพธิสัตว์ที่มีบุญบารมีมากมา แสดงธรรมให้ฟัง


---3.ขนาดอายุทิพย์ของสวรรค์ชั้นดุสิตนี้ คือ 4,000 ปีทิพย์ ซึ่งไม่มากเกินไปและไม่น้อยเกินไป พอเหมาะพอดีที่จะเสวยสุข เพราะท่านจะต้องลงมาสร้างบารมีต่อ ถ้ามี อายุขัยนานเกินไปจะทำให้เสียเวลา


---โลก วิญญาณทิพย์มีหลายชั้น เบื้องสูง และเบื้องล่าง เป็นสถาบันทิพย์ แต่ละชั้นมีองค์กรสถาบันทิพย์ฝ่ายผู้สำเร็จทุกกระทรวง และฝ่ายคุณธรรมทางศาสนา ประจำอยู่ในแต่ละชั้นระดับต่าง ๆ เหมือนระบบสังคมบ้านเมืองของไทย ขอให้พิจารณาโลกกับธรรมเป็นของคู่กัน โลกวิญญาณทิพย์ดังกล่าวมีโครงสร้าง ประกอบด้วยวิญญาณสูตรธาตุธรรมทั้ง ๔ คือ อากาศดิน อากาศน้ำ อากาศลม อากาศไฟ แต่เป็นธาตุสำเร็จเบื้องสูง เป็นพลังชีวิตที่เป็นวิญญาณสำเร็จ มีอำนาจปกครองและปรุงแต่งสรรพสิ่งที่มีชีวิต และไม่มีชีวิต


---ตลอดวิญญาณทุกประเภทที่อยู่ในตัวโลกดวงนี้ ปกครองและปรุงแต่งแบบกระจายอำนาจกันลงมา โดยการแยกธาตุปรุงเชื้อสายของโลกวิญญาณเบื้องบน ให้มีติดตั้งไว้ในสังขาร วิญญาณ ทั้งมนุษย์ สัตว์ พืช เป็นเชื้อสายมาจากโลกวิญญาณ กระทรวงต่าง ๆ ให้เป็นตัวหน่วยย่อย หรือตัวแทนประจำอยู่ในกองสังขารเป็นสายโยงวาโยธาตุ สื่อสารถึงกันหมด ให้ประจำอยู่ในกองสังขารทุกตัวตน จะขอกล่าวโดยย่อในส่วนที่สัมพันธ์กับมนุษย์โดยเฉพาะคือ


---๑.โลกวิญญาณมีสัญญา เป็นกฎหมายตราเป็นเครื่องจำหมายของวิญญาณแต่ละชั้น เช่นเดียวกับในกองสังขารวิญญาณมนุษย์เราก็มีสัญญา ประจำกองสังขาร ซึ่งอยู่ในหมวดขันธ์ ๕ สัญญาเกิด สัญญาตาย สัญญาเวียนว่ายให้มีกุศลธรรม และอกุศลธรรมติดตามปรุงแต่งเป็นสัญญาประจำตัวทุกคน สัญญาประจำกายตนของแต่ละบุคคล กำหนดให้ธาตุธรรมทั้ง ๔ เข้าจัดระเบียบปรุงแต่งในขันธ์ ๕ ขันธ์ ๘ และบุญญาภินิหารส่วนบุคคลต่างกรรมต่างวาระกันไป เมื่อสัญญาปรุงแต่งมาเกิดแล้ว สัญญานั้นก็ควบคุมให้เกิดมีสุขมีทุกข์ในมนุษย์สมบัติต่างฐานะกันออกไป สัญญาประจำกองสังขารเชื่อมโยงผูกพันถึงสวรรค์สมบัติและนิพพานสมบัติด้วย เจ้าหน้าที่ฝ่ายโลกวิญยาณที่เป็นตัวน้อมนำการปรุงแต่งเรียกกันโดยทั่วไปว่า แม่ป้อ แม่ปั้นปุงลิงค์ แม่สื่อแม่กำเนิดเขาจะดูตามสัญญาที่เป็นเครื่องจำหมายของวิญญาณมนุษย์ตน หนึ่ง ๆ


---๒.โลกวิญญาณทิพย์ มีภูมิลำเนาวิญญาณเป็นเมืองหลายเมือง เช่นเมืองสวรรค์ชั้นภูมิ (เทวภูมิ) สวรรค์เทวโลก เรียกว่าแดนสุขคติภูมิ สำหรับภูมิลำเนาวิญญาณชั้นต่ำ เป็นเมืองนรกมีลักษณะเป็นขุมต่าง ๆ หลายระดับชั้น เรียกว่าทุคติภูมิ โลกวิญญาณทิพย์มีภูมิลำเนาวิญญาณไว้รองรับคุณค่าการทำความดี ต่างระดับกัน ผู้ใดทำชั่วภูมิลำเนาวิญญาณชั้นต่ำก็รองรับ หลายระดับชั้นที่ซึ่งมีไว้ให้วิญญาณมนุษย์ไปเสพผลกรรมตามกุศลกรรม และอกุศลกรรม ในสัญญาแห่งโลกเวียนว่าย การเสพผลกุศลกรรมระดับสูงได้ขึ้นไปสู่ภูมิลำเนาวิญญาณ


---เมืองสวรรค์วิมานเทวโลก เสพผลอกุศลกรรมชั้นต่ำก็ตกไปสู่ภูมิลำเนาวิญญาณชั้นต่ำ มนุษย์ทั่วโลกจึงมีเชื้อสายเผ่าพันธุ์ การปรุงแต่งธาตุธรรมในวิญญาณของตน มาจากภูมิลำเนาวิญญาณต่างฐานะกัน ดังนั้นมนุษย์จึงต้องมีชนชั้นตามสภาพบุญตกแต่งตามค่าของวิญญาณ ตามภูมิลำเนาวิญญาณที่เคยไปสู่กรรมต่างชั้นกัน ทำให้มนุษย์มีกุศลมูลเดิมในกุศลธรรมปรุงแต่งตามภูมิลำเนาชั้นต่าง ๆ ดังนั้นมนุษย์จึงเข้าถึงคุณธรรมต่างชั้นต่างวาระกัน ผู้ปฏิบัติธรรมก็เข้าถึงอำนาจคุณธรรมองค์สำเร็จต่างระดับกันด้วย ในเมื่อโลกวิญญาณทิพย์มีภูมิลำเนาชั้นต่าง ๆ


---มีโครงสร้างเป็นเมือง เมื่อปรุงแต่งสังขารวิญญาณมนุษย์รวบรวมธาตุธรรมเป็นสังขตธรรม เป็นกายสังขารจึงมีเจ้าหน้าที่หน่วยย่อยของเมืองโลกวิญญาณมาติดตั้ง ประจำอยู่ในสังขารทุกตัวตน ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของโลกวิญญาณทิพย์เป็นสื่อสายโยงวาโยธาตุ ถึงกันเจ้าหน้าที่หน่วยงานของเมืองสวรรค์ที่อยู่ในกายนครของมนุษย์ตัวหนึ่ง ๆ อาทิเช่น เทวทูต ยมทูต พระยาจิตราช ราชทูต มีเชื้อสายเทดา


---เชื้อสายอินทราธิราช เชื้อสายชั้นพรหมโลก เชื้อสายห้องพระนิพพาน ส่วนเจ้าหน้าที่หน่วยงานของเมืองนรก  ก็ มีติดตั้งไว้ในสังขารด้วยเหมือนกัน ใครทำดี ทำชั่ว แต่ยุคใดปางใด เวียนเกิดเวียนตายสักกี่ร้อยชาติ ตัวสื่อเรานี้จะบันทึกไว้หมด ดังนั้นโลกวิญญาณทิพย์จึงรู้เห็นการกระทำของมนุษย์ทุกตัวตน อยู่ทุกลมหายใจ เมื่อมนุษย์ถึงวาระทิ้งสังขารวิญญาณทำดีมามาก ฝ่ายดีเขาก็ดึงดูดสูงขึ้น วิญญาณใดทำชั่วมามาก ฝ่ายชั่วก็ดึงดูดให้จมลง เมื่อมนุษย์ทุกตัวตนมีสัญญาทันทึกตราบาปติดวิญญาณอยู่ จึงข้ามโลกเวียนว่ายไม่พ้น


---โลก วิญญาณทิพย์ ภูมิลำเนาเมืองหนึ่ง ๆ มีตราสัญญาเป็นกฎหมายประจำเมือง เป็นข้อกำหนดพันธะผูกพันทางวิญญาณ วิญญาณที่มาจากภูมิลำเนาวิญญาณเมืองนั้น ๆ มีตัวสื่อติดตั้งติดตัวมาไว้ในวิญญาณมนุษย์ตัวตนหนึ่ง ๆ กำหนดให้มีพันธะทางศีลธรรม พันธะทางกุศลมูลเดิม พันธะทางระบบเจ้าขุนมูลนาย เพื่อเป็นระบบปกครองสังคมมนุษย์บนพื้นโลก พันธะทางวัฒนะธรรมให้เชื่อมโยงถึงโลกวิญญาณทิพย์


---พันธะทางกรรมสิทธิ์ พันธะทางกรรมสิทธิ์ถือครองรูปสังขาร ดังนั้นพันธะทุกอย่างที่ผูกพันอยู่ทางวิญญาณมนุษย์ทุกตัวตน มีอิทธิพลมาจากโลกวิญญาณทิพย์เบื้องบน มนุษย์ทุกคนทั้งโลกแต่ละประเทศ แต่ละกลุ่มชน จะพากันประกาศยกเลิกพันธะต่าง ๆ ในวิญญาณของตนเองเองมิได้ ดังนั้นสังคมมนุษย์จึงต้องมีระบบการปกครอง มีศาสนา มีวัฒนะธรรม มีข้อกำหนดกฎหมายเป็นไปตามหลักธรรมศาสตร์ที่เกี่ยวข้องผูกพันกันกับโลก


---วิญญาณทิพย์อย่างแยกไม่ออก ดังนั้นโลกกับธรรมเป็นของคู่กันจึงเป็นคำกล่าวที่ถูกต้อง จะเห็นว่าระบบสังคมใดที่ไม่พากันนับถือศาสนาปิดกั้นมิให้มนุษย์ในสังคมใช้ เสรีภาพทางวิญญาณ เพื่อสร้างสรรค์คุณค่าแก่วิญญาณของแต่ละบุคคลสังคมนั้นจึงผิดทำนองครองธรรม ละเมิดสิทธิ์มนุษย์ชน โลกมนุษย์จึงยังไม่เป็นศีลธรรม มนุษยชาติแตกแยกไม่สามัคคีธรรม


---กล่าว โดยสรุปในเมื่อพันธะทางศีลธรรมผูกพันกับวิญญาณมนุษย์ มีอิทธิพลมาจากภูมิลำเนาวิญญาณที่ต่างระดับกัน มนุษย์จึงมีฐานะทางวิญญาณต่างชนชั้นกัน มีระดับจิตต่างระดับกัน ระดับคุณธรรมที่จะรับรองภาวะวิญญาณมนุษย์ผู้มีบุญ ก็มีวางไว้ตามมูลค่าแห่งกุศลมูลเดิมต่างวาระกันไปด้วย ดังนั้นพระองค์ต้นบรมครูจึงทรงบัญญัติองค์พระธรรมระดับต่าง ๆ เชื่อมสัมพันธ์กับวิญญาณมนุษย์ระดับต่าง ๆ ให้เชื่อมโยงสัมพันธ์กับโลกวิญญาณทิพย์เบื้องบนด้วย


---๓.โลกวิญญาณทิพย์ สร้างพันธะทางวิญญาณผูกพันกับมนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ เป็นสัญญากุศลมูลเดิม จึงบังเกิดเป็นพรสวรรค์ติดตัวอยู่ในวิญญาณมนุษย์ บ่งชี้ทางสามารถวิสัยเป็นความสามารถพิเศษ และลักษณะเด่นเฉพาะตัวในมนุษย์ที่มีวิญญาณมาจากภูมิลำเนาวิญญาณชั้นสูง วิญญาณกลุ่มมนุษย์ที่อยู่ในสถาบันทางสังคมชั้นสูงของไทย หลายสถาบันจึงมีภาวะวิญญาณเป็นทิพย์มานุส มีเชื้อสายของทวยเทพจุติลงมาสร้างบารมีในเมืองมนุษย์ ซึ่งเขาเหล่านั้นยังติอยู่ในโลกเวียนว่าย


---ต่างมีพรสวรรค์บ่งบอกกุศลมูลเดิมหลายฝ่ายเช่น สถาบันทางศาสนามีตัวองค์กรทางศาสนา ระดับสูงมีภาวะวิญญาณเป็นเทพปราชญ์ "เอกธรรม" เทพถ่ายทอดมรดกวัฒนะธรรมทางศาสนา ในถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นกลุ่มมนุษย์เทโวปกป้องบัลลังก์พระศาสนา เป็นเทพมหาอำนาจปกบ้านปกเมือง บรรดาขุนศึกชั้นผู้ใหญ่ก็เป็นเทพมหาอำนาจปกป้องราชบัลลังก์ ต่างมีเชื้อสายของวิญญาณฤทธาพญานครอยู่ในตัว เป็นองค์ประกอบอยู่เทพปกครองมนุษย์สัตว์ทั่วไป (เจ้าเมือง) เทพปราชญ์เอกโลก


---มีนักปราชญ์ทั้งหลายไว้ถ่ายทอดศิลปวิทยาและวัฒนะธรรมจากเบื้องสูงมาอบรมสั่ง สอนมนุษย์ด้วยกัน ให้คล้องจองกับโลกวิญญาณทิพย์ เช่น เหล่าศาสตราจารย์ และนักวิทยาศาสตร์ทั้งหลาย เทพโภคทรัพย์รับรอง เช่นมหาเศรษฐีคหบดีทั้งหลาย เทพสาหร่ายา เทพโหรโลก เทพสื่อสารทูตลิ้นทอง เทพธัญญาหาร (เนื่องจากผู้เขียนไม่รู้จริงในเรื่องเทพ จึงไม่ได้กล่าวถึงเทพที่ลงสรวมสังขารมนุษย์ ในสายสัญญาคนแรกนั้นที่ถูกสรวมสังขารก็คือ "พ่อต้นฯ")


---บรรดา มนุษย์ที่มีเชื้อสายเทพ ดังยกตัวอย่างมานี้ ภาวะวิญญาณมีความสัมพันธ์กับโลกวิญญาณทิพย์โดยไม่รู้ตัว ต่างสืบเชื้อสายมาจากเบื้องบน ต่างได้รับอิทธิพลมาจากโลกทิพย์เบื้องบน บันดาลลงมาสู่ภาคอื้นมนุษย์ให้จัดระบบบ้านเมือง คล้อยตามเบื้องบนสรวงสวรรค์ ให้มีบทบาทสืบทอดศาสนาและวัฒนะธรรมที่สูงที่สุดในโลก กลุ่มวิญญาณมนุษย์เทโวทั้งหลายนี้กุศลมูลเดิมมาก เพราะเวียนว่ายตายสร้างบารมีบนผืนแผ่นดินนี้มาหลายภพหลายชาติ สร้างคุณงามความดี


*สวรรค์ ๒๑ ชั้น มี ๓๑ ภูมิ พิเศษที่ไม่สามารถนับได้ ๑ ภูมิ


---อบายภูมิ ๔ ชั้นเริ่มต้น ๐ มี ๔ ภูมิ


---๐.๑ นรกยภูมิ         ๐.๒ เปตติภูมิ         ๐.๓ อสุรกายภูมิ    ๐.๔ ดิรัจฉานภูมิ


---มนุษย์ภูมิ ชั้น ๑ มี ๒ ภูมิ จำแนกโดยละเอียด


(ตามพระไตรปิฏกนับเพียงภูมิเดียวถูกต้องแล้ว)


---๑.๑ เพศชาย          ๑.๒ เพศหญิง


---จาตุมหาราชิกาภูมิ ชั้น ๒ มี ๔ ภูมิ


*1.๑.ภูมิดิน ท้าวธตรฐ


---เป็นผู้ปกครองสวรรค์ภูมินี้ ด้านทิศตะวันออก       ๒.๑.๑ คนธรรพ์   ชั้นสูง    ชั้นกลาง   ชั้นต่ำ


---๒.๑.๒ วิยาธร        ๒.๑.๓ กุมภัณฑ์ชั้นสูง           ๒.๑.๔ กุมภัณฑ์ชั้นล่าง    

    

*2.ภูมิน้ำ ท้าววิรูปักษ์


---เป็นผู้ปกครองสวรรค์ภูมินี้ ด้านทิศตะวันตก  ๒.๒.๑ พญานาคตระกูลสีทอง (ตระกูลวิรูปกษ์)๒.๒.๒ พญานาคตระกูลสีเขียว (ตระกูลเอราปถ)      ๒.๒.๓ พญานาคตระกูลสีรุ้ง (ตระกูลฉัพพยาปุตตะ)


---๒.๒.๔ พญานาคตระกูลสีดำ (ตระกูลกัณหาโคตรมะ)


*3.ภูมิไฟ ท้าวเวสสุวรรณ


---เป็นผู้ปกครองสวรรค์ภูมินี้ ด้านทิศเหนือ


๒.๓.๑ ยักษ์ชั้นสูง     ๒.๓.๒ ยักษ์ชั้นกลาง        ๒.๓.๓ ยักษ์ชั้นต่ำ            ๒.๓.๔ ยักษ์น้ำ


*๔.ภูมิลม ท้าววิรุฬหก


---เป็นผู้ปกครองสวรรค์ภูมินี้ ด้านทิศใต้


---๒.๔.๑ ครุฑ        ๒.๔.๒ ภุมมเทวา          ๒.๔.๓ รุกขเทวา    ๒.๔.๔ อากาสเทวา


*ดาวดึงส์ภูมิ ชั้น ๓ มี ๑ ภูมิ มีท้าวสักกะเทวราชเป็นประธาน


---๓.๑ แดนแห่งเทพผู้ปกครองภพถึง ๓๓ องค์ (นับเป็นภูมิเดียว)


---ยามาภูมิ ชั้น ๔ มี ๑ ภูมิ


---๔.๑ แดนแห่งเทพผู้ปราศจากความทุกข์


---ดุสิตาภูมิ ชั้น ๕ มี ๑ ภูมิ


---๕.๑ แดนแห่งเทพผู้เอิบอิ่มด้วยศิริสมบัติของตน


---นิมมานรตีภูมิ ชั้น ๖ มี ๑ ภูมิ


---๖.๑ แดนแห่งเทพผู้ยินดีในการเนรมิต


---ปรนิมิตวสวัตตีภูมิ ชั้น ๗ มี ๑ ภูมิ


---๗.๑ แดนแห่งเทพ ผู้ยังอำนาจเป็นไป ในสมบัติที่มีผู้เนรมิตให้


---ปฐมฌานภูมิ ชั้น ๘ มี ๓ ภูมิ


---๘.๑ ปาริสัชชา (สาวกภูมิ)    ๘.๒ ปุโรหิต (ปัเจกภูมิ)          ๘.๓ มหาพรหมา (พุทธภูมิ)


---ทุติฌานภูมิ ชั้น ๙ มี ๓ ภูมิ


---๙.๑ ปริตตาภา (สาวกภูมิ)   ๙.๒ อัปปมาณาภาภูมิ (ปัจเจกภูมิ)     ๙.๓ อาภัสสรา (พุทธภูมิ)


---ตติยฌานภูมิ ชั้น ๑๐ มี ๓ ถูมิ


---๑๐.๑ ปริตสุภา (สาวกภูมิ)   ๑๐.๒ อัปปมาณสุภา (ปัจเจกภูมิ)       ๑๐.๓ สุภกิณณหา (พุทธภูมิ)


---จตุตถฌานภูมิ ชั้น ๑๑ มี ๒ ภูมิ


---๑๑.๑ เวหัปผลาภูมิ    ๑๑.๒ อสัญญีสัตว์


---สุทธาวาสภูมิ ชั้น ๑๒ มี ๑ ภูมิ


---๑๒.๑ อวิหา


---สุทธาวาสภูมิ ชั้น ๑๓ มี ๑ ภูมิ


---๑๓.๑ อตัปปา


---สุทธาวาสภูมิ ชั้น ๑๔ มี ๑ ภูมิ


---๑๔.๑ สุทัสสา


---สุทธาวาสภูมิ ชั้น ๑๕ มี ๑ ภูมิ


---๑๕.๑ สุทัสสี


---สุทธาวาสภูมิ ชั้น ๑๖ มี ๑ ภูมิ


---๑๖.๑ อกนิฏฐา


---อากาสานัญจายตนภูมิ ชั้น ๑๗ มี ๑ ภูมิ


---วิญญาณัญจายตนภูมิ ชั้น ๑๘ มี ๑ ภูมิ


---อากิญจัญญายตน ชั้น ๑๙ มี ๑ ภูมิ


---เนวสัญญานาสัญญายตนภูมิ ชั้น ๒๐ มี ๑ ภูมิ


---พระนิพพานภูมิ สุดท้ายแห่งจิต


*จบบริบูรณ์ ไม่เหลือเยื้อใย พิเศษสุด...


---ไม่นับเพราะไม่มีให้นับในภูมินี้   จะพ้นได้ก็ต้องเข้าที่นี้เลย "พระนิพพาน" ที่ไม่มีกรรม ถือว่าจบบริบูรณ์   หวังว่าคงพอเข้าใจน่ะจ้า ถ้ายังก็ต้องเข้าหาธรรมจ้า   อย่าให้ธรรมเข้าหาเรา เพราะเราต้องเปิดจิตรับธรรม   ไม่ใช่ให้ธรรมเปิดตำรารับเราจ้า...






...............................................................................






ขอขอบคุณแหล่งข้อมูล

รวบรวมโดย...แสงธรรม

อัพเดทรอบที่ 6 วันที่ 24 กันยายน 2558


ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

* *

 

*

view

ประวัติต่างๆ

ประวัติวัดเขาไกรลาศ

ประวัติของหลวงพ่อเทียน=คลิป

มาเช็คชื่อ-เช็คสกุลกันดีกว่า=คลิป

ประวัติพระอธิการชิติสรรค์ จิรวฑฺฒโน=คลิป

ขอเชิญผู้ร่วมบุญสร้างอาศรมเสด็จปู่พระบรมพรหมฤาษีไตรโลก

ประวัติหลวงปู่เทพโลกอุดร

ประวัติฝ่าพระหัตถ์ของพระพุทธองค์

ประวัติของนางวิสาขา=คลิป

ประวัติของอนาถปิณฑิกเศรษฐี=คลิป

ประวัติของเศรษฐีขี้เหนียว

ประวัติเหตุทำบุญที่ช้า=คลิป

ประวัติของผู้ร่วมบุญ=คลิป

ประวัติของพระไตรปิฎก=คลิป

ประวัติการสร้างพระพุทธรูปและพระเจ้า ๕ พระองค์

ประวัติง้วนดิน

ประวัติปู่ฤาษีนารอท

ประวัติพระปางมหาจักรพรรดิ์ ทรงปราบพระเจ้ามหาชมพูบดี

ประวัตินางห้าม..แห่งขอมโบราณ

ประวัติพญานาค

ความรู้และรายละเอียดพุทธเจดีย์

พระมหาโพธิสัตว์

สาระธรรม

ธรรมะส่องใจ

อานิสงส์แต่ละอย่าง

ประเพณีต่างๆ

ตำนานทั่วไป

สาระน่ารู้

ปกิณกะธรรม

วัตถุมงคล-สาระอื่นๆ

ข้อมูลทั่วไป

ปฎิทิน

« August 2017»
SMTWTFS
  12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031  

สมาชิก

ลืมรหัสผ่าน?
สมัครสมาชิก

สถิติ

เปิดเว็บ20/06/2011
อัพเดท16/08/2017
ผู้เข้าชม3,274,762
เปิดเพจ5,383,703
สินค้าทั้งหมด24

 หน้าแรก

 บทความ

 เว็บบอร์ด

 รวมรูปภาพ

 พระบรมสารีริกธาตุ

 โจโฉ รวมเสียงธรรม

 เฟสบุ๊ค

ติดต่อเรา-

view