/music/.mp3 http://www.watkaokrailas.com
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com

 หน้าแรก

 บทความ

 เว็บบอร์ด

 รวมรูปภาพ

 พระบรมสารีริกธาตุ

 โจโฉ รวมเสียงธรรม

 เฟสบุ๊ค

 ติดต่อเรา-แผนที่

กรรมพญานาคราช

กรรมพญานาคราช

นาคราชผู้อาภัพ





---ครั้งหนึ่งในสมัยของสมเด็จพระบรมศาสดา “ กัสสปะ ” สมัยนั้นอายุของมนุษย์เราหากจะนับเป็นจำนวนปีเหมือนดังกับในยุคปัจจุบัน มนุษย์ยุคนั้นจะมีอายุยืนยาวถึง ๒ หมื่นปีเลยทีเดียว ในช่วงระหว่างที่พระองค์ยังทรงพระชนม์ชีพอยู่นั้น พุทธศาสนาของเราถือได้ว่ามีความเจริญรุ่งเรืองเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็น มนุษย์ เทพเทวดา อินทร์พรหมยมยักษ์ หรือแม้แต่กระทั่งสัตว์เดรัจฉานก็ตามเถอะ พวกเขาล้วนต่างได้รับคุณประโยชน์จากพระพุทธศาสนาด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น


---สัตว์ตนไหนที่มีปัญญาหน่อยก็สามารถเข้าถึงซึ่งมนุษย์สมบัติ ตนไหนที่มีปัญญามากขึ้นไปอีกก็ได้ครองสวรรค์สมบัติหรือพรหมสมบัติ แลหากตนไหนมีปัญญาถึงขั้นรู้แจ้งแทงตลอด เห็นสัจธรรมประจักษ์ใจจนตัดขาดกิเลสออกไปได้ เขาก็สามารถครอบครองสิ่งอันเป็นเป้าหมายสูงสุดของศาสนาพุทธเรานั่นคือนิพพานสมบัติได้ ตัดขาดชาติภพไปเลย ไม่ต้องกลับมาเวียนว่ายตายเกิดให้มันยุ่งยากทุกข์ใจอีกตลอดกาล แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นใครจักได้ถึงขั้นไหนระดับไหนนั้น ก็ขึ้นอยู่กับวาสนาบารมีของเจ้าของเองว่าจะมีมากมีน้อยแค่ไหน


---นั้นบรรดาสรรพสัตว์ที่เกิดในยุคนั้น จึงต่างมีความเบิกบานชุ่มชื่นในธรรมกันโดยถ้วนหน้า ครั้งนั้นยังมีบุรุษอยู่ผู้หนึ่ง เขาเป็นผู้ที่มีศรัทธาอย่างแรงกล้าในหลักธรรมคำสอนแห่งองค์พระบรมศาสดาเป็นอย่างยิ่ง


---วันหนึ่งมิทราบว่าเป็นด้วยบุญหรือกรรม อยู่ๆจิตใจของเขาก็เกิดรู้สึกเบื่อหน่ายเรื่องราวทางโลกขึ้นมา ปรารถนาจักออกไปให้พ้นจากกองทุกข์ในวัฏสงสาร ดังนั้นจึงทำการสละเพศฆราวาสออกไปบวชเป็นภิกษุอยู่ในบวรพระพุทธศาสนา


---หลังจากอุปสมบทแล้วภิกษุรูปนี้ก็ได้พยายามตั้งหน้าตั้งตาบำเพ็ญสมณธรรมอย่างยิ่งยวด หวังจักขจัดกิเลสที่สุมอัดแน่นอยู่ในใจให้หมดไปให้จงได้ แต่มิว่าท่านจักเพียรพยายามสักใดก็ยังไม่สามารถที่จะพัฒนาจิตใจให้เจริญก้าวหน้าขึ้นไปได้ อาจจักเป็นเพราะว่าสภาพแวดล้อมที่อาศัยอยู่นั้นไม่เอื้ออำนวยต่อการเจริญวิปัสสนากรรมฐานอันเป็นหนทางเอกที่จักทำให้ท่านเข้าถึงซึ่งมรรคผลนิพพานก็เป็นได้


---ดังนั้นท่านจึงคิดจะออกไปหาสถานที่อันสงบเงียบตามป่าตามเขา เพื่อปฏิบัติธรรมยัง ความเพียรให้ได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย โดยไม่ต้องคอยกังวลกับสิ่งรอบข้าง


---ตัดสินใจเป็นที่เรียบร้อยจึงว่าจ้างเรือลำหนึ่งให้พาล่องไปตามลำน้ำ ออกเที่ยวเสาะหาสถานที่อันเป็นสัปปายะเหมาะต่อการบำเพ็ญภาวนา โดยจักต้องเป็นที่ที่ไม่ห่างไปจากแหล่งชุมชนมากนัก สามารถบิณฑบาตหาเลี้ยงชีพได้ไม่ยากลำบาก


---ระหว่างนั่งเรืออยู่ด้วยความเผลอสติเนื่องจากไม่มีสิ่งใดจักทำ ท่านจึงเอื้อมมือออกไปราน้ำเล่นเพลินๆโดยที่มิได้มีความคิดใด แต่บังเอิญว่าท้องน้ำบริเวณนั้นมีต้นตะไคร้น้ำขึ้น อยู่หนาแน่นพอดี ขณะที่มือของท่านกำลังราน้ำอยู่อย่างเพลิดเพลิน จู่ๆก็รู้สึกว่านิ้วของตนไปโดนเข้ากับอะไรสักอย่างลักษณะลื่นๆนิ่มๆ ดังนั้นด้วยความตกใจจึงรีบยกมือขึ้นจากน้ำทันที แหละมองสำรวจดูว่ามือตนไปถูกเข้ากับสิ่งใด


---เมื่อก้มลงไปจึงเห็นว่าที่นิ้วตนมีใบของต้นตะไคร้น้ำติดขาดอยู่ใบหนึ่ง พอเห็นเข้าเท่านั้นท่านก็พลันได้สติขึ้นมาทันที พร้อมกับคิดในใจว่า ตนได้ต้องอาบัติข้อห้ามพรากของเขียวออกจากต้นเข้าเสียแล้ว แต่เนื่องจากยังอยู่ระหว่างการเดินทาง ไม่สะดวกที่จะปลงอาบัติ อีกประการในเรือหรือก็ไม่มีภิกษุอื่นร่วมอยู่ด้วย ไม่รู้จักให้ไปแสดงอาบัติกับใคร ดังนั้นท่านจำต้องปล่อยเลยตามเลย และคิดเอาว่าหลังจากขึ้นฝั่งเมื่อไหร่ค่อยไปหาภิกษุรูปอื่นมาแสดงอาบัติก็แล้วกัน


---แต่ทว่าเหตุการณ์มันหาได้เป็นดั่งที่คิดไม่ เวลานั้นเรือได้แล่นผ่านถ้ำแห่งหนึ่งเข้าพอดี ตั้งอยู่บนตีนเขาเหนือชายฝั่งขึ้นไป ห้อมล้อมด้วยขุนเขาแลราวป่า พอเห็นแวบแรกท่านก็ให้รู้สึกพึงตาต้องใจขึ้นมาทันที จึงสั่งให้คนเรือหยุดเรือบอกให้เขาส่งท่านลงตรงนี้แหละ


---หลังจากที่ชำระค่าโดยสารแล้วท่านก็คว้าเอาบาตรเอาย่ามขึ้นสะพายบ่า ออกเดินมุ่งหน้าไปยังถ้ำที่เห็นเบื้องหน้าทันที เมื่อขึ้นไปจนถึงจึงเห็นว่ามันเป็นถ้ำที่สะอาดสะอ้านเหมาะที่จักใช้เป็นที่บำเพ็ญสมณธรรมเสียจริงๆ หน้าถ้ำหันเข้าหาทิศทางลม ฉะนั้นจึงมิได้มีกลิ่นอับชื้นเหมือนดังกับถ้ำทั่วไปแม้แต่น้อย หลังจากเดินดูจนทั่วท่านก็ยิ่งถูกใจมากยิ่งขึ้นไปอีก


---พอมาเจอสถานที่ที่ถูกใจอย่างนี้เข้า จิตใจของท่านก็พลันปลอดโปร่งโล่งสบายขึ้นมาทันใด จนลืมไปเลยว่าตนนั้นได้ต้องอาบัติ และก็ยังมิได้แสดงอาบัติด้วยต่างหาก


---นับจากวันขึ้นฝั่งมาแล้ว ท่านก็ตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติธรรมยังความเพียรแต่เพียงถ่ายเดียว มิได้มีใจที่จักไปครุ่นคิดถึงเรื่องอื่นใดทั้งสิ้น หวังแต่จักมุ่งกำจัดกิเลสเท่านั้น วันคืนจักผ่านไปเช่นไรท่านก็มิได้สนใจที่จักจดจำ จนกาลเวลาได้ล่วงเลยจากวันเป็นเดือน จากเดือนเป็นปี จากปีเป็นร้อยปีพันปี จนถึงสองหมื่นปี


---ระยะเวลาอันยาวนานถึงสองหมื่นปีนี้ หากจะคิดตามแบบเราๆท่านๆก็คงจักคิดกันว่าภิกษุรูปนี้คงต้องสำเร็จเป็นพระอรหันต์แล้วแน่นอนโดยมิต้องสงสัย หากทว่าความเป็นจริงนั้นมันหาได้เป็นอย่างที่คิดไม่


---ระยะเวลาที่ผ่านมาถึงสองหมื่นปีนี้หาได้ช่วยทำให้ท่านสำเร็จมรรคผลแต่อย่างใด ท่านยังคงเป็นแค่ปุถุชนคนธรรมดาดุจดังกับเราท่านเหมือนเดิม มิได้มีปัญญาญาณหรือว่าความหยั่งรู้ใดๆที่จักลดละกิเลสออกไปจากจิตใจได้เลย


---ทั้งนี้อาจเป็นเพราะบารมีทั้งสิบของท่านยังไม่แก่กล้าพอก็เป็นไปได้ หรือไม่ก็เป็นเพราะกรรมเก่าที่เคยสร้างไว้ตั้งแต่ปางไหนก็ไม่ทราบ ตามมาให้ดอกออกผล จึงทำให้ท่านไม่สามารถที่จะเกิดดวงตาเห็นธรรมได้


---ดังนั้นเมื่อถึงคราวที่ท่านจะละสังขาร เหตุการณ์ในสมัยที่ท่านได้ล่วงอาบัติไว้จึงผุดขึ้นในห้วงความคิดคำนึงของท่าน เกิดเป็นกรรมนิมิตรารมณ์ฝ่ายอกุศล ก่อกวนจิตใจมิให้มีความสุขสงบ เป็นผลทำให้ดวงจิตของท่านต้องตกอยู่ในอารมณ์เศร้าหมอง และก็ให้บังเอิญเสียนี่กระไร  ท่านได้ถึงกาลกิริยามรณภาพลง ณ ช่วงเวลานั้นพอดี


---การตายในขณะที่ดวงจิตเต็มไปด้วยความทุกข์กังวลนั้นพวกเราก็น่าจะทราบกันดีอยู่แล้วว่า ภพใหม่ภูมิใหม่ที่ท่านจักต้องไปเกิดนั้นมันจักเป็นสุคติภพไปได้อยางไร ดังนั้นพอดวงจิตหลุดจากร่างไป ท่านจึงไปปฏิสนธิในครรภ์ของสัตว์เดรัจฉาน ตระกูลแห่งพญานาคทันที


---ตนนี้เมื่อเจริญวัยขึ้นมาเขาก็รู้ว่าตนนั้นแตกต่างไปจากพญานาคทั่วไป คือเขามีความสามารถที่จักระลึกชาติได้ว่าตนนั้นเคยเกิดเป็นอะไรมาก่อน ดังนั้นพฤติกรรมที่แสดงออกต่อเพื่อนพญานาคด้วยกันเขาจึงดูแตกต่างออกไป ไม่เหมือนดังกับพญานาคตนใดพึงมี


---เขามีความสามารถที่จักควบคุมอารมณ์ตนเองได้ดีกว่าพญานาคตนอื่นๆพึงจักกระทำได้ เขาเป็นผู้ที่มีกิริยามารยาทสุภาพอ่อนน้อม สุขุมสำรวม เกินกว่าพญานาคตนใดจักเสมอ เหมือน นอกจากนั้นหากจักพูดกันถึงรูปร่างหน้าตา เขาก็เป็นพญานาคที่มีรูปร่างหน้าตาที่คมสันสง่างามเหนือกว่าพญานาคใดๆทั้งหมดที่มีอยู่ในบาดาลพิภพ 

( เพิ่งจะรู้นะเนี่ยว่าพญานาคก็มีสวยมีหล่อเหมือนกัน )


---ทั้งนี้ทั้งนั้นอาจจักเป็นเพราะว่าชาติที่แล้วเขาเคยบวชเป็นพระมาก่อนก็เป็นได้ ดังนั้นตัวเขาจึงมีสิ่งต่างๆเหล่านี้เหนือกว่าพญานาคอื่นใด แหละพอท้าวนาคราชผู้เปรียบเสมือนราชาแห่งนาคทั้งปวงองค์ปัจจุบันสิ้นชีพลง บรรดาพญานาคทั้งหลายต่างก็มีความเห็นตรงกัน ยกให้เขาขึ้นเป็นราชาของพวกตนแทนราชาองค์ก่อนทันที พร้อมกันนั้นก็ได้ตั้งนามให้เขาใหม่ว่า “ พญาเอรกปัตนาคราช ” ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา


---จอมนาคราชตนนี้พอได้เป็นราชาแทนที่เขาจะมีชีวิตที่สนุกสนานเบิกบาน แต่ที่ไหนได้ เขากลับมิได้มีความสุขเหมือนดังที่คิดกัน บ่อยครั้งที่เหล่าพญานาคบริวารเห็นเขามีสีหน้าเศร้าหมอง ไม่สดชื่นแจ่มใสดั่งที่ควรจักเป็น ทั้งนี้ก็เพราะเจ้าความสามารถพิเศษนั่นเอง ที่ทำให้เขาต้องเป็นเช่นนี้


---คราวใดก็ตามที่เขาเกิดหวนระลึกนึกถึงอดีตชาติของตนขึ้นมาทีไร เขาก็จักรู้สึกโศกเศร้าเสียใจทุกครั้งไป เพราะว่าทั้งๆที่เคยเกิดเป็นถึงมนุษย์ มิหนำซ้ำยังเคยได้บวชเป็นภิกษุในบวรพระพุทธศาสนา แถมยังเคยถือศีลปฏิบัติธรรมมาถึง ๒ หมื่นปี แต่ไฉนเขาจึงมามีอัตภาพที่ต่ำต้อยด้อยค่าถึงปานฉะนี้ ต้องมาถือกำเนิดเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน ซึ่งถือว่าเป็นชาติภพที่ต่ำทรามห่างไกลจากมรรคผลนิพพานเป็นอย่างยิ่ง ทำไมมันจึงเป็นเช่นนี้ได้


---ดวงจิตของเขาคอยแต่กระหวัดนึกถึงแต่เรื่องเหล่านี้อยู่เนืองๆ จึงเป็นผลสืบเนื่องทำให้จิตใจต้องหมองไหม้ทุกข์ตรม มิเคยจะแช่มชื่นสุขสมเหมือนดังกับพญานาคตนอื่นๆเลย เขาเฝ้าแต่รอว่าเมื่อไรหนอ  จึงจะมีพระพุทธเจ้าลงมาตรัสรู้ที่ยังโลกมนุษย์สักที วันนั้นคงจักเป็นวันที่เขามีความสุขมากที่สุด เขาจะเข้าไปกราบพระองค์ เขาจะขออาราธนาให้พระองค์ทรงแสดงธรรมให้เขาฟัง เขาจะกลับไปปฏิบัติธรรมยังความเพียรใหม่เพื่อจักได้ขุดถอนกองทุกข์ให้หมดไปจากจิตใจ จักได้กลับมามีความสดชื่นแจ่มใสใหม่อีกครั้งเสียที


---และความปรารถนาอื่นๆอีกมากมายที่เขาวาดฝันเอาไว้โดยหารู้ไม่ว่า การที่ตนถือกำเนิดเกิดมาเป็นสัตว์เดรัจฉานั้น แม้ว่าเร่งจักทำความดีมากมายสักปานใด หรือว่าจะพากเพียรพยายามปฏิบัติธรรมสักแค่ไหน มันก็ไม่มีทางที่จะทำให้เขาเข้าถึงซึ่งมรรคผลนิพพานได้ในขณะที่ยังมีสภาพเป็นสัตว์เดรัจฉานได้หรอก แต่ทว่าสิ่งต่างๆเหล่านี้มันคือความสุขเพียงหนึ่งเดียวของเขา ที่จักทำให้เขามีพลังในการต่อสู้ชีวิต ต่อไปในกาลข้างหน้าได้


---จนวันหนึ่งเขาเกิดความคิดขึ้นมาว่า“โอ้หนอ  การที่เรามัวแต่เฝ้ารออยู่อย่างนี้ถ่ายเดียวคง มิเป็นการดีแท้ เพราะเราจักรู้ได้อย่างไรเล่าว่าบัดนี้ได้มีพระพุทธเจ้าลงมาตรัสรู้แล้วหรือยังบนโลกมนุษย์  อย่ากระนั้นเลย  จำเราจักต้องขึ้นไปดูให้รู้แน่ด้วยตนเอง จึงจักเป็นการดีกว่า ”


---เมื่อคิดดังนี้แล้ว ท้าวนาคราชจึงชวนนางนาคมาณวิกาซึ่งเป็นธิดาแห่งตน พากันขึ้นมายังโลกมนุษย์ทันที


---เมื่อขึ้นมาถึงโลกมนุษย์แล้ว พญานาคสองพ่อลูกคู่นี้ ก็ได้ไปแสดงกายให้เป็นที่ปรากฏต่อสายตาประชาชน ณ บริเวณชายฝั่งของแม่น้ำคงคามหานที ในย่านใกล้ๆกับแหล่งชุมชน ครานั้นท้าวนาคราชเขาได้ลอยตัวแผ่พังพานอันใหญ่โตมโหฬารของตนอยู่เหนือผิวน้ำ มีนางนาคมาณวิกาธิดาสาวแปลงกายเป็นหญิงที่มีรูปโฉมโศภา งามราวกับเทพนารีก็มิปาน ยืนร้องเพลงอยู่บนเศียรอีกทีหนึ่ง ก่อเกิดเป็นภาพอันแสนประหลาดมหัศจรรย์ เรียกร้องความสนใจจากผู้คนจนพากันมายืนมุงดูกันให้เนืองแน่นล้นหลาม เนื้อหาในเพลงที่ขับขานนั้น เป็นคำถามปริศนาที่ถามผู้คนว่า :


---ผู้เป็นใหญ่เยี่ยงไรหนอ จึงจักได้ชื่อว่าเป็นพระราชา


---พระราชาเยี่ยงไรหนอ จึงจักได้ชื่อว่ามีพระเศียรเต็มไปด้วยธุลี


---พระราชาเยี่ยงไรหนอ จึงจักได้ชื่อว่ามีพระเศียรปราศจากธุลี


---ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นคนพาลนั้น มีพฤติการณ์เยี่ยงไรหนอ


---สองพญานาคพ่อลูกคู่นี้เฝ้าเพียรถามผู้คนอยู่อย่างนี้เรื่อยมาในทุกๆวันพระขึ้น ๑๕ ค่ำ จนกาลเวลาได้ล่วงเลยผ่านไปไม่รู้ว่ากี่ปีต่อกี่ปีก็ยังไม่มีผู้ใดสามารถที่จักตอบคำถามของพวกเขาได้


---จนผ่านไปถึงหนึ่งพุทธันดรเข้าสู่ยุคของสมเด็จพระสมณโคดมดม บรมครูของเราท่านทั้งหลายนี่เอง วันหนึ่งก่อนอรุณรุ่ง พระองค์ได้ทรงปฏิบัติพุทธกิจเหมือนเคย คือทรงเล็งพระญาณสอดส่องดูว่าบรรดาสัตว์โลกทั้งหลาย จักมีสัตว์ตนใดบ้างที่เข้าข่ายบรรลุธรรม


---ในเช้าวันนั้นพระองค์ก็ได้ทรงเห็นภาพของมานพหนุ่มผู้หนึ่งนามว่า อุตร ปรากฏขึ้นมาในมโนทวารอย่างเด่นชัด ด้วยพุทธวิสัยพระองค์ทรงทราบทันทีว่าอุตรผู้นี้หลังจากที่ได้ฟังธรรมจากพระองค์แล้ว เขาก็จะบรรลุโสดาปัตติผล สำเร็จเป็นพระอริยบุคคลชั้นต้นทันที จากนั้นเขาก็จักไปทำการไขปริศนาของนางนาคมาณวิกา ที่ไม่มีผู้ใดสามารถไขได้มาเป็นเวลาช้านาน ให้ผู้คนทั้งหลายได้รับทราบกัน


---นั้นพอถึงกาลปัจจุสมัย พระองค์จึงเสด็จไปประทับรออยู่ ณ โคนต้นไม้ต้นหนึ่ง ซึ่งยืนทอดต้นอยู่ข้างทางก่อนที่จะลงสู่ฝั่งแม่น้ำ


---จากนั้นในเวลามิช้ามินานเท่าใดก็ปรากฏภาพของขบวนผู้คนเป็นจำนวนมากกำลังมุ่งหน้ามายังโคนไม้ที่พระองค์ประทับอยู่ พวกเขาต่างปรารถนาจักไปดูความแปลกประหลาดมหัศจรรย์ของพญานาคสองพ่อลูกที่กำลังทำการแสดงอยู่ ณ ชายฝั่งคงคามหานที และในกลุ่มคนเหล่านี้ก็มีอุตรร่วมทางมากับเขาด้วยผู้หนึ่ง


---ขณะที่ขบวนผู้คนกำลังจะผ่านโคนไม้ที่องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคกำลังประทับนั้น พระ องค์ได้ตรัสเรียกให้อุตรหยุดอยู่ก่อน เพื่อจักทรงแสดงธรรมให้เขาฟัง


---อุตรหนุ่มซึ่งกำลังเดินตามผู้คนอยู่นั้น ครั้นจู่ๆได้ยินเสียงเรียกให้ตนหยุด จึงหันไปยังทิศทางของเสียงเรียกทันที เพื่อจักดูว่าใครหนอที่มาเรียกให้ตนหยุด พอหันไปจึงพบว่าที่โคนไม้ห่างจากทางเดินออกไปไม่มากมีสมณรูปหนึ่งกำลังนั่งขัดสมาธิอยู่ ผิวพรรณของท่านจากที่เห็นนั้น ช่างดูผ่องใสเปล่งประกาย มีสง่าราศีเสียนี่กระไร ผิดจากสมณอื่นใดที่เขาเคยเห็นมา กิริยาท่าทางหรือก็ดูสงบสำรวม เห็นแล้วชวนให้เกิดศรัทธาเลื่อมใสเสียยิ่งนัก โดยเฉพาะแววตา มันช่างเป็นแววตาที่เปี่ยมล้นไปด้วยความเมตตาเกินกว่าที่มนุษย์ปุถุชนคนใดจักพึงมีจริงๆ


---พอเห็นดังนั้นเขาจึงเดินแยกออกไปจากกลุ่ม คิดจักไปสนทนากับท่านสักเล็กน้อยก่อนที่จะไปดูนางนาคมาณวิการ้องเพลง ก็ไม่เห็นจักน่าเสียหายอันใด


---พอเข้าไปใกล้จนเห็นท่านชัดเจนเท่านั้น เขาก็ต้องถึงกับตกตะลึงจนพูดอะไรไม่ออกไปทันที เพราะคาดไม่ถึงว่าภาพที่เห็นเบื้องหน้านั้นจักเป็นจริงได้ ที่แท้ผู้ที่เรียกให้เขาหยุดนั้นหาใช่สมณอื่นใดที่ไหนไม่ แต่พระองค์คือสมเด็จพระบรมศาสดาผู้เลิศกว่าใครในโลกหล้านั่นเอง


---เขารู้สึกว่าตนนั้นมีอาการขนลุกซู่ขึ้นมาทันใด เกิดความปลื้มปีติใจเหลือที่จักกล่าว รีบย่อตัวคุกเข่าลง พร้อมกันนั้นก็ค่อยๆคลานเข่าเข้าไปหาพระองค์ด้วยอาการที่นอบน้อม จนได้ระยะอันควรจึงก้มลงกราบยังเบื้องพระพักตร์


---สมเด็จพระสมณโคดมครั้นทรงเห็นกิริยาอันนุ่มนวลที่เขาแสดงออก พระองค์จึงทรงมีพระพุทธฎีกาตรัสถามเขาว่า “ ดูก่อนอุตร เธอจักไปยังที่แห่งใดฤา พอจักบอกให้เราทราบได้หรือไม่  ” อุตรหนุ่มพอได้ฟังพระดำรัสตรัสถามจึงกราบทูลว่า


---“ ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงพระมหากรุณาธิคุณอันสูงสุด ข้าพระบาทรู้สึกปลาบปลื้มใจเป็นล้นพ้นที่พระองค์ทรงมีพระเมตตาตรัสถามข้าพระบาท ข้าพระบาทมีความประสงค์จักไปชมความสนุกครึกครื้นของผู้คน แลปรารถนาจักได้ยลโฉมของนางนาคมานวิกาธิดาแห่งพญาเอรกปัตตนาคราช ผู้ซึ่งผู้คนเลื่องลือกันว่ามีความงดงามดังราวกับเทพนารี ณ ริมฝั่งคงคามหานที พระพุทธเจ้าข้า ”


---สมเด็จพระชินสีห์ครั้นได้ทรงสดับถ้อยพาทีของเขาแล้วก็ทรงแย้มพระโอษฐ์ จากนั้นจึงตรัสถามต่อ “ ดูก่อนอุตร เมื่อเธอปรารถนาจักไปชมนางนาคมานวิการ้องเพลงขับขานถามปัญหาผู้คนแล้ว อย่างนั้นเธอจงตั้งใจฟังเอาซึ่งกถา ที่เราตถาคตจักกล่าวต่อไปนี้ให้ดี เพื่อที่เธอจักได้ไปตอบคำถามของนางได้ ”


---อุตรมานพพอได้ฟังองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคตรัสดังนั้นเขาจึงพริ้มตาลง ตั้งใจฟังซึ่งพระธรรมกถาที่พระองค์กำลังจะตรัสเทศนาแก่ตนทันที


---หลังจากได้ฟังพระธรรมเทศนาจบลง อุตรมานพผู้นี้ก็ได้บรรลุโสดาปัตติผล กลายเป็นพระอริยบุคคลชั้นต้น ณ ที่นั้นเอง จากนั้นเขาก็ได้สนทนาธรรมอยู่กับพระองค์อีกเป็นเวลาพักหนึ่ง จนเห็นว่าสมควร จึงขอพระราชอนุญาตทูลลาไปตอบคำถามของนางนาคมานวิกาต่อไป


---เขาเดินทางมาถึงชายฝั่งแม่น้ำ ขณะนั้นปรากฏว่ามีผู้คนเป็นจำนวนมากทั้งชายแลหญิง กำลังดูการแสดงของพญานาคสองพ่อลูกคู่นี้กันอย่างเนืองแน่น จนเขาไม่สามารถที่จักฝ่าฝูงชนเข้าไปให้ถึงชายฝั่งแม่น้ำได้ เพื่อจักไปตอบคำถามของนางนาคมานวิกา เขาจึงกล่าวคำขอทางด้วยเสียงอันดังขึ้นว่า


---ข้าแต่บรรดาท่านผู้เจริญ ขอพวกท่านจงได้เปิดทางให้กับข้าพเจ้าด้วยเถิด ข้าพเจ้าจักขออาสาเป็นตัวแทนพวกท่านเข้าไปตอบคำถามของนางนาคมานวิกานี้เอง เพื่อจักให้นางได้รู้ว่าคำถามที่ไม่มีผู้ใดในอดีตจวบจนปัจจุบันสามารถตอบได้ บัดนี้ได้มีผู้ที่มีความ สามารถตอบคำถามของนางได้แล้ว ”


---ผู้คนที่ยืนมุงอยู่นั้น ครั้นเห็นบุรุษหนุ่มหน้าตาอ่อนเยาว์กล่าวคำพูดออกมาด้วยถ้อยคำอันฉะฉาน ต่างก็พากันรู้สึกประหลาดใจกันไปตามๆกัน อย่างไรก็ตามพวกเขาก็ยอมเปิดช่องให้กับอุตรมานพได้เดินผ่านเข้าไปจนถึงชายฝั่งแม่น้ำได้ในที่สุด


---เมื่อมาถึงริมตลิ่งแล้วเขาได้แหงนหน้าขึ้นไปสบตากับนางนาคสาวด้วยอาการที่สงบ มิได้ มีความหวั่นเกรงใดๆทั้งสิ้น ขณะนั้นนางนาคมานวิกาผู้มีรูปโฉมงดงามดังราวกับเทพนารี เมื่อเห็นบุรุษหนุ่มผู้ยืนเบื้องหน้ามีกิริยาและใจที่อาจหาญถึงปานฉะนี้ หาได้กลัวต่อศักดานุภาพแลฤทธานุภาพแห่งนาคราชแม้แต่น้อย ก็ให้รู้สึกนิยมชมชอบอยู่ในที จากนั้นสักพักจึงได้เริ่มขับขานบทเพลงอันเป็นปริศนาของตนใหม่อีกครั้งเพื่อถามเขา เนื้อหาในเพลงที่นางและเขาถามตอบกันนั้น มีดังนี้ :


---นาคมานวิกา “ ผู้เป็นใหญ่เยี่ยงไรหนอ จึงจักได้ชื่อว่าเป็นพระราชา ”


---อุตรมานพ “ ผู้ที่ไม่ถูกอารมณ์ทั้งมวล อันมีรูปารมณ์เป็นต้นเข้าครอบงำในทวารทั้ง ๖ จึงจักได้ชื่อว่าเป็นพระราชา ”


---นาคมานวิกา “ พระราชาเยี่ยงไรหนอ จึงจักได้ชื่อว่ามีพระเศียรเต็มไปด้วยธุลี ”


---อุตรมานพ “ พระราชาใดที่ยังมีความรักใคร่พอใจในอารมณ์ต่างๆ พระราชาพระองค์นั้น ย่อมได้ชื่อว่ามีพระเศียรเต็มไปด้วยธุลี ”


---นาคมานวิกา “ พระราชาเยี่ยงไรหนอ จึงจักได้ชื่อว่ามีพระเศียรปราศจากธุลี ”


---อุตรมานพ “ พระราชาใดที่ไม่มีความรักใคร่พอใจในอารมณ์ต่างๆ พระราชาพระองค์นั้น ย่อมได้ชื่อว่ามีพระเศียรปราศจากธุลี ”


---นาคมานวิกา “ ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นคนพาลนั้น มีพฤติการณ์เยี่ยงไรหนอ ”


---อุตรมานพ “ ผู้ใดที่มีความกำหนัดพอใจในอารมณ์ต่างๆ ผู้นั้นย่อมได้ชื่อว่าเป็นคนพาล ”


---คำถามปริศนาที่นางเฝ้าถามผู้คนมาเป็นเวลาช้านานกว่าพุทธันดร แต่ยังไม่มีผู้ใดใครสักคนสามารถตอบได้นั้น บัดนี้ได้ถูกบุรุษเบื้องหน้านางเฉลยคำตอบออกมาได้อย่างถูกต้องฉะฉาน จนเกิดเป็นเสียงโห่ร้องอื้ออึงไปทั่วบริเวณชายฝั่งของแม่น้ำในทุกๆครั้งที่คำถามแต่ละข้อถูกเฉลยออกมา ยังผลทำให้นางนาคสาวรู้สึกเสียหน้าและขัดเคืองใจเป็นอย่างยิ่ง


---นั้นนางจึงกล่าวกับเขาว่า “ ดูก่อนบุรุษหนุ่ม  คำถามที่ท่านตอบมาทั้งหมดนั้น จริงๆแล้วมันเป็นแค่เพียงคำถามบทแรกเท่านั้น แต่ทว่าตั้งแต่อดีตจวบจนปัจจุบันก็ยังไม่มีผู้ใดใครคนไหนสามารถที่จักตอบได้เหมือนดังท่าน ในเมื่อวันนี้ท่านสามารถตอบคำถามบทแรกของเราได้หมดทุกข้อ อย่างนั้นเราจักขอถามคำถามบทที่สองต่อท่านเสียเลยในเพลานี้ก็แล้วกัน แล้วจักขอดูซิว่า ท่านยังจักพอมีความสามารถตอบคำถามบทที่สองของเรา ได้อีกหรือไม่ ” ว่าแล้วนางนาคสาวก็เริ่มร้องเพลงอันเป็นคำถามบทที่สอง ถามต่ออุตรมานพทันที :


---นาคมานวิกา “ อะไรเล่าหนอที่เป็นตัวพาให้คนพาล ลอยไปในวัฏสงสงสารอย่างไม่หยุดหย่อน บัณฑิตจักขจัดสิ่งนั้นได้ด้วยอะไร ผู้ที่ได้ชื่อว่ามีความเกษมจากโยคะนั้น มีได้ด้วยอาการเยี่ยงไร ”


---อุตรมานพ “ สิ่งที่เป็นตัวพาให้คนพาลลอยไปในวัฏสงสารนั้น คือห้วงน้ำทั้ง ๔ อันได้แก่กามเป็นต้น บัณฑิตย่อมตัดห้วงน้ำทั้ง ๔ นี้ได้ด้วยความเพียรโดยชอบ บุคคลที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่เกษมจากโยคะ ก็เพราะจิตใจของเขานั้น ปราศจากซึ่งโยคะทั้งหลาย อันมีกามโยคะเป็นต้น ”


---ครั้นพอสิ้นเสียงของอุตรมานพที่ตอบไปเท่านั้น ปรากฏว่าได้เกิดมีเสียงฟาดหางดังสนั่นหวั่นไหวโครมใหญ่ราวกับฟ้าร้องก็มิปาน กึกก้องสะท้านไปทั่วผืนน้ำแถบนั้น เกิดเป็นกระแสระรอกปั่นป่วนขึ้นมา จนกลายเป็นคลื่นยักษ์ลูกใหญ่พัดเข้าทำลายชายฝั่งแม่น้ำทั้ง สองฟาก ยังผลทำให้ชายตลิ่งที่อยู่แถวบริเวณนั้นถึงกับทรุดตัวพังถล่มครืนลงมาในทันใด


---บรรดาผู้คนที่ยืนดูการแสดงของพญานาคพ่อลูกคู่นี้เมื่อเห็นเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน ต่างก็พากันตระหนกตกใจ ส่งเสียงหวีดร้องออกไป กันให้ดังลั่นไปหมด ผู้ที่ยืนอยู่ริมตลิ่งเพราะอยากจักเห็นการแสดงให้ถนัดตา ครั้นพอเมื่อชายฝั่งพังทลายลง พวกเขาต่างก็พากันร่วงหล่นลงไปในลำน้ำเชี่ยวเบื้องล่างทันที ต่างคนต่างก็พยายามตะเกียกตะกาย กระเสือกกระสนว่ายน้ำหนีตายกันให้สับสนอลหม่านไปหมด


---สำหับสาเหตุที่ทำให้เกิดคลื่นยักษ์พัดเสียจนตลิ่งพังนั้นก็เพราะว่า พญาเอรกปัตนาคราชเมื่อได้ฟังคำตอบของอุตรมานพแล้ว เขาเกิดมีปีติพลุ่งพล่านขึ้นมาอย่างทันทีทันใด จนเกินที่จักหักห้ามใจตนเองได้ จึงเผลอตัวสะบัดหางอันใหญ่โตมโหฬารของตนฟาดลงบนผืนน้ำดังโครมใหญ่ ยังผลทำให้ท้องน้ำบริเวณนั้นเกิดกระแสปั่นป่วนจนก่อตัวเป็นคลื่นยักษ์ พัดทำลายเสียจนตลิ่งพังนั่นเอง


---หลังจากที่เห็นผู้คนต่างพากันว่ายน้ำหนีตายกันให้จ้าละหวั่นไปหมดนั้น เขาจึงเกิดมีสติขึ้นมาอีกครั้ง รีบแผ่พังพานอันใหญ่โตมโหฬารของตนเข้าไปโอบอุ้มบรรดาผู้คนเหล่า นั้นขึ้นมาจากท้องธาราทันที แล้วนำไปไว้ยังที่ปลอดภัยบนบก


---จากนั้นจึงได้แปลงร่างเป็นมนุษย์เดินเข้าไปหาอุตรพร้อมด้วยธิดาสาว เพื่อจักสอบถามถึงที่มาของคำตอบว่าเขาทราบคำตอบเหล่านี้มาได้อย่างไร  อุตรหนุ่มครั้นพอถูกถามเขาจึงเล่ารายละเอียดทั้งหมดของเรื่องราวให้กับสองพ่อลูกคู่นี้ได้รับทราบโดยที่มิได้ปิด บังอำพรางเลยแม้แต่น้อย


---หลังจากที่ทราบเรื่องแล้วท้าวนาคราชจึงได้ขอร้องให้เขาช่วยพาตนแลธิดาไปเข้าเฝ้าองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคด้วย เพื่อที่พวกเขาจักได้ทำการกราบนมัสการพระองค์ แลถามถึงปัญหาอันคับข้องใจของตนที่มีอยู่ในเวลานี้ อุตรหนุ่มเมื่อทราบถึงความประสงค์ของพวกเขาก็มิได้อิดเอื้อนหรือบอกปัดแต่อย่างใด รีบอาสาเป็นผู้นำทางให้ทันที ดังนั้นพวกเขาทั้งสามจึงได้พากันเดินทางไปเข้าเฝ้าสมเด็จพระพุทธองค์ในทันใด


---ฝ่ายบรรดาฝูงชนที่อยู่ ณบริเวณนั้น พวกเขาเมื่อได้ยินคำสนทนาของพญานาคสองพ่อลูกกับบุรุษหนุ่มผู้เรืองปัญญา และเห็นพวกเขาออกเดินทางไปเข้าเฝ้าองค์สมเด็จพระบรมศาสดา พวกตนซึ่งไม่มีกิจธุระอันใดจักต้องทำอยู่แล้วในเวลานี้ จึงต่างพากันติดตามไปด้วย หวังจักไปชมความแปลกประหลาดมหัศจรรย์ของพญานาคสองพ่อลูกคู่นี้กันต่ออีก


---หลังจากที่ออกเดินทางไปได้สักพักอุตรมานพก็พาพญานาคสองพ่อลูกพร้อมด้วยขบวนผู้ติดตาม มาถึงโคนไม้ที่องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ขณะนั้นท้าวนาคราชแลธิดาเมื่อเห็นสมเด็จพระพุทธองค์ประทับอยู่ใต้ร่มไม้เบื้องหน้า เขาจึงหยุดคุกเข่าลง ณ ที่อันควร จากนั้นก็ก้มลงกราบนมัสการพระองค์ด้วยกิริยาที่นอบน้อม แล้วค่อยลุกขึ้นถอยออก มายืนอยู่ใต้โคนไม้อีกต้นหนึ่ง ซึ่งอยู่ไม่ห่างมากนัก ปล่อยให้อุตรนำพา ผู้ที่ติดตามทั้งหลายเข้าไปเฝ้าองค์สมเด็จพระบรมศาสดาแต่เพียงลำพัง


---ขณะที่ยืนอยู่ใต้ร่มไม้เขาก็เอาแต่จ้องพระพักตร์ของพระองค์แต่เพียงถ่ายเดียว มิได้ปริปากพูดจาหรือว่าเอื้อนเอ่ยถ้อยคำใดๆออกมาทั้งสิ้น หลังจากที่มองแล้วก็เอาแต่หลั่งน้ำตาออกมานองหน้าโดยไม่ทราบสาเหตุ


---สมเด็จพระพุทธองค์ครั้นทรงเห็นเช่นนั้น จึงทรงมีพระพุทธฏีกาตรัสถามเขาว่า “ ดูก่อน นาคราชผู้ยิ่งใหญ่ ท่านมีความโศกเศร้าเสียใจในเรื่องอันใดฤา  ไฉนจึงเอาแต่หลั่งน้ำตาด้วยเล่า  ”


---จอมนาคราชเมื่อได้ฟังพระพุทธฏีกาตรัสถามเช่นนั้น จึงกราบทูลว่า“ ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงพระมหากรุณาธิคุณอันสูงสุดเกินกว่าผู้ใด อันตัวของข้าพระบาทนี้เดิมทีชาติที่แล้วเคยบวชเป็นภิกษุอยู่ในบวรพระพุทธ ศาสนาแห่งองค์สมเด็จพระศาสดากัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งก็ทรงพระคุณอันสูงสุด เสมอกันกับพระองค์เหมือนเช่นเพลานี้ พระพุทธเจ้าข้า


---แต่ครั้งนั้นระหว่างที่ข้าพระบาทกำลังแสวงหาที่บำเพ็ญเพียรอยู่นั้น ข้าพระบาทได้เผลอสติทำการล่วงอาบัติข้อห้ามพรากของเขียวออกจากไปต้นโดยไม่ตั้งใจ ด้วยการไปเด็ดเอาใบตระไคร้น้ำหลุดขาดติดมือมาใบหนึ่ง หลังจากนั้นแทนที่ข้าพระบาทจักรีบปลงอาบัติในข้อดังกล่าวเสีย แต่ปรากฏว่ากลับปล่อยปละละเลยเสียจนตนเองหลงลืม มานึกขึ้นได้อีกทีก็สายเสียแล้ว ไม่สามารถที่จักแก้ไขอันใดได้


---ดังนั้นครั้นพอถึงกาลที่ข้าพระบาทสิ้นชีพลง กรรมนี้จึงส่งผลให้ข้าพระบาทเข้าถึงซึ่ง ทุคติ ต้องมาถือกำเนิด เกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน ตระกูลแห่งพญานาค เยี่ยงดังที่พระองค์ทรงเห็นอยู่ ณ ขณะนี้ พระพุทธ เจ้าข้า ตลอดระยะเวลาหนึ่งพุทธันดรที่ผ่านมานี้ข้าพระบาทมิเคยเลย ที่จักมีโอกาสได้สดับตรับ ฟังพระสัทธรรม แม้แต่เพียงสักครั้งเดียว อย่าว่าจักกล่าวถึงพระสัทธรรมอันออกมาจากพระโอษฐ์แห่งพระองค์เลย แม้เพียงพระธรรมเทศนาที่เปล่งออกมาจากปากของพระบรมสาวก ข้าพระบาทก็ยังมิมีโอกาสที่จักได้ยินได้ฟังเลย พระพุทธเจ้าข้า


---เพิ่งจักมาวันนี้แลที่ข้าพระบาทได้มีโอกาสทัศนาพระองค์ทั้งๆที่ยังมีพระสรีระร่างกายตัว ตนจริงๆ เต็มนัยน์ตาทั้งสองของข้าพระบาท แลข้าพระบาทพร้อมด้วยธิดา ก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าพระองค์จักทรงเมตตาสงสาร ทรงแสดงพระธรรมเทศนาโปรดสัตว์เดรัจฉาน ผู้ที่อาภัพอับวาสนาเยี่ยงข้าพระบาทแลธิดานี้ด้วย พระพุทธเจ้าข้า ”


---สมเด็จพระชินสีห์เมื่อได้ทรงสดับถ้อยพาทีอันแสดงออกถึงความน้อยเนื้อต่ำใจในชาติวาสนาของท้าวนาคราชแล้ว พระองค์จึงทรงมีพระเมตตาแสดงธรรมโปรดเขาทั้งสอง ซึ่งเนื้อหาใจความโดยย่อที่ทรงแสดงในครั้งนั้นก็คือ :


*เหตุ ๔ อย่าง


---การที่จักมีโอกาสได้เกิดมาเป็นมนุษย์นั้น เป็นสิ่งที่เป็นไปโดยยาก 


---การที่จักมีชีวิตอยู่จนจวบสิ้นอายุขัยแห่งตนของสรรพสัตว์นั้น เป็นสิ่งที่เป็นไปโดยยาก 


---การที่จักมีโอกาสได้สดับตรับฟังพระสัทธรรมนั้น เป็นสิ่งที่เป็นไปโดยยาก 


---การอุบัติเกิดแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น เป็นสิ่งที่เป็นไปโดยยาก 


---ครั้นพอเมื่อพระองค์ทรงแสดงธรรมจบลง บรรดาผู้คนทั้งหลายที่อยู่ ณ บริเวณนั้นซึ่งต่างก็ได้สดับตรับฟังพระสัทธรรมพร้อมกันกับพญานาคสองพ่อลูก พวกเขาต่างก็พากันบรรลุคุณธรรมอันวิเศษกันเป็นจำนวนมากในเช้าวันนั้นเอง


---ฝ่ายพญาเอรก ปัตตนาคราชแลธิดา ทั้งๆที่ตนเป็นผู้ปรารถนาจักเห็นสมเด็จพระผู้มีพระภาคยิ่งกว่าผู้ใด มิหนำซ้ำยังมีจิตใจที่เปี่ยมไปด้วยความเลื่อมใสศรัทธาอย่างสูงสุด แต่ ทว่าพวกเขาทั้งสองกลับมิได้ประโยชน์ใดๆจากการเทศนาสั่งสอนในครั้งนั้นเลย เนื่อง จากเขาทั้งสองมีกำเนิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน ซึ่งถือว่าเป็นชาติภพที่ต่ำทรามอาภัพอับวาสนา ไม่มีปัญญาที่จะเข้าใจหลักธรรมคำสอนได้


---ในที่สุดจึงได้แต่หลั่งน้ำตา กราบนมัสการอำลาองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคกลับไปยังบาดาลพิภพอันเป็นที่อยู่แห่งตนต่อไป ตามยถากรรม ...


---จากเรื่องที่นำมาเล่าให้ฟังนี้ ท่านผู้อ่านก็น่าจักเห็นแล้วว่าการให้ผลของกรรมนั้นมันเป็นเรื่องที่น่ากลัวสักเพียงไหน กับเพียงแค่การกระทำอันมีโทษแต่เพียงเล็กน้อยหรืออาจจะไม่มีเลยก็ได้ในสายตาของชนชาวโลก แต่ทว่าพอผู้กระทำมีสถานะเปลี่ยนไปผลของมันก็เปลี่ยนตามไปด้วยเช่นกัน ฉะนั้นผู้ที่มีฐานะผิดแผกจากคนทั่วไปจักทำการอันใดก็แล้วแต่ จักต้องคำนึงถึงผลที่ตามมามากกว่าคนธรรมดา อะไรที่มันมีคุณอนันต์ มันก็มีโทษมหันต์ด้วยเช่นกัน . 

 



------------------------------------------------------------------





ขอขอบคุณแหล่งข้อมูล

สืบ ธรรมไทย

รวบรวมโดย....แสงธรรม

อัพเดทรอบที่ 6 วันที่ 25 กันยายน 2558

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

* *

 

*

view

ประวัติต่างๆ

ประวัติวัดเขาไกรลาศ

ประวัติของหลวงพ่อเทียน=คลิป

มาเช็คชื่อ-เช็คสกุลกันดีกว่า=คลิป

ประวัติพระอธิการชิติสรรค์ จิรวฑฺฒโน=คลิป

ขอเชิญผู้ร่วมบุญสร้างอาศรมเสด็จปู่พระบรมพรหมฤาษีไตรโลก

ประวัติหลวงปู่เทพโลกอุดร

ประวัติฝ่าพระหัตถ์ของพระพุทธองค์

ประวัติของนางวิสาขา=คลิป

ประวัติของอนาถปิณฑิกเศรษฐี=คลิป

ประวัติของเศรษฐีขี้เหนียว

ประวัติเหตุทำบุญที่ช้า=คลิป

ประวัติของผู้ร่วมบุญ=คลิป

ประวัติของพระไตรปิฎก=คลิป

ประวัติการสร้างพระพุทธรูปและพระเจ้า ๕ พระองค์

ประวัติง้วนดิน

ประวัติปู่ฤาษีนารอท

ประวัติพระปางมหาจักรพรรดิ์ ทรงปราบพระเจ้ามหาชมพูบดี

ประวัตินางห้าม..แห่งขอมโบราณ

ประวัติพญานาค

ความรู้และรายละเอียดพุทธเจดีย์

พระมหาโพธิสัตว์

สาระธรรม

ธรรมะส่องใจ

อานิสงส์แต่ละอย่าง

ประเพณีต่างๆ

ตำนานทั่วไป

สาระน่ารู้

ปกิณกะธรรม

วัตถุมงคล-สาระอื่นๆ

ข้อมูลทั่วไป

ปฎิทิน

« August 2017»
SMTWTFS
  12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031  

สมาชิก

ลืมรหัสผ่าน?
สมัครสมาชิก

สถิติ

เปิดเว็บ20/06/2011
อัพเดท16/08/2017
ผู้เข้าชม3,274,809
เปิดเพจ5,383,753
สินค้าทั้งหมด24

 หน้าแรก

 บทความ

 เว็บบอร์ด

 รวมรูปภาพ

 พระบรมสารีริกธาตุ

 โจโฉ รวมเสียงธรรม

 เฟสบุ๊ค

ติดต่อเรา-

view