/music/.mp3 http://www.watkaokrailas.com
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com

 หน้าแรก

 บทความ

 เว็บบอร์ด

 รวมรูปภาพ

 พระบรมสารีริกธาตุ

 โจโฉ รวมเสียงธรรม

 เฟสบุ๊ค

 ติดต่อเรา-แผนที่

พระอริยะบุคคล มี 4 ประเภท

พระอริยะบุคคล มี 4 ประเภท

พระอริยะบุคคลมี 4 ประเภท ดังนี้







*1.พระโสดาบันบุคคล



---คือ ท่านผู้ที่เพียรปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน จนวิปัสสนาญาณบังเกิดขึ้น ทั้ง 16 ญาณ เป็นครั้งแรก ทำให้กิเลสต่างๆ เบาบางอย่างมากมายและสามารถละกิเลสได้อย่างสิ้นเชิง 3 ประการ ในสัญโญชน์ 10 ประการ คือ


---1.1สักกายทิฐิสัญโญชน์   คือ  การยึดถือเป็นตัวตนผิดๆ ในรูปนามนั้นๆ


---1.2วิจิกิจฉาสัญโญชน์  คือ  ความสงสัย ในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ หรือความสงสัยในสิ่งต่างๆ จน  ฟุ้งซ่านจนควบคุมจิตใจไม่อยู่  เป็นบ่อเกิดโรคจิต,  โรคหวาดระแวงโดยไร้สาเหตุ, โรควิตกกังวัลจนผิดปกติ รวมความแล้วคือ  สงสัยลังเลจนเลยเถิด


---1.3สีลัพพตปรามาสสัญโญชน์   คือ  การถือข้อวัตรปฏิบัติผิดไม่ถูกทาง 


---มากล่าวถึงคำว่า  "สัญโญชน์ 10"  ก็คือ  กิเลสหรืออนุสัยกิเลสที่นอนสงบนิ่งอยู่ในจิต เมื่อมีสิ่งอื่นใดมากระตุ้นหรือกวนให้กิเลสนี้  กระจายขึ้นมา  กลายเป็น ราคะ,  โทษะและโมหะ ให้เห็นทั้งทางใจ,  ทางวาจา และทางร่างกาย มี  10  ประการ  ดังนี้ 


---1.สักกายทิฐิสัญโญชน์  คือ  การยึดถือเป็นตัวตนผิดๆ ในรูปนามนั้นๆ


 ---2.วิจิกิจฉาสัญโญชน์   คือ  ความสงสัยใน พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์


---3.สีลัพพตปรามาสสัญโญชน์  คือ  การถือข้อวัตรปฏิบัติผิด ไม่ถูกทางทั้ง  3  ประการข้างบน    พระโสดาบัน ละได้อย่างเด็ดขาด


---4.กามราคะสัญโญชน์  คือ  การมีกามราคะ


---5.ปฏิฆะสัญโญชน์   คือ  ความขุ่นเคือง ความโกรธทั้ง 5 ประการข้างบน  พระอนาคามี ละได้อย่างเด็ดขาด


---6.รูปราคะสัญโญชน์   คือ  ความยินดีในรูปภพ


---7.อรูปราคะสัญโญชน์  คือ  ความยินดีในอรูปภพ


---8.มานะสัญโญชน์  คือ  ความถือตัว


---9.อุทธัจจะสัญโญชน์  คือ  ความที่จิตฟุ้งไป ไม่สามารถตั้งอยู่อารมณ์เดียวได้นาน


---10.อวิชชาสัญโญชน์   คือ  สภาพไม่รู้,  ความมืดหลงของจิต,  หรือโมหะทั้ง 10  ประการ   พระอรหันต์ ละได้อย่างเด็ดขาด


---เมื่อท่านทั้งหลายทราบถึง สัญโญชน์ 10 ประการแล้ว ก็จะมากล่าวถึง "คุณวิเศษของพระโสดาบัน"  ต่อ ดังมีอยู่ในพระสูตรหนึ่ง  พระพุทธเจ้าทรงเปรียบเทียบ  ให้ทราบถึงกิเลสและความทุกข์ที่เหลือของพระโสดาบันกับปุถุชน ให้เข้าใจดังนี้



---มีอยู่ครั้งหนึ่งพระพุทธเจ้าทรงตรัสบอกกับพระภิกษุว่า    "ภิกษุทั้งหลายเธอ  จงหยิบเศษดินบนแผ่นดินมาหนึ่งกำมือ"


---เมื่อภิกษุหยิบเศษดินขึ้นมาหนึ่งกำมือแล้ว, พระพุทธเจ้าทรงตรัสถามว่า   "เธอทั้งหลายจงเปรียบเทียบดูจำนวนเศษดินที่อยู่ในมือกับแผ่นดิน  ต่างกันมากใช่ไหม่" 


---พระภิกษุตอบว่า "ใช่ครับ"   พระพุทธเจ้าจึงอธิบายให้ทราบ    "เศษดินที่อยู่ในมือเธอ  เปรียบเสมือนกิเลสที่เหลืออยู่  ของพระโสดาบันบุคคล แต่แผ่นดินนั้น เปรียบเสมือนกิเลสที่มีอยู่ของปุถุชนทั้งหลาย  ดังนั้นความทุกข์เร่าร้อนที่พระโสดาบันได้รับ  ย่อมน้อยกว่าปุถุชนมากมายจนประมาณไม่ได้"


 

*คุณวิเศษที่พระโสดาบันได้รับมีดังนี้


---1.สามารถเข้าผลสมาบัติตามฐานของพระโสดาบันได้


---2.จะไม่ไปเกิดในอบายภูมิ คือ สัตว์เดรัจฉาน,  เปรต อสุรกายและสัตว์นรกอีกเลย  เพราะกิเลสที่จะก่อให้เกิด ทำกุศลกรรมที่ร้ายแรงที่ต้องให้ไปเกิดในอบายภูมิ ย่อม ไม่มีอีกแล้ว


---3.จะเกิดในภพมนุษย์ หรือสวรรค์ หรือพรหม ตามบุญกุศล หรือตามกำลังสมาธิ ของแต่ละท่าน



---4.จะมาเกิดในภพมนุษย์อย่างมากที่สุดไม่เกิน 7 ชาติ ก็จะบรรลุเป็นพระอรหันต์เข้าสู่พระนิพพาน


*ประเภทของพระโสดาบันบุคคลแบ่งได้ 3 ประเภท


---1.เอกพิชีโสดาบัน


---คือ จะกลับมาเกิดในโลกมนุษย์เพียงชาติเดียว แล้วปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานต่อ จนบรรลุเป็นพระอรหันต์แล้วดับขันธ์ปรินิพพานในชาตินั้น


---2.โกลังโกละโสดาบัน


---คือ ท่านที่จะมาเกิดบนโลกมนุษย์อีก 2 ถึง 3 ชาติ แล้วมีโอกาศได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ ดับขันธ์สู่พระนิพพาน


---3.สัตตักขัตตุปรมโสดาบัน


---คือ ท่านที่จะมาเกิดบนโลกมนุษย์ มากกว่า 3 ชาติ แต่ไม่เกิน 7 ชาติ แล้วมีโอกาศบรรลุเป็นพระอรหันต์ ดับขันธ์นิพพาน

 

*พระอริยะบุคคลประเภทที่ 2. 


---พระสกิทาคามี


---คือ  พระอริยะบุคคลที่ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานครบ 16 ญาณ ในรอบแรกแล้ว ยังเพียรกำหนดวิปัสสนากรรมฐานต่อ จนวิปัสสนาญานบังเกิดขึ้นในรอบที่ 2  ตั้งแต่ญาณที่ 4  อุทยัพพยญาณจนญานที่  12   อนุโลมญาณ


---ชึ่งวิปัสสนาญาณนั้น เกิดขึ้นอย่างละเอียดอ่อน แจ่มแจ้งกว่าสภาวญาณที่เคยผ่านมาแล้ว และติดตามด้วย  โวทานะแทนโคตรภูญาณ เพราะท่านเป็นอริยะบุคคลแล้ว


---หลังจากนั้น บรรลุถึงพระสกิทาคามีมรรค และเมื่อผ่านตลอดทั้ง 16 ญาณในรอบที่ 2 กิเลสที่มีอยู่จะเบาบางจากเดิมที่มีอยู่ในทันที่  แต่ไม่สามารถ ละสัญโญชน์ที่เหลืออยู่ให้ตัวใดตัวหนึ่งขาดหายโดยสิ้นเชิง แต่กิเลสของท่านเบาบางกว่าพระโสดาบันอย่างมาก ดำรงค์ฐานะเป็นพระสกิทาคามีบุคคล


*คุณวิเศษที่พระสกิทาคามีได้รับมีดังนี้


---1.สามารถเข้าผลสมาบัติตามฐานของพระสกิทาคามีได้


---2.จะไม่ไปเกิดในอบายภูมิ คือ สัตว์เดรัจฉาน เปรต อสุรกาย และสัตว์นรก อีกเลย เพราะกิเลสที่จะก่อให้เกิดทำอกุศลกรรมที่ร้ายแรง ที่ต้องให้ไปเกิดในอบายภูมิ ย่อมไม่มีอีกแล้ว


---3.จะเกิดในภพมนุษย์ หรือ สวรรค์ หรือ พรหม ตามบุญกุศล หรือตามกำลังสมาธิ ของแต่ละท่าน


---4.จะมาเกิดในภพมนุษย์อย่างมากที่สุดเพียง 1 ชาติ ก็จะบรรลุเป็นพระอรหันต์ดับขันธ์นิพพาน


*พระอริยะบุคคลประเภทที่ 3.


---พระอนาคามีบุคคล


---คือ พระอริยะบุคคลที่ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานครบ 16 ญาณในรอบที่ 2 แล้ว ก็ยังกำหนดวิปัสสนากรรมฐานต่อ จนวิปัสสนาญานบังเกิดขึ้นในรอบที่ 3 ตั้งแต่ญาณที่ 4 อุทยัพพยญาณจนญานที่ 12 อนุโลมญาณ


---ชึ่งวิปัสสนาญาณนั้น  เกิดขึ้นอย่างละเอียดอ่อน แจ่มแจ้งกว่าสภาวญาณที่เคยผ่านมาแล้ว และติดตามด้วย โวทานะแทนโคตรภูญาณ เพราะท่านเป็นอริยะบุคคลแล้ว ก็บรรลุถึง พระอนาคามีมรรค และเมื่อผ่านตลอดทั้ง 16 ญาณในรอบที่ 3 กิเลสที่มีอยู่จะเบาบางจากเดิมที่มีอยู่ในทันทีและสามารถละสัญโญชน์ทีเหลืออยู่ได้อีก 2 สัญโญชน์อย่างสิ้นเชิง ได้แก่ กามราคะสัญโญชน์ และปฏิคะสัญโญชน์ ก็คือ ละกามและโทษะได้อย่างเด็ดขาด ดำรงฐานะเป็น  พระอนาคามีบุคคล


*คุณวิเศษที่พระอนาคามีได้รับมีดังนี้


---1.สามารถเข้าผลสมาบัติตามฐานของพระอนาคามีได้ แต่ท่านที่เคยฝึกสมาธิถึงฌานที่ 4 ท่านสามารถเข้านิโรธสมาบัติได้หรือบางท่านบังเกิดมีวิชา 3 อภิญญา 5 สามารถสำแดงฤทธิ์เดชได้


---2.ถ้ายังไม่บรรลุเป็นพระอรหันต์ จะไปเกิดใน พรหมโลก ชั้นสุทาวาสพรหม อย่างเดียว จะไม่มาเกิดในมนุษย์โลกนี้อีกเลย แล้วจะบรรลุเป็นพระอรหันต์ ดับขันธ์นิพพานบนสุทาวาสพรหมนั้น


---ชั้นสุทาวาสพรหม เป็นชั้นของพระพรหม ที่เป็นที่จุติของพระอนาคามีอริยบุคคลในพระพุทธศาสนา อย่างเดียวเท่านั้น ซึ่งสามารถแบ่งลำดับชั้นในสุทาวาสพรหมได้อีก 5 ชั้น จากลำดับล่างไปสู่ชั้นสูง ดังนี้


---ชั้นอวิหาภูมิ


---ชั้นอตัปปาภูมิ


---ชั้นสุทัสสาภูมิ


---ชั้นสุทัสสีภูมิ


---ชั้นอกนิฏฐกาภูมิ


---ซึ่งพระอนาคามีท่านจะไปจุติตามชั้นต่างๆ ตามกำลังพละ 5 ของท่านที่เด่นชัด

 

---พระอริยบุคคลประเภทที่  ๔.  พระอรหันต์  สิ้นอาสวะกิเลสสิ้นภพและชาติทั้งหมด


 

*อริยบุคคลแบ่งตามประเภทใหญ่


*เสขะ


---เสขะ แปลว่า ผู้ยังต้องศึกษาอยู่ คือ ยังต้องศึกษาไตรสิกขา คือ อธิศีล, อธิสมาธิ, อธิปัญญา เพื่อบรรลุมรรคผลที่สูงขึ้นไปอีก เรียกเต็มว่า "พระเสขะ" หรือ "เสขบุคคล"


---เสขะ  คือ  พระอริยบุคคลที่ยังไม่ได้บรรลุ อรหันตผล หรือยังไม่ได้เป็นพระอรหันต์ ได้แก่ พระโสดาบัน พระสกทาคามี และพระอนาคามี  เสขะ หากได้บรรลุอรหันตผลเป็นพระอรหันต์แล้ว ก็เป็นอันพ้นจากความเป็นเสขะ และได้ชื่อว่าใหม่ว่า  "อเสขะ"


*อเสขะ


---อเสขะ แปลว่า ผู้ไม่ต้องศึกษาอีก คือ ไม่ต้องศึกษาไตรสิกขา คือ อธิศีล, อธิสมาธิ, อธิปัญญา  อีกต่อไป เพราะได้ศึกษาจบโดยได้บรรลุอรหันตผลแล้ว เรียกเต็มว่า  "พระอเสขะ" หรือ "อเสขบุคคล"


---อเสขะ ได้แก่  พระอริยบุคคลระดับสูงสุด คือ พระอรหันต์ ผู้เสร็จกิจการศึกษาไตรสิกขาแล้ว ผู้ไม่มีกิจที่จะต้องบำเพ็ญเพื่อละกิเลสอีก

 

 *อริยบุคคลแบ่งตามประเภทบุคคล


 *โสดาบัน


---โสดาบัน แปลว่า ผู้เข้าถึงกระแสธรรม ผู้แรกถึงกระแสธรรม (คืออริยมรรค) เป็นชื่อเรียกพระอริยบุคคลประเภทแรกใน ๔ ประเภท คือ โสดาบัน, สกทาคามี, อนาคามี, อรหันต์  ผู้ได้บรรลุโสดาปัตติผลแล้วด้วยการละสังโยชน์ เบื้องต่ำ ๓ ประการได้คือ  


---1.สักกายทิฏฐิ คือ ความเห็นเป็นเหตุถือตัวตน เช่นเห็นว่ากายนี้ใจนี้ไม่เป็นตัวตนของเรา


---2.วิจิกิจฉา คือ ความลังเลสงสัย เช่น สงสัยในข้อปฏิบัติของตนว่าถูกต้องหรือไม่ สงสัยในพระรัตนตรัยหรือในอริยสัจ ๔ ว่ามีจริงหรือไม่  


---3.สีลัพพตปรามาส  คือ ความเชื่อถือ ยึดมั่นว่าความศักดิ์สิทธิ์มีได้ด้วยศีลและพรตอย่างนั้นอย่างนี้ ข้อนี้ขยายความได้ว่า  รักษาศีลแต่เพียงทางกาย ทางวาจา แต่ใจยังไม่เป็นศีล หรืออย่างน้อยก็ยังไม่เป็นศีลตลอดเวลา


    ---ความเป็นพระโสดาบันนี้  ก็เช่นเดียวกับความเป็นพระอริยบุคคล ประเภทอื่นๆ ที่มิได้จำกัดอยู่เฉพาะเพศบรรพชิต (นักบวช) เท่านั้น แม้ คฤหัสถ์ คือ ชายหรือหญิงผู้ครองเรือน ก็สามารถเป็นพระโสดาบันได้


    ---เช่น ในสมัยพุทธกาล คฤหัสถ์ที่เป็นพระโสดาบันที่มีชื่อเสียงก็มีจำนวนมากได้แก่ นางวิสาขามหาอุบาสิก  อนาถบิณฑิกเศรษฐี พระเจ้าพิมพิสาร เป็นต้น


    ---การเข้าถึงกระแสธรรมของพระโสดาบันนั้น เป็นการยกระดับจิตใจของท่านอย่างถาวร ทำให้ท่านไม่สามารถกลับมาเป็นปุถุชนได้อีก เป็นผู้ที่จะไม่ไปเกิดในอบายภูมิ (เช่น นรก หรือ เดียรฉาน) ทั้งยังเป็นผู้ที่จะบรรลุพระนิพพานในเบื้องหน้าอย่างแน่นอน


    *โสดาบันอาจจำแนกได้เป็น


    ---จูฬโสดาบัน คือ กัลยาณปุถุชนผู้แทงตลอดลำดับแห่งนามรูปปริเฉทญาณ ที่ ๑ ถึง ลำดับโคตรภูญาณที่ ๑๓ ตามสมควร


    ---มหาโสดาบัน คือ อริยบุคคลผู้แทงตลอดในลำดับแห่งญาณ ๑๖ โดยสมบูรณ์


    *สกทาคามี


    ---สกทาคามี หรือ สกิทาคามี แปลว่า ผู้กลับมาเพียงครั้งเดียว เป็นชื่อเรียกพระอริยบุคคลลำดับ ที่ ๒ ใน ๔ ประเภท ที่เรียกว่า "ผู้กลับมาเพียงครั้งเดียว" หมายถึง พระสกิทาคามี  จะเกิดในกามาวจรภพ อีกเพียงครั้งเดียวเท่านั้น  ก็จะถึงพระนิพพาน ผู้ได้บรรลุสกทาคามิผล คือ ผู้ที่ละสังโยชน์เบื้องต่ำ ๓ ประการแรกได้  เช่นเดียวกับพระโสดาบัน อีกทั้งทำสังโยชน์เบื้องต่ำอีกสองประการที่เหลือให้เบาบางลงด้วยคือ


    ---กามราคะ หมายถึง ความพอใจในกาม คือ การความเพลินในการได้เสพ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ธรรมารมณ์ ที่น่าพอใจ


    ---ปฏิฆะ หมายถึง ความกระทบกระทั่งในใจ คล้ายความพยาบาทอย่างละเอียดหากสังโยชน์เบื้องต่ำทั้งสองประการนี้หมดไป ก็จะเป็น พระอนาคามี



    *อนาคามี


    ---อนาคามี แปลว่า ผู้ไม่มาเกิดอีก  หมายความว่า จะไม่กลับมาเกิด ในกามาวจรภพอีก แต่จะเกิดใน พรหมโลก อีกเพียงครั้งเดียว แล้วจะนิพพานจากพรหมโลกนั้นเลย เป็นชื่อเรียกพระอริยบุคคลประเภทที่ ๓ ใน ๔ ประเภท คือ โสดาบันสกทาคามี, อนาคามี, อรหันต์ เป็นผู้ละสังโยชน์เบื้องต่ำ (โอรัมภาคิยสังโยชน์) ทั้ง ๕ ประการได้แล้ว ยังเหลือสังโยชน์เบื้องสูง (อุทธัมภาคิยสังโยชน์) อีก ๕ ประการ คือ


    ---1.รูปราคะ   หมายถึง   ความพอใจในรูปฌาน หรือ รูปธรรมอันประณีต หรือ ความพอใจในรูปภพ


    ---2.อรูปราคะ  หมายถึง   ความพอใจในรูปฌาน หรือ พอใจในอรูปธรรม เช่น ความรู้ เป็นต้น หรือ    ความพอใจในอรูปภพ


    ---3.มานะ  หมายถึง  ความสำคัญตนว่าเป็นนั่นเป็นนี่ เช่น เป็นพระอนาคามี (แม้ว่าจะเป็นจริงๆ) เป็นต้น


    ---4.อุทธัจจะ คือ  ความฟุ้งของจิต


    ---5.อวิชชา  คือ  ความไม่รู้แจ้ง


      ---อนึ่งพึงเข้าใจว่า แม้สังโยชน์เบื้องสูงบางข้อ จะมีชื่อเหมือนกิเลสอย่างหยาบ ที่ยังมีในปถุชน (ผู้ยังไม่เป็นบรรลุเป็นพระอริยบุคคล)เช่น มานะ อุทธัจจะ หรือ อวิชชา แต่สังโยชน์เบื้องสูง  อันเป็นกิเลสที่ยังหลงเหลือ  อยู่ในจิตใจของพระอนาคามีนั้น เป็นกิเลสที่ละเอียดกว่าของปถุชนอย่างมาก

       

      *อรหันต์


      ดูบทความหลักที่ พระอรหันต์


      ---พระอรหันต์  คือ  ผู้สำเร็จธรรมวิเศษสูงสุดในพระพุทธศาสนา พระอริยบุคคลชั้นสูงสุด สามารถละสังโยชน์ได้ครบ 10 ประการ.






      ............................................................................





      ขอขอบคุณแหล่งข้อมูล

      รวบรวมโดย...แสงธรรม

      อัพเดทรอบที่ 6 วันที่ 26 สิงหาคม 2558


      ความคิดเห็น

      1. 1
        ลูกกอล์ฟ
        ลูกกอล์ฟ 29/12/2016 09:12

        ขอบคุนครับ

      แสดงความคิดเห็น

      * *

       

      *

      view

      ประวัติต่างๆ

      ประวัติวัดเขาไกรลาศ

      ประวัติของหลวงพ่อเทียน=คลิป

      มาเช็คชื่อ-เช็คสกุลกันดีกว่า=คลิป

      ประวัติพระอธิการชิติสรรค์ จิรวฑฺฒโน=คลิป

      ขอเชิญผู้ร่วมบุญสร้างอาศรมเสด็จปู่พระบรมพรหมฤาษีไตรโลก

      ประวัติหลวงปู่เทพโลกอุดร

      ประวัติฝ่าพระหัตถ์ของพระพุทธองค์

      ประวัติของนางวิสาขา=คลิป

      ประวัติของอนาถปิณฑิกเศรษฐี=คลิป

      ประวัติของเศรษฐีขี้เหนียว

      ประวัติเหตุทำบุญที่ช้า=คลิป

      ประวัติของผู้ร่วมบุญ=คลิป

      ประวัติของพระไตรปิฎก=คลิป

      ประวัติการสร้างพระพุทธรูปและพระเจ้า ๕ พระองค์

      ประวัติง้วนดิน

      ประวัติปู่ฤาษีนารอท

      ประวัติพระปางมหาจักรพรรดิ์ ทรงปราบพระเจ้ามหาชมพูบดี

      ประวัตินางห้าม..แห่งขอมโบราณ

      ประวัติพญานาค

      ความรู้และรายละเอียดพุทธเจดีย์

      พระมหาโพธิสัตว์

      สาระธรรม

      ธรรมะส่องใจ

      อานิสงส์แต่ละอย่าง

      ประเพณีต่างๆ

      ตำนานทั่วไป

      สาระน่ารู้

      ปกิณกะธรรม

      วัตถุมงคล-สาระอื่นๆ

      ข้อมูลทั่วไป

      ปฎิทิน

      « December 2017»
      SMTWTFS
           12
      3456789
      10111213141516
      17181920212223
      24252627282930
      31      

      สมาชิก

      ลืมรหัสผ่าน?
      สมัครสมาชิก

      สถิติ

      เปิดเว็บ20/06/2011
      อัพเดท22/11/2017
      ผู้เข้าชม3,442,053
      เปิดเพจ5,657,285
      สินค้าทั้งหมด24

       หน้าแรก

       บทความ

       เว็บบอร์ด

       รวมรูปภาพ

       พระบรมสารีริกธาตุ

       โจโฉ รวมเสียงธรรม

       เฟสบุ๊ค

      ติดต่อเรา-

      view