/music/.mp3 http://www.watkaokrailas.com
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com

 หน้าแรก

 บทความ

 เว็บบอร์ด

 รวมรูปภาพ

 พระบรมสารีริกธาตุ

 โจโฉ รวมเสียงธรรม

 เฟสบุ๊ค

 ติดต่อเรา-แผนที่

ประวัติของพระไตรปิฎก=คลิป

ประวัติของพระไตรปิฎก=คลิป

ต้นเหตุการณ์ทำสังคายนา







---มีพระเถระที่มีส่วนสำคัญ  ต่อการรวบรวมพระธรรมวินัย   ในช่วงหลังพุทธปรินิพพานใหม่ๆ   "พระมหา    กัสสปะ"  เป็นพระเถระที่บวชเมื่อสูงอายุ เพราะต้องรับผิดชอบตระกูล  สนองพระคุณพ่อแม่ของท่าน ท่านอุปสมบทโดยวิธี  "โอวาทานุสารณีอุปสัมปทา"


---เมื่อบวชแล้วได้บำเพ็ญตนเป็นผู้มักน้อยสันโดษ  ครองผ้าบังสุกุลจีวร ๓ ผืน เที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร และอยู่ป่าเป็นวัตร ไม่คนองกายวาจาใจ เมื่อเข้าไปสู่ตระกูล และได้รับยกย่องจากพระศาสดาว่า  "มีคุณธรรมเบื้องสูง" คือ มีความสามารถในการเข้าฌานเสมอกับพระองค์ ประพฤติตนเป็นตัวอย่างแก่อนุชนรุ่นหลังตลอดชีวิต


---ในระยะกาลปรินิพพานของพระพุทธเจ้า   ท่านได้สดับคำของ  "สุภัททภิกษุ" (แก่)  ที่กล่าวจ้วงจาบพระพุทธองค์และพระธรรมวินัย   จึงดำริที่จะทำการสังคายนาพระธรรมวินัย  ให้เป็นหลักพระศาสนา


---หลังถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระศพแล้ว ได้ชักชวนพระอรหันต์ ๕๐๐ รูป ทำสังคายนาพระธรรมวินัย โดยมีท่านเป็นประธาน   มีพระอานนท์    เป็นผู้วิสัชชนาพระธรรม   มีพระอุบาลี   เป็นผู้วิสัชชนาพระวินัย ที่ถ้ำสัตตบรรณคูหา  ใกล้กรุงราชคฤห์   โดยความอุปถัมภ์ของพระเจ้าอชาตศัตรู   ทำอยู่  ๗  เดือนจึงเสร็จ นับเป็นรูปแรกที่ได้รวบรวมพระธรรมวินัยให้เป็นหมวดหมู่ จนเกิดพระไตรปิฎกขึ้น


*การทำสังคายนาเป็นเหตุให้เกิดพระไตรปิฎก


---แม้ในตอนต้น   จะได้ระบุนามของพระเถระหลายท่าน   ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับพระไตรปิฎก   แต่พระไตรปิฎก  ก็เกิดขึ้นภายหลัง   ที่ท่านพระเถระทั้งหลาย   ได้ร่วมกันร้อยกรอง   จัดระเบียบพระพุทธวจนะแล้ว


---ในสมัยของพระพุทธเจ้าเอง   ยังไม่มีการจัดระเบียบหมวดหมู่  ยังไม่มีการจัดเป็นวินัยปิฎก สุตตันตปิฎก และอภิธัมมปิฎก  นอกจากมีตัวอย่างการจัดระเบียบวินัย  ในการสวดปาฏิโมกข์ลำดับสิกขาบททุกกึ่งเดือน ตามพระพุทธบัญญัติและการจัดระเบียบธรรม  ในสังคีติสูตรและทสุตตรสูตร   ที่พระสารีบุตรเสนอไว้   กับตัวอย่างที่พระพุทธเจ้าทรงชี้แจง  วิธีจัดระเบียบพระธรรมแก่พระจุนทะเถระและพระอานนท์ในปาสาทิกสูตร และสามคามสูตร   ดังได้กล่าวไว้แล้วในเบื้องต้น 


---พระพุทธเจ้าประทานพระพุทธโอวาท   ไว้มากหลายต่างกาลเวลา   ต่างสถานที่กัน การที่พระสาวกซึ่งท่องจำกันไว้ได้   และจัดระเบียบหมวดหมู่เป็นปิฎกต่าง ๆ ในเมื่อพระศาสดานิพพานแล้ว พอเทียบได้ดังนี้  


---พระพุทธเจ้าเท่ากับทรงเป็นเจ้าของสวนผลไม้   เช่น   ส้มหรือองุ่น   พระเถระผู้จัดระเบียบหมวดหมู่คำสอน   เท่ากับผู้ที่จัดผลไม้เหล่านั้น   ห่อกระดาษบรรจุลังไม้ เป็นประเภท ๆ  บางอย่างก็ใช้ผงไม้กันกระเทือนใส่แทนห่อกระดาษ  


---ปัญหาเรื่องของภาชนะที่ใส่ผลไม้  เช่น  ลังหรือห่อก็เกิดขึ้น   คือในชั้นแรก   คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้านั้น รวมเรียกว่าพระธรรมพระวินัย เช่น ในสมัยเมื่อใกล้จะปรินิพพาน   พระพุทธเจ้าตรัสกับพระอานนท์ว่า  "ธรรมและวินัยที่เราแสดงแล้ว บัญญัติแล้วแก่ท่านทั้งหลาย ธรรมและวินัยนั้น จะเป็นศาสดาของท่านทั้งหลายเมื่อเราล่วงลับไป"


---จึงเป็นอันกำหนดลงเป็นหลักฐานได้อย่างหนึ่งว่า  ในสมัยของพระพุทธเจ้ายังไม่มีคำว่า "พระไตรปิฎก" มีแต่คำว่า " ธรรมวินัย"


---คำว่า  พระไตรปิฎก หรือ ติปิฎก ในภาษาบาลีนั้น   มาเกิดขึ้นภายหลังที่ทำสังคายนาแล้ว แต่จะภายหลังสังคายนาครั้งที่เท่าไร  จะได้กล่าวต่อไป


---อย่างไรก็ตาม   แม้คำว่า   "พระไตรปิฎก"   จะเกิดขึ้นในสมัยหลังพุทธปรินิพพาน ก็ไม่ทำให้สิ่งที่บรรจุอยู่ในพระไตรปิฎกนั้น   คลายความสำคัญลงเลย   เพราะคำว่า พระไตรปิฎก เป็นเพียงภาชนะ กระจาดหรือลังสำหรับใส่ผลไม้ ส่วนตัวผลไม้หรือนัยหนึ่งพุทธวจนะ ก็มีมาแล้วในสมัยที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนพระศาสนา


*การสวดปาฏิโมกข์ต่างจากการสังคายนาอย่างไร 


---"การสวดปาฏิโมกข์"   คือการ   "ว่าปากเปล่า"   หรือการสวดข้อบัญญัติทางพระวินัย  ๑๕๐  ข้อ  ในเบื้องแรกและ ๒๒๗ ข้อในกาลต่อมาทุก ๆ กึ่งเดือนหรือ ๑๕ วัน เป็นข้อบัญญัติทางพระวินัย ที่ให้พระภิกษุทั้งหลายต้องลงฟังการกล่าวทบทวนข้อบัญญัติทางพระวินัยนี้ทุก  ๑๕  วัน  ถ้าขาดโดยไม่มีเหตุสมควรต้องปรับอาบัติ


---"การสวดปาฏิโมกข์"  นี้   เป็นตัวอย่างอันหนึ่งของการบังคับให้ท่องจำ  ซึ่งข้อบัญญัติทางพระวินัย แต่ไม่ใช่ทุกท่านสวดพร้อมกัน   คงมีผู้สวดรูปเดียว  รูปที่เหลือคอยตั้งใจฟัง และช่วยทักท้วงเมื่อผิด


---ส่วน  "การสังคายนา " นั้น  แปลตามรูปศัพท์ว่า  ร้อยกรอง  คือ  ประชุมสงฆ์จัดระเบียบหมวดหมู่พระพุทธวจนะ  แล้วรับทราบทั่วกันในที่ประชุมนั้นว่าตกลงกันอย่างนี้   แล้วก็มีการท่องจำนำสืบต่อ ๆ มา  ในชั้นเดิมการสังคายนาปรารภเหตุความมั่นคงแห่งพระพุทธศาสนา  จึงจัดระเบียบหมวดหมู่พระพุทธวจนะไว้   ในครั้งต่อ ๆ มาปรากฏว่ามีการถือผิด  ตีความหมายผิด


---ก็มีการชำระวินิจฉัยข้อที่ถือผิด  ตีความหมายผิดนั้น   ชี้ขาดว่าที่ถูกควรเป็นอย่างไร  แล้วก็ทำการสังคายนา  โดยการทบทวนระเบียบเดิมบ้าง   เพิ่มเติมของใหม่  อันเป็นทำนองบันทึกเหตุการณ์บ้าง  จัดระเบียบใหม่ในบางข้อบ้าง


---ในชั้นหลัง ๆ เพียงการจารึกลงในใบลาน   การสอบทานข้อผิดในใบลาน   ก็เรียกกันว่า  "สังคายนา"  ไม่จำเป็นต้องมีเหตุการณ์ถือผิดเข้าใจผิดเกิดขึ้น  แต่ความจริง  เมื่อพิจารณารูปศัพท์แล้ว การสังคายนาก็เท่ากับการจัดระเบียบ  การปัดกวาดให้สะอาด  ทำขึ้นครั้งหนึ่งก็มีประโยชน์ครั้งหนึ่ง   เหมือนการทำความสะอาด การจัดระเบียบที่อยู่อาศัย


---การสังคายนาจึงต่างจากการสวดปาฏิโมกข์   ในสาระสำคัญที่ว่าการสวดปาฏิโมกข์    เป็นการทบทวนความจำของที่ประชุมสงฆ์ทุก กึ่งเดือน เกี่ยวกับข้อปฏิบัติทางพระวินัย,   ส่วนการสังคายนา    ไม่มีกำหนดว่าต้องทำเมื่อไร โดยปกติเมื่อรู้สึกว่าไม่มีการถือเข้าใจผิด  แต่เห็นสมควรตรวจสอบชำระพระไตรปิฎก   แก้ตัวอักษร  หรือข้อความที่วิปลาสคลาดเคลื่อน   ก็ถือกันว่าเป็นการสังคายนา ดังจะกล่าวต่อไป


*ความเป็นมาของพระไตรปิฎก


---การกล่าวถึงความเป็นมาแห่งพระไตรปิฎก  จำเป็นต้องกล่าวถึงเหตุการณ์ตั้งแต่ยังมิได้จดจารึก  เป็นลายลักษณ์อักษร  รวมทั้งหลักฐานเรื่องการท่องจำ และข้อความที่กระจัดกระจายยังมิได้จัดเป็นหมวดหมู่    จนถึงมีการสังคายนา  คือ จัดระเบียบหมวดหมู่   การจารึกเป็นตัวหนังสือการพิมพ์เป็นเล่ม


---ในเบื้องแรกเห็นควรกล่าวถึงพระสาวก ๔ รูป  ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับประวัติความเป็นมาแห่งพระไตรปิฎก คือ  


---๑.พระอานนท์    ผู้เป็นพระอนุชา (ลูกผู้พี่ผู้น้อง) และเป็นผู้อุปฐากรับใช้ใกล้ชิดของพระพุทธเจ้า ในฐานะที่ทรงจำพระพุทธวจนะไว้ได้มาก


---๒.พระอุบาลี    ผู้เชี่ยวชาญทางวินัย ในฐานะที่ทรงจำวินัยปิฎก


---๓.พระโสณกุฏิกัณณะ    ผู้เคยท่องจำบางส่วนแห่งพระสุตตันตปิฎก และกล่าวข้อความนั้นปากเปล่าในที่เฉพาะพระพักตร์ของพระพุทธเจ้า ได้รับสรรเสริญว่าทรงจำได้ดีมาก ทั้งสำเนียงที่กล่าวข้อความออกมาก็ชัดเจนแจ่มใส เป็นตัวอย่างแห่งการท่องจำในสมัยที่ยังไมมีการจารึกพระไตรปิฎกเป็นตัวหนังสือ


---๔.พระมหากัสสปะ    ในฐานะเป็นผู้ริเริ่มให้มีการสังคายนา จัดระเบียบพระพุทธวจนะให้เป็นหมวดหมู่ ในข้อนี้ย่อมเกี่ยวโยงไปถึงพระพุทธเจ้า พระสารีบุตร และพระจุนทะ น้องชายพระสารีบุตร ซึ่งเคยเสนอให้เห็นความสำคัญของการทำสังคายนา คือ จัดระเบียบคำสอนให้เป็นหมวดหมู่  ดังจะกล่าวต่อไป


*พระอานนท์เกี่ยวกับพระไตรปิฎกอย่างไร 

---เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จออกบรรพชา และได้ตรัสรู้แล้วแสดงธรรมโปรดเจ้าลัทธิกับทั้งพระราชาและมหาชนในแว่นแคว้น ต่าง ๆ ในปลายปีแรกที่ตรัสรู้นั้นเอง


---พระพุทธบิดาก็ทรงส่งทูตไปเชิญเสด็จพระศาสดา  ให้ไปแสดงธรรมโปรด ณ กรุงกบิลพัสดุ์ เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จไปถึงกรุงกบิลพัสดุ์  แสดงธรรมโปรดพระพุทธบิดาและพระประยูรญาติแล้ว  พระประยูรญาติต่างพากันเลื่อมใส  ให้โอรสของตนออกบวชในสำนักของพระพุทธเจ้าเป็นอันมาก


---"พระอานนท์" เป็นโอรสของเจ้าชายสุกโกทนศกายะ  ผู้เป็นพระอนุชาของพระเจ้าสุทโธทนะพระพุทธบิดา  เมื่อนับโดยเชื้อสายจึงนับเป็นพระอนุชาหรือลูกผู้น้องของพระพุทธเจ้า  ท่านออกบวชพร้อมกับราชกุมารอื่น ๆ อีก  คือ 


---๑.อนุรุทธะ


---๒.ภัคคุ


---๓.กิมพิละ


---๔.ภัททิยะ


---รวมเป็น ๕ ท่านในฝ่ายศากยวงศ์   เมื่อรวมกับเทวทัตซึ่งเป็นราชกุมารในโกลิยวงศ์ ๑ กับอุบาลี ซึ่งเป็นพนักงานภูษามาลา   มีหน้าที่เป็นช่างกัลบกอีก ๑ จึงรวมเป็น  ๗ ท่านด้วยกัน


---ใน  ๗  ท่านนี้เมื่ออกบวชแล้วก็มีชื่อเสียงมากอยู่ ๔  ท่าน  คือ

 

---พระอานนท์     เป็นพุทธอุปฐาก ทรงจำพระพุทธวจนะได้มาก


---พระอนุรุทธ์     ชำนาญในทิพยจักษุ


---พระอุบาลี     ทรงจำและชำนิชำนาญในทางพระวินัย


---พระเทวทัต     มีชื่อเสียงในทางก่อเรื่องยุ่งยากในสังฆมณฑล  จะขอปกครองคณะสงฆ์แทนพระพุทธเจ้า


---กล่าวเฉพาะ  พระอานนท์   เป็นผู้ที่สงฆ์เลือกให้ทำหน้าที่เป็นพุทธอุปฐาก คือ ผู้รับใช้ใกล้ชิดพระพุทธเจ้า  ก่อนที่จะรับหน้าที่นี้  ท่านได้ขอพรหรือนัยหนึ่งเงื่อนไข  ๘  ประการจากพระพุทธเจ้า เป็นเงื่อนไขฝ่ายปฏิเสธ ๔ ข้อ  เงื่อนไขฝ่ายขอร้อง ๔ ข้อ คือ 


*เงื่อนไขฝ่ายปฏิเสธ


---๑.ถ้าพระผู้มีพระภาค  จักไม่ประทานจีวรอันประณีตที่ได้แล้วแก่ข้าพระองค์


---๒.ถ้าพระผู้มีพระภาค  จักไม่ประทานบิณฑบาต (คืออาหาร) อันประณีตที่ได้แล้วแก่ข้าพระองค์


---๓.ถ้าพระผู้มีพระภาค  จักไม่โปรดให้ข้าพระองค์อยู่ในที่ประทับของพระองค์


---๔.ถ้าพระผู้มีพระภาค  จักไม่ทรงพาข้าพระองค์ไปในที่นิมนต์


*เงื่อนไขฝ่ายขอร้อง


---๕.ถ้าพระองค์จัดเสด็จไปสู่ที่นิมนต์ ที่ข้าพระองค์รับไว้


---๖.ถ้าข้าพระองค์จักนำบริษัทซึ่งมาเฝ้าพระองค์แต่ที่ไกล  ให้เข้าเฝ้าได้ในขณะที่มาแล้ว


---๗.ถ้าความสงสัยของข้าพระองค์เกิดขึ้นเมื่อใด  ขอให้ได้เข้าเฝ้าทูลถามเมื่อนั้น


---๘.ถ้าพระองค์ทรงแสดงข้อความอันใดในที่ลับหลังข้าพระองค์  ครั้นเสด็จมาแล้วจักตรัสบอกข้อความอันนั้นแก่ข้าพระองค์


---พระพุทธเจ้าตรัสถามว่า  "ที่ขอเงื่อนไขฝ่ายปฏิเสธนั้นเพื่ออะไร" 


---พระอานนท์กราบทูลว่า      "เพื่อป้องกันผู้กล่าวหาว่า  ท่านอุปฐากพระพุทธเจ้า   เพราะเห็นแก่ลาภ  สักการะ


---ส่วนเงื่อนไขฝ่ายขอร้อง ๔ ข้อนั้น  เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสถาม ท่านก็กราบทูลว่า ๓ ข้อต้น  เพื่อป้องกันผู้กล่าวหาว่า  พระอานนท์จะอุปฐากพระพุทธเจ้าทำไม  ในเมื่อพระพุทธเจ้าไม่ทรงอนุเคราะห์  แม้ด้วยเรื่องเพียงเท่านี้ 


---ส่วนเงื่อนไขข้อสุดท้าย   ก็เพื่อว่าถ้ามีใคร   ถามท่านในที่ลับหลัง   พระพุทธเจ้า ว่า   "คาถานี้  สูตรนี้  ชาดกนี้   พระผู้มีพระภาคทรงแสดงในที่ไหน"   ถ้าพระอานนท์ตอบไม่ได้ ก็จะมีผู้กล่าวว่า  "พระอานนท์ตามเสด็จพระศาสนาไปดุจเงาตามตัว แม้เรื่องเพียงเท่านี้ก็ไม่รู้"  เมื่อพระอานนท์กราบทูลชี้แจงดังนั้นแล้ว   พระศาสดาก็ทรงตกลงประทานพรหรือเงื่อนไขทั้งแปดข้อ


---เฉพาะพรข้อที่ ๘ เป็นอุปการะแก่การที่จะรวบรวมพระพุทธวจนะเป็นหมวดหมู่อย่างยิ่ง    เพราะเมื่อพระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว   พระอานนท์ได้รับหน้าที่ตอบคำถามเกี่ยวกับพระธรรม (พระอุบาลี วินัย) เพื่อจัดระเบียบคำสอนให้เป็นหมวดหมู่ในคราวสังคายนาครั้งที่  ๑  ซึ่งกระทำภายหลังพุทธปรินิพพาน  ๓  เดือน


---ในสมัยที่วิชาหนังสือ   ยังไม่เจริญพอที่จะใช้บันทึกเรื่องราวได้ดั่งในปัจจุบัน   อันเป็นสมัยที่ไม่มีการจด มนุษย์ก็ต้องอาศัยความจำ  เป็นเครื่องมือสำคัญในการบันทึกเรื่องราวนั้น ๆ ไว้ แล้วบอกเล่าต่อ ๆ กันมา การทรงจำและบอกกันด้วยปากต่อ ๆ กันมานี้ เรียกในภาษาบาลีว่า "มุขปาฐะ"


---พระอานนท์เป็นผู้ได้รับการยกย่องจากพระบรมศาสดาว่า " มีความทรงจำดี  สดับตรับฟังมาก"  นับว่าท่านได้มีส่วนสำคัญในการรวบรวมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า  แล้วจัดเป็นหมวดหมู่ต่าง ๆ สืบมาจนทุกวันนี้


*พระอุบาลีเกี่ยวข้องกับพระไตรปิฎกอย่างไร 


---เรื่องของ "พระอุบาลี"    ผู้เคยเป็นพนักงานภูษามาลา  อยู่ในราชสำนักแห่งกรุงกบิลพัสดุ์  ก็น่าสนใจอยู่ไม่น้อย  


---ท่านออกบวชพร้อมกับพระอานนท์และราชกุมารอื่น ๆ  ดังกล่าวแล้วข้างต้น   และในฐานที่ท่านเป็นคนรับใช้มาเดิม   ก็ควรจะเป็นผู้บวชคนสุดท้าย แต่เจ้าชายเหล่านั้นตกลงกันว่า  ควรให้อุบาลีบวชก่อน  ตนจะได้กราบไหว้อุบาลีตามพรรษาอายุ  เป็นการแก้ทิฏฐิมานะ  ตั้งแต่เริ่มแรกในการออกบวช   แต่ท่านก็มีความสามารถสมกับเกียรติที่ได้รับจากราชกุมารเหล่านั้น คือเมื่อบวชแล้วท่านมีความสนใจกำหนดจดจำทางพระวินัยเป็นพิเศษ


---มีเรื่องเล่าในพระวินัยปิฎก (เล่มที่ ๗) ว่า  พระพุทธเจ้าทรงแสดงเรื่องวินัยแก่ภิกษุทั้งหลาย แล้วทรงสรรเสริญวินัย  กับสรรเสริญท่านพระอุบาลีเป็นอันมาก  ภิกษุทั้งหลายจึงพากันไปเรียนวินัยจากพระอุบาลี


---นอกจากนั้น  ในวินัยปิฎก (เล่มที่ ๙)  มีพระพุทธภาษิตโต้ตอบกับพระอุบาลีในข้อปัญหาทางพระวินัยมากมาย   เป็นการเฉลยข้อถามของพระเถระ   เรียกชื่อหมวดนี้ว่า  "อุปาลิปัญจกะ"  มีหัวข้อสำคัญถึง ๑๔ เรื่อง  


---ในการทำสังคายนาครั้งที่  ๑  ท่านพระอุบาลีได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ตอบคำถามเกี่ยวกับวินัยปิฎก จึงนับว่า  ท่านเป็นผู้มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงในการช่วยรวบรวมข้อพระวินัยต่าง ๆ ทั้งของภิกษุและภิกษุณีให้เป็นหมวดหมู่หลักฐานมาจนทุกวันนี้


*พระโสณกุฏิกัณณะเกี่ยวข้องกับพระไตรปิฎกอย่างไร 


---ความจริงท่านผู้นี้ไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับพระไตรปิฎก  แต่ประวัติของท่านมีส่วนเป็นหลักฐานในการท่องจำพระไตรปิฎก  อันช่วยให้เกิดความเข้าใจดี  ในเรื่องความเป็นมาแห่งพระไตรปิฎก จึงได้นำเรื่องของท่านมากล่าวไว้ในที่นี้ด้วย


---เรื่องของท่านผู้นี้ปรากฎในพระสุตตันตปิฎกเล่ม  ๒๕  มีใจความว่า  เดิมท่านเป็นอุบาสก  เป็นผู้รับใช้ใกล้ชิด  ของพระมหากัจจายนเถระ   พำนักอยู่ใกล้ภูเขาอันทอดเชื่อมเข้าไปในนคร ชื่อ กุรุรฆระ   ในแคว้นอวันตี


---ท่านเลื่อมใส  ในพระกัจจายนเถระ  และเลื่อมใสที่จะบรรพชาอุปสมบท  พระเถระกล่าวว่า  เป็นการยากที่จะประพฤติพรหมจรรย์  ท่านจึงแนะนำให้เป็นคฤหัสถ์ประพฤติตนแบบอนาคาริกะ คือ ผู้ไม่ครองเรือนไปก่อน  แต่อุบาสกโสณกุฏิกัณณะรบเร้าบ่อย ๆ ท่านจึงบรรพชาให้ต่อมาอีก ๓ ปี จึงรวบรวมพระได้ครบ ๑๐ รูป  จัดการอุปสมบทให้หมายความว่าพระโสณะ  ต้องบรรพชาเป็นสามเณรอยู่ ๓ ปี จึงได้อุปสมบทเป็นภิกษุ


---ต่อมา  ท่านลาพระมหากัจจายนเถระ  เดินทางไปเฝ้าพระผู้มีพระภาค ณ เชตวนาราม กรุงสาวัตถี เมื่อไปถึงและพระพุทธเจ้าตรัสถาม   ทราบความว่า   เดินทางไกลมาจากอวันตีทักขิณบถ คืออินเดียภาคใต้ จึงตรัสสั่งพระอานนท์ให้จัดที่พักให้   พระอานนท์พิจารณาว่า  พระองค์คงปรารถนาจะสอบถามอะไรกับภิกษุรูปนี้เป็นแน่แท้  จึงจัดที่พักให้ในวิหารเดียวกันกับพระพุทธเจ้า


---ในคืนวันนั้น  พระผู้มีพระภาคประทับนั่งอยู่กลางแจ้งจนดึก  จึงเสด็จเข้าสู่วิหาร   แม้พระโสณกุฏกัณณะก็นั่งอยู่กลางแจ้งจนดึกจึงเข้าสู่วิหาร


---ครั้นเวลาใกล้รุ่ง   พระพุทธเจ้าจึงตรัสเชิญให้พระโสณะกล่าวธรรม ซึ่งท่านได้กล่าวสูตรถึง  ๑๖  สูตร อันปรากฏให้อัฏฐกวัคค์ (สุตตนิบาต พระสุตตันติปิฎก เล่มที่ ๒๕) จนจบ  เมื่อจบแล้ว   พระผู้มีพระภาคทรงอนุโมทนาสรรเสริญความทรงจำ     และท่วงทำนองในการกล่าว    ว่าไพเราะสละสลวย   แล้วตรัสถามเรื่องส่วนตัวอย่างอื่นอีก   เช่นว่า   มีพรรษาเท่าไร,   ออกบวชด้วยมีเหตุผลอย่างไร.


---เรื่องนี้เป็นตัวอย่างอันดีในเรื่องความเป็นมาแห่งพระไตรปิฎก  ว่าได้มีการท่องจำกันตั้งแต่  ครั้งพระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่   ใครสามารถหรือพอใจจะท่องจำส่วนไหน   ก็ท่องจำส่วนนั้น   ถึงกับมีครูอาจารย์กันเป็นสาย ๆ   เช่น   สายวินัย   ดังจะกล่าวข้างหน้า


*พระมหากัสสปะเกี่ยวข้องกับพระไตรปิฎกอย่างไร 


---พระมหากัสสปะ  เป็นผู้บวชเมื่อสูงอายุ  ท่านพยายามปฏิบัติตนในทางเคร่งครัด แม้จะลำบากบ้างก็แสดงความพอใจว่าจะได้เป็นตัวอย่างแก่ภิกษุรุ่นหลัง  พระศาสดาทรงสรรเสริญท่านว่าเป็นตัวอย่างในการเข้าสู่สกุลชักกายและใจห่าง  ประพฤติตนเป็นคนใหม่ ไม่คะนองกายวาจาใจในตระกูล  นอกจากนั้นยังทรงสรรเสริญในเรื่องความสามารถในการเข้าฌานสมาบัติ


---ท่านเป็นพระผู้ใหญ่  แม้ไม่ใคร่สั่งสอนใครมาก  แต่ก็สั่งสอนคนในทางปฏิบัติ  คือ  ทำตัวเป็นแบบอย่าง เมื่อพระศาสดาปรินิพพานแล้ว   ท่านได้เป็นหัวหน้าชักชวนพระสงฆ์ให้ทำสังคายนา  คือ  ร้อยกรอง หรือจัดระเบียบพระธรรมวินัย


---นับว่าท่านเป็นผู้มีส่วนสำคัญยิ่งในการทำให้เกิดพระไตรปิฎก  อนึ่ง ในการทำสังคายนาครั้งที่ ๑ ซึ่งท่านชักชวนให้ทำขึ้นนั้น   ท่านเองเป็นผู้ถามทั้งพระวินัยและพระธรรม   ท่านพระอุบาลี   เป็นผู้ตอบเกี่ยวกับพระวินัย ท่านพระอานท์    เป็นผู้ตอบเกี่ยวกับพระธรรม ซึ่งจะกล่าวรายละเอียด  ในตอนที่ว่าด้วยสังคายนา


---ได้กล่าวไว้แล้วว่า ในการปรารภนามของพระเถระ ๔ รูป ประกอบความรู้เรื่องความเป็นมาแห่งพระไตรปิฎก  คือ พระอานนท์, พระอุบาลี, พระโสณกุฏิกัณณะ และพระมหากัสสปะ  นั้นทำให้ความเกี่ยวโยงไปถึงพระพุทธเจ้า พระสารีบุตรและพระจุนทะ (น้องชายพระสารีบุตร) คือ  


*พระพุทธเจ้าทรงแนะนำให้ร้อยกรองพระธรรมวินัย


---สมัยเมื่อนครนถนาฏบุตร  ผู้เป็นอาจารย์เจ้าลัทธิสำคัญคนหนึ่งสิ้นชีพ  สาวกเกิดแตกกันพระจุนทเถระ  ผู้เป็นน้องชายพระสารีบุตร  เกรงเหตุการณ์เช่นนั้น  จะเกิดแก่พระพุทธศาสนา  จึงเข้าไปหาพระอานนท์เล่าความให้ฟัง  พระอานนท์จึงชวนไปเฝ้าพระพุทธเจ้า  เมื่อกราบทูลแล้วพระองค์ได้ตรัสตอบ  ด้วยข้อความเป็นอันมาก  แต่มีอยู่ข้อหนึ่งที่สำคัญยิ่ง (ปาสาทิกสูตร พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๑ หน้า ๑๒๘ ถึงหน้า ๑๕๖) คือ ในหน้า ๑๓๙ พระผู้มีพระภาคตรัสบอก  พระจุนทะแนะให้รวบรวม  ธรรมภาษิตของพระองค์และทำสังคายนา คือ จัดระเบียบทั้งโดยอรรถและพยัญชนะ  เพื่อให้พรหมจรรย์ตั้งมั่นยื่งยืนสืบไป


---พระพุทธภาษิตที่แนะนำให้รวบรวมพุทธวจนะร้อยกรอง  จัดระเบียบหมวดหมู่นี้ ถือได้ว่าเป็นเริ่มต้นแห่งการแนะนำ เพื่อให้เกิดพระไตรปิฎกดั่งที่เป็นอยู่ทุกวันนี้


 

*พระสารีบุตรแนะนำให้ร้อยกรองพระธรรมวินัย