/music/.mp3 http://www.watkaokrailas.com
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com

 หน้าแรก

 บทความ

 เว็บบอร์ด

 รวมรูปภาพ

 พระบรมสารีริกธาตุ

 โจโฉ รวมเสียงธรรม

 เฟสบุ๊ค

 ติดต่อเรา-แผนที่

รายละเอียดปรอทรักษาโรค

รายละเอียดปรอทรักษาโรค

ปรอทรักษาโรคได้ผลเร็วหลายโรค






---ปรอทนำมาใช้ประโยชน์ในแง่ต่างๆ และจำเป็นต้องใช้ในการวัดอุณหภูมิของอากาศ วัดไข้ ควบคุมนาฬิกา ให้เดินโดยไม่ต้องไขลาน ควบคุมกลไกในเครื่องบิน ในเรือ ในในอาวุธต่างๆ ใช้ปรอทในการรักษาโรคให้หายได้เร็วหลายโรค รวมทั้งโรคเอดส์ มะเร็ง และใช้ประโยชน์อย่างอื่นอีกมากมาย เพราะปรอทมีคุณสมบัติพิเศษหลายอย่าง การขยายตัวเป็นอัตราตายตัวถูกต้อง คือ เพิ่มความร้อนขึ้นสองเท่าก็ขยายตัวเป็นสองเท่า  ความร้อนเพิ่มขึ้นห้าเท่าปรอทก็ขยายตัวเป็นห้าเท่า ยังไม่มียังไม่พบธาตุอื่นที่ขยายตัวได้ตามส่วนดังกล่าว จะยกตัวอย่างบางประการในการทดลองค้นคว้าวิจัย ตามที่แพทย์ฝรั่งเขียนตำราไว้ คือ


---๑.ปรอทเป็นยาประเภทยาถ่าย ทดลองโดยเสกปรอทแล้วอธิษฐานกินครั้งละหนัก ๒ บาทถึง ๔ บาท จะทำให้ถ่ายได้หลายครั้ง และอธิษฐานให้หยุดถ่ายก็ได้ ได้ทดลองกินเอง ให้คนไข้กิน ให้สัตว์กิน ได้ผลเป็นยาถ่ายจริง


---๒.ปรอทเป็นยาขับนํ้าดี ได้ทดลองใส่ปรอททางฝ่ามือ หรือให้กินแก้ท้องอืดอาหารไม่ย่อยได้ผล เมื่อเป็นโรคดีซ่านก็ใช้ปรอทแก้ได้


---๓.ปรอทเป็นยาบำรุงกำลัง ได้ทดลองใส่ปรอท ทางฝ่ามือให้คนไข้มากว่า ๕๐๐ ราย ช่วยให้มีกำลังดีขึ้น แก้อ่อนเพลียได้แน่นอน


---๔.ปรอทเป็นยาแก้ปวด ได้ทดลองใช้ปรอทแก้ปวดมากว่า ๕๐๐ คน ได้ผลแก้ปวดได้ดี คนไข้ที่ให้มอร์ฟีนแก้ปวด ในรายปวดมากไม่หายปวด แต่ใส่ปรอทจะหายปวดได้ ในระยะหนึ่ง


---๕.ปรอทเป็นยาขับปัสสาวะได้ทดลองใส่ปรอท ให้คนไข้หลายราย จะช่วยให้ถ่ายปัสสาวะได้คล่อง


---๖.ปรอทเป็นยาปรับปรุงสุขภาพ ได้ทดลองใช้ปรอทรักษาโรคที่ทำให้อ่อนเพลีย เจ็บป่วยให้หายจากโรค และมีสุขภาพดีมาหลายราย มาเป็นเวลา ๔๐ปีแล้วได้ผลดี


---๗.ปรอทเป็นยาฆ่าเชื้อโรคได้ใช้ปรอทรักษาโรคได้ผลดีได้ผลเร็วหลายอย่าง


*ประการที่ ๑


---การค้นคว้าทดลองในแง่อื่นๆ มีหลายอย่างที่ทดลองด้วยตนเอง ตัวอย่างเช่น


---การทดลองใช้ปรอทที่เสกป้อนลูกไก่พันธุ์ผสม อายุประมาณ ๗ วันจำนวนประมาณ ๑๒ ตัว และเลี้ยงตามธรรมดาไม่ให้ปรอท ปรากฏว่าในเวลา ๒ เดือน ลูกไก่ที่ป้อนปรอทโตเร็วกว่าลูกไก่ที่เลี้ยงด้วยอาหารผสมอย่างเดียวกันถึง ๒ เท่า หลังจากนี้ได้ทดลองกินปรอทดูด้วยตนเอง ครั้งละหนัก ๑ บาท ๒ บาท ถึง ๔ บาท ก็ไม่มีโทษ กลับบำรุงกำลังและช่วยรักษาโรคด้วย


---ทดลองใส่ปรอทที่ฝ่ามือช่วยรักษาโรคกระดูกหัก ปรากฏว่ากระดูกติดกันหายเร็ว คือแทนที่จะหายใน ๓ เดือน จะหายได้ภายใน ๑ เดือน


---ทดลองใส่ปรอทรักษาแผลมะเร็งที่จะต้องตัดขาก็รักษาหายมาหลายราย ไม่ต้องตัดขา


---การทดลองใส่ปรอทรักษาโรคเอดส์ก็ได้รักษามาหลายราย ทั้งเด็กและผู้ใหญ่โรคจะหายเป็นปกติ แข็งแรงดี ใช้เวลารักษาไม่เกิน ๔ เดือน


---ทดลองใส่ปรอทรักษาวัณโรค อาการปานกลางจะหายได้แข็งแรง ทำงานได้ภายใน ๒ หรือ ๓ เดือน


---ทดลองรักษาวัณโรคระยะต้นมีแผลที่ปอดใหญ่ ประมาณปลายนิ้วชี้ จะหายแผลปิดสนิท เอ็กซเรย์ดูใหม่ไม่พบแผล เคยรักษาผู้จะไปทำงานต่างประเทศ ๒ รายที่ตรวจโรค เอ็กซเรย์พบแผลวัณโรครักษาด้วยปรอท ๗ วัน แผลหาย เอ็กซเรย์ไม่พบแผลได้ไปทำงานตลอด ๒ ปี ก็ไม่เป็นอีกเลย


---เรื่องการทดลองวิจัยผลการใช้ปรอทนี้ได้ทำมามาก ยกมากล่าวเพียงบางเรื่องที่ทดลองมาก เพราะได้ถูกฟ้องว่าหลอกลวงประชาชนให้มาตายมากด้วยการเอาปรอททามือรักษาโรคมะเร็ง โดยกระทรวงสาธารณสุขมีหนังสือฟ้องมาทางกระทรวงกลาโหมใน พ.ศ. ๒๕๐๓ ขณะผู้เขียนรับราชการอยู่ที่กรมยุทธศึกษาทหารบก


---ได้ขอร้องให้ท่านเจ้ากรม ฯตั้งกรรมการสอบสวนโดยให้มีอนุศาสนาจารย์ เป็นกรรมการร่วมด้วยหนึ่งคน ผลปรากฏจากการประชุม ผู้ที่เคยรักษาทั้งที่หายจากโรคแล้ว และที่อาการดีขึ้นแล้ว ปรากฏว่ามีนายแพทย์ซึ่งเป็นรุ่นเดียวกับประธานกรรมการ เป็นวัณโรคประเภทเป็นสปอร์ คือ มีพังผืดหุ้ม ยาฉีดเข้าไม่ถึง ถ้าหยุดฉีดยาแผลและสปอร์จะขยายใหญ่ขึ้น รักษาให้ปรอททางฝ่ามือ อาการดีขึ้นมากแล้ว และมีคนไข้มะเร็งที่หายหลายคนมายืนยัน จึงรอดจากความผิดและรู้สึกขอบคุณที่คณะผู้ก่อเหตุใส่ความให้มีการฟ้องร้องว่าหลอกลวง เพราะได้รับประโยชน์หลายอย่าง ประการแรกไม่มีคนไข้ไปให้รักษา เพราะทางการไม่ให้รักษา ระหว่างนั้นมีคนไข้วันละประมาณ ๓๐ คน และค่อยๆ เพิ่มมากขึ้น


*ประการที่ ๒


---ทำให้มีกำลังใจที่จะค้นคว้าวิจัยให้เห็นชัดว่า ปรอทรักษาโรคต่างๆ ได้ผลดีได้ผลเร็วจริง


*ประการที่ ๓


---เป็นการช่วยชีวิตมนุษย์ทั้งในประเทศ และนอกประเทศ ที่กำลังเป็นโรคเอดส์ มะเร็ง และโรคที่ฝรั่งยังคิดยารักษาไม่ได้ผล มีแต่ตายมากขึ้น โดยการสอนทั้งไทยและชาวต่างประเทศ ต่างศาสนา โดยไม่คิดค่าสอนและไม่ต้องเปลี่ยนศาสนา นอกจากสอนยังเขียนคู่มือรักษาโรคต่างๆ โดยละเอียดให้เป็นคู่มือฝึกทำได้เอง ส่วนมากเกือบทั้งหมดเป็นคำสอนที่ได้รับการสอนจากพระอาจารย์ในดงลึกและการรักษาโรค การแสดงฤทธิ์ การพิสูจน์ให้เห็นจริงเรื่องผี เรื่องเทวดา มีกล่าวอยู่ในพระไตรปิฎกมากมาย แต่ไม่มีรายละเอียดให้ทำตามได้ เพราะมุ่งหมายจะสอนทางศีลธรรมเป็นหลัก


---ศิลาจารึกวัดโพธิ์ มีจารึกเรื่องปรอทตามตำรา ศิลาจารึกวัดโพธิ์ พระนคร พิมพ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ ในหน้า ๑๖๔ มีฤๅษีชื่อ ภรัต  เป็นผู้หมั่นเพียร และรอบรู้ในตำรับปรอทหลังจากผู้เขียน เจ้าของวิทยาศาสตร์ทางใจ ได้บรรยายเรื่องปรอทว่าสามารถฆ่าเชื้อโรคต่าง ๆ ได้ และเคยแสดงการใช้อำนาจจิตบังคับปรอทเข้าตัวคน แล้วเรียกออกมาได้ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๐๓ แล้ว ก็พักการรักษาโรคด้วยอำนาจจิตให้ประชาชนทั่วไป เพราะมีผู้สงสัยว่า หลอกลวงกับประกอบกับได้ชี้แจงว่าจะต้องวิจัยให้ถ่องแท้ ดูสถิตินานๆ เสียก่อน ผลการวิจัยค้นคว้าจะกล่าวในรูปถามตอบตามที่เคยถูกซักถามมา คือ


---ถาม  ปรอทมีความสำคัญต่อคนหรือส่วนรวมอย่างไร  ท่านจึงมาค้นคว้าเรื่องปรอทและผลการค้นพบมีอย่างไร รักษาโรคอะไรบ้าง


---ตอบ  ความสำคัญของปรอทที่มีต่อประเทศชาติ ก็คือใช้ประโยชน์มากเกือบทุกแง่ทุกมุม เช่น เกี่ยวกับการอุตสาหกรรม การแพทย์ การทหาร การศาสนา การเศรษฐกิจ และอื่นๆ สินค้าขาเข้านั้น ของที่ใช้ปรอทผสมนับเป็นจำนวนและราคาสูงกว่าวัตถุอื่นๆ กระจกส่องหน้าก็ทาด้วยปรอทอ๊อกไซด์ โรงงานใหญ่ๆ เช่น โรงอบไม้ที่บางโพพระนคร ก็ใช้ปรอทเป็นจำนวนมาก ควบและคุมบังคับให้เครื่องทำงานหรือหยุดทำงาน  ควบคุมความร้อนและใช้กำลังปรอทเปิดปิดประตูใหญ่ๆ การวัดความร้อนและความกดดันของอากาศก็ใช้ปรอท นาฬิกาอัตโนมัติอันเที่ยงตรงก็ใช้ปรอท การแพทย์ใช้ปรอทวัดคนไข้เป็นประจำวัน ใช้ปรอทเข้าตัวยาที่ดีหลายอย่าง ส่วนในการทหารกระสุนทุกนัดนั้นก็มีปรอท ที่ท้ายกระสุนมีดินกรดปรอทสำหรับจุดระเบิด ดินระเบิดแรงสูง ทำโดยผสมปรอทสดก็ได้ ในเรือรบใหญ่ๆ เครื่องบินก็ต้องใช้ปรอท ทางการศาสนาก็เข้าไปพัวพันในทางอ้อม เช่นทำลูกอมปรอท ทำพระปรอท หรือใช้อำนาจจิต อำนาจคุณพระปลุกเสกปรอทให้แข็งโดยไม่ต้องเจือปนธาตุอื่น ใช้ปรอทในทางรักษาโรคภัยและป้องกันอันตรายบางอย่างได้ ปรอทใช้ประโยชน์ได้มากมายและมีคุณสมบัติเป็นพิเศษหลายอย่าง ปรอทแท้ๆ นั้น มีอยู่ในอากาศไปในอากาศได้ไกลๆ ดังนั้นปรอทจึงเป็นสิ่งที่ควรจะได้รับความสนใจอย่างมาก


---ปรอทธรรมดาที่ใช้ประโยชน์กันมากในปัจจุบันไม่ใช่ธาตุแท้  แต่เป็นวัตถุผสมระหว่างธาตุอื่นและไอปรอท ไอปรอทเป็นสิ่งมีชีวิตประเภทเชื้อราที่เล็กและน่าอัศจรรย์ไปในอากาศได้ ดึงดูดธาตุอื่นๆ หรือเข้าไปรวมกับธาตุอื่นๆ ได้  แล้วทำให้ธาตุอื่นหนักกว่าเหล็กและมีคุณสมบัติเหมือนธาตุแท้ มีกำลังอำนาจพิเศษได้หลายอย่าง เราขับเคลื่อนไอปรอทออกจากปรอทธรรมดาได้ด้วยความกดดันและความร้อนที่เหมาะ ซึ่งจัดขึ้นได้ด้วยอำนาจจิตหรือเครื่องมือวิทยาศาสตร์ ไอปรอทสามารถทำลายตัวเชื้อโรคหลายประเภท


---เช่น ตัวเชื้อเหล่านั้นจะอยู่ในตัวคน ในตัวสัตว์หรืออยูู่ในที่ใด ๆ ก็ตาม ไอปรอททะลุทะลวงผ่านเนื้อ ผ่านกระดูกของสิ่งมีชีวิต ซึ่งมีเซลประเภทเดียวกับคนโดยไม่ทำอันตรายแก่เซลที่ดี และไม่สะสมตกค้างอยู่ในร่างกาย วิจัยจากตำรับโบราณแล้วทดลองและติดตามผลกับตัวเอง คนอื่น สัตว์ ดินปืนและวัตถุอื่นๆ มาเป็นเวลานาน โดยใช้วิชาการทางวิทยาศาสตร์และทางอำนาจจิต สมาคมใดต้องการพิสูจน์ทดลองเพื่อใช้ประโยชน์แก่ส่วนรวม และประเทศชาติในทางอุตสาหกรรม ทางการแพทย์ และทางอื่นๆ เรายินดีให้ความกระจ่างแจ้งในเมื่อจะพูดกันอย่างบัณฑิตไม่แฝงความอันธพาลหรือเอาแต่ใจตัว

---สำหรับปรอทนั้นโบราณถือว่าเป็นของกายสิทธิ์คือ มีฤทธิ์อำนาจพิเศษในตัว และใช้ให้เป็นประโยชน์ได้ต่างๆ นานา เอาปรอทธรรมดาติดตัวไว้ก็กันผี กันไข้ป่าได้ ใช้ปรอทประกอบกับอำนาจจิตทำให้เกิดฤทธิ์อำนาจได้แปลกๆ ใช้ในทางยาก็รักษาโรคได้หลายอย่าง ใช้ในทางคงกระพันชาตรี ใช้ในทางเมตตามหานิยมและแก้พิษยา พิษสัตว์ก็ได้ ใช้ปรอทผสมกับธาตุอื่นผสมกับยาอื่นก็ทำได้หลายอย่าง ดังปรากฏในตำราวัดโพธิ์ฉบับสมบูรณ์หน้า ๒๓๐, ๒๓๖, ๒๓๗ และ ๔๑๔ ใช้ปรอทผสมยาอื่น แก้โรคเรื้อน โรคมะเร็งทั้งปวง เป็นต้น ปรอทจะเป็นของกายสิทธิ์จริงหรือไม่ และความรู้เรื่องปรอทนั้น นักวิทยาศาสตร์สมัยใหม่มีเครื่องมือทันสมัยมาก แต่มีความเห็นขัดแย้งกันกับอาจารย์ผู้มีสมาธิสูงนั้น ใครจะเป็นฝ่ายถูกก็เชิญลองศึกษาพิจารณาและทดลองกันดูต่อไป


---ที่จริงกล้องสมัยใหม่ไม่สามารถจะเห็นส่วนเล็กที่สุดของธาตุ ซึ่งเรียกว่า ปรมาณูได้ และส่องไม่เห็นสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กได้ทุกอย่าง เช่น ไม่เห็นตัวเชื้อมะเร็ง เป็นต้น ฉะนั้นหลักเกณฑ์หลายอย่างจึงต้องอาศัยคาดคะเน หรือพิจารณาตามผลที่ปรากฏออกมา ดังนั้น หลักวิชาจึงมีการผิดพลาดและแก้ไขกันอยู่เสมอไม่มีการจบ ในเรื่องยาดีๆ ก็ต้องค้นคว้าขึ้นใหม่เรื่อยไป เพราะยังมียาอีกมากอย่างที่ให้คุณดี พร้อมกับมีโทษร้ายแรงประจำอยู่ด้วย


---วิทยาศาสตร์สมัยใหม่กำลังพออกพอใจในเรื่องการแตกตัวของปรมาณู หนังสือไทม์ประจำ ๖ ต.ค. ๒๕๔๐ กล่าวไว้ว่า ในปี ๒๕๐๕ นี้ทางอเมริกาให้ทุนค้นคว้า และสอนการใช้ไอโซโทปของธาตุต่างๆ ประกอบกับการฉายแสง แต่ความจริงเรื่องไอโซโทปนั้น ฤๅษีได้ใช้มาก่อนและที่แน่ๆ คือไอโซโทปของปรอท ไอโซโทปนั้นก็คือ การเปลี่ยนแปลงในปรมาณูของธาตุ แต่ธาตุนั้นยังเป็นธาตุเดิมอยู่ต่างแต่ว่าคุณสมบัติทางเคมีเปลี่ยนแปลงไป เช่น นํ้าหนักเปลี่ยนแปลงความว่องไวหรือสมบัติอย่างอื่นๆ เปลี่ยนไป วิทยาศาสตร์สมัยใหม่ถือว่าปรอทเป็นธาตุแท้ แต่อาจารย์ทางจิตเห็นว่าปรอทที่ซื้อขายกันอยู่นั้นไม่ใช่ธาตุแท้แต่มีธาตุอื่นเจือปนอยู่ ถ้าปรอทแท้แยกตัวออกก็จะล่องลอยไปในอากาศได้และไปรวมกันที่ใดก็ได้ นอกจากนั้นยังเห็นว่าปรอทเป็นพวกเชื้อราชนิดหนึ่ง ลองค่อยๆ คิดและพิจารณาดู ทดลองดู ว่าใครจะถูก


---เอาปรอทกรอกปากคนที่ตาย ปรอทจะรักษาศพไม่ให้เน่า ศพจะแห้งไปทั้งตัวอยู่ได้นับร้อยปี ที่จริงปรอทจะเข้าไปอยู่ในกระเพาะ ลำไส้ แต่ครั้นแขนขาหรือส่วนสมองของศพจะเน่าปรอทแท้ก็จะแยกตัวไปยังส่วนต่างๆ ช่วยไม่ให้เน่าได้ นักวิทยาศาสตร์ก็เคยใช้ปรอททำให้สัตว์แห้ง (สตาฟฟ์) มาแล้ว ภายหลังมียากันเน่าอย่างอื่นดีกว่า คือ รักษาสีของสัตว์ได้ด้วยจึงเลิกใช้ปรอท (ปรอท จะช่วยรักษากันเน่าได้เฉพาะสัตว์เนื้อหยาบหรือมีกล้ามเนื้อลาย)


---เอาปรอทใส่ขวดยางแล้วเปิดขวดไว้บีบขวดไปมา ปรอทจะดึงธาตุอื่นเข้ามาบ้าง ปรอทแท้ระเหยหนีบ้าง ปรอทที่เหลือจึงมีคุณสมบัติเลวลง คือ ดำและเบาขึ้นกว่าเก่า


---เอาปรอทวางบนฝ่ามือแล้วเอานิ้วมือกดไปบ้างถูไปบ้าง ไอปรอทหรือปรอทแท้จะแทรกไปในหัวแม่มือ แม้จะล้างมือเช็ดมือจนเกลี้ยงก็ยังมีไอปรอทแฝงอยู่ภายใน ถ้าเอาหัวแม่มือนั้นมาถูกทอง ไอปรอทจะแล่นมาจับทองเป็นคราบขาว ถ้าถูตะกั่วอ่อนปรอทจะแล่นไปทำให้ตะกั่วอ่อนสลายตัวเป็นขุยคล้ายบุหรี่และปูด แล้วหักลงแล้วปูดออกต่อๆ ไปจนทะลุได้


---เอาปรอทใส่ฝ่ามือแล้วเอาหัวแม่มือถูไปมาพร้อมกับใช้อำนาจจิตอธิษฐานให้ปรอทเข้าตัวคน ปรอทแท้ก็แยกตัวแล่นไปในตัวคนได้ไปช่วยรักษาให้โรคหายได้ ส่วนปรอทที่เหลืออยู่ในฝ่ามือเป็นขี้ปรอทละเอียดเป็นแป้งอยู่เก็บไว้นานๆ ก็คืนตัวเป็นปรอท และค่อยๆ เปลี่ยนเป็นปรอทที่ดีขึ้นทีละน้อย อนึ่ง ปรอทที่เข้าตัวคนไปแล้วจะเรียกออกด้วยอำนาจจิตก็ทำได้ ปรอทที่ถูกอำนาจจิตแล้ว เข้าไปอยู่ในร่างกายคนประมาณ ๑ วัน ก็ระเหยออกไปเองได้ ไม่ไปทำอันตรายแก่อวัยวะภายใน ส่วนขี้ปรอทที่เกิดโดยอำนาจจิตทำให้ละเอียดนั้นก็อมได้ กินได้ กลับไปช่วยรักษาโรคภายในได้ ทั้งนี้เป็นเรื่องที่ทำกันอยู่หลายแห่งในปัจจุบัน และมีหลักฐานตำราเกี่ยวกับปรอทอยู่มาก


---เอาปรอทธรรมดาใส่ปากแล้วบ้วน จะทำให้เหงือกอักเสบและเจ็บปวด เอาปรอทใส่ชามแล้วเอาฝ่ามือช้อนปรอทถูฝ่ามือเข้าด้วยกัน ปรอทจะเข้ามือแต่ไม่แล่นเหมือนใช้อำนาจจิต จึงทำให้ฝ่ามืออักเสบบวมเจ็บปวดขึ้น ในป่าทึบหรือใกล้บ่อทองหรือใกล้ที่แฉะที่มีแสงปรอทเรืองๆ ในเวลากลางคืน ไปนั่งนอนอยู่บริเวณนั้นจะอ่อนเพลียลงและเป็นไข้ปรอท ถ้าขืนอยู่ไปก็ตายได้ แต่ถ้าเอาปรอทเข้าตัวด้วยอำนาจจิตแล้ว ปรอทเถื่อนจะทำอันตรายไม่ได้


---เมื่อถูกพิษงูพิษ  ตะขาบ แมลงป่อง พิษว่าน ใช้ปรอทประกอบอำนาจจิตรักษาได้ หรือใช้ป้องกันได้


---ปรอทชอบอยู่ในที่เย็นหรือที่มีของเน่าเปื่อยหรือที่มีธาตุซึ่งปรอทชอบเข้ารวมตัว


---เอาปรอทธรรมดาใส่กล่องตะกั่วหรือใส่ทองจะไม่เกิดปฏิกิริยาหรือไม่ผสมกัน ไม่เปลี่ยนแปลงแต่ถ้าให้ความร้อนความกดดัน หรือใช้อำนาจจิตปรอทแท้ก็แยกตัวไปผสมทองหรือตะกั่วได้


---ปรอทแข็งหรือพระปรอทในตำราก็บรรยายสรรพคุณไว้มาก ถ้าทำไม่ได้ดีถึงขนาดก็ย่อมไม่ได้ผลตามที่บรรยายไว้ หรืออาจจะใช้ได้เพียงระยะต้นๆ นานไปก็เสื่อม เพราะปรอทเป็นของกายสิทธิ์หนีไปได้ การฆ่าปรอทให้ตาย หรือฆ่าปรอทให้ตายเป็นกายสิทธิ์นั้น มีทั้งวิธีใช้จิตและใช้ธาตุอื่นประกอบกับจิต หรือใช้ว่านเป็นเครื่องช่วยได้หลายชนิดดังปรากฏอยู่ในตำรากบิลว่าน และในตำรับปรอท การบรรยายรายละเอียดมากไป อาจจะไม่ตรงกับความประสงค์ของผู้อ่าน ฉะนั้นจึงขอเปลี่ยนเป็นการทดลองให้เห็นจริงและเปิดให้ซักถามต่อไป


---กล่าวโดยย่อ  ปรอทมีคุณสมบัติพิเศษหลายอย่าง เช่น มีความแน่นและนํ้าหนักมากกว่าวัตถุหรือธาตุอื่นๆ มีความไวทั้งการเข้าผสมและการเล็ดลอดทะลุทะลวงเข้าสู่สิ่งอื่นหรือหนีไป แม้ในเนื้อ ในกระดูกก็ลอดเข้าไปได้ ยืดตัวขยายได้มาก ไปในอากาศได้ไปรวมตัวกันในที่อื่นก็ได้ มีรังสีในตัวและมีคุณสมบัติเหมือนเชื้อรา ดังนั้นปรอทจึงใช้ประโยชน์ได้เกือบทุกแง่ทุกมุม ตัวอย่างเช่น


---๑.ทางการแพทย์ทั้งแผนโบราณและปัจจุบันยังใช้อยู่มาก (เป็นยาโดยตรงหรือใช้ผสมกับสิ่งอื่น ใช้ทำปรอทวัดคนไข้ฯ)


---๒.ทางอุตสาหกรรม ทางเศรษฐกิจการค้า (ใช้ในการถลุงแร่ ใช้ในกิจการร้านทอง ทำกระจกและพวกวัตถุสะท้อนแสง ทำนาฬิกาอัตโนมัติ ใช้ปรอทควบคุมเครื่องยนต์กลไกหรือเปิดปิดประตูใหญ่ๆ เช่น ในโรงงานอบไม้ ฯลฯ)


---๓.ทางอุตุวิทยา (การพยากรณ์อากาศ) ใช้ปรอท วัดความร้อน วัดความกดดันของอากาศ


---๔.ในกิจการทางศาสนา ทางการทหาร และอื่นๆ ก็ใช้ปรอทเป็นประโยชน์ได้หลายอย่างใช้ในทางเวทย์วิทยาต่างๆ ใช้ได้ทั้งการป้องกันสรรพอันตราย ภูตผี ใช้ได้ทั้งทางสังหารทำลาย หรือทำให้วิบัติ กระสุนทุกนัด ก็มีดินกรดปรอทสำหรับจุดระเบิดที่ท้ายกระสุน จะให้ดินระเบิดแรงขึ้นก็ใช้ปรอทผสม (ใช้กับพลุบั้งไฟก็ได้) ในเรือใหญ่ๆ ก็ต้องใช้ปรอท พระปรอท ลูกอมปรอท ปรอทกรอ ลูกนิมิต ก็ล้วนใช้ปรอทเข้ามาประกอบกับอำนาจจิตอำนาจคุณพระ จึงมีอำนาจเพิ่มดีขึ้น


---๕.การใช้ปรอทในกิจการแพทย์แผนปัจจุบัน แพทย์แผนปัจจุบันก็ใช้ปรอทในกิจการแพทย์อย่างกว้างขวาง และมีหลักฐานเกี่ยวกับการใช้และคุณประโยชน์ของปรอทอยู่มาก ขอยกตัวอย่างในหนังสือแพทย์ศาสตร์นิทเทส (วิชาแพทย์แผนปัจจุบัน) ของขุนนิเทศสุขกิจ อดีตเลขาธิการนายทะเบียน และหัวหน้ากองควบคุมการประกอบโรคศิลปะกระทรวงสาธารณสุข พิมพ์ครั้งที่ ๓ พ.ศ. ๒๕๐๑ หน้า ๗๖, ๙๓, ๑๐๐, ๑๒๑, ๑๓๘, ๑๔๔, และหน้า ๑๔๙ คือ


---หน้า ๗๖ ปรอทเป็นยาประเภทยาถ่าย


---หน้า ๙๓ ปรอทเป็นยาขับน้ำดี


---หน้า ๑๐๐ ปรอทเป็นยาบำรุงกำลัง


---หน้า ๑๒๑ ปรอทเป็นยาแก้ปวด


---หน้า ๑๓๘ ปรอทเป็นยาขับปัสสาวะ


---หน้า ๑๔๔ ปรอทเป็นยาปรับปรุงสุขภาพ


---หน้า ๑๔๙ ปรอทเป็นยาฆ่าเชื้อโรค


---ในปัจจุบัน ก็ใช้ปรอทเป็นยาผสมยากิน ยาทา  ที่ได้ผลดีหลายอย่าง เช่น ปรอทเปอร์คลอไรด์ละลายนํ้ากิน แก้โรคพุพอง (ชนิด Lichen Planus) ที่ใช้เป็นยาทา แก้โรคผิวหนัง โรคพุพอง เช่น ขี้ผึ้งปรอท ปรอทออคไซด์ เหลืองขี้ผึ้ง ปรอทเหลือง ขี้ผึ้งปรอทคลอไรด์ ปรอทแอมโมเนีย ขี้ผึ้งปรอทแอมโมเนีย ที่ใช้ผสมเป็นยาฉีด คือ ปรอทซาลิซิเลด ใช้ฉีดแก้โรคซิฟิลิสระยะที่ ๒ และระยะ ที่ ๓ การตรวจไต การตรวจเนื้องอกในสมอง ใช้ปรอทช่วยได้ชัดเจนกว่าอย่างอื่น ๆ ในเรื่องนี้ ดร.แอลแจฟ แห่งรัฐลอสแอนเจลิสอเมริการายงานต่อที่ประชุม สหพันธ์อเมริกาเหนือแห่งสถาบันศัลยแพทย์นานาชาติ


---เมื่อปลายปี ๒๕๐๗ ว่า การตรวจเนื้องอกอาจทำได้ดี หลังจากฉีดสารกัมมันตภาพรังสีเข้าเส้นโลหิต แต่สำหรับ เนื้องอกในสมองใช้ปรอทกัมมันตภาพรังสีปรอทจะจับตัวอยู่ที่ก้อนเนื้องอกในสมอง และรังสีของสารนี้จะทำปฏิกิริยากับฟิล์มถ่ายภาพ ทำให้ศึกษาขนาดและตำแหน่งเนื้องอกได้ชัดเจนกว่าการตรวจแบบอื่น การตรวจไตก็ใช้ปรอทกัมมันตภาพรังสี ข่าวนี้นอกจากลงในวารสารอเมริกาแล้วยังมีลงในหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ฉบับวันที่ ๑๙ กันกายน พ.ศ. ๒๕๐๗ และนำลงในวารสารวิทยาศาสตร์ของสมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทยฉบับเดือนพฤษภาคม ๒๕๑๐


---ถาม หลายคนที่กล่าวว่าวัณโรคนั้นเป็นเรื่องเล็กในสมัยนี้ แต่ก็ยังปรากฏว่ามีคนเป็นเรื้อรังอยู่เป็นจำนวนมาก ท่านมีความคิดเห็นอย่างไร แผนโบราณ มีอาจารย์รักษาได้ผลดีอยู่ที่ไหน


---ตอบ ในต่างประเทศแม้ที่เป็นมหาอำนาจเขาก็ไม่เห็นว่าวัณโรคเป็นเรื่องเล็ก กลับเป็นเรื่องใหญ่ต้องทุ่มเทเงินช่วยเหลือและพยายามโฆษณาแนะนำโดยทั่วถึง ยังปราบไม่ได้เด็ดขาด เป็นแต่เพียงดีขึ้นกว่าเก่า ทั้งนี้เพราะวัณโรคเป็นบางแห่งตัดทิ้งไม่ได้ บางแห่งรักษายาก และบางทีก็ดื้อยา ยาที่ถือว่าศักดิ์สิทธิ์สมัยนี้คือ “สเตปโตมัยซิน” ซึ่งทำขึ้นได้ตั้งแต่ ๓๐ ปีที่แล้วมา ที่ประเทศอังกฤษมียาดีๆ มานานแล้วทั้งยังมีกฎหมายป้องกันการแพร่วัณโรคแล้ว แต่ก็ยังปราบวัณโรคไม่ได้ผลดี


---ต้องหันมาอาศัยการฉีดยาป้องกันเป็นการใหญ่ จึงปรากฏว่าระหว่าง พ.ศ. ๒๔๙๑ – ๒๕๐๑ (รวม ๑๐ ปี) ได้ช่วยลดจำนวนผู้ตายเพราะวัณโรคได้ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ แต่เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๐ นี้เอง เจ้าหน้าที่สาธารณสุขได้ตรวจสอบประชาซนในเมืองกลาสโก ด้วยการถ่ายเอกซเรย์พบว่า เฉพาะคนพวกที่ว่าไม่มีอาการว่าเป็นโรคอะไรนั้น มีวัณโรคในปอดถึง ๒๓๖๙ คน (สองพันสามร้อยหกสิบเก้าคน) ต้องทำการรักษาราว ๘ เดือน จึงสามารถกลับไปทำงานได้มากกว่า ๘๕ เปอร์เซนต์ นี่ก็น่าพิจารณาดูว่าประเทศที่เจริญกว่าเรารักษาวัณโรคให้คนที่ร่างกายยังดี ไม่รู้สึกตัวว่าเป็นอะไร กินเวลาถึง ๘ เดือน ยังไม่หายหมดทุกคน (จากนิตยสารการแพทย์ของอังกฤษ) รัฐบาลไทยได้เห็นความสำคัญ และดำเนินการเรื่องฉีดยาป้องกันแล้ว ถ้าประชาชนร่วมมือด้วยดีก็จะได้ผล ดังที่อังกฤษทำมาแล้ว


---สำหรับแผนโบราณ ข้าพเจ้าพยายามศึกษาและติดตามดูหลายปี ปรากฏว่า บางอาจารย์ก็ใช้คุณพระ ใช้ปูน ใช้นํ้ามนต์รักษาวัณโรคชนิดธรรมดาและชนิดดื้อยาหายได้ บางอาจารย์ก็ใช้ยาประกอบอำนาจจิตอำนาจคุณพระ ที่ได้ผลดีก็มีมาก ถ้าจะพิสูจน์ทดลองกันให้เป็นบทเรียน เพื่อประโยชน์ส่วนรวมก็ยินดีแนะนำให้รู้จัก


---ถาม  โรคเอดส์ โรคมะเร็ง ซึ่งยังผลาญชีวิตมนุษย์อยู่ปีละมากๆ นั้น ท่านได้ติดตามและค้นคว้าเรื่องทั้งทางแผนปัจจุบันและแผนโบราณได้ความว่าก้าวหน้าไปเพียงใดแล้ว


---ตอบ  สำหรับแผนปัจจุบันนั้น ยังอยู่ในระหว่างค้นคว้าแก้ไขใหม่อยู่ ยังได้ผลไม่เป็นที่น่าพอใจ ส่วนแผนโบราณติดตามดูผลมานานแล้ว ปรากฏว่ามีหลายอาจารย์ที่รักษาโรคมะเร็งหลายประเภทได้ผลดีพอใช้ ถ้าได้ใช้วิธีการแผนปัจจุบันประกอบด้วยก็จะได้ผลดีขึ้นมาก จะนำหลักฐานความก้าวหน้าเรื่องมะเร็งมากล่าวโดยย่อนี้

---ความก้าวหน้าในการรักษาโรคมะเร็งแผนปัจจุบัน (ย่อใจความจากหนังสือไทม์ ประจำ ต.ค. ๒๕๐๔ และเอกสารเกี่ยวกับรังสีและมะเร็ง) แพทย์เริ่มใช้รังสีรักษาโรคมะเร็งมา ๖๐ ปี แล้วแก้ไขให้ดีขึ้นมาได้ ๔๐ ปี (นับมาถึง พ.ศ. ๒๔๘๔) คนป่วยเป็นโรคมะเร็งก็ยังรอดชีวิตได้น้อย ทั้งยังมีข้อเสีย คือ มีอาการไหม้ที่เนื้อหนังส่วนที่ไม่ได้เป็นมะเร็งเพราะฤทธิ์ของรังสี ทำให้เกิดอาการคลื่นเหียน ทำให้โลหิตจางและทำให้ปอดอักเสบ นอกจากนั้นมีหลายแห่งที่เป็นมะเร็งแล้วใช้รังสีธรรมดาไม่ได้ผล


---ข้อเสียดังกล่าวนี้ยังแก้ไม่ได้หมด ในปัจจุบันนี้จึงพยายามแก้ให้ข้อเสียเหล่านั้นเบาบางลง โดยใช้วิธีการอื่นมาร่วมกับรังสี คือใช้ออกซิเจนความดันสูงอัดเข้าไปในเส้นโลหิตประมาณ ๑๕ นาทีแล้วจึงฉายรังสีเข้าไป แล้วใช้ไอโซโทปของวัตถุอื่นๆ (โคบอลต์, เบตาตรอน, ฟอสฟอรัส, ไอโอดินและทอง) วิธีการใหม่ๆ เหล่านี้ ต้องใช้เครื่องมือที่แพง ต้องใช้คนที่ฝึกไว้อย่างดี สาธารณสุขของอเมริกาเตรียมค่าฝึกสอนและงบประมาณเมื่อเดือนตุลาคม ๒๕๐๔ นี้ เพื่อช่วยเหลือโรงเรียนแพทย์และโรงพยาบาลที่จะทำการสอนวิธีการใหม่ๆ นี้ นายเจมส์ นิคสัน กล่าวในที่ประชุมรังสีแพทย์ ที่อเมริกาเมื่อ ก.ย. ๒๕๐๕ ว่าอีก ๑๐ ปีข้างหน้า การใช้รังสีจะก้าวหน้าถึงขั้นช่วยคนไข้ได้มาก การคาดคะเนผลนี้ ผิดพลาดถนัด ดังที่กล่าวมาแล้ว และข่าวจริงที่มีอยู่ในปัจจุบัน


---ความก้าวหน้าทางแผนโบราณในการรักษาโรคเอดส์ โรคมะเร็ง ข้าพเจ้าได้พยายามติดต่อกับอาจารย์ที่มีสมาธิสูงหลายท่าน และศึกษาวิธีการรักษาโรคที่เรื้อรัง ไม่มีทางอื่นที่รักษาได้ และจากการวิจัยอย่างรอบคอบพบความจริงว่า การใช้อำนาจจิตนั้น ได้ผลดีเฉพาะโรคที่มีที่ตั้งโดยแน่นอน ถ้าประเภทลุกลามง่ายย้ายที่อยู่ได้ ดังโรคเอดส์  โรคมะเร็งก็รักษาทางจิตได้ เมื่อปลายปี ๒๕๐๒ ข้าพเจ้าได้พยายามวิจัยและติดตามอำนาจของปรอทในการรักษาโรคของอาจารย์ต่างๆ โดยใช้อำนาจจิตประกอบ ได้พบว่า ไอระเหยของปรอทมีคุณสมบัติในทางทะลุทะลวงได้ดี ทำลายเชื้อได้ผลดีหลายอย่าง เท่าที่พิสูจน์ทดลองมามากได้แก่ โรคมะเร็ง เอดส์ วัณโรค ฝีทุกประเภท แผลเรื้อรัง หนองในโพรงกระดูก เชื้อรา และเชื้อหนอง ที่รากฟัน


---ปรอทที่ถูกกระตุ้นให้เป็นไอระเหยด้วยอำนาจจิตนั้น ละเอียดว่องไวและแทรกซึมได้เร็วอยู่ในร่างกาย ประมาณ ๒ วัน ก็ออกจากตัวคนไข้หมด ไม่ทำให้เนื้อหนังที่ดีถูกทำลายและไม่มีอาการแพ้ ถ้าหากใช้เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์มากระตุ้นแทนอำนาจจิตได้  ก็น่าจะได้ประโยชน์กว้างขวางไปมาก ในระหว่างที่รอการค้นคว้าแผนใหม่ด้วยการใช้ยาใช้ออกซิเจน และใช้ไอโซโทปของสารต่างๆ ประกอบกับการใช้รังสี น่าจะลองใช้ไอโซโทป ของปรอทอยู่บ้าง วิธีใช้ปรอทรักษา ทำอย่างไรจะได้กล่าวละเอียดเป็นโรคๆ ไป


---ถาม  การรักษาแบบโบราณ หรือยาแบบโบราณนั้น ประเทศที่เจริญมากแล้วเขาเลิกนิยมกันแล้วไม่ใช่หรือ ท่านยังเห็นอะไรดีๆ ของโบราณเหลืออยู่พอที่จะเชื่อถือและพิสูจน์ทดลองได้บ้าง


---ตอบ  การที่ไม่นิยมแผนโบราณนั้น เป็นไปชั่วระยะหนึ่งที่กำลังหลงวิทยาการแผนใหม่เท่านั้น เท่าที่ข้าพเจ้าได้ไปเห็นมาเองหลายประเทศและติดตามข่าวสารอยู่เสมอ ปรากฏว่าเวลานี้ต่างประเทศที่เจริญมาก กลับได้เห็นความสำคัญของแผนโบราณ และกำลังศึกษาวิธีการของแผนโบราณหลายสาขา ตัวอย่างเช่น ที่อเมริกาเห็นความสำคัญของความรู้แปลกๆ สมัยโบราณ จึงได้เพิ่มเติมหลักปรัชญาการศึกษาของชาติในปี พ.ศ. ๒๕๐๔ ขึ้นจากเดิม คือ สมาคมการศึกษาของอเมริกันกล่าวย้ำใจความว่า ศัตรูของการศึกษานั้นอยู่ที่อบรมไม่ให้นักศึกษามีความสามารถคิดโดยอิสระเสรี


---ควรมีความอดทนยินดี รับฟังความเห็นตรงกันข้ามด้วยเหตุผลและความจริง


---ควรสอนให้รู้ไหวพริบในการแสวงหาความรู้ใหม่เพื่อเข้าถึงความจริงในโลก..


---โรงเรียนแพทย์ในอเมริกาก็ได้เพิ่มหลักสูตรให้ศึกษาการรักษาโรคอันเกี่ยวแก่อำนาจจิตหรือใช้อำนาจจิตเข้าประกอบ นายรอบเบิต หัวหน้าโบสถ์ เมืองทัลซ่า รัฐโอกลาโฮม่าได้รักษาโรคโดยใช้อำนาจจิต ใช้มือลูบได้ผลดี และได้แสดงทาง ที.วี.หลายครั้ง ทางการไม่ได้พิจารณาว่าเป็นสิ่งหลอกลวง ดังที่บางประเทศชอบโจมตีกันอยู่เสมอ ที่อิตาลีก็มีหมอรักษาด้วยวิธีนี้ ได้ผลดีเช่นกัน ที่ฮ่องกงยอมรับวิธีรักษาโรคปวดเจ็บโดยใช้เข็มหลายขนาดแทงจี้ประสาทให้ใช้ในโรงพยาบาลได้ วิชานี้มีผู้ทำได้ดีมาแต่โบราณ และเวลานี้ในประเทศไทย ก็มีหมอประเภทใช้เข็มแทงมาทำการรักษาหลายคน


---หมอวิเศษสมัยโจโฉ ได้แก่ เซียนซือกง เจ้าของตำรับการผ่าตัดการตอน และการรักษาโรคประสาทตามโรงเจใหญ่ๆ ในกรุงเทพฯ สร้างรูปเซียนซือกงไว้กราบไหว้หลายแห่ง ในประเทศอังกฤษ มีสมาคมค้นคว้าวิญญาณหรือของแปลกๆ สมัยโบราณ ในปี พ.ศ. ๒๔๙๕ สมาคมค้นคว้าแห่งชาติที่กรุงลอนดอน ได้เริ่มวิเคราะห์หัวกวาวซึ่งส่งไป จากเมืองไทย หัวกวาวเป็นยาอายุยืนสมัยโบราณช่วยรักษาโรคได้หลายอย่าง


---ครั้นเห็นว่าเป็นของดีจริงจึงให้ทุนค้นคว้าอย่างจริงจัง ในปี พ.ศ. ๒๔๙๗ จึงได้ซื้อหัวกวาวตากแห้งจากเชียงใหม่ ๒ คราว รวมหนัก ๓๒๐ กิโลกรัม ทดลองสกัดตัวยาไปรักษาในโรงพยาบาลดูแล้วลงเอยว่าเป็นยาที่ดีจริง แต่มีพิษเจือปนอยู่ (ดูรายละเอียดได้จากวารสารเนเจอร์ประจำ ธ.ค. ๒๕๐๓) ความจริงตำราไทยมีมานานแล้วและใช้ได้ผลดีจริงมาหลายชั่วคน ข้าพเจ้าและคณะร่วมอาจารย์ก็ได้กินกันอยู่หลายครั้งนับว่าได้ผลดี


---การที่เขาวิเคราะห์ว่ามีพิษก็เป็นด้วยไม่รู้จริงนั่นเอง กล่าวคือ หัวกวาวบางชนิดหรือเกิดในบางบริเวณก็มีพิษ ต้องรู้วิธีเลือกอย่างถี่ถ้วนจึงจะได้ของดีจริง นี่ก็เป็นบทเรียนให้เห็นว่า ของดีสมัยโบราณหลายอย่าง ถูกเข้าใจว่าเป็นของไม่ดีไม่จริงไปมาก ก็เพราะคนไม่รู้จริงนี่แหละ สำหรับการรักษาโรคด้วยการอาศัยอำนาจจิต ด้วยวิธีเอามือลูบคลำในอังกฤษก็เจริญก้าวหน้ามากจนถึงกับยินยอมให้เข้าช่วยรักษาในโรงพยาบาลได้ ในเมื่อโรงพยาบาลรักษาให้ดีขึ้นไม่ได้ และ คนไข้สมัครใจจะใช้หมออำนาจจิตมาช่วย แต่อย่างไรก็ดี เมื่อเทียบผลการรักษาด้วยอำนาจจิตล้วนๆ ทั้งในประเทศไทยในอังกฤษและอเมริกาแล้วยังนับว่าได้ผลน้อยกว่าอาจารย์สมัยโบราณมาก ต้นตำรับการถ่ายจิตไปรักษาโรค โดยปล่อยกระแสออกทางฝ่ามือหรือนิ้วมือนี้ เป็นของโยคีในอินเดีย ต่อมาปรากฏว่าพระเยซูใช้วิธีการนี้สำเร็จผลเป็นอย่างดี ดังที่ปรากฏในคัมภีร์ศาสนาคริสต์ และในที่สุดที่ประเทศไทยเราก็มีตำราที่ละเอียด และมีผู้ทำได้ดีหลายท่านเมื่อทำขั้นสัมผัสได้ดีแล้วก็มีขั้นสูงต่อไป คือ ปล่อยพลังงานจิตไปรักษาระยะไกล


---ขอนำเอาข้อความในหนังสือพิมพ์สยามนิกร ฉบับวันเสาร์ที่ ๘ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๐๓ ในหน้า ๘ มีข้อความดังนี้


---ให้หมอผีเข้ารักษาในโรงพยาบาล ว่าถ้าหากคนไข้ต้องการ ผู้วิเศษ บอกว่ามั่นใจจะช่วยคนไข้ได้ค่อน ร.พ.


*บุกโรงพยาบาล


---รายงานข่าวที่ปรากฏอยู่ในนิตยสารนิวสวีคของอเมริกาฉบับที่แล้วแจ้งต่อไปว่า การรักษา ดังกล่าวนี้ โดยบนมือของหมอ (healer) ชั้นนำในอังกฤษ (ฮาร์รี่ เอ๊ดวาร์ดส์ ในปัจจุบันคือ ผู้มีส่วนในการก่อตั้ง และเป็น ประธานของสหพันธ์หมอไสยศาสตร์แห่งชาติของอังกฤษ) ได้เกิดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ที่ คลินิก ซึ่งนายเอ๊ดวาร์ดส์ได้ตั้งขึ้น ณ บ้านอันหรูหราของเขาใกล้ๆ กับหมู่บ้านเชียร์ อันเงียบเชียบในจังหวัดเชอร์รี่ย์ ทางตอนใต้ของประเทศอังกฤษ อย่างไรก็ตาม ในเวลาอีกไม่ช้าข้างหน้านี้ เอ๊ดวาร์ดส์กับสมัครพรรคพวก หมอ ของเขาอีก ๒,๖๐๐ คน ก็มีหวังจะปฏิบัติการรักษาคนไข้ด้วยวิธีการอันพิสดารของเขา ว่ากันไปตั้งแต่การจับต้องลูบคลำกระดูกอย่างปราศจากหลักวิชาจนกระทั่งถึงการนวด การสะกดจิต การสวดมนต์ และการให้การแนะนำอย่างง่ายๆ ภายในอาณาเขตที่เชื้อโรคทั้งหลายได้ถูกทำลายจากของโรงพยาบาลต่างๆ ของอังกฤษ


*แล้วแต่คนไข้


---เป็นเรื่องแทบไม่น่าเชื่อเลย ที่ ณ บัดนี้คณะกรรมการ อันกอปร์ด้วยเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารของโรงพยาบาลต่างๆ จำนวน ๒๕๗ คน ซึ่งเป็นผู้ดำเนินงานในโรงพยาบาลต่างๆ ถึง ๑,๖๖๔ แห่ง จากจำนวนโรงพยาบาลทั้งหมด ๓,๓๔๔ แห่งของอังกฤษ ได้ลงมติตกลงยินยอมให้หมอทางไสยศาสตร์เข้าไปทำการรักษาตามห้องคนไข้ของโรงพยาบาลได้ในเมื่อคนไข้รายใดมีความปรารถนา เช่นนั้น


*แล้วแต่โรงพยาบาล


---เมื่อคราวที่หมอเหล่านี้ ได้ขออนุญาตเข้าไปทำการรักษาเป็นครั้งแรกในโรงพยาบาล ๒-๓ แห่งในกรุงลอนดอนเมื่อเดือนกันยายนที่แล้วนั้น ปรากฏว่าทางสมาคมแพทย์แห่งประเทศอังกฤษ (บีเอมเอ) ได้ยอมให้ ทางฝ่ายผู้บริหารของโรงพยาบาลเหล่านั้นเป็นผู้วินิจฉัยเอาเอง ตามความสมัครใจ หรือตามแต่จะเห็นสมควร โดยสิ้นเชิงทีเดียว


*แพทย์ปัจจุบันยอม


---ครั้นถึงปัจจุบันนี้ มีนายแพทย์ (แผนปัจจุบัน) อยู่เป็นอันมากที่ได้ตื่นขึ้นพบกับความจริงอย่างปัจจุบันทันใดว่า…


---ดังที่ปรากฏในบทนำของวารสารการแพทย์ของอังกฤษเมื่อเร็วๆ นี้ ว่าดังนี้ นายเอ๊ดวาร์ดส์และคณะผู้รักษาของเขาหาใช่จะเข้าไปในโรงพยาบาล เพื่อที่จะให้กำลังใจแก่คนไข้ไม่ แต่เพื่อจะเข้าไปทำการรักษาโรคเลยต่างหาก (ขอจบข่าวในหนังสือพิมพ์ไว้แค่นี้)


---ที่กล่าวมานี้เป็นการกล่าวถึงการรักษาแผนโบราณ ในด้านอำนาจจิตอำนาจคุณพระ ว่าเป็นของจริงได้ผลดีจริง ในเมื่อผู้ใช้ศึกษากันจริงจัง และบางทีใช้ทางยาและอำนาจจิตช่วยก็มีดีมาแต่โบราณถึงสมัยปัจจุบัน และก็พึงทราบว่าประเทศที่เจริญเขากลับหันมาค้นคว้าส่งเสริมของโบราณหลายสาขา มีข้อระมัดระวังที่สำคัญก็คือ อาจารย์ปลอม หรือทำไม่ได้จริงนั้นมีมาก สำหรับการรักษาในด้านวัตถุ ซึ่งแพทย์แผนปัจจุบันทำอยู่ ข้าพเจ้าก็ยอมรับว่ามีผลดีอย่างกว้างขวาง ไม่ได้ตำหนิว่าเป็นวิธีไม่ดี แต่ถ้าหากพิจารณานำเอาแผนโบราณมาสร้างเสริมสิ่งที่ยังค้นคว้าไม่ได้ผลดีพอ ก็จะเป็นประโยชน์และสร้างความสำเร็จได้ดียิ่งขึ้น ควรลืมตาดูโลกให้กว้าง ถ้ารู้ตัวว่าตาฝ้าฟาง ควรหาผู้ถางทางที่เที่ยงตรง


---ข้อระมัดระวังในการใช้ปรอทก็คือ ต้องไล่โทษปรอทเสียก่อน ทั้งนี้ก็เพราะปรอทสามารถดูดธาตุอื่นเข้ามาอยู่ในตัว หรือเข้ามารวมตัวกันได้ง่าย ที่ปรอทมีพิษก็เพราะดูดเอาธาตุที่มีพิษมาไว้ไนตัว การไล่โทษปรอท ก็คือ การเอาสิ่งที่ให้โทษออกจากปรอท ปรอทที่จะนำมาไล่โทษเพื่อรักษาโรคนั้น ควรเลือกเอาปรอทอย่างดี จึงจะรักษาโรคได้ผลดี และเร็ว ปรอทดีทดลองเทใส่ฝ่ามือจะเย็นมากและหนักมาก เอานิ้วเคาะให้แตกออกจากกัน จะวิ่งเข้าหากันเร็ว ถ้าปรอทไม่ดีหนักน้อยเย็นน้อย เคาะให้แตกจะไม่วิ่งเข้าหากัน วิธีที่ง่ายในการไล่โทษปรอท


---๑.เอาปรอทเทลงในข้าวสุกที่เย็นแล้ว ควรใส่ข้าวสุกไว้มากๆ ในชามเคลือบใบใหญ่เทปรอทใส่ แล้วขยำข้าวสุกกับปรอทเรื่อยๆ ไป ประมาณ ๑๕ นาที หรือ ๒๐ นาทีจนเห็นว่าปรอทแตกเป็นเม็ดละเอียดและข้าวสุกมีสีดำ แล้วก็เอานํ้าสะอาดเทให้ท่วมขยำล้างค่อยๆ รินนํ้าออกแล้วเติมน้ำขยำล้างอีกหลายๆ ครั้งจนเหลือแต่ปรอทขาวสะอาดดี


---๒.เอาปรอทที่ขยำข้าวสุกในข้อ ๑ แช่นํ้าปลาร้าไว้ ๑ คืน คอยหมั่นคนปรอทไว้เพื่อให้ปรอทคายสิ่งสกปรก หรือธาตุอื่นออกจากตัว รุ่งขึ้นรินนํ้าปลาร้าออก เอาน้ำใส่ท่วมมากๆ ขยำแล้วรินนํ้าออกหลายๆ หน รินนํ้าออกหมดแล้วเอาปรอทแช่ลงในนํ้ามะนาวและนํ้ามะกรูดเท่าๆ กัน ให้ท่วมปรอท หมั่นคนและแช่ไว้หนึ่งคืน


---๓.รุ่งขึ้นล้างปรอทด้วยนํ้าที่สะอาดหลายๆ หน ดังวิธีแรก เอาใบพรมมิ (ฮื้อหลั่งฉ่าย) ทั้งต้นทั้งใบตำให้ละเอียด แล้วเอาปรอทมาคลุกขยี้ให้เข้ากันนานๆ อาจจะใช้สากขยี้คลุกในครกที่สะอาด หมั่นคนบ่อยๆ แล้วจึงทิ้งไว้ ๑ คืน รุ่งขึ้นก็ล้างปรอทจนสะอาดอีก


---๔.เอาใบพระจันทร์ครึ่งซีก (ปั่วไปล่ไหน้) มาตำให้ละเอียดเอาปรอทมาคลุกขยี้และทิ้งไว้ ๑ คืน หมั่นคนบ่อยๆ ทำเหมือนข้อ ๓. แล้วจึงล้างให้สะอาด เก็บปรอทไว้ในขวดที่มีฝาปิดแน่นเอาขี้ผึ้งแท้ปิดรอบปากขวด เก็บไว้ในที่เย็น ตู้เย็นหรือเอานํ้าเย็นแช่ขวดไว้ ควรปลุกเสกปรอท ในขวดเพื่อให้มีคุณภาพดีขึ้น


---ขอยํ้าว่าการผสมวิชาการต่างๆ เข้าส่งเสริมกันอย่างเหมาะสมจะเกิดผลเกิดประโยชน์ที่ดีอย่างยิ่งสำหรับการรักษาโรคก็ต้องใช้ศิลปความรู้หลายอย่างประกอบกัน เช่น


*ศิลปวิชาในการพูด


---ศิลปวิชาในการตรวจโรคและพยากรณ์


---ศิลปวิชาในการเก็บยา ผสมยา ใช้ยา


---ศิลปวิชาในการนวด


---ศิลปวิชาในการสะกดจิตและจูงใจ


---ศิลปวิชาในการใช้อำนาจจิตอำนาจคุณพระ


---ศิลปวิชาในการดัดตน หรือบริหารกาย ฯลฯ


---ใครรู้จักผสมประสานกันให้เหมาะสมก็จะรักษาโรคได้ผลดี เราพูดได้ง่ายว่าร่างกายรักษาตัวเองตามธรรมชาติ แต่ทำอย่างไรจะเร่งให้ธรรมชาติช่วยรักษาให้ได้ผลเร็วขึ้น นั่นแหละเป็นยอดวิชาของแพทย์ การเร่งธรรมชาติให้รักษาหรือปรับตัวเองให้ดีที่ค้นพบ คือ การใช้ทั้งอำนาจจิตของคนไข้และผู้รักษา ช่วยกันจัดระบบประสาท และกลไกในร่างกาย ซึ่งถ้าทำถูกต้องได้จังหวะดี โรคหรือความผิดปกติจะหายได้อย่างน่าประหลาด ผลที่สูงสุด คือ ผสมผสานการรักษาแผนปัจจุบัน แผนโบราณและแผนอื่นๆ เข้าช่วยกันอย่างเหมาะสม โดยมีการพิสูจน์ ทดลองให้เห็นจริง การแตกแยกกันจะดีหรือ


*ใช้พลังคุณพระอย่างเดียว หรือพลังตนเองช่วยขับปรอทเข้าไปรักษาโรคต่างๆ


---จัดพานบูชาครู มีดอกไม้ ธูป ๓ ดอก เทียนขาว หนัก ๑ บาท ๒ เล่ม (ไม่มีเทียนขาวก็ใช้เทียนเหลืองได้) เงินบูชาครู ๑๒ บาท


---พระอาจารย์ที่ใช้ปรอทรักษาโรคต่างๆ ได้ผลดีกว่า ๓๐ ปี และสอนศิษย์ให้ทำได้ไว้หลายคนคือ พระอาจารย์ หลวงพ่อรอด หรือเรียกกันว่า หลวงพ่อรอดเสือ ตามประวัติว่า สมัยรัชกาลที่ ๑ หรือ สมัยต้นกรุงเทพฯ ต่อจากสมัยกรุงธนบุรี หลวงพ่อรอดเป็นผู้สร้าง วัดประดู่โรงธรรมใหม่ แทนวัดประดู่โรงธรรมเก่าและเป็นเจ้าอาวาสองค์แรก ภายหลังเรียกว่า วัดประดู่ทรงธรรม หลวงพ่อรอดองค์นี้ เล่าลือกันว่าเป็นพระยอดเยี่ยมในด้านวิชาอาคม


---มีชื่อเสียงโด่งดังในการใช้ปรอทรักษาโรคต่างๆ สอนศิษย์ไว้มาก อาจารย์ทรัพย์เป็นศิษย์โดยตรงของหลวงพ่อรอด ได้สอนวิชาใช้ปรอทรักษาโรคให้อาจารย์เสงี่ยม จิตตานนท์ ถนนธรรมเกษร ซอย ๔ อ.เมือง นครสวรรค์ อาจารย์เสงี่ยมสอนวิชาปรอทรักษาโรค ให้แก่ผู้เขียน (พ.อ.ชม) เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๓ ผู้เขียน ใช้ปรอทที่ไม่มีพิษรักษาโรคต่างๆ ได้ผลดีตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๐๓ มาจนถึงปัจจุบัน คือ พ.ศ. ๒๕๔๐


---ได้เรียนวิธีใส่ปรอท วิธีฆ่าพิษปรอท จากพระอาจารย์ในดง เมื่อเชื่อมั่นว่าฆ่าพิษปรอทหมดแล้ว จึงได้ทดลองกินปรอทที่ฆ่าพิษแล้วหลายครั้ง กินปรอทที่ฆ่าพิษแล้วครั้งละหนัก ๑ บาท ๒ บาท ๓ บาท และหนัก ๔ บาท ไม่มีพิษแต่กลับไปช่วยรักษาโรคต่างๆ ในกะเพาะลำไส้ให้หายได้เร็วขึ้น ตั้งแต่หลวงพ่อรอดใช้ปรอทรักษาได้ผลเร็วมาเป็นเวลา ๓๐ ปี และผู้เขียนก็ใช้ปรอทรักษาโรคมาอีกกว่า ๓๐ ปี รักษาคนไข้มามากกว่า ๒๐๐ คน ก็ได้ผลดี ไม่มีโทษ ไม่มีพิษ ได้สอนให้ศิษย์ใช้ปรอทรักษาโรคมามากกว่า ๓๐๐ คน ในปัจจุบันก็ยังใช้ปรอทรักษาโรคและสอนให้ผู้สนใจรักษาด้วยปรอททุกคนโดยไม่คิดค่าสอน ติดตามผลมากว่า ๓๐ ปี ไม่พบโทษของปรอท


---ตามที่ทดลองรักษาโรคเอดส์ โรคมะเร็งได้ผลดีใช้เวลาไม่เกิน ๕ วัน อาการจะดีขึ้นมาก คือใน ๕ วัน ผลคือ นอนหลับได้ยาว อ่อนเพลียน้อยลง กินอาหารได้มากขึ้นความปวดหายไปวิธีได้ผลดีที่สุด คือ ใช้รักษาด้วยปรอทและยาประกอบการใช้พลังจิต ได้พยายามค้นคว้าทดลองรักษาโรคที่ฝรั่งยังไม่มียารักษาได้ผลดีอีกหลายโรค มีรายละเอียดวิธีรักษาวิธีใช้ยาและใช้พลังคุณพระพลังจิตประกอบกับยา พร้อมระยะเวลา


---ในการรักษาโดยเฉลี่ยจากการรักษาโรคต่างๆ เป็นเวลายาวนานจึงกล้าบอกได้ว่าโรคอะไรรักษาให้หายได้ในระยะเวลาเท่าใด ทั้งนี้เฉลี่ยได้ใกล้เคียงมากในระยะเวลาเท่าใด จากผลการรักษาของอาจารย์แผนโบราณที่รักษาได้ผลดีจริงๆ ดังปรากฏอยู่ใน แพทย์ ๓ แผนนำสมัย เล่มแรกและเล่มที่ ๒ อธิบายวิธีรักษาเอดส์ มะเร็ง เบาหวาน หืด ไซนัส พิษสุนัขบ้า นิ่วในไต นิ่วในถุงน้ำดีและต่อมลูกหมากโต ไวรัส เชื้อราแบบแห้งที่ดื้อยา ทอนซิลอักเสบ ริดสีดวงทวารและลำไส้ กระดูกหักและอื่นๆ อีก หลายอย่าง ได้บอกวิธีรักษาทุกรูปแบบและบอกของแสลง วิธีปฏิบัติตน การออกกำลังกายที่พอเหมาะกับโรค การสะกดจิต และวิธีใช้พลังจิตรักษาตนเอง การไล่ผี การตอนของที่ถูกกระทำทางไสยศาสตร์ ฯลฯ เป็นต้น สงสัยถามได้ อยากจะเรียนก็สอนให้

*การจัดพานบูชาครูปรอท แบบง่าย


---ในพานมีดอกไม้ ธูป ๓ ดอก เทียนหนัก ๑ บาท ๒ เล่ม เงินบูชาครู ๑๒ บาท ปรอทหนักประมาณ ๒ บาทจุดเทียนธูปบูชาพระ แล้วอัญเชิญเหมือนวิชารูดโซ่ลุยไฟแบบลัด แล้วเอานํ้ามนต์ทาฝ่ามือคนไข้ เทปรอทลงที่ฝ่ามือ โดยธรรมดาเทปรอทลงที่ฝ่ามือซ้ายของคนไข้ ตาเพ่งที่ปรอทภาวนา คาถาปลุก ๑ จบ พร้อมกับเอาหัวแม่มือขวาถูปรอท ฝ่ามือซ้ายของผู้รักษารองฝ่ามือซ้ายของคนไข้


---คาถาปลุก ว่าดังนี้ อมเพ็ชชะคงคง พระพุทธัง คงหนัง พระธัมมังคงเนื้อ พระสังฆังคงกระดูก พระพุทโธแว พระธัมโมแหว พระสังโฆแวะ


---ต่อไปอัญเชิญคุณพระ คุณครูอาจารย์ ให้มาใส่ปรอท ทั้งนี้เพื่อให้ศิษย์เห็นว่า คุณพระ คุณครูอาจารย์ ก็สามารถมาช่วยรักษาโรคได้จริง ให้ทำจิตเป็นสมาธิ แล้วภาวนาว่าดังนี้


---ข้าขออาราธนา คุณพระพุทธ คุณพระธรรม คุณพระสงฆ์ คุณบิดามารดา คุณครูอาจารย์ มีหลวงตาดำ อาจารย์ชาญณรงค์ หลวงพ่อรอด เป็นต้น ขอให้มาช่วยใส่ปรอทรักษาคนไข้ ณ บัดนี้ด้วยเถิด


---ขณะว่าก็เอาหัวแม่มือขยี้ปรอท ที่ฝ่ามือคนไข้เรื่อยไปโดยไม่ต้องภาวนาคาถาอะไรและไม่ต้องเป่า อาจจะเอามือขยี้ปรอทไปเรื่อยๆ หรือจะอธิบายให้รู้ว่าคุณพระ คุณครูอาจารย์มาช่วยได้ เป็นต้น ปรอทจะเข้าไปในตัวคนไข้ เป็นปรอทที่มีพลังแล่นไปหาโรค รักษาโรคตามเจตนาที่ตั้งไว้ ที่เหลืออยู่ในฝ่ามือคนไข้เรียกว่า ขี้ปรอท


---ขี้ปรอท ยังใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง เมื่อศิษย์เห็นแน่ชัดว่าคุณพระช่วยใส่ปรอทได้จริง ต่อไปก็ใส่ปรอทเข้าตัวคนไข้ด้วยพลังจิตพลังสมาธิของตนเป็นหลัก มีพลังคุณพระร่วมด้วย


---การรักษาโรคโดยอาราธนาคุณพระมาช่วยดังกล่าวนั้นเป็นเพียงทำเพื่อสอนศิษย์ได้รู้เห็นว่าอำนาจคุณพระช่วยได้ ในการรักษาคนไข้ไปตามปกติ คือการใช้ทั้งพลังคุณพระ และพลังสมาธิของตน เมื่อเทปรอทใส่มือคนไข้แล้ว เอาหัวแม่มือขวาขยี้ปรอท


---พร้อมกับภาวนา บทคาถาปลุก คือ อมเพชชะคงๆ..................พระสังโฆแวะ


*ต่อไปจึงภาวนาบทรักษาโรค


---สมุหะคัมภีรัง อโจระพยัง อะเสสะโต โสภะคะวา พุทโธหยุด ธัมโมหยุด สังโฆหยุด โรคภัยทั้งหลายจงหยุด หยุดด้วยนะโมพุทธายะ


---ในระหว่างที่ภาวนาคาถารักษาโรค และอัดลมหายใจไว้ ก็ใช้หัวแม่มือขยี้ปรอทให้เข้าตัวคนไข้ และแล่นไปรักษาบริเวณที่เป็นโรคหรือมีอาการเจ็บปวด แล้วเป่าลงไปที่ปรอทพร้อมกับภาวนาบทคาถาเรียกเข้าว่า นขา โลมา ตโจ ประมาณ ๓ หรือ ๔ จบ ต่อไปหายใจเข้าอัดลมไว้ ภาวนาคาถารักษาโรคอีกบทหนึ่ง คือ สมิจจะ สังโฆศิษตัง สโมหะนัยยะ พุทธังละลาย ธัมมัง ละลาย สังฆังสูญหาย โรคทั้งหลายหายด้วย นะมะพะทะ


---หัวแม่มือก็ขยี้ปรอทและเป่าลงพร้อมกับภาวนา พระคาถาเรียกเข้า ว่า นขา โลมา ตะโจ ๓ หรือ ๔ จบ


*ถ้าจะใช้คาถาบทอื่นอีกก็ทำเช่นเดียวกันจะใช้คาถาอะไรก็ตามจะต้องมีบท สมุหะคัมภีรัง…...ด้วยเสมอ ถือเป็นคาถาหลักของพระอาจารย์ในดง


---เมื่อปรอทศักดิ์สิทธิ์เข้าตัวคนไข้ จะมีขี้ปรอทละเอียดเหมือนแป้งฝุ่นบนฝ่ามือคนไข้ ต้องคอยเอานิ้วปาดขี้ปรอทมาใส่ลงในถ้วยน้ำมนต์เรื่อยๆ เพื่อไม่ให้ขี้ปรอทปิดรูที่ปรอทรุ่นหลังจะเข้าไปในร่างกายคนไข้ ปรอทที่เทใส่ฝ่ามือครั้งแรกเข้าร่างกายหมด ก็เทปรอทเติมอีก แล้วทำเช่นเดิมจนหมดปรอทที่ต้องการใส่คนไข้


---ขนาดที่จะใส่ให้คนไข้ครั้งหนึ่งใช้ปรอทหนักตามกำลังคนไข้ วันแรกใส่ หนัก ๒ สลึง เด็กใส่หนัก ๑ สลึง วันที่ ๒ ใส่หนัก ๒ บาทหรือ ๓ บาท วันต่อไปใส่หนัก ๖ บาท พิจารณาอาการของคนไข้ และความแรงของโรค เวลาที่ดีในการใส่ปรอท ตอนกลางวันอากาศร้อน ปรอทจะหนีออกไปได้ง่าย อาจแบ่งใส่ตอนเช้า ๓ บาท ตอนเย็น ๓ บาท ส่วนเด็กอาจเพิ่มเป็น ๒ สลึงหรือ ๑ บาท


---เมื่อใส่ปรอทเข้าร่างกายเสร็จแล้ว จะทดลองเรียกออกมาก็ได้ โดยเช็ดมือซ้ายของคนไข้ที่ใส่ปรอทให้แห้งดีแล้ว ใช้นิ้วชี้ ของเราเคาะๆ บนฝ่ามือที่ใส่ปรอท ภาวนาคาถาเรียกออกว่า ทันตา ทันตา ในขณะที่เคาะปรอทจะออกมา เป็นเม็ดเล็กๆ กวาดรวมกันก็เป็นปรอทมากขึ้น ถ้าใช้สมาธิขั้นกลางเคาะหรือแตะพร้อมเรียกออกปรอทจะออกมามากชั่วเดี๋ยวเดียว


---เรื่องปรอทและวิธีใช้ปรอทนับว่าเป็นสิ่งจำเป็น และช่วยชีวิตคนได้มาก ยิ่งในสมัยนี้ในปี ๒๕๔๐ มีการทดลองปรมาณูจึงกระจายไปทั่วโลก ในศิลาจารึกพุทธทำนายที่อินเดียได้กล่าวไว้ว่า ปี ๒๕๔๐ ถึง ๒๕๔๑ จะได้รับภัยทุกประเทศไม่มียกเว้น แต่ภัยในเมืองพุทธศาสนาเมืองไทยจะมีภัยเบาบาง ภัยจากรังสีปรมาณูหรือรังสีที่นำมาใช้รักษาโรคนั้นร้ายแรง ฝรั่งไม่มีวิธีแก้พิษรังสี แต่ปรอทไร้โทษที่ใช้รักษาโรคนั้น สามารถล้างหรือทำลายพิษรังสีได้ วิธีที่พิสูจน์ง่ายๆ ก็คือ ผิวหนังที่ฉายแสง รักษาโรคจะมีผิวสีดำ และมีความร้อนระอุอยู่ภายในเนื้อและเส้นเอ็นบริเวณนั้นจะแข็ง ถ้านํ้ากระเด็นไปถูก จะทำให้ผิวหนังนั้นพอง แม้นานถึง ๒ เดือนนํ้ากระเด็นใส่ก็พอง แต่ถ้าใช้ปรอทที่เสกปนนํ้ามนต์ทาจะไม่พอง และผิวสีดำจะหายดำในเวลาประมาณ ๑๐ วัน ยังมีวิธีพิสูจน์อีกหลายอย่างว่าปรอทและพลังจิตทำลายล้างพิษรังสีได้


---สาเหตุที่นำเรื่องปรอทมากล่าว เพราะปรอทมีความเกี่ยวข้องกับพลังจิตมาก เมื่อใช้พลังจิตใส่ปรอทเข้าทางฝ่ามือจะไปช่วยรักษาโรคเอดส์ โรคมะเร็ง ไซนัส ทอนซิลอักเสบ ไวรัสบี วัณโรคชนิดดื้อยา (ดื้อยา เพราะรักษาบ้างหยุดบ้าง คนแพ้ยา และวัณโรคชนิดสปอร์ (มีพังผืดหุ้ม ยาฝรั่งเข้าไม่ได้) เป็นต้น ความจริงปรอทรักษาโรคได้หลายอย่าง แต่ตำราฝรั่งกล่าวไว้ว่า รักษาโรคได้ ๗ ชนิด มีปรากฎในหนังสือแพทย์ศาสตร์ นิทเทส (วิชาแพทย์แผนปัจจุบัน) ของขุนนิเทสสุขกิจ อดีตเลขาธิการนายทะเบียน และหัวหน้ากองควบคุมการประกอบโรคศิลปะ กระทรวงสาธารณสุข พิมพ์ครั้งที่ ๓ พ.ศ. ๑๕๐๑ หน้า ๗๖, ๙๓, ๑๐๐, ๑๒๑, ๑๓๘, ๑๔๔, และหน้า ๑๔๙ คือ


---หน้า ๗๖ ปรอทเป็นยาประเภทยาถ่าย


---หน้า ๙๓ ปรอทเป็นยาขับน้ำดี


---หน้า ๑๐๐ ปรอทเป็นยาบำรุงกำลัง


---หน้า ๑๒๑ ปรอทเป็นยาแก้ปวด


---หน้า ๑๓๘ ปรอทเป็นยาขับปัสสาวะ


---หน้า ๑๔๔ ปรอทเป็นยาปรับปรุงสุขภาพ


---หน้า ๑๔๙ ปรอทเป็นยาฆ่าเชื้อโรค


---ฝรั่งไม่รู้วิธีฆ่าพิษปรอท จึงพากันยึดมั่นว่าปรอทมีพิษให้โทษร้ายแรงมาก แต่พระอาจารย์ในดงลึก และฤๅษีที่มีฤทธิ์รู้วิธีฆ่าพิษปรอท  รู้วิธีนำปรอทมาใช้รักษาโรคต่างๆ หลายชนิดได้ผลดี ดังมีหลักฐานในศิลาจารึกวัดโพธิ์ กรุงเทพฯ พิมพ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ ในหน้า ๑๖๔ (ดูได้จาก หอสมุดแห่งชาติ) ใจความว่า มีฤๅษีชื่อ ภรัตะ เป็นผู้หมั่นเพียร และรอบรู้ในตำรับปรอท


---ในระหว่างพ.ศ. ๒๔๕๐ ถึง ๒๕๐๐ หลวงพ่อรอดวัดประดู่ทรงธรรม ใกล้สถานีรถไฟ จังหวัดอยุธยา เป็นผู้ใช้ปรอทรักษาโรคต่างๆ โดยวิธีนำปรอทเข้าทางฝ่ามือ ได้ผลดีจนมีชื่อเสียงมาก และมีศิษย์เรียนต่ออีกหลายราย ผู้เขียนเองก็ได้วิธีของหลวงพ่อรอด และของพระอาจารย์ในดง ใช้ปรอทรักษาโรคต่างๆ ได้ผลดีมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๐๓ จนถึงบัดนี้นับเป็นเวลา ๓๗ ปี อย่าได้หลงเชื่อว่าฝรั่งจะต้องเก่งกว่าคนไทยทุกอย่าง เมื่อเห็นว่าฝรั่งรู้จักฆ่าพิษงูเอามาทำยาฆ่าพิษเชื้อโรค เอามาทำยาได้หลายอย่าง แต่ฆ่าพิษปรอทไม่เป็นก็เลยเชื่ออย่างงมงายไปว่า ไม่มีชาติอื่นจะฆ่าพิษปรอทได้ วิธีฆ่าพิษปรอทเพื่อนำมารักษาโรคต่างๆ ได้ผลดีนั้น ผู้เขียนได้อธิบายไว้โดยละเอียดในหนังสือแพทย์สามแผน และได้สอนให้คนอื่นใช้ปรอทรักษาโรคต่างๆ มากว่า ๓๐ ปี (สามสิบปี) โดยใช้พลังจิตพลังคุณพระประกอบกับปรอทพระอาจารย์ในดง สอนวิธีฆ่าปรอทและรักษาโรค ในพระไตรปิฎกฉบับภาษาไทยของกรมการศาสนา (ชุด ๘๐ เล่ม) เล่ม ๔๗ หน้า ๖๓๒ กล่าวถึงวิธีรักษาโรคไว้ ๕ วิธีดังนี้


---การรักษาโรค ๕ อย่างคือ รักษาทางเสกเป่า (ใช้พลังจิต) ทางผ่าตัด ทางยา ทางภูตผี รักษาทางกุมาร รักษาทางภูตผี คือ การใช้พลังจิตไล่ผีที่มาเข้าคนหรือถอนของที่ถูกกระทำทางไสยศาสตร์ ฝรั่งไม่ใช้วิธีเสกเป่า (วิธีใช้พลังคุณพระพลังจิต) และวิชาทางภูตผี จึงรักษาโรคไม่หายหลายอย่าง


(อย่าใช้ก่อนหา อย่าว่าก่อนเห็น)


---ฝรั่งเอาของมีพิษมาทำยาได้ ฆ่าพิษได้ พากันเชื่อถือยกย่อง เช่น เอาพิษงู เอาเชื้อโรคซึ่งมีพิษภัยมาฆ่าพิษทำยาหลายอย่าง กลายเป็นยาดีพากันเชื่อยกย่อง เอาของมีพิษภัยมาใช้รักษา เช่น รังสี ยาคีโม และยาอื่นๆ ที่มีพิษภัยมาใช้ ก็เชื่อฝรั่ง แต่พระอาจารย์ในดง ฤๅษีผู้มีฤทธิ์ ฆ่าพิษปรอทได้ ฆ่าพิษยาอื่นๆ มาเป็นยาที่ดี กลับไม่เชื่อไม่พิสูจน์ การใส่ปรอทจะใส่มากน้อยเพียงใด ให้พิจารณาโรคอะไรและกำลังคนไข้ที่จะรับได้


---และผลที่เกิดจากการใส่ปรอท จะสังเกตได้หลังจากใส่ปรอทไปแล้ว ๑ วันหรือ ๒ วัน คือมีผลให้นอนหลับได้สนิท หลับได้ยาว อาการเจ็บปวดลดลงกินอาหารได้ดีขึ้น รู้สึกมีกำลัง ความอ่อนเพลียน้อยลง


---การใช้พลังจิตรักษาโรคต่างๆ ก็ทำเช่นเดียวกับการส่งพลังไปทำให้คงกระพัน ทำให้เอามือล้วงน้ำเดือดได้ตักกินได้ และการส่งพลังจิตพลังคุณพระกอบโซ่ที่เผาไฟจนร้อนแดงได้ การใส่ปรอทได้มีหลักสำคัญเหมือนกัน


---คือ อาราธนาคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ คุณบิดา มารดาคุณ ครูอาจารย์ ให้มาช่วย    การทำจิตให้เป็นสมาธิ เพ่งจิตส่งพลังจิตไปยังที่ต้องการให้เกิดผลตามที่ต้องการ ส่วนบทคาถาที่นำมาใช้ก็มีต่างๆ ตามที่จะให้เกิดผลอะไร


---การที่กล่าวว่า ในวันเดียวก็สอนให้ทำสมาธิวิปัสสนาและใช้พลังจิตให้เกิดประโยชน์ต่างๆ ได้นั้น ก็สอนให้ศิษย์ลงมือทำสมาธิวิปัสสนาให้ถูกต้องและให้ศิษย์รู้ตรวจสอบได้ด้วยตนเองว่า เวลานี้ตนได้สมาธิอยู่ในระดับใด และจะฝึกให้ก้าวหน้าต่อไปนั้น ปฏิบัติอย่างไร  เมื่อให้ศิษย์ลงมือทำสมาธิวิปัสสนาได้ถูกต้อง และรู้วิธีที่จะฝึกให้ก้าวหน้าต่อไปแล้วจึงสอนให้ใช้พลังจิตจากง่ายไปยากตามลำดับที่กล่าวมาแล้ว ด้วยวิธีการดังกล่าวนี้จึงสอนให้ทำสมาธิวิปัสสนา สอนให้ใช้พลังจิตรักษาโรคที่ฝรั่งไม่มียารักษาที่ได้ผล คือ ให้รู้วิธีรักษาโรคเอดส์ โรคมะเร็ง และโรคอื่นๆ ได้จริงอีกหลายโรค และผู้เขียนทำการสอนดังกล่าวมาแล้วได้ผลแล้วทุกคนมาเป็นเวลากว่า ๓๕ ปี จึงกล้ากล่าว กล้าเขียน เป็นลายลักษณ์อักษรยืนยันไว้ เพื่อมิให้วิชาดีๆ เสื่อมสูญไป เป็นการช่วยเพื่อนมนุษย์และส่งเสริมพระพุทธศาสนาให้เห็นให้เชื่อว่าคุณพระมีจริงช่วยได้จริง


---ประเทศไทยไม่เป็นเมืองขึ้น ไม่เป็นคอมมิวนิสต์ และไม่ได้รับภัยร้ายแรงเหมือนประเทศอื่นๆ อย่างเห็นได้ชัด ก็เพราะคุณพระช่วยได้จริง กฎโดมิโนของฝรั่งที่ว่ารอบๆ เป็นคอมมิวนิสต์ ประเทศอยู่กลางก็ต้องเป็น คอมมิวนิสต์รอบๆ เป็นเมืองขึ้น กลางก็ต้องเป็นเมืองขึ้น เขาเอาเป็นเมืองขึ้นโดยให้ผู้นำประเทศไปลงเรือรบเขา แล้วเซ็นสัญญายอมเป็นเมืองขึ้นพม่าไม่ยอมจึงรบกับฝรั่ง ๓ ชั่วโมง ตายมากก็ยอมเป็นเมืองขึ้น


---ส่วนไทยสมัยรัชกาลที่ ๕ พอลงเรือของฝรั่งเรือรบเอียง ฝรั่งตกใจยังไม่กล้าให้เซ็นสัญญา รอพิจารณาดูก่อน แต่คืนนั้นในห้องแม่ทัพฝรั่งซึ่งมีการป้องกันกันรอบคอบ ก็มีอาจารย์ในดง ที่ไม่ได้บวช หายตัวเข้าไปเอาดาบจี้คอขู่ให้ถอยกลับไป มิฉะนั้นจะถูกฆ่าได้ทุกเวลา รุ่งเช้าเรือรบฝรั่งก็ไม่กล้ามาเอาเป็นเมืองขึ้นรีบกลับประเทศตน ในประวัติศาสตร์ ก็มีกล่าวถึงโกษาปานไปฝรั่งเศส ได้ให้ทดลองทำพิธียิงโกษาปานไม่มีอันตราย เรื่องเรือรบฝรั่งยอมถอยไป ผู้เขียนได้ฟังจากพระอาจารย์ในดงเอง และทราบรายละเอียดหลายเรื่อง


---ในประเทศไทยมีพระและคฤหัสถ์ที่เรียนจบฌานจำนวนมากและอาจารย์ในดงที่มีฤทธิ์ก็มีมาก ทำหน้าที่สำคัญ คือ สืบต่อพระพุทธศาสนา หลักสูตรสุดท้ายก่อนจะเรียนเหาะ มีกฎให้สอนศิษย์ให้จบฌาน อย่างน้อยหนึ่งรุ่น และการจะให้ศาสนาดำรงอยู่ได้ก็ต้องรักษาประเทศชาติไว้ด้วย เพราะไทยเป็นที่ตั้งมั่นคงใกล้เคียงสมัยพุทธกาลมากกว่าประเทศอื่นๆ เมื่อมีภัยพิบัติมากในไทยท่านผู้มีฌานมีฤทธิ์ ทั้งในประเทศในป่าก็ช่วยให้หนักเป็นเบาหรือหมดไป ให้สังเกตใน พ.ศ.๒๕๔๐ ประเทศต่างๆ มีภัยมากตายมาก และมีภัยซํ้าซากมาก แต่ประเทศไทยภัยน้อยตายน้อยกว่าประเทศอื่นๆ และพระอาจารย์ในดงก็ออกมาชั่วคราวและมาอยู่นานวันหลายจังหวัดเพื่อช่วยประเทศชาติ มีการเหาะการหายตัว ให้คนเลื่อมใสในศาสนาได้เห็น และเชื่อในพระไตรปิฎก เลื่อมใสยิ่งขึ้น เพราะเห็นความอัศจรรย์มีการเหาะเหินได้จริง มีเทวดา ผี นรก สวรรค์จริง ตามพระไตรปิฎก ผู้ยังหลงผิดไม่เชื่ออย่างเหนียวแน่น ก็แล้วแต่บุญกรรม เหมือนสมัยพุทธกาล.


---ในระยะกึ่งพุทธกาลทั้งฝรั่งและไทยมีการทำนายเหตุการณ์ผิดบ้างถูกบ้าง ทำนายเปลี่ยนไปต่างๆ เรื่อยมา เพราะเป็นการทำนายแบบโลก ส่วนการทำนายที่แม่นยำ และไม่มีการเปลี่ยนแปลง เพราะจารึกอยู่ในศิลาจารึกที่พุทธคยา ได้แปลเป็นไทยพิมพ์แจกเมื่อ ๕๐ ปีที่แล้ว ซึ่ง แม่นยำทุกข้อ สมเหตุสมผล เป็นพุทธทำนาย ที่ยึดถือ และพิสูจน์ได้ ด้วยการดูเหตุการณ์จริง ในปี ๒๕๔๐ ถึง ต้นปี ๒๕๔๑ มีเขียนไว้ในหนังสือ แพทย์ ๓ แผน นำสมัย หน้า ๒๐๒ ในหัวข้อว่า ภัยร้ายแรงกำลังเกิด และวิธีเอาตัวรอด พิมพ์เมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๙ เล่มละ ๙๐ บาท มีอธิบายวิธีรักษาโรคเอดส์ มะเร็ง เบาหวาน หืด ไซนัส พิษสุนัขบ้า นิ่วในไต ในถุงน้ำดี ต่อมลูกหมากโต อักเสบ ริดสีดวงทวาร และโรคอื่นๆ ที่ฝรั่งยังไม่มียารักษา


---แพทย์ ๓ แผนนำสมัย มี ๒ เล่ม อธิบายวิธีรักษาทุกรูปแบบ และครบวงจร คือ อ่านแล้วสงสัยก็ถามได้ ขอเรียนก็สอนให้โดยไม่คิดค่าสอน สอนและให้พิสูจน์มาเป็นเวลา ๔๐ ปี นับตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๐๐ สอน รักษาโรคครบ ๕ วิธี ตามที่กล่าวไว้ในพระไตรปิฎกของกรมการศาสนาเล่ม ๔๗ หน้า ๖๒๓ กล่าวถึงวิธีรักษาโรค ๕ อย่างคือ รักษาทางเสกเป่า ทางผ่าตัด ทางยา ทางภูตผี รักษาทางกุมาร รักษาทางเสกเป่า คือ การใช้พลังคุณพระ พลังจิต รักษาทางภูตผี คือ การไล่ผีที่เข้าสิง การถอนของที่ถูกกระทำทางไสยศาสตร์ แพทย์ฝรั่งไม่ใช้ ไม่สอนวิธีเสกเป่า และวิชาทางภูตผี จึงรักษาโรคไม่ได้ ผลหลายโรค ส่วน แพทย์ ๓ แผนนำสมัย สอนครบ ๕ อย่าง พร้อมทั้งวิธีเสกเป่ายา วิธีใช้พลังจิตรักษาตนเอง ของคนไข้ ฯลฯ


---อุบายการสอนให้ใช้พลังจิต ทำสมาธิ และรักษาโรคต่างๆ ให้ศิษย์ทำได้ในวันเดียว ก็คือสอนให้ทำสมาธิถูกต้อง และวิธีวัดได้เองว่าตนได้สมาธิขั้นใดแล้ว จะฝึกต่อไปอย่างไรต่อไปสอนให้ใช้พลังจิตออกภายนอก เช่น วิชาคงกระพัน วิชาดับพิษร้อนในนํ้าที่กำลังเดือดให้ตักกินได้ สอนดับพิษโซ่เหล็กที่เผาไฟแดงให้จับและกอบขึ้นได้ เมื่อแน่ใจมั่นใจว่าส่งพลังจิตออกได้แล้ว ก็สอนเชิญคุณพระมารักษาโรคได้โดยไม่ใช้พลังของตน แล้วสอนรักษาโรคต่างๆ ด้วยตนเอง ที่สำคัญ คือให้ลงมือทำ ทำผิดก็ให้แก้ไขให้ถูกต้อง นี่คือ อุบายให้สอนจบได้ในวันเดียวทั้ง ๔ ขั้น.


(อย่าใช้ก่อนหา อย่าว่าก่อนเห็น)


*ที่มา:ชม  สุคันธรัต


---วิชาการลงปรอท หรือวิชา สูนย์ปรอท ปรอทถือว่าจัดอยู่ใน ธาตุกายสิทธิ์ ชนิดหนึ่งของบนโลก และวิชาการลงปรอทก็เป็นวิชาที่มีการสืบทอดกันต่อๆ มาในสายวิชาปรอทตั้งแต่ต้นกรุงสุโขทัย และเข้ามายังกรุงศรีอยุทธยา ปรอท ในทางแพทย์ศาสตร์ถือว่ามีพิษ และใช้ทางอุสาหกรรม เช่น วัดไข้ ผสมในเครื่องสำอางค์หรือแม้แต่ ผสมในยารักษาโรคบางชนิด แต่วิชาการลงปรอทนั้น ในสมัยก่อนจะเอาปรอทที่ดักได้ด้วยกรรมวิธีต่างๆ เช่น ใช้อาคมหรืออำนาจจิต เรียกปรอท  ดักด้วยไข่แล้วนำไปฝังตามริมน้ำ ป่า หรือป่าช้า และปรอทก็มีที่มาต่างกัน บางทีเราเรียกว่า ปรอทดักหรือปรอทดง เพราะจะมีพิษน้อยและมักจะมีเทพเทวดามารักษาคุ้มครอง


---ในธาตุชนิดนี้ ดังนั้น อาจารย์ที่เรียนวิชามาจะนำปรอทที่ได้มาที่เรียกว่า มาหุงหรือฆ่าพิษปรอทซะก่อนที่จะนำมารักษาโรค กรรมวิธีก็ยากพอสมควรเพราะผู้ที่ทำจะต้องมีสมาธิจิตและรู้มนต์คาถากำกับตลอด เพราะไอปรอทมีพิษ นั้นเอง จะนำมาฆ่าด้วยว่านยาและคาถากำกับทุกขั้นตอน จนกว่าพิษจะเหลือน้อยลงไป ที่สามารถจะนำมาลงในตัวคนได้  ส่วนปรอทนั้น มีแห่งที่มาแต่กต่างกันไป แต่้ที่เราเห็นอยู่เรียกว่า ปรอทวิทยาศาสตร์ แหล่งที่มาจากบ่อน้ำมัน มักจะนำมาใช้ในอุตสาหกรรม แต่ปรอทที่คนที่เรียนมามักจะใช้ ปรอทที่ทำการดักและใช้อาคม มนต์อำนาจจิตเรียกมา เพราะสารพิษจะน้อยมากกว่า    เมื่อได้ปรอทก็จะทำการฆ่าพิษปรอทให้ออกให้มากที่สุด 


---ในขั้นตอนการฆ่าพิษปรอท จะยุ่งยากใช้เวลาทั้งเข้าว่าน ทั้งบริกรรมนต์คาถาทั้งใช้กระแสจิตเข้าไปกำกับ แถมต้องใช้อำนาจแรงครูมารักษาในการฆ่าพิษปรอท รวมทั้งในการลงวิชาปรอทด้วย   ในการลงปรอทวิชานี้  ผู้ลงได้ศึกษามาจากท่านอาจารย์ ชำนาญ วงค์ไท ท่านสืบวิชาสายลงปรอทมาจาก อาจารย์ อภิชาต ท่าน พันเอก ชมสุคันธรักษ์  (สายในดง) และสายวัดประดู่ทรงธรรม หลวงปุ่เสือ วัดประดู่  หลวงปู่รอท วัดนายโรง   ปรอทมีคุณวิเศษ เด่นทางบำบัดรักษาโรค ป้องกัน   ให้ผู้ที่ลงปรอท แต่ผู้ที่ลงจะต้องใช้อำนาจทางจิต ในระดับหนึ่งเพื่อแปลปรอทให้แตกตัวเป็นอนูที่เล็กลงที่จะแซกลงไปตามรูขุมขน เพื่อเข่้าไปในตัวไปรักษาหรือเข้าไปคุ้มครอง ป้องกันภัยให้กับผู้ที่มาขอการลงปรอท  ปรอทที่ดักและเสกจะมีกำลังของเทพเทวดารักษาดูแลอยู่ ดังนั้นผู้ที่ลงเวลามีอันตราย ตัวปรอทจะมาเตือนภัย และนิมิตเพื่อให้เราสามารถแก้ไขปัญหานั้นได้ วิชาปรอท จักเป็น คุณวิชาที่สืบกันมาแต่โบราณ การที่จะลงหรือรักษาควรปรึกษาท่านผู้รู้ตามสายวิชาที่แท้จริงเพื่อได้ผลรับที่ถูกต้อง  



*เล่าสู่กันฟัง ๑


---ผมเคยไปเรียน วิชชา ปรอทกับ ท่านอาจารย์ พันเอก ชม สุคันธรัต.....


---เรียนมาหลายอย่างท่านบอกผมว่าหลวงตาดำในดง สั่งให้ผมเรียนเพื่อเป็นพื้นฐานของ อภิญญา


---ตอนนั้น ผมเป็น สามเณรน้อย อยู่ก็เรียนๆๆๆ ไป ตามที่ท่านบอกท่านบอกว่าอีกหน่อย วิชชา เหล่านี้ จะสูญหายไปหมดให้ผมเรียนไว้เพื่อช่วยคนเพราะ มีหลายวิชชา สามารถช่วยคนได้...


---วิชชาปรอท เองก็สามารถใช้รักษาโรคได้หลายโรค  (ใช้พิษฆ่าพิษ)  เพราะรังสีของปรอท มีอำนาจฆ่าเชื้อโรคได้แต่ต้องสะกดพิษก่อน


---ท่านอาจารย์ชม เคยรักษาโรคมะเร็งให้คนหายมามาก  ท่านว่ารักษาได้ทุกโรคที่มีเชื้อโรคเป็นมูลเหตุ  บางคนใกล้ตายแต่ถ้าทวารยังไม่เปิด ธาตุยังไม่แตก ลมหายใจยังไม่ขาด กรรมดี ยังรักษา ก็ยังสามารถช่วยให้รอดตายได้


---ส่วนปรอทสำเร็จ ต้องเป็นผู้ที่มีพลังจิตสูง มีอาคมแก่กล้า จึงจะสามารถทำได้ มีฤทธิ์เสมอด้วย เหล็กไหล ( เบี้ยแก้ที่ศักดิ์สิทธิ์นั้น ก็เนื่องจาก อำนาจแห่ง ปรอท ที่ผ่านการปลุกเสกแล้วนั่นเอง จะเพิ่มอานุภาพให้กับปรอทมากขึ้นไปอีกเป็นรองก็แต่ พระพุทธคุณ เหล็กไหล และ ปรอทสำเร็จ เท่านั้น)


---ผมเคยเสก ปรอท เข้าตัวตามที่ ท่านอาจารย์ ชม สอนปรากฏว่า ตบทีเดียวหายหมด ครั้งแรก ผมก็ตกใจนึกว่า มันหายไปไหนหมด


---ท่านอาจารย์ ชม  หัวเราะชอบใจ บอกให้ผม กำหนดจิตที่กลางฝ่ามือเพ่งถึงปรอทพักเดียว มาจากไหนก็ไม่รู้เต็มมือ


---คราวนี้ ท่านบอก ไม่ต้องตบมือ แล้วให้กำหนดจิตอย่างเดียวพอ


---ผมก็ลองทำดูมันก็ซึมหายไปหมดทันที


---ท่านชมผมว่าผมมีสมาธิดีมาก เรียนอะไรก็ง่าย ท่านบอกว่า วิชชาเหล่านี้ต้องระวังให้มาก มีคุณอนันต์ โทษมหันต์ ดีดนิ้วทีเดียว ทำให้คนตายได้ เรียกว่า ธนูมือ เลือดจะไหลออกจากทวารทั้ง 9 ตายทันที ท่านสอนผมอีกหลายอย่าง ผมไปค้างที่บ้านท่าน แถว เตาปูน 3 วัน 3 คืน


---เมื่อปี 2538 รุ่งเช้า วันที่สอง ผมไม่รู้ จึงเอามือไปจับฝากระติกน้ำของผม ที่ทำด้วยตะกั่ว สักพัก เห็นควันลอยขึ้นมาจากฝากระติก พอไปจับดู ก็รู้สึกร้อนมาก ฝากระติก นั้น ค่อยๆ สลายกลายเป็นผงสีขาวเหมือนขี้เถ้า ค่อยๆ เป็นรูพรุนตามที่นิ้วมือผมไปสัมผัส พอท่านอาจารย์ ชม มาเห็นเข้า ก็รีบสั่งให้ คนรับใช้ของท่าน นำฝากระติก นั้น ไปต้มน้ำ ให้ปรอทระเหยไปให้หมด ท่านสั่งไว้ว่า อย่าเรียก ปรอท มาที่ปาก เพราะจะทำให้ฟันหลุดได้ และถ้าเสก ปรอทเข้าตัวแล้ว ห้ามไปโดนทองคำ เพราะจะกลายเป็นผงขี้เถ้าเหมือนกัน ท่านบอกว่า เข้าป่า ไม่ต้องไปกลัวอะไรเลย สบายมากมีแค่ น้ำกิน อย่างเดียวอยู่ได้เป็นเดือน


---ปัจจุบันนี้ ผมปฏิบัติธรรม อย่างเดียว เรื่อง ฤทธิ์ นั้นปล่อยวางหมดแล้ว

---หลวงปู่ชื้น พุทธสโร วัดญาณเสน อยุธยา ครูบาอาจารย์ของผมอีกองค์หนึ่ง ก็สำเร็จวิชชา ปรอท ในสมัยที่ท่านยังแข็งแรง ความจริง ท่านสำเร็จธรรม นานแล้ว แต่อยู่ว่างๆ เลยทำดูเล่นๆ ทำจนได้ ปรอทสำเร็จ และ แปรธาตุ ตะกั่ว เงิน และ ปรอท หากใช้ ทองคำหนัก 1 บาท จะได้ ทองคำหนัก 10 บาท โดยใช้สมุนไพร ชื่อ สุวรรณขีด ด้วยพอทำได้ ท่านก็โยนทิ้งลงน้ำไปหมดท่านว่า ทิ้งลงแถว สะพานทางเข้าวัดเชิงท่า นั่นเอง


---เพราะตอนท่านทำ ท่านทำร่วมกับอดีตเจ้าอาวาสวัดเชิงท่าใกล้ๆ วัดญาณเสน นั่นเอง อาจารย์ของหลวงปู่ชิ้น ชื่อ พระอาจารย์ เสน เตชะธัมโม เป็นพระธุดงค์พลังจิตสูงมากเคยมีทหารมาขอของดีท่าน ท่านเลยเอาเศษผ้าเหลืองเก่าๆ มาเขียนอักขระ 3 ตัว ว่า เพ เพ เพ (เป็นอักษรขอม) ทหารก็ดีใจ เอาไปลองปืนทันที ปรากฏว่า นัดแรก ยิงไม่ออก นัดที่สอง ยิงออก แต่ไม่โดนผ้ายันต์เลย (ทั้งๆที่ จ่อยิงใกล้ๆ) พอนัดที่สาม ยิงออกอีก แต่คราวนี้ ลูกกระสุนดันวิ่งย้อนกลับ เฉียดหน้า คนลองยิงไปเลย หลวงปู่ชื้น ท่านบวชกับ หลวงพ่อยอด วัดหนองปลาหมอ แห่ง สระบุรี หลวงพ่อยอด ก็เป็นพระที่ไม่ธรรมดา องค์หนึ่ง


---ก่อนที่ท่านจะละสังขารไม่กี่ปี ท่านได้สั่งให้ผมไปหาต้น (ต้นอะไร....ก็จำชื่อไม่ได้แล้ว ต้องขออภัยด้วย) มาแล้วท่านจะทำ ปรอทสำเร็จ ให้ผมหาอยู่ 3 ปีหาไม่ได้เลยอดได้ปรอทสำเร็จ


---แต่ ท่านก็ให้ความเมตตาผมมาก มากจนสุดจะบรรยาย มีอะไรดีๆ ท่านจะให้ผมหมด สอนผมทุกอย่าง ผมรักและเคารพบูชาท่านมาก เคยเอาเท้าของท่าน มาวางบนศรีษะมารู้ภายหลังว่า หลวงปู่ดู่ วัดสะแก เรียกท่านว่า หลวงพี่ชื้น และ ยกย่องว่าท่านเป็น พระทองคำ ด้วย


---สมัยที่ท่านยังแข็งแรง ท่านจะสงเคราะห์คนที่เป็น โรคริดสีดวงทวาร ด้วย วิชชา สูญฝี โดยจะตอกตะปูที่เสาไม้ แล้วบริกรรมคาถา เพ่งจิตไปที่ผู้ป่วย ไม่เกิน 3 - 7 วัน หายสนิท ปัจจุบัน สรีระของท่านไม่เน่าเปื่อย


---ท่านเคยป้อนข้าวผม ตอนที่ผมเป็นเณรน้อยด้วย ก่อนป้อนท่านจะเสกคาถานานมากป้อนให้ผม 3 คำ แล้วให้พรว่า จงสำเร็จทุกอย่าง ผมก็ก้มลงกราบที่เท้าท่าน บางครั้ง ผมก็จะป้อนข้าวให้ท่าน (ถ้าไปตอนฉันเพลพอดี หรือ ไปถึงตั้งแต่ 8 โมงเช้า แล้วอยู่ยาว) ไปหาท่านทุกครั้ง ท่านก็จะท่องกลอนธรรมะให้ผมฟัง เป็นกลอนธรรมะที่ไพเราะมากๆท่องกลอนเสร็จ ท่านก็จะเอามือของท่านมากุมที่หัวของผมไว้ แล้วสวด บทสัจจกิริยคาถา (นัตถิเม ฯ ) แล้วกล่าวอัญเชิญพระรัตนจักรชัยสิทธิ์ พร้อมกับประพรมน้ำมนต์ จนตัวผมเปียกชุ่ม เสร็จแล้ว ท่านก็จะสอนธรรมะต่อ บางที ก็ให้นั่งสมาธิตามท่าน โดยท่านจะคุมจิตให้ ตอนหลัง ก่อนท่านจะละสังขาร ได้สั่งให้ผมไปต่อวิชชากับหลวงปู่ทวด (ท่านเรียก หลวงปู่ดู่ว่า หลวงปู่ทวด)


---ท่านบอกให้ผมไปนั่งสมาธิที่ วัดสะแก แล้วหลวงปู่ทวดจะมาสอน ตอนนั้น ผมยังไม่ค่อยจะรู้เรื่องอะไรเท่าไหร่นัก พอไปนั่งที่วัดสะแกจึง รู้ รู้ว่าอะไรเป็นอะไร และต้องทำอย่างไรต่อไปอีก ค้นหาตัวเองเจอแล้ว สบายตัวแล้ว ไปมาทุกสำนัก ทั้งวิชชาธรรมกาย มโนมยิทธิ ยุบหนอพองหนอ ฯลฯ


---ไปมาหมด ก็ดีหมดทุกสำนัก ทุกวัด แต่พอมาเจอทางของตัวเองแล้ว ก็จบ ไม่ต้องดิ้นรนแสวงหาอะไรแล้ว มันพอแล้ว อิ่มแล้ว เหลือแต่ พยายามละสังโยชน์ 10 และ หมั่นสร้างบารมี 10 เท่านั้น


---สุดยอดในด้านอธิบายธรรมให้เข้าใจง่าย ต้องหลวงพ่อฤาษีฯ วัดท่าซุง


---สุดยอดแห่งบารมีธรรม ต้องหลวงปู่ทวด (หลวงปู่ดู่ วัดสะแก)


---สุดยอดแห่งการปฏิบัติในยุคปัจจุบัน ต้องหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต


---ครูบาอาจารย์ทุกรูปทุกองค์ ต่างก็มีคุณธรรมความดี ผมขอกราบนอบน้อมแด่ทุกท่านทุกองค์


---ขอน้อมนำคำสอนและบารมีธรรมของทุกท่านทุกองค์มาสถิตอยู่ภายในตัว ด้วยเทอญ จนกว่าจะถึงซึ่ง พระนิพพาน เทอญ


*เล่าสู่กันฟัง ๒


---อภินิหาร ขรัวแก้มแดง วิชาแบ่งภาค ปรอทสำเร็จ พิชิตความแก่ ลูกอมวิเศษร่างกายเป็นอมตะ 


---เรื่องราวที่เกี่ยวกับพระเทพโลกอุดร เกิดขึ้นในราวยุคสมัยสุวรรณภูมิ หริภุญไชย สุโขทัย ศรีอยุธยา และรัตนโกสินทร์เป็นราชธานี มีหลักฐานปรากฏชัดเจนแต่ขาดการค้นคว้าอย่างจริงจัง รู้อยู่ในหมู่คณะของคนกลุ่มน้อย รู้ทางเจโตปริญาณ เช่น พระอริยคุณาธาร (ปุสโสเส็ง) และหลวงปู่คำคะนึง ต่างได้เห็นพ้องต้องกันว่า พระบรมครูโลกอุดร คือ พระอุตรเถระ ผู้ที่ได้ถามท่านว่า บรมครูพระเทพโลกอุดร ท่านคือ พระอุดรใช่ไหม ท่านมิได้ปฏิเสธ หากอย่างนั้นหลวงปู่ท่านก็มีอายุ 2,000 กว่าปี แล้วท่านอยู่ได้อย่างไร เป็นพระที่มีความเร้นลับ และมีความมหัศจรรย์ 


---เรื่องราวของ หลวงปู่เทพโลกอุดร ผู้อยู่เหนือโลกนั้น ที่มีทั้งเชื่อ และไม่เชื่อว่าท่านจะมีตัวตนอยู่ แต่มีหลายท่านที่ให้ข้อมูลว่าท่านเป็นอาจารย์ของพระเกจิอาจารย์ที่มีชื่อเสียงในด้านฌานต่างๆ และท่านยังมีตัวตนแบ่งภาคได้ เป็นพระภิกษุเล้นลับ เริ่มตั้งแต่ชื่อ ที่อาศัย ไปไหนมาไหนไร้ร่องรอย ปริศนาจนถึงปัจจุบัน ท่านมักจะสั่งสอนลูกศิษย์อยู่เสมอว่า อดีตเป็นเรื่องที่ผ่านพ้นไปแล้ว อนาคตเป็นเรื่องที่ยังมาไม่ถึง ไม่ควรสนใจไปให้เสียเวลา ปัจจุบันสำคัญที่สุด ให้เร่งศึกษาและปฏิบัติ


---หลวงปู่เทพโลกอุดรทั้ง 5 พระองค์ ท่านมิใช่คนไทยเป็นชาวเนปาลแต่ละองค์มีจริตและบุคลิกภาพแตกต่างกัน ผู้ที่อวดรู้เห็นยากที่จะเข้าใจได้ว่าเป็นพระโลกอุดรองค์ไหนดีไม่ดีพบหลวงปู่แจ้งฌานว่า ที่พระโลกอุดรเข้าก็อาจเป็นไปได้ หลวงปู่ท่านได้อภิญญาโลกีย์และเป็นพระผู้สำเร็จชอบท่องเที่ยวไปทุกหนทุกแห่ง ตามคำกล่าวเล่าลือว่า หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า และหลวงพ่อเงิน วัดบางคลาน เป็นสานุศิษย์สายโลกอุดรไม่มรณภาพจริง แสดงว่าสายของพระโลกอุดรมีอยู่หลายสายด้วยกันและยังแยกออกเป็นสายในดงและสายนอกดง สายในดงไปศึกษาความรู้จากองค์ท่าน  สายนอกดงนำมาสอนสืบต่อกันไป อาจเป็นทั้งฆาราวาสและบรรพชิต เช่น อาจารย์พัวแก้วพลอย อาจารย์ฉลอง เมืองแก้ว อาจารย์สุคันธรัต เป็นต้น พยายามศึกษาให้แตกฉาน 


---หลวงปู่ท่านเป็นภาค ขรัวแก้มแดง หรือ พระภูริยะหลวงปู่หน้าปาน และมีอีกฉายาว่า หลวงปู่เรื่องราวแก้มแดง ท่านอภิโชโตภิกษุท่านบอกว่า ขรัวหน้าปาน องค์นี้ได้สำเร็จปรอทล่องหนย่นทางเก่งถ้ำ ท่านเอาลูกปรอทอมทางซีกซ้ายแก้มซ้ายจะแดง ถ้าเปลี่ยนเป็นอมทางแก้มขวาทางด้านแก้มขวาจะแดง จึงได้เกิดการถกเถียงกันไม่รู้จักจบ ท่านนั้นเป็นสหธรรมมิกกับหลวงปู่ขรัวขี้เถ้า มาสร้างเสริมบารมีในระยะเวลาเดียวกันโดยอาศัยร่างท่าน มหาชวน หรือหลวงพ่อโอภาสี แห่งอาศรมบางมด ท่านเป็นภิกษุผู้ทรงศีล เมื่อมีผู้ซักถาม ท่านก็ตอบตามตรงว่าพระมหาชวนได้ตายไปแล้วอาตมาเป็นพระสำเร็จมาอาศัยร่างสร้างบารมีต่อ 


---ซึ่งก็ได้สันนิษฐานว่า ขรัวแก้มแดง น่าจะเป็นหลวงพ่อโอภาสี ท่านนั้นมีจริต ทางเล่นแร่แปรธาตุ โดยเฉพาะการหุงปรอทสำเร็จ ปรอทสำเร็จนี้ท่านว่าหากสำเร็จขั้นสูงสุดทำให้เป็นอมตะไม่ตาย หรือมีอายุยืนได้ถึงหนึ่งกัลป์ มีอานุภาพอาจทำให้เหาะเหินลอยไปที่ไหนๆ ได้ ไปฟ้าป่าหิมพานต์ได้ ขรัวแก้มแดงสำเร็จปรอทกายสิทธิ์ เป็นเรื่องที่พ้องกัน เพราะหลังจากที่รับนิสัยมาจากหลวงปู่กบ คือ ท่านเพ่งกสิณไฟ ตอนแรกท่านทำการบูชาที่วัดบวรฯ


---จากนั้น ท่านก็เริ่มทำหารหุงปรอท โดยหุงที่วัดบวร ท่านจะหุงปรอทสำเร็จถึงขั้นไหนนั้นไม่อาจทราบได้ ทราบแต่เพียงว่าหลังจากนั้นท่านได้ลองฤทธิ์ โดยการไต่ขึ้นไปบนเจดีย์แล้วตะโกนดังๆ ว่าโอภาสีจะเหาะแล้ว จากนั้นท่านได้กระโดดลงมาเป็นที่ฮือฮามาก ปรากฏว่าท่านได้ลอยลงมาอย่างสบายๆ ไม่ล้มขาแข้งไม่หัก ทำเอาผู้คนตกอกตกใจไปหมด นึกว่าจะได้รับบาดเจ็บจากการที่ได้กระโดดลงมาจากเจดีย์ หากให้สันนิษฐานแล้วก็เชื่อว่าท่านน่าจะสำเร็จปรอทและสำเร็จชั้นสูงแล้ว เพราะบุคคลธรรมดาอย่างเราๆ หากกระโดดลงมาจากยอดเจดีย์ต้องมีแข้งขาหักกันบ้างแล้ว ไม่มีทางเดินปร๋ออย่างหลวงพ่อโอภาสี 


---ที่น่าสังเกตที่สุดอีกประการหนึ่ง คือ ภายหลังที่ท่านหลวงพ่อโอภาสี เริ่มบูชาไฟเล่นปรอท ปรากฏว่าแก้มของท่านด้ายซ้ายเริ่มเป็นปานดำขึ้นมาจนทุกคนสามารถสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจน ปานดำที่เกิดขึ้นจะเป็นเพราะอำนาจปรอทที่ท่านอมไว้ มันก็เป็นเหตุที่เป็นไปได้ และดูเรื่องที่เกิดขึ้นก็พ้องกับตำนานของขรัวแก้มแดงเหมือนกัน


---รอยต่อเรื่องขรัวแก้มแดง หลวงพ่อโอภาสี และปรอทสำเร็จ ยังคล้องจองพอดีกับเรื่องของหลวงพ่อยี วัดดงตาก้อน เพราะในประวัติของท่านเล่าว่าเมื่อคราวเป็นเด็กนั้น หลวงพ่อยี หรือเด็กชายยีได้ตามธุดงค์ไปกับพระภิกษุ ลึกลับรูปหนึ่ง พระรูปนี้เป็นที่ศรัทธาของบิดามารดา ท่านจึงยอมมอบท่านให้ติดตามพระรูปนี้ ท่านได้เล่าว่าพอพ้นหมู่บ้านที่ท่านอยู่ พระภิกษุรูปดังกล่าวหยิบเอาวัตถุบางอย่างมีลักษณะเป็นเม็ดกลมๆ นำเข้าปากอมไว้ ฉับพลันร่างกายของพระผู้เฒ่าก็เปลี่ยนไปกลายเป็นพระหนุ่มทันที เรื่องเม็ดกลมๆ ที่พระผู้เฒ่าอมเข้าไปในปากจะเป็นอื่นไปไม่ได้ วัตถุสิ่งนั้นย่อมต้องเป็น ปรอทสำเร็จ อย่างแน่นนอน จากนั้นพระธุดงค์รูปดังกล่าวก็พาเด็กชายยีในวันนั้นเข้าป่าลึกเพื่อฝึกวิชา และต่อมากลายเป็นหลวงพ่อยีผู้ทรงอภิญญาในเวลาต่อมา


---ความลี้ลับมหัศจรรย์ในพุทธศาสนา  เป็นสิ่งที่ยังปรากฏอยู่ทุกยุคทุกสมัย ท้าทายความเชื่อตามหลักวิทยาศาสตร์ของยุคปัจจุบัน หากแต่ปาฏิหาริย์ปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติที่มักปรากฏเหตุการณ์เฉพาะตัวของบุคคล ที่ทางพระเรียกว่า ปัจจัตตัง เท่านั้น ในเรื่องราวหลากหลายร้อยหลายพันเรื่องปาฏิหาริย์ที่เกิดขึ้นภายใต้ร่มเงาแห่งพระพุทธศาสนา เรื่องของ หลวงปู่เทพโลกอุดร นับเป็นเรื่องที่อยู่ในกระแสความสนใจของชาวพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแวดวงของนักปฏิบัติกรรมฐาน


---เรื่องราวและเนื้อหาของ หลวงปู่โลกอุดร เป็นที่สนใจของพุทธศาสนิกชนชาวไทย หลายๆ คนไม่เคยเห็นท่านแต่ก็พยายามตั้งความหวังที่จะได้มีโอกาสได้กราบไหว้ท่านเพียงสักครั้งในชีวิต แรงบัลดาลใจจากเรื่องราวของหลวงปู่โลกอุดรก่อให้เกิดการเพียรปฏิบัติกรรมฐานขึ้นกันเป็นจำนวนมาก เรื่องราวของหลวงปู่โลกอุดรจึงเป็นเรื่องที่น่าสืบค้นและติดตาม อย่างน้อยเรานั้นก็มีความเชื่อว่า การแสวงบุญหาหลวงปู่โลกอุดรนั้นแม้เราจะไม่พบตัวตนจริงๆ ของท่าน แต่หากมีความเพียรในการปฏิบัติธรรมเราย่อมพบ โลกอุดร ภายในจิตใจของเราเอง ซึ่งเป็นโลกอุดรแท้ที่ทรงคุณค่าอย่างยิ่ง


---ข้อมูล จากท่านที่สึกษษในสายนี้ครับ ( สายในดง )


---องค์.. ขอน้อมนำคำสอนและบารมีธรรมของทุกท่านทุกองค์มาสถิตอยู่ภายในตัว ด้วยเทอญ จนกว่าจะถึงซึ่ง พระนิพพาน เทอญ

 





--------------------------------------------------------------------





ขอขอบคุณแหล่งมูล

รวบรวมโดย...แสงธรรม

อัพเดทรอบที่ 6 กันยายน 2558

แก้ไขแล้ว ปานรดา

 

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

* *

 

*

view

ประวัติต่างๆ

ประวัติวัดเขาไกรลาศ

ประวัติของหลวงพ่อเทียน=คลิป

มาเช็คชื่อ-เช็คสกุลกันดีกว่า=คลิป

ประวัติพระอธิการชิติสรรค์ จิรวฑฺฒโน=คลิป

ขอเชิญผู้ร่วมบุญสร้างอาศรมเสด็จปู่พระบรมพรหมฤาษีไตรโลก

ประวัติหลวงปู่เทพโลกอุดร

ประวัติฝ่าพระหัตถ์ของพระพุทธองค์

ประวัติของนางวิสาขา=คลิป

ประวัติของอนาถปิณฑิกเศรษฐี=คลิป

ประวัติของเศรษฐีขี้เหนียว

ประวัติเหตุทำบุญที่ช้า=คลิป

ประวัติของผู้ร่วมบุญ=คลิป

ประวัติของพระไตรปิฎก=คลิป

ประวัติการสร้างพระพุทธรูปและพระเจ้า ๕ พระองค์

ประวัติง้วนดิน

ประวัติปู่ฤาษีนารอท

ประวัติพระปางมหาจักรพรรดิ์ ทรงปราบพระเจ้ามหาชมพูบดี

ประวัตินางห้าม..แห่งขอมโบราณ

ความรู้และรายละเอียดพุทธเจดีย์

พระมหาโพธิสัตว์

สาระธรรม

ธรรมะส่องใจ

อานิสงส์แต่ละอย่าง

ประเพณีต่างๆ

ตำนานทั่วไป

สาระน่ารู้

ปกิณกะธรรม

วัตถุมงคล-สาระอื่นๆ

ข้อมูลทั่วไป

ปฎิทิน

« June 2017»
SMTWTFS
    123
45678910
11121314151617
18192021222324
252627282930 

สมาชิก

ลืมรหัสผ่าน?
สมัครสมาชิก

สถิติ

เปิดเว็บ20/06/2011
อัพเดท15/06/2017
ผู้เข้าชม3,157,992
เปิดเพจ5,202,627
สินค้าทั้งหมด24

 หน้าแรก

 บทความ

 เว็บบอร์ด

 รวมรูปภาพ

 พระบรมสารีริกธาตุ

 โจโฉ รวมเสียงธรรม

 เฟสบุ๊ค

ติดต่อเรา-

view