/music/.mp3 http://www.watkaokrailas.com
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com

 หน้าแรก

 บทความ

 เว็บบอร์ด

 รวมรูปภาพ

 พระบรมสารีริกธาตุ

 โจโฉ รวมเสียงธรรม

 เฟสบุ๊ค

 ติดต่อเรา-แผนที่

สีแสงออร่า

สีแสงออร่า

 ความเชื่อเกี่ยวกับเรื่อง "สีออร่า"






 

---วันก่อนผู้เขียนได้แสดงทัศนะเกี่ยวกับเรื่อง "ความเชื่อ" ของมนุษย์ โดยกล่าวถึงลักษณะความเชื่อทั่วไปของมนุษย์เรา และเขียนไว้ว่า เป็นตอนที่ ๑ ซึ่งหมายความว่า เรื่องนี้ยังมีประเด็นให้เขียนถึงอีก


---วันนี้ก็เลยอยากเขียนถึงเรื่องความเชื่อของมนุษย์  ในลักษณะที่เจาะจงลงไปหน่อย  โดยประเด็นแรกที่จะยกมาอภิปรายก็คือ “ความเชื่อเรื่องสี”   เหตุที่ประเด็นขึ้นมา ก็เพราะมองเห็นว่า เป็นเรื่องที่เราคุ้นเคยกันดี เพราะพบเห็นทุกวัน อย่างเช่น ก่อนออกไปทำงาน แต่ละคนก็จะเลือกดูว่า วันนี้ต้องใส่เสื้อหรือชุดสีอะไร  ไปทำงาน ยกเว้นท่านมีฟอร์มประจำ ที่ไม่จำเป็นต้องเลือกเลย เพราะบริษัทเขาเลือกไว้ให้แล้ว  หรือ จะไปเที่ยว ไปเดินตลาด ก็มักจะให้ความสนใจเรื่องสีอยู่บ้างเหมือนกัน อย่างนี้เป็นต้น 


---ผู้เขียนเองก็ไม่ใช่ผู้ที่มีความรู้อะไรเกี่ยวกับเรื่องสีเลย  ให้ผสมสียังผสมไม่ถูกเลย  เพียงแต่ว่า มันเกิดข้อสังเกตเท่านั้นเอง และอยากรู้เหมือนกันว่า  มนุษย์มีความเชื่อเรื่องสีว่าอย่างไรบ้าง ในแง่จิตวิทยา


---วันนี้มาดูก่อนว่า  ความเชื่อเกี่ยวกับเรื่อง “สี” ที่ปรากฏทั่วไปในสังคมโลกนั้น เขาเชื่อกันว่าอย่างไรบ้าง  และในตอนท้ายผู้เขียนจะแสดงทัศนะประกอบ  อันดับแรกนี้ มาดูความเชื่อเรื่องสี  ของกลุ่มนักศึกษาเรื่อง “พลังออร่า”  กลุ่มนี้เชื่อว่า ในร่างกายคนเรานั้นเซลล์ต่างๆ ขับแสงสีต่างๆ ออกมา และสีเหล่านั้น มีความหมายต่อชีวิตของคนๆ นั้นด้วย  ด้านล่างนี้คือ ความหมายและรายละเอียดเกี่ยวกับความเชื่อเรื่องสีต่างๆ ที่พวกเขามี


---ออร่า (Aura) ..คือ  แสงสี ที่เกิดจากเซลล์ต่างๆ และอวัยวะส่วนสมองของเรา บ่งบอกถึงสภาวะจิต ความรู้สึกนึกคิด  สุขภาพร่างกายของเราว่าเป็นอย่างไร   ใครมีความคิดดี มีสมาธิดี  มีสติปัญญา  ความขยันหมั่นเพียร  มีความสดชื่น สดใส  แสงออร่าก็จะแผ่กว้างออก  ยิ่งมีพลังมากก็จะแผ่กว้างมาก  ใครที่ไม่มีสมาธิ  ขาดสติปัญญา  แสงออร่าก็จะน้อยไม่มีพลัง 


---ในทางวิทยาศาสตร์  พิสูจน์ได้ว่า สมองของคนเรานั้น จะมีคลื่นพลังไฟฟ้าชนิดหนึ่ง ที่เปล่งรัศมีเป็นพลังอำนาจออกมา  ขนาดความกว้างและความสว่างของแสงนั้น ขึ้นอยู่กับคลื่นพลังสมองของผู้นั้น  ในแถบยุโรปและอเมริกา ได้รับการยอมรับอย่างมากและสรุปสีที่ปรากฏ  พร้อมกับให้ความหมายของสีต่างๆไว้ ดังนี้

 

 

---แสงสีทอง          จิตใจมีเมตตากรุณา อยากช่วยเหลือผู้อื่น มีความพึงพอใจในตนเอง


---แสงสีขาว          ความบริสุทธิ์ จริงใจ


---แสงสีม่วง          เห็นสัจธรรมของโลก มีความคิดแจ่มใส


---แสงสีคราม          มีไหวพริบดี ฉลาด รู้เท่าทัน เข้าใจสิ่งต่างๆ ได้เร็ว


---แสงสีฟ้า          อารมณ์อ่อนไหว ต้องการชื่อเสียง


---แสงสีเหลือง          สมถะ พอเพียง รักสันโดษ รู้จักประมาณตน


---แสงสีแดง          ต่อสู้ดิ้นรนเพื่อการอยู่รอด ยึดติดอำนาจ ทรัพย์สิน


---แสงสีส้ม          ฉลาด มีความคิด เอาตัวรอดเก่ง


---แสงสีชมพู          ความรัก โรแมนติก สุนทรีย์


---แสงสีเขียว          อารมณ์แปรปรวนง่าย ชอบเด่นดัง


---แสงสีเทา หรือดำ          จิตขุ่นมัว มีความเคียดแค้น พยาบาทจองเวร


---ข้อสังเกต  ในความหมายของสีต่างๆ ดังกล่าวนั้น มีลักษณะเหมือนเป็นคำทำนาย และคล้ายกับการเก็บสถิติของนักโหราศาสตร์ทั้งหลาย  ซึ่งพวกเราผู้มีปัญญา อ่านแล้ว ฟังแล้ว สามารถตัดสินใจได้ว่า ควรเชื่อหรือไม่อย่างไร  มาดูอีกกลุ่มหนึ่ง กลุ่มนี้เป็นนักศึกษาทางศาสนา และอธิบายความเชื่อเรื่องสีมาโยงกับความเชื่อทางศาสนา  กลุ่มนี้ให้ความหมายของสีไว้อย่างนี้ ครับ 

 

*สีดำ (Black)


---เป็นสัญลักษณ์ของ   ความตายและยมโลก มาตั้งแต่ก่อนยุคของคริสตศาสนา พวกนอกรีต สังเวยสัตว์ สีดำเป็นเครื่องบวงสรวงบรรดาเทพเจ้าในยมโลก   


*สีน้ำเงิน (Blue)


---เป็นสีของ  ท้องฟ้า  จึงใช้เป็นสัญลักษณ์ของสวรรค์และความรักแห่งสรวงสวรรค์ นอกจากนี้  สีน้ำเงินยังใช้เป็นสีแห่งสัจธรรมด้วย เพราะเป็นสีที่ปรากฏบนท้องฟ้า เมื่อเมฆหมอกหมดไป 


*สีน้ำตาล (Brown)


---เป็นสีของ    ความตายแห่งจิตวิญญาณและความเสื่อมทราม รวมทั้งการสละโลก ด้วยเหตุนี้ นิกายฟรานซิสกัน และนิกายคาปูชิน (Capuchin Order) จึงใช้สีน้ำตาลเป็นสีเครื่องแต่งกาย


*สีเทา (Gray) 


---เป็นสีของ   เถ้าถ่าน  ซึ่งเป็นเครื่องหมายแห่งความเศร้าโศกและความถ่อมตน เป็นสีที่บางครั้ง ใช้ในระหว่างฤดูถือบวช และเนื่องจากสีนี้ เป็นสัญลักษณ์ของความตาย ทางเนื้อหนังและความเป็นอมตะ แห่งจิตวิญญาณ บางครั้งศิลปินจึงเขียนภาพพระคริสต์ทรงฉลองพระองค์สีเทาในวันตัดสินโลก สีเทาเป็นสีของ  นิกายวอลลอมโบรเซียน (Vollombrosian Order) และนิกายเบเนดิคทีน


*สีเขียว (Green)


---เป็นสีของ    พฤกษชาติและฤดูใบไม้ผลิ จึงใช้เป็นสัญลักษณ์ของชัยชนะที่ฤดูใบไม้ผลิมีต่อฤดูหนาว ซึ่งก็คือ ชัยชนะของชีวิตที่มีต่อความตายนั่นเอง และเนื่องจาก  สีเขียวเป็นสีผสมระหว่างสีเหลืองและสีน้ำเงิน   จึงใช้เป็นเครื่องหมายของความเมตตา และการเกิดใหม่ของวิญญาณ  พวกนอกรีตใช้สีเขียว  เป็นสัญลักษณ์ของน้ำที่ใช้ในพิธีรับสามชิกใหม่เข้าสู่ลัทธิของตน สีเขียวจึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของของการชักนำจิตวิญญาณเข้าสู่ศาสนา 


*สีม่วงแดง (Purple)


---เป็นสีที่ใช้กับ  กษัตริย์และแสดงให้เห็นถึงอำนาจของจักรพรรดิ์  


*สีแดง (Red)


---เป็นสีของโลหิต  ซึ่งมีความสัมพันธ์กับอารมณ์  จึงเป็นสัญลักษณ์ของทั้งความรักและความเกลียดชัง ในหมู่ชาวโรมันถือว่า  สีแดงเป็นสีของพลังที่ยิ่งใหญ่  คตินี้เหมือนกับของทางคริสต์ ซึ่งใช้สีแดงเป็นสีเครื่องแต่งกายของพระคาร์ดินัล รูปนักบุญจอห์น  ผู้บันทึกพระคริสตประวัติมักอยู่ในเครื่องแต่งกายสีแดง  เพื่อแสดงว่า ท่านเป็นผู้รักการปฏิบัติ  ตามคตินิยมของคริสตจักร  สีแดงเป็นสีที่ใช้กับบรรดานักบุญ ผู้ยอมรับทัณฑ์ทรมาน เพราะท่านเหล่านี้  ยอมรับความทรมานจากการประหัตประหารของพวกนอกรีต ยิ่งกว่าละทิ้งศรัทธาในองค์พระคริสต์ และเนื่องจากสีแดงเป็นสีของไฟจึงใช้ในเทศกาลเพนตีคอสต์ด้วย


*สีม่วงคราม (Violet)


---เป็นสัญลักษณ์ของ    ความรักและสัจธรรมหรือความทุกขเวทนาและความเจ็บปวด 


*สีขาว (Write)


---เป็นที่ยอมรับกันทั่วไปว่าเป็นสัญลักษณ์ของ   ความบริสุทธิ์แห่งจิตวิญญาณและความศักดิ์สิทธิ์


*สีเหลือง (Yellow)


---เป็นสัญลักษณ์   ของสองสิ่งตรงข้ามกัน แล้วแต่ว่าจะใช้อย่างไร  สีเหลืองทอง  เป็นสัญลักษณ์ของพระอาทิตย์และพระผู้เป็นเจ้า ภาพเขียนยุคเรอเนสซองส์หลายรูปใช้สีเหลืองทองเป็นสีพื้น เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของความศักดิ์สิทธิ์ของสิ่งที่ปรากฏในภาพนั้น 



---ในกลุ่มทางศาสนานี้ อาจขาดความเชื่อ เกี่ยวกับบางสีไปบ้าง แต่ก็มีสีอื่นที่พอให้เห็นความเหมือนกันได้บ้าง เช่น ความเชื่อเกี่ยวกับสีดำ อันนี้ดูเหมือนจะคล้ายๆกันทั่วโลก เป็นสีแห่งความมืดมัว หรือเป็นอัปมังคลว่างั้น 


---ความเชื่อเหล่านี้ มนุษย์ได้ปล่อยให้มันแล่นเข้าสู่สมองและบันทึกเป็นหน่วยความจำเอาไว้ ทั้งๆที่ความจริงแล้วก็เป็นเรื่องสมมติบัญญัติทั้งนั้น แต่ว่าเป็นสมมติที่เกิดการยอมรับทั่วไปและมีอิทธิพลต่อความรู้สึกนึกคิด ของมนุษย์เหลือเกิน  มากจนกระทั่งบางคนยอมไม่ได้ ถ้าหากต้องมีการเปลี่ยนแปลง หรือไม่ได้ตามที่ต้องการ


---มีคำพูดประโยคหนึ่ง  ที่แพร่หลายมากเมื่อสองสามปีก่อน แม้กระทั่งในปัจจุบันก็ยังได้ยินอยู่ คือ “ไม่เชื่ออย่าลบหลู่”  ความจริงแล้วคนเราไม่จำเป็นต้องไปถกเถียงกับใคร  ในเรื่องนี้ให้เสียเวลาหรอก  เพราะว่า การไม่เชื่อก็ดี การลบหลู่ก็ดี เป็น “สิทธิ” อย่างหนึ่งของคนเรา  ไม่ว่าจะเป็นความเชื่อเรื่องใดก็ตามในโลกนี้ 


---มนุษย์บางคนหรือหลายคนมี  “สิทธิ์”  ที่จะไม่เชื่อหรือเชื่อก็ได้  ไม่ใช่ความผิดอะไรของเขาที่เชื่อหรือไม่เชื่อ  สิ่งสำคัญที่จะตัดสินว่า เขาเป็นคนดี เป็น “มิตรต่อโลก ต่อสังคม ต่อมนุษย์ด้วยกัน” หรือไม่ ก็คือ “การกระทำทั้งสามทาง คือ กาย วาจา และใจ” ของคนๆนั้น


---ส่วนเรื่องความเชื่อส่วนตัว  ในบางเรื่องบางราว ถ้าเราฟังแล้ว  เราไม่เห็นด้วยหรือไม่ชอบ  ก็เฉยๆไว้   ในการปรับกระบวนการ  ทางความคิดเห็นหรือทัศนะให้ถูกต้อง ตรงตามธรรมชาติ ตรงตามความเป็นจริงแท้ๆเลยเป็นสิ่งที่จะต้องใช้เวลา  เพราะความเชื่อบางอย่าง  ของบางคนนั้นมัน “ฝังหัว” ไปแล้ว มันหลอมรวมเป็นหนึ่งกับเนื้อและกระดูกของเขาแล้ว


---ถ้าท่านจะไปถอนเขาออกจากความเชื่อนั้น มันยากลำบากพอๆ กับเทวดาตนหนึ่งไปพาหนอนในส้วม  ซึ่งในอดีตชาติเคยเป็นเพื่อนกัน  ขึ้นไปอยู่บนสวรรค์นั่นแหละ  หนอนไม่ยอมไปเด็ดขาด โดยให้เหตุผลว่า  บนสวรรค์นั้น การกินอยู่ลำบากกว่าการเป็นหนอนในส้วมมากนัก เป็นหนอนในส้วมไม่ลำบากเรื่องการกินอยู่ ถึงเวลาก็มีกินเอง ส่วนบนสวรรค์นั้น ลำบากขนาดจะกินยังต้องคิดเอาเลย....นี่เป็นเหตุผลของหนอน


---ความเชื่อบางอย่าง  แม้จะดูเป็นเรื่องที่มีเหตุผลควรเชื่อน้อยไปหน่อย  แต่ว่าบางทีก็เป็นจริยธรรม  ที่ควบคุมบังคับชีวิตของมนุษย์คนนั้น ให้อยู่ในกรอบของความดีงามได้เหมือนกัน  ในทัศนะของศาสนาบางศาสนาเช่น  พุทธศาสนา ท่านสอนให้ใช้ความเชื่อเป็น “ก้าวแรก” เป็น “สะพาน” นำเราไปสู่ “สัจธรรม” ไปสู่ “การรู้แจ้ง” ด้วยตัวเราเอง การรู้แจ้งในที่นี้ท่านหมายถึง การเห็นความจริงแท้ในเรื่องอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา จนกระทั่งหมดกิเลส สิ้นความทุกข์


---เมื่อเราก้าวถึงฝั่งที่ว่านี้แล้ว  ความเชื่อต่างๆ ก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญอีกต่อไป อุปมาเหมือนนักเรียนต้องเชื่อครู  ที่สอนวิชาคณิตศาสตร์ หรือวิชาอื่นๆไปก่อน  เมื่อตนเองเก่งกล้าสามารถ เข้าใจหลักวิชาได้ด้วยตนเอง  อย่างทะลุปรุโปร่งแล้ว  การที่ต้องกลับไปเชื่อครู  ในหลักการเก่าๆ ก็ไม่จำเป็นอีก  เพราะได้รู้เห็นได้เข้าใจด้วยตนเองแล้ว  หรือ อุปมาเหมือนนักเรียนที่เรียนภาษาไทย แรกๆ ก็ต้องเชื่อครูก่อน  ครูให้อ่านว่าอย่างไรก็อ่านไปก่อน ต่อมาเมื่อสามารถอ่านตัวหนังสือได้ด้วยตนเองแล้ว  ต่อไปก็ไม่จำเป็นไปฟังครูอ่านคำเดิมๆ อีก เพราะเราสามารถอ่านเองได้แล้ว 


 ---อย่างไรก็ตาม  แม้ว่าตอนหลังไม่ต้องเชื่อในตัวครูแล้ว  แต่ท่านก็สอนให้เรา ไม่ลืมบุญคุณของครู เพราะที่เราก้าวถึงฝั่งคือ ความเข้าใจในหลักวิชาต่างๆ ได้  เพราะอาศัย “ความเชื่อ” ในตัวของครูเป็นเบื้องต้นนั่นเอง     

---กล่าวโดยสรุปแล้ว "ความเชื่อเรื่องสี"   เป็นความเชื่อที่มนุษย์ใช้วิธีสังเกตและเก็บสถิติ  แล้วก็เขียนเป็นความหมาย กำกับเอาไว้ และบังเอิญว่า ความเชื่อเหล่านี้ไปโดนใจของมนุษย์ด้วยกันเข้า จึงทำให้ได้รับยอมรับและเผยแพร่อย่างแพร่หลายไปในที่สุด 


---ความเชื่อเรื่องนี้ เรามีสิทธิอันชอบธรรม ที่จะเชื่อหรือไม่ก็ได้ ถ้าเชื่อแล้วมันทำให้ใจของท่านมีแต่ความระทมในภายหลัง ก็อย่าไปเชื่อเลยดีกว่า แต่ถ้าเชื่อแล้ว มันทำให้ใจของท่านเบาสบาย มีความสุขขึ้นมาบ้าง หายเครียดไปบ้าง ก็เชื่อไปเถอะ  สิ่งสำคัญก็คือ ขอให้เชื่ออย่างมีปัญญา  มีเหตุผล เพราะความเชื่อที่ประกอบด้วยปัญญาหรือมีเหตุผลเท่านั้น  ที่จะสามารถนำเราไปสู่  “สัจธรรม”  ไปสู่  “ความเข้าใจ”  “การเห็นแจ้ง”  ตรงตามธรรมชาติอย่างแท้จริงได้ ฯ


 

(ที่เขียนมาทั้งหมดนี้ ก็อย่าเพิ่งเชื่อนะครับ กรุณาใช้ปัญญาพิจารณาก่อนครับ)





 ........................................................................






 

ขอบคุณแหล่งข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องสี

รวบรวมโดย...แสงธรรม

 (แก้ไขแล้ว ป.)

อัพเดทรอบที่ 6 วันที่ 24 กันยายน 2558


ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

* *

 

*

view

ประวัติต่างๆ

ประวัติวัดเขาไกรลาศ

ประวัติของหลวงพ่อเทียน=คลิป

มาเช็คชื่อ-เช็คสกุลกันดีกว่า=คลิป

ประวัติพระอธิการชิติสรรค์ จิรวฑฺฒโน=คลิป

ขอเชิญผู้ร่วมบุญสร้างอาศรมเสด็จปู่พระบรมพรหมฤาษีไตรโลก

ประวัติหลวงปู่เทพโลกอุดร

ประวัติฝ่าพระหัตถ์ของพระพุทธองค์

ประวัติของนางวิสาขา=คลิป

ประวัติของอนาถปิณฑิกเศรษฐี=คลิป

ประวัติของเศรษฐีขี้เหนียว

ประวัติเหตุทำบุญที่ช้า=คลิป

ประวัติของผู้ร่วมบุญ=คลิป

ประวัติของพระไตรปิฎก=คลิป

ประวัติการสร้างพระพุทธรูปและพระเจ้า ๕ พระองค์

ประวัติง้วนดิน

ประวัติปู่ฤาษีนารอท

ประวัติพระปางมหาจักรพรรดิ์ ทรงปราบพระเจ้ามหาชมพูบดี

ประวัตินางห้าม..แห่งขอมโบราณ

ความรู้และรายละเอียดพุทธเจดีย์

พระมหาโพธิสัตว์

สาระธรรม

ธรรมะส่องใจ

อานิสงส์แต่ละอย่าง

ประเพณีต่างๆ

ตำนานทั่วไป

สาระน่ารู้

ปกิณกะธรรม

วัตถุมงคล-สาระอื่นๆ

ข้อมูลทั่วไป

ปฎิทิน

« June 2017»
SMTWTFS
    123
45678910
11121314151617
18192021222324
252627282930 

สมาชิก

ลืมรหัสผ่าน?
สมัครสมาชิก

สถิติ

เปิดเว็บ20/06/2011
อัพเดท15/06/2017
ผู้เข้าชม3,158,216
เปิดเพจ5,202,918
สินค้าทั้งหมด24

 หน้าแรก

 บทความ

 เว็บบอร์ด

 รวมรูปภาพ

 พระบรมสารีริกธาตุ

 โจโฉ รวมเสียงธรรม

 เฟสบุ๊ค

ติดต่อเรา-

view