/music/.mp3 http://www.watkaokrailas.com
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com

 หน้าแรก

 บทความ

 เว็บบอร์ด

 รวมรูปภาพ

 พระบรมสารีริกธาตุ

 โจโฉ รวมเสียงธรรม

 เฟสบุ๊ค

 ติดต่อเรา-แผนที่

ความสำคัญของพระพุทธศาสนา=คลิป

ความสำคัญของพระพุทธศาสนา=คลิป

ประวัติและความสำคัญของพระพุทธศาสนา

(โดย เสถียร โพธินันทะ)






 

---พระพุทธศาสนาเป็นมรดกทางวัฒนธรรมล้ำค่าของชาติไทย


---พระพุทธศาสนาเป็นมรดกทางจิตใจ คือ เป็นคุณธรรมที่ถ่ายทอดจนติดเป็นนิสัยของคนไทย นอกจากนี้พระพุทธศาสนาเป็นมรดกทางวัตถุ เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของชาติ  โดยศึกษาจากโบราณสถาน โบราณวัตถุ เช่น วัด เจดีย์ พระพุทธรูป


---สิ่งเหล่านี้  สร้างจากพลังศรัทธาในพระพุทธศาสนาของคนรุ่นก่อนโดยเฉพาะสถาบันพระ มหากษัตริย์ ทำให้เกิดคุณค่าทางศิลปวัฒนธรรมต่าง ๆ ได้แก่ จิตรกรรม ประติมากรรม สถาปัตยกรรม วรรณคดีในทางพระพุทธศาสนา ศิลปวัฒนธรรมเหล่านี้  มีคุณค่าด้านเศรษฐกิจ คือ เป็นแหล่งท่องเที่ยวนำรายได้เข้าสู่ประเทศอีกด้วย

 

*พระพุทธศาสนาเป็นหลักในการพัฒนาชาติไทย


---พระพุทธศาสนาทั้งในส่วนที่เป็นหลักธรรมคำสอน ส่วนที่เป็นสถาบันสงฆ์ และอาราม มีส่วนร่วมในการพัฒนาชาติมาโดยตลอด ตั้งแต่อดีต วัดเป็นศูนย์กลางของชุมชน พระสงฆ์เป็นผู้นำทางจิตใจ และเป็นครูอาจารย์ของชุมชน  ศิลปวัฒนธรรมต่าง ๆ พัฒนาขึ้นในวัด เมื่อผู้ได้รับการศึกษาไปอยู่ในชุมชนใด ก็ใช้ความรู้ทางศาสนาที่ได้จากวัด เป็นเครื่องนำวิถีชีวิตของครอบครัวและสังคมให้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข

 

*พุทธประวัติ


*การประสูติ


---พระเจ้าสุทโธทนะ (พุทธบิดา) กับพระนางสิริมหามายา (พุทธมารดา) ได้เสวยราชสมบัติครองกรุง  กบิลพัสดุ์อย่างสันติสุข ในเวลาต่อมาพระนางสิริมหามายา  ก็ทรงพระครรภ์ เมื่อจวนจะประสูติ พระนางได้ทูลขอพระสวามีเสด็จไปประสูติพระราชบุตรที่บ้านเดิม  ตามธรรมเนียมพราหมณ์ที่กรุงเทวทหะ


---แต่ในขณะเดินทาง  พระนางเกิดประชวรพระครรภ์ เจ้าชายสิทธัตถะ  จึงประสูติที่พระราชอุทยาน  ลุมพินีวัน ระหว่างกรุงกบิลพัสดุ์กับกรุงเทวทหะ เมื่อวันเพ็ญ เดือน ๖

 

*ชีวิตในวัยเยาว์


---เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะ มีพระชนมายุได้ ๗ พรรษา พระเจ้าสุทโธทนะ  ทรงมอบความสุขสำราญ รับสั่งให้ขุดสระ ๓ สระและทรงมอบพระโอรส เข้าศึกษาที่สำนักของครูวิศวามิตร แม้ว่าเจ้าชายสิทธัตถะทรงเป็นกษัตริย์ พระองค์ก็ทรงรู้จักวางตนเคารพบูชาต่อครูอาจารย์

 

*อภิเษกสมรส


---เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะ มีพระชนมายุได้ ๑๖ พรรษา พระราชบิดาได้จัดอภิเษกสมรสกับพระนางยโสธราหรือพระนางพิมพาและสร้างปราสาท ๓ ฤดู เพื่อให้เจ้าชายสิทธัตถะทรงพระเกษมสำราญกับความสุขทางโลก

 

*มูลเหตุที่ออกบวช


---เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะ เสวยความสุขสำราญในโลกิยสุขเป็นเวลา ๒๙ พรรษา วันหนึ่งเมื่อพระองค์เสด็จประพาสอุทยาน ได้เห็นเทวทูต ๔ คือ “คนแก่ คนเจ็บ คนตาย และสมณะ"    เป็นความทุกข์  เพื่อให้พ้นจากความทุกข์ ควรเป็นนักบวชที่มีความสงบ 


---ในวันเดียวกันพระองค์ก็ทรงทราบข่าวการประสูติพระโอรส  พระนามว่า  “ราหุล”  พระองค์จึงทรงเปล่งอุทานว่า “บ่วงเกิดแล้ว”

 

*แสวงหาโมกขธรรม


---เมื่อบวชแล้ว เสด็จไปยังกรุงราชคฤห์ เพื่อศึกษาในสำนักอาจารย์ผู้มีชื่อเสียงในสมัยนั้น ครั้งแรก ศึกษาในสำนักอาฬารดาบส และอุทกดาบส จนหมดความรู้ของครู อาจารย์ ทรงพิจารณาเห็นว่ามิใช่หนทางแห่งการตรัสรู้ จึงเสด็จต่อไปอีก จนถึงสถานที่แห่งหนึ่งในเขตอุรุเวลาเสนานิคม

 

*การตรัสรู้

---ในขณะที่พระองค์กำลังบำเพ็ญเพียรอยู่นั้น ได้มีปัญจวัคคีย์ คือ โกญฑัญญะ,  วัปปะ,  ภัททิยะมหา,      นามะ,  อัสสชิ   มาปรนนิบัติอยู่ตลอดเวลา เพื่อหวังว่าเมื่อพระองค์ตรัสรู้แล้ว จะได้แสดงธรรมแก่พวกตนบ้าง และเมื่อพระองค์ทรงละความพยายามในการบำเพ็ญทุกรกิริยา ปัญจวัคคีย์จึงได้พากันหลีกหนีไป


---เมื่อปัญจวัคคีย์  พากันหนีไปแล้ว พระองค์จึงได้บำเพ็ญเพียรทางจิตตลอดมาจนถึง วันเพ็ญ เดือน ๖ พระองค์ได้รับข้าวมธุปายาสจากนางสุชาดา เมื่อเสวยแล้วจึงได้ลอยถาดทองคำในแม่น้ำเนรัญชรา


---แล้วทรงตั้งอธิษฐานว่า ถ้าพระองค์จะได้ตรัสรู้ขอถาดทองคำนั้น จงลอยทวนกระแสน้ำ ซึ่งถาดนั้นก็ได้ลอยทวนกระแสน้ำขึ้นไปจริง ๆ เมื่อพระองค์ทอดพระเนตรเห็นนิมิตนั้นแล้ว จึงประทับ ณ ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ตั้งปณิธานว่า “แม้เนื้อหนังจะเหี่ยวแห้งไป ถ้าไม่บรรลุธรรม จะไม่ลุกจากอาสนะนี้”


---ในคืนวันเพ็ญ เดือน ๖ พระองค์ได้เจริญภาวนา ทำให้จิตเป็นสมาธิจนได้บรรลุฌาน ๓ ประการ  ตามระยะเวลาในค่ำคืนนั้น โดย


---ยามที่ ๑   พระองค์สามารถระลึกชาติได้


---ยามที่ ๒   พระองค์สามารถมองเห็นการจุติและการเกิดของมวลสัตวโลกทั้งปวง


---ยามที่ ๓   พระองค์ได้บรรลุอริยสัจ  ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค


*ประกาศศาสนา


---เมื่อพระองค์ได้ตรัสรู้แล้ว  ได้เสด็จไปยังป่าอิสิปตนมฤคทายาวัน เมืองพาราณสี เพื่อโปรดปัญจวัคคีย์  ด้วยพระธรรมเทศนา ชื่อว่า  “ธัมมจักกัปป   วัตนสูตร” จนปัญจวัคคีย์บรรลุเป็นพระอรหันต์ทั้งหมด ต่อจากนั้นมีผู้เลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธองค์ ถวายตัวเป็นศิษย์ บรรลุพระอรหันต์เป็นอันมาก  ท่านเหล่านั้นจึงเป็นกำลังสำคัญในการประกาศพระศาสนา

 

*เสด็จดับขันธปรินิพพาน


---เมื่อพระพุทธเจ้าได้ประกาศศาสนา มาถึง ๔๕ พรรษา ขณะนั้นพระองค์มีพระชนม์มายุ ๘๐ พรรษา จึงเสด็จดับขันธปรินิพพาน ณ สาลวโนทยาน กรุงกุสินารา เมื่อวันเพ็ญ เดือน ๖ ก่อนพุทธศักราช 1  ปี

 

*เสด็จกรุงกบิลพัสดุ์


---พระพุทธเจ้าทรงได้รับเชิญจากพระเจ้าสุทโธทนะ (พุทธบิดา) ให้เสด็จมากรุงกบิลพัสดุ์ เมื่อพระพุทธเจ้า พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์เสด็จมาถึง  บรรดาพระประยูรญาติ ซึ่งมานั่งต้อนรับต่างนึกกระดากใจ ในการที่น้อมถวายอภิวาทพระพุทธเจ้า ซึ่งมีอายุน้อยกว่าตน จึงจัดให้พระประยูรญาติผู้น้อย และผู้คราวบุตรหลาน ออกไปนั่งข้างหน้า เพื่อถวายอภิวาทแก่พระพุทธเจ้า ส่วนพวกตนพากันถอยออกมานั่งอยู่ข้าง ไม่ถวายอภิวาท


---พระพุทธเจ้าทรงเห็นดังนั้น จึงทรงเหาะขึ้นลอยอยู่ในอากาศ ให้ปรากฏประหนึ่งว่า ละอองธุลีพระบาทไม่หล่นตรงศีรษะของพระประยูรญาติ เพื่อลดทิฐิมานะคลายความถือตัวลงบ้าง


---เมื่อพระเจ้าสุทโธทนะเห็นดังนั้น จึงเกิดความอัศจรรย์ในพระหฤทัย ประนมหัตถ์ถวายบังคมพระพุทธเจ้า พร้อมเหล่าพระประยูรญาติด้วยความเคารพ


---กล่าวกันว่า  เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จลงมาประทับนั่งแล้ว ท้องฟ้ามืดครึ้มและสายฝนสีแดง เรียกว่า “ฝนโบกขรพรรษ” ตกลงมาในท่ามกลางที่ประชุมของพระประยูรญาติ สายฝนซึ่งตกลงมานั้น ถ้าใครต้องการให้เปียกจึงเปียก หากไม่ต้องการแม้เพียงเม็ดเดียวก็มิได้เปียกตัว แล้วตรัสเทศนาเวสสันดรชาดก เมื่อจบลงแล้วเหล่าพระประยูรญาติถวายส่งพระพุทธเจ้าเสด็จกลับ

 

*พุทธกิจสำคัญอื่น ๆ


---สมัยหนึ่ง บุตรเศรษฐีแห่งเมืองพาราณสีผู้หนึ่งชื่อว่า “ยสะ” มีชีวิตความเป็นอยู่อย่างผาสุกทางโลก อยู่ต่อมาในค่ำคืนหนึ่ง ยสกุลบุตร นอนหลับไปก่อน ฝ่ายนางบำเรอและบริวารต่างหลับภายหลัง ค่ำคืนนั้นขณะดึกสงัด แสงเทียนยังคงสว่างอยู่


---ยสกุลบุตร ตื่นขึ้นมาพบภาพเหล่าบริวารนอนหลับเกลื่อนกลาด บ้างก็นอนกรน บ้างก็นอนละเมอพึมพำ แสดงอาการน่าสังเวชสลดใจยิ่งนัก ดุจซากศพที่ทิ้งไว้ในป่าช้า ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความยินดีดังแต่ก่อน จึงเปล่งอุทานว่า “ที่นี่วุ่นวายหนอ ที่นี่ขัดข้องหนอ” จน ยสกุลบุตรทนอยู่ที่นั้นไม่ได้ เดินออกจากห้องไปตามเส้นทางหนึ่ง ผ่านเข้าไปในป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ด้วยจิตใจอันร้อนรุ่ม


---ขณะใกล้รุ่งสาง พระพุทธเจ้าประทับอยู่ที่นั้น ทรงได้ยินเสียงบ่นของยสกุลบุตร จึงตรัสว่า “ที่นี่ไม่วุ่นวาย ที่นี่ไม่ขัดข้อง ท่านจงมาที่นี่เถิด เราจักแสดงธรรมแก่ท่าน”


---ยสกุลบุตร ได้ยินเสียงนั้นจึงดีใจ ถอดรองเท้าไปเฝ้าพระพุทธองค์ ถวายบังคมแล้วนั่งอยู่ด้วยความสบายใจ ปราศจากความฟุ้งซ่านต่าง ๆ พระพุทธเจ้าตรัสเทศนาสั่่งสอน ฟอกจิตของยสกุลบุตร ให้ห่างจากความยินดีในกาม อารมณ์ จนสามารถแสดงธรรมที่เรียกว่า  “อริยสัจ ๔”  เพื่อบรรลุมรรคผลนั่นเอง

 

*ชาดก....

จุลฬกเสฏฐิชาดก


---ครั้งหนึ่ง ในอดีตกาล มีเศรษฐีผู้หนึ่งชื่อ "จุลฬกะ" เป็นผู้มีความสามารถในการพยากรณ์เหตุการณ์  ล่วงหน้า ได้อย่างแม่นยำโดยอาศัยเหตุจากนิมิตต่าง ๆ ในวันหนึ่ง จุลฬกเสฏฐี นั่งรถม้าไปยังราชสำนัก พบหนูตายแล้วทำนายว่า


---“ถ้าใครมีปัญญา ย่อมสามารถนำหนูตายตัวนี้ ไปเป็นทุนประกอบการค้าให้เจริญรุ่งเรืองเป็นเศรษฐีได้”


---ชายหนุ่มยากจนคนหนึ่งได้ยินเข้า จึงถือหนูตัวนั้นไปขายให้ยายแก่ใจบุญคนหนึ่ง สำหรับเป็นอาหารแมว ได้เงินมากากณิกเท่านั้น


---วันรุ่งขึ้น เขาจึงนำเงินนั้นไปซื้อน้ำอ้อย นำไปตั้งไว้ที่ประตูเมืองคู่กับน้ำดื่มอีกหม้อหนึ่ง เมื่อคนเก็บดอกไม้ กลับจากป่ากำลังกระหายน้ำเต็มที่ผ่านมา ก็เชิญชวนให้ดื่มน้ำนั้น คนขายดอกไม้จึงมอบดอกไม้คนละกำเป็นการตอบแทน วันต่อ ๆ มา ชายหนุ่มก็ปฏิบัติเช่นเคย จนสามารถรวบรวมทรัพย์ได้ถึง ๘ กหาปณะ


---ต่อมาวันหนึ่ง ในต้นฤดูฝน ฝนตกหนัก พายุแรง กิ่งไม้ ต้นไม้ ในพระราชอุทยานหักโค่นล้ม ระเนระนาด ผู้รักษาพระราชอุทยานหนักใจว่า จะนำกิ่งไม้พวกนี้ไปทิ้งที่ไหนดี ชายหนุ่มจึงรับอาสาทำความสะอาดอุทยาน  โดยขอต้นไม้ กิ่งไม้ เหล่านั้นเป็นของตอบแทน นายอุทยานก็ตกลงทันที


---เขาจึงไปยังสนามเด็กเล่น ชักชวนเด็ก ๆ มาดื่มน้ำอ้อย แล้วให้ช่วยกันขนต้นไม้ ไปกองที่ประตูพระราชอุทยาน เด็กเหล่านั้นก็ช่วยกันขนอย่างสนุกสนาน ครู่เดียวก็เสร็จ ส่วนเขาเอง ไปหาช่างปั้นหม้อของหลวงเสนอขายไม้เหล่านั้นทำฟืน ได้ทรัพย์ถึง ๑๖ กหาปณะ และยังได้โอ่งน้ำเนื้อดีใบใหญ่และหม้อไหต่าง ๆ แถมมาอีก ๕  ใบด้วย


---เขานำโอ่งใส่น้ำดื่ม ไปตั้งไว้ใกล้ปากประตูเมือง เชิญชวนให้คนเกี่ยวหญ้าเลี้ยงสัตว์ประมาณ ๕๐๐ คน ดื่มแก้กระหาย คนเกี่ยวหญ้าเหล่านั้นดื่มน้ำแล้ว ก็คิดจะตอบแทนคุณ จึงถามว่ามีธุระสิ่งใดให้ช่วยบ้าง เขาตอบว่า ขณะนี้ยังไม่มี ต่อเมื่อไรมีจึงแจ้งให้ทราบ


---อยู่ต่อมาไม่กี่วัน เขาได้ข่าวว่า วันรุ่งขึ้นจะมีพ่อค้านำม้ามาที่เมืองนี้ถึง ๕๐๐ ตัว เขาจึงเอ่ยปากขอหญ้าจากคนเกี่ยวหญ้าคนละฟ่อน และขอร้องว่า ถ้าเขายังไม่ได้ขายหญ้าเหล่านั้นแล้ว ก็ขอให้คนเกี่ยวหญ้าอย่าเพิ่งขายหญ้าของตนเป็นอันขาด วันนั้นเขาได้หญ้าถึง ๕๐๐ ฟ่อน เมื่อพ่อค้าม้า มาหาซื้อหญ้าเลี้ยงม้าจากที่ใดไม่ได้เลย จึงต้องซื้อจากเขาเป็นเงินสูงถึง  ๑,๐๐๐ กหาปณะ และยังให้คนเกี่ยวหญ้าขายหญ้าได้ในราคาดีตามไปด้วย


---อีก ๒-๓ วันต่อมา มีคนส่งข่าวอีกว่า บัดนี้เรือบรรทุกสินค้ามาถึงท่าแล้ว เขาจึงรีบหาเช่ารถม้า  ซึ่งมีบริวารมาด้วยอย่างโก้หรู ขับไปที่ท่าเรือ แล้วมัดจำสินค้าทั้งหมดไว้ เมื่อพ่อค้านับร้อยคน ของเมืองพาราณสี  มาขอซื้อสินค้า นายเรือก็แจ้งว่า มีพ่อค้าใหญ่มามัดจำสินค้าไปหมดแล้ว


---พ่อค้าเหล่านั้น จึงขอร่วมลงทุนในเรือสินค้ากับเขาคนละ ๑,๐๐๐ กหาปณะ และอีก ๑,๐๐๐  กหาปณะ  สำหรับเป็นค่าสินค้า เขาจึงขายสินค้านั้นให้ไป ได้กำไรทันที 200,000 กหาปณะ


---ชายหนุ่มมีฐานะร่ำรวยขึ้นทันตาเห็น ภายในเวลา ๕  เดือนเท่านั้น เขาได้นำทรัพย์จำนวน ๑,๐๐๐,๐๐๐ กหาปณะ เป็นเครื่องสักการะ แทนดอกไม้ธูปเทียน ไปกราบท่านจุลฬกเสฏฐี เป็นการแสดงความกตัญญูกตเวที แล้วเล่าเรื่องทั้งปวงของตนให้ฟัง  ท่านเศรษฐีเห็นความมีสติปัญญา ความเพียรพยายาม และมีความกตัญญูกตเวที จึงยกธิดาและทรัพย์สมบัติให้ครอบครอง ต่อมาเมื่อจุลฬกเสฏฐีสิ้นชีวิตแล้ว ชายหนุ่มผู้นี้ได้ตำแหน่งเศรษฐีของเมืองพาราณสีต่อไป

 

*ข้อคิดจากจุลฬกเสฏฐิชาดก


---1.ความกตัญญูกตเวทีเป็นเครื่องหมายของคนดี


---2.การทำงานนั้น ต้องรู้จักสังเกตเพื่อปรับปรุงงานที่ทำ ให้ก้าวหน้าอยู่เสมอ


---3.ไม่เป็นคนเลือกงาน หรือดูถูกงานต่ำต้อย เมื่อพิจารณาว่างานนั้น  เป็นอาชีพสุจริต ไม่ผิดศีลธรรม  แล้วก็ควรทำ


---4.ไม่เป็นคนเกียจคร้าน ไม่เห็นแก่หลับนอน การงานใด ๆ ก็ตาม ไม่ว่างานใหญ่หรืองานเล็ก  จะต้องมีความพยายาม  ไม่ลดละ ตั้งใจและเอาใจใส่ในงานที่ทำอยู่เสมอ รู้จักหาวิธีการทำงานให้สำเร็จด้วยดี แต่ทั้งนี้เราจะต้องเป็นคนที่ตั้งมั่นอยู่ในศีลธรรมด้วย จึงจะเป็นที่ยอมรับนับถือของผู้ร่วมงาน

 

*วัณณาโรหชาดก....


---สมัยหนึ่ง พระโพธิสัตว์เกิดเป็นรุกขเทวดาอยู่ในป่า ครั้งนั้น สิงโตและเสือ อาศัยอยู่ในถ้ำแห่งหนึ่ง มีสุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่งดูแลรับใช้สิงโตและเสือ อาศัยกินอาหารที่เหลือจากสัตว์ทั้งสอง จนสุนัขจิ้งจอกตัวนั้นอ้วนพี  ต่อมาสุนัขจิ้งจอกคิดอยากกินเนื้อสิงโตและเสือ จึงยุให้สัตว์ทั้งสองแตกร้าวกัน จะได้ต่อสู้กัดกันจนบาดเจ็บ และตายลงในที่สุด


---เมื่อสุนัขจิ้งจอกคิดได้เช่นนั้นแล้ว จึงไปยุสิงโตว่า ”เสือกล่าวว่าสิงโตเป็นผู้มีลักษณะชาติกำลัง และความเพียรไม่ถึงเสี้ยวหนึ่งของเสือ”  เมื่อสิงโตได้ฟังถ้อยคำนั้นแล้ว ก็ไม่เชื่อว่าเสือจะกล่าววาจาเช่นนั้นได้  จึงบอกให้สุนัขจิ้งจอกกลับไปเสีย


---สุนัข จิ้งจอกจนปัญญาที่จะทำให้สิงโตเชื่อคำพูดของตน จึงไปหาเสือแล้วกล่าวยุยงให้เสือและสิงโตแตกแยกกันอีก เมื่อเสือได้ฟังคำยุยงของสุนัขจิ้งจอกแล้ว จึงมาไต่ถามสิงโตว่า “สิงโตท่านมีเขี้ยวงาม มีชาติกำลังงามและกำลังความเพียร เช่นนี้แล้วไม่ประเสริฐกว่าเราหรือ”


---สิงโต จึงเตือนสติแก่เสือว่า สุนัขจิ้งจอกต้องการจะฆ่าพวกเรา จึงกล่าวยุยงให้เราแตกแยกกัน หากบุคคลเชื่อคำพูดของผู้อื่น ก็จะทำให้มิตรแตกแยกกัน และอาจนำภัยมาสู่ตนและมิตร  ในทางตรงกันข้าม หากบุคคลระวังคำยุยงของผู้อื่น ที่จะทำให้มิตรแตกแยก ตั้งข้อสงสัยในคำพูดเหล่านั้น บุคคลนั้นคือมิตรแท้ เมื่อสิงโตให้คติแก่เสือแล้ว จึงเป็นมิตรที่ดีต่อกันดังเดิม ฝ่ายสุนัขจิ้งจอกต้องหลีกหนีไป


*ข้อคิดที่ได้จากเรื่องวัณณาโรหชาดก


---1.เมื่อรับข้อมูล ข่าวสารใด ๆ แล้ว ควรคิดไตร่ตรองหาเหตุผลก่อนแล้วจึงเชื่อ


---2.การพูดจายุยงส่อเสียดย่อมทำให้ผู้นั้นตกลงไปในทางเสื่อม


---3.ความจริงใจย่อมรักษามิตรได้

 

*วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา


---วันสำคัญทางศาสนา เป็นวันพิเศษ ที่พุทธศาสนิกชน นิยมประกอบการบูชาเป็นพิเศษ จากวันพระธรรมดา มีการจัดที่บูชาพระประจำบ้านให้ดูสวยงามประณีต ในตอนเย็นพุทธศาสนิกชน จะมีดอกไม้ธูปเทียนไปวัด เพื่อร่วมกันเวียนเทียน ระลึกถึงพระคุณของพระรัตนตรัย อันได้แก่ พระพุทธคุณ พระธรรมคุณ และพระสังฆคุณ จนเป็นประเพณีนิยมสืบมา

 

*วันมาฆบูชา


---วันมาฆบูชา หมายถึง การบูชาในวันเพ็ญเดือน ๓ เนื่องในโอกาสคล้ายวันที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์ อันเป็นหลักการสำคัญของศาสนา ความสำคัญ เป็นวันที่มีเหตุการณ์อัศจรรย์ ๔ ประการ เรียกว่า  "จาตุรงคสันนิบาต" คือ


---1.พระสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้าจำนวน ๑,๒๕๐ รูป ล้วนเป็นพระอรหันต์


---2.พระสงฆ์สาวกเหล่านั้น เป็นผู้ที่ได้รับการอุปสมบทโดยตรงจากพระพุทธเจ้า


---3.วันที่พระสงฆ์สาวกเหล่านั้น เป็นผู้ที่ได้รับการอุปสมบทโดยตรงจากพระพุทธเจ้า


---4.พระพุทธเจ้า ทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์ ในที่ประชุมสงฆ์เหล่านั้น ซึ่งเป็นหลักการ อุดมการณ์และวิธีการปฏิบัติ     ที่นำไปใช้ได้ทุกสังคม มีเนื้อหาโดยสรุป คือ ละเว้นความชั่ว    ทุกประการ ทำความดีให้ถึงพร้อม และทำจิตให้ผ่องใส

 

*หลักธรรมที่ควรนำปฏิบัติ


---1.การไม่ทำความชั่วทุกประการ


---2.การทำความดีให้ถึงพร้อม


---3.การทำจิตให้ผ่องใส


*กิจกรรมที่ควรปฏิบัติ


---1.ทำความสะอาดบริเวณโรงเรียน ประดับธงชาติและธงธรรมจักร จัดแสดงโต๊ะหมู่บูชา


---2.ครูและนักเรียน ร่วมกันศึกษาถึงความสำคัญของวันมาฆบูชาและหลักธรรม


---3.ครูและนักเรียน จัดทำป้ายนิเทศ ประกวดเรียงความ ทำสมุดภาพ ตอบปัญหาธรรมะ


---4.ประกาศเกียรติคุณของนักเรียน ที่ประพฤติตนเป็นแบบอย่างที่ดี


---5.ครูพานักเรียนไปร่วมกิจกรรมกับชุมชนที่วัด บำเพ็ญกุศล ได้แก่ ทำบุญ ตักบาตร บริจาคทาน รักษาศีล ฟังธรรม เจริญจิตภาวนา (สมาธิ)

 

*วันวิสาขบูชา


---วันวิสาขบูชา หมายถึง การบูชาในวันเพ็ญเดือน ๖  เนื่องในโอกาสคล้ายวันที่พระพุทธเจ้า ประสูติ ตรัสรู้และเสด็จดับขันธปรินิพพาน

 

*ความสำคัญ


---พระพุทธเจ้า ประสูติ ตรัสรู้ และเสด็จดับขันธปรินิพพาน  เวียนมาบรรจบในวันและเดือนเดียวกัน คือ วันเพ็ญเดือน ๖ จึงถือว่าเป็นวันที่สำคัญของพระพุทธเจ้า หลักธรรมอันเกี่ยวเนื่องจากการประสูติ ตรัสรู้ และเสด็จดับขันธปรินิพพาน คือ ความกตัญญู อริยสัจ ๔ และความไม่ประมาท

 

*หลักธรรมที่ควรปฏิบัติ


---1.ความกตัญญู คือ ความรู้อุปการคุณของผู้ที่ทำคุณให้แก่เราก่อน เป็นคุณธรรมคู่กับความกตเวที คือ การตอบแทนผู้ที่มีอุปการคุณต่อเรา ผู้ที่ทำอุปการคุณก่อนเรียกว่า บุพการี ซึ่งหมายถึง พระพุทธเจ้า พระมหากษัตริย์ บิดามารดา ครูอาจารย์


---2.อริยสัจ 4  คือ ความจริงอันประเสริฐ หมายถึง ความจริงที่ไม่ผันแปร ได้แก่ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค


---3.ความไม่ประมาท  คือ ความเป็นอยู่อย่างไม่ขาดสติ  เช่น  ไม่ประมาทในวัย คือ ไม่หลงคิด ว่าตนยังเด็ก อยู่ในวัยที่จะแสวงหาความสนุกสนาน เพลิดเพลินได้ จึงหาความสนุกสนานเรื่อยไป เกียจคร้านในการพัฒนาและสร้างความดีงามให้แก่ตนเองและสังคม

 

*กิจกรรมที่ควรปฏิบัติ


---การปฏิบัติตนในวันวิสาขบูชานี้ ให้แสดงออกทั้งทางวาจา ใจ เหมือนกับกิจกรรมในวันมาฆบูชา

 

*วันอาสาฬหบูชา


---วันอาสาหบูชา หมายถึง การบูชาในวันเพ็ญเดือน ๘ เนื่องในโอกาส วันคล้ายวันที่พระพุทธเจ้าทรงประกาศพระศาสนาเป็นครั้งแรก โดยแสดงปฐมเทศนา คือ ธัมมจักกัปปวัตนสูตร เป็นเหตุให้เกิดมีพระสาวกรูปแรกขึ้นในพระพุทธศาสนา จนถือได้ว่าเป็นวันแรกที่มีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ครบเป็นองค์พระรัตนตรัย

 

*ความสำคัญ


---พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนา (การสั่งสอนครั้งแรก) เนื้อหาว่าด้วย  "ทางสายกลาง ที่นำไปสู่      การบรรลุธรรม คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้" ฤๅษีโกณฑัญญะ ได้ทูลขอบวชเป็นสาวกรูปแรก ที่เป็นประจักษ์พยาน ในการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ประเทศไทยเป็นประเทศแรก ในบรรดาประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนา ที่กำหนดให้มีวันอาสาฬหบูชา และถือปฏิบัติมาจนกระทั่งปัจจุบัน

 

*หลักธรรมที่ควรปฏิบัติ


---ดำเนินชีวิตด้วยทางสายกลาง ที่เรียกว่า "มัชฌิมาปฏิปทา"  ไม่เคร่งครัดเกินไป ไม่ปล่อยปละละเลยหน้าที่ จนทำให้เกิดความเสียหาย อย่างนี้เป็นสำคัญ ได้แก่


---1.มีความเห็นชอบ คือ การคิดเรื่องต่าง ๆ เป็นไปในทางที่ดีงาม


---2.ความดำริชอบ คือ มีความปรารถนาดีต่อเพื่อน สังคม และประเทศในทางที่ถูกต้อง


---3.การเจรจาชอบ คือ การพูดจาอ่อนหวาน ไพเราะ อย่างสม่ำเสมอ


---4.การงานชอบ  คือ การประกอบการงานและหน้าที่ไม่บกพร่อง


---5.เลี้ยงชีพชอบ คือ  การประกอบอาชีพสุจริต ไม่คดโกงหรือทุจริต


---6.เพียรชอบ คือ มีความตั้งใจ มุ่งมั่น อดทน ที่จะทำงานของตนและส่วนรวมให้สำเร็จ


---7.ระลึกชอบ คือ เป็นคนมีสติ รอบคอบต่อการปฏิบัติหน้าที่ทุกอย่างได้อย่างสมบูรณ์


---8.ตั้งใจมั่นชอบ คือ มีการพัฒนาบุคลิกภาพ ทางกาย วาจา ใจ สติปัญญาอย่างสม่ำเสมอ

 

*กิจกรรมที่ควรปฏิบัติ


---การปฏิบัติตนในวันอาสาฬหบูชานี้ ให้แสดงออกทางกาย วาจา ใจ เหมือนกิจกรรมในวันมาฆบูชา

 

*วันอัฏฐมีบูชา


---วันอัฏฐมีบูชา หมายถึง การบูชาในวันแรม ๘ ค่ำ เดือน ๖ ซึ่งเป็นวันคล้ายวันถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระของพระพุทธเจ้า ที่กรุงกุสินารา วันอัฏฐมีบูชา นับถัดจากวันวิสาขบูชาไป ๗วัน

 

*ความสำคัญ


---เมื่อพระพุทธเจ้า เสด็จดับขันธปรินิพพานแล้ว ๗ วัน บรรดามัลลกษัตริย์ แห่งกรุงกิสินาราพร้อมทั้งประชาชนทั่วไปตลอดจนพระสงฆ์  โดยมีพระมหากัสสปเถระ  เป็นประธาน  ได้พร้อมกันถวายพระเพลิง        พุทธสรีระ ณ สถานที่ซึ่งเรียกว่า  "มกุฏพันธนเจดีย์ในพระนครกุสินารา"

 

*หลักธรรมที่ควรปฏิบัติ


---ปัจฉิมโอวาท  หมายถึง  โอวาทของพระพุทธเจ้า  ก่อน พระองค์ จะเสด็จดับขันธปรินิพพาน ทรงเตือนสติไว้ว่า  “ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราเตือนท่าน สังขารทั้งหลาย  มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด” 

 

*กิจกรรมที่ควรปฏิบัติ


---การปฏิบัติในวันอัฏฐมีบูชา คล้ายกับวันมาฆบูชา จัดให้มีการถือศีลปฏิบัติธรรม แสดงธรรมเทศนา เพื่อรำลึกถึงพระคุณ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่มีต่อมวลมนุษย์และสรรพสัตว์ทั้งปวง เป็นการโน้มน้าวจิตใจ ให้นำพระธรรมคำสั่งสอนไปประพฤติปฏิบัติ เพื่อความเจริญรุ่งเรืองผาสุก

 

*วันธรรมสวนะ


---วันธรรมสวนะ (วันพระ) หมายถึง วันขึ้น ๘ ค่ำ กับ ๑๕ ค่ำ และวันแรม ๘ ค่ำ กับ ๑๕ ค่ำ ของทุกเดือน


*ความสำคัญ


---ในสมัยพุทธกาล พระเจ้าพิมพิสาร  กษัตริย์แห่งแคว้นมคธ ได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า ซึ่งพระองค์ทรงประทับอยู่ ณ เขาคิชกูฏ ใกล้พระนครราชคฤห์ อันเป็นเมืองหลวงแห่งแคว้นมคธ และพระเจ้าพิมพิสารได้กราบทูลว่า นักบวชในศาสนาอื่น มีวันประชุมสนทนาเกี่ยวกับหลักธรรมคำสอนในศาสนาของเขา แต่สำหรับพระพุทธศาสนานั้นยังไม่มี


---พระพุทธองค์จึงทรงอนุญาต ให้ภิกษุสงฆ์ประชุมสนทนาธรรมและแสดงพระธรรมเทศนา แก่ประชาชนในวันขึ้น  ๘ ค่ำ ๑๕ ค่ำ ตามคำขออนุญาตของพระเจ้าพิมพิสาร ต่อมาเมื่อพระศาสนาแพร่หลายเข้ามาในประเทศไทย พุทธศาสนิกชนจึงถือเอาวันดังกล่าว เป็นวันธรรมสวนะ เพื่อถือศีลปฏิบัติธรรม


*กิจกรรมที่ควรปฏิบัติ


---1.ทำบุญตักบาตร ถือศีล ปฏิบัติธรรม ฟังธรรมเทศนาจากพระภิกษุสงฆ์


---2.ศึกษาหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า


---3.ประกอบพิธีทางพระพุทธศาสนาที่สมควรตามกาล


---4.บำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์แก่บ้าน วัด โรงเรียน

 

*พระธรรม


---หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา

 

---ศรัทธา ๔ หมายถึง ความเชื่อ ความเชื่อที่ประกอบด้วยเหตุผล มี ๔ ประเภท คือ


----1.กัมมสัทธา          เชื่อกฎแห่งกรรม  คือ  เชื่อว่าผลที่ต้องการจะสำเร็จได้ด้วยการกระทำของตนเอง มิใช่อ้อนวอนหรือรอคอยโชค


---2.วิปากสัทธา          เชื่อผลของกรรม  คือ  เชื่อว่ากรรมที่ทำแล้ว ต้องมีผลและเหตุ ผลดีเกิดจากกรรมดี ผลชั่วเกิดจากกรรมชั่ว


---3.กัมมัสสกตาสัทธา          เชื่อว่าสัตว์โลกมีกรรมของตน คือ  เชื่อว่าคนแต่ละคน จะต้องรับผิดชอบหรือเสวยวิบากกรรม ที่ตนเองทำไว้


---4.ตถาคตโพธิสัทธา          เชื่อความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า  มั่นใจในองค์พระตถาคต ว่าทรงเป็นพระสัมมาสัมพุทธะ เป็นผู้นำทางให้มนุษย์หลุดพ้นจากกิเลส

 

*พุทธจริยา ๓


---พุทธจริยา ๓  หมายถึง  การบำเพ็ญประโยชน์ของพระพุทธเจ้า


---1.โลกัตถจริยา   พระพุทธจริยาเพื่อประโยชน์แก่มหาชน ที่นับว่าเป็นสัตว์โลกทั่วไป เช่น ทรงสงเคราะห์มหาชนให้รู้และเข้าใจในรสพระธรรม สามารถละความอยากมี อยากได้ อยากเป็น จนพ้นจากความทุกข์ได้


---2.ญาตัตถจริยา   พระพุทธจริยาที่ทรงบำเพ็ญประโยชน์แก่พระญาติตามฐานะ เช่น การเสด็จไปเทศนาโปรดพระญาติ ณ กรุงกบิลพัสดุ


---3.พุทธัตถจริยา  พระพุทธจริยาที่ทรงบำเพ็ญประโยชน์ ตามหน้าที่ของพระพุทธเจ้า เช่น ทรงบัญญัติระเบียบความประพฤติสำหรับพระภิกษุและทรงประกาศพระศาสนาให้ยั่งยืนสืบมาตามหน้าที่

 

*อริยสัจ ๔


---อริยสัจ  ๔ หมายถึง ความจริงอันประเสริฐ


---1.ทุกข์  คือ ความไม่สบายกาย ไม่สบายใจ เพราะเป็นสภาพที่ทนอยู่ได้ยาก ได้แก่ การเกิด การแก่ การตาย การพลัดพรากจากสิ่งที่รัก  ความปรารถนาแล้วไม่สมหวัง


---2.สมุทัย  คือ สาเหตุแห่งทุกข์เกิดจากความโลภ โกรธ หลง


---3.นิโรธ  คือ ความดับทุกข์ ภาวะที่ดับทุกข์สิ้นไป


---4.มรรค  คือ หนทางแห่งการดับทุกข์ ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ ได้แก่ มรรคมีองค์ ๘

 

*หลักกรรม


---หลักกรรม  หมายถึง  การกระทำ การกระทำที่ประกอบด้วยเจตนาทางกาย วาจา และทางใจ


---1.อกุศลกรรม  คือ กรรมชั่ว การกระทำที่ไม่ดี ไม่ฉลาด ไม่เกิดจากปัญญา ทำให้เสื่อมเสียคุณภาพชีวิต


---2.กุศลกรรม  คือ กรรมดี การกระทำที่ดี ฉลาด เกิดจากปัญญา ส่งเสริมคุณภาพของชีวิตและจิตใจ หมายถึง การกระทำที่เกิดจากความไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง

 

*ไตรสิกขา


---ไตรสิกขา  หมายถึง  การพัฒนากาย วาจา จิตใจ และปัญญา อยู่เสมอ


---1.ศีล คือ ความมีระเบียบในการดำเนินชีวิตและในการอยู่ร่วมกับสังคม ได้แก่ ความมีวินัย การปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ กติกาในการอยู่ร่วมกัน เพื่อให้มีความสัมพันธ์ที่ดีในสังคม เอื้อโอกาสต่อการทำสิ่งต่าง ๆ ได้เกิดผลดี มีความเจริญก้าวหน้าต่อไป


---2.สมาธิ  คือ  การ ฝึกฝนอบรมจิตใจ ให้สงบแน่วแน่ มั่นคง เพื่อให้เป็นจิตใจที่สามารถทำงานหรือใช้การได้ดี โดยฉพาะในการคิดพิจารณาให้เกิดปัญญา จิตที่มีสมาธิจะเป็นจิตที่เหมาะสมต่อการพัฒนาคุณธรรมทั้งหลายให้เพิ่มขึ้น


---3.ปัญญา  คือ การมีความรู้  ความเข้าใจ  สิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริงและการฝึกฝนอบรมตนเอง ให้มีความรู้ ความเข้าใจ เช่นนั้น

 

*โอวาท ๓  ไม่ทำชั่ว


---เบญจศีล  หมายถึง  ความประพฤติทางกาย และวาจา การรักษากาย วาจาให้เรียบร้อย


---1.ละเว้นจากการฆ่าสัตว์


---2.ละเว้นจากการถือเอาทรัพย์ของผู้อื่นที่เขามิได้ให้


---3.ละเว้นจากการประพฤติผิดในกาม


---4.ละเว้นจากการพูดเท็จ


---5.ละเว้นจากน้ำเมา และเมรัยอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท รวมทั้งสิ่งเสพติดให้โทษ

 

*อบายมุข  ๔ 


---หมายถึง  ช่องทางของความเสื่อม ทางแห่งความพินาศ เหตุแห่งย่อยยับแห่งโภคทรัพย์


---1.เป็นนักเลงหญิง นักเที่ยวผู้หญิง


---2.เป็นนักเลงสุรา นักดื่ม


---3.เป็นนักเลงการพนัน


---4.คบคนชั่วเป็นมิตร


*โอวาท   ๓    ทำความดี


---เบญจธรรม  หมายถึง  ธรรมอันดีงาม 5 อย่าง


---1.เมตตา และกรุณา  คือ  ความรักใคร่ ปรารถนาให้มีความสุขความเจริญ และความสงสารคิดช่วยให้พ้นทุกข์


---2.สัมมาอาชีวะ  คือ  การหาเลี้ยงชีพในทางสุจริต


---3.กามสังวร  คือ  ความสำรวมระวัง  รู้จักยับยั้ง ควบคุมในทางกามารมณ์ ไม่ให้หลงในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส


---4.สัจจะ  คือ  ความสัตย์ ความซื่อตรง


---5.สติสัมปชัญญะ  คือ  ระลึกได้และรู้ตัวอยู่เสมอ

 

*บุญกิริยาวัตถุ ๓


---หมายถึง ที่ตั้งแห่งการทำบุญ เรื่องที่จัดเป็นการทำความดี หลักการทำความดี ทางทำความดี


---1.ทานมัย  คือ การทำบุญด้วยการให้ปันสิ่งของ เช่น การบริจาคทานแก่ผู้ยากไร้


---2.สีลมัย  คือ การทำบุญด้วยการรักษาศีล การประพฤติดี มีระเบียบวินัย เช่น รักษาศีล 5  ของตนให้บริสุทธิ์อยู่เสมอ


---3.ภาวนามัย  คือ การทำบุญด้วยการเจริญภาวนา คือ การฝึกอบรมจิตใจ เจริญปัญญา เช่น การเข้าวัดปฏิบัติธรรม นั่งสมาธิ

 

*อคติ ๔ 


---หมายถึง การกระทำสิ่งที่ผิดด้วยความลำเอียง ไม่ยุติธรรม


---1.ฉันทาคติ  คือ ลำเอียงเพราะชอบ เช่น คนที่ตนรักทำความผิด สมควรจะลงโทษก็ไม่ทำ


---2.โทสาคติ  คือ ลำเอียงเพราะชัง ไม่ชอบกัน เช่น ไม่ให้ลาภยศด้วยอำนาจความเกลียดชัง


---3.โมหาคติ  คือ ลำเอียงเพราะหลง เช่น ผู้ใหญ่ตัดสินลงโทษผู้น้อย โดยที่ยังมิได้ไต่สวนความผิดให้รอบคอบเสียก่อน


---4.ภยาคติ  คือ ลำเอียงเพราะกลัว เช่น ทำผิดกฎหมายเพราะกลัวผู้มีอำนาจจะไม่พอใจ อาจลงโทษแก่ตนได้

 

*อิทธิบาท ๔


---หมายถึง  คุณธรรมที่เป็นทางแห่งความสำเร็จ


---1.ฉันทะ  คือ  ความรักงาน พอใจในงานที่ตนทำ


---2.วิริยะ  คือ  ความเพียรพยายามในการทำงานนั้น


---3.จิตตะ  คือ  ความเอาใจใส่กับงานที่ตนทำ


---4.วิมังสา  คือ  การใช้ปัญญาตริตรองพิจารณาเหตุผลในงานนั้น

 

*กตัญญูกตเวทีต่อพระพุทธศาสนา


---หลักธรรมคำสั่งสอน ทางพระพุทธศาสนาเป็นแนวทางการดำเนินชีวิตที่ดีงาม  สอนให้เรากระทำความดี ให้อุปการแก่เรา เราจึงควรตอบแทนพระพุทธศาสนาด้วยแนวทางการปฏิบัติ ดังนี้


---1.ศึกษาหลักธรรมคำสั่งสอนให้มีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง


---2.ปฏิบัติตามหลักธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า


---3.ดูแลปกป้องพระสงฆ์ที่ประพฤติดีปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ


---4.ปกป้อง ดูแล ศาสนสถาน ศาสนวัตถุ อันเป็นศิลปวัฒนธรรมของชาติ

 

*มงคล 38  ใฝ่รู้ ใฝ่เรียน


---ผู้ที่ใฝ่รู้ ใฝ่เรียน เราเรียกว่า  "พหูสูต"  คนที่จะเป็นพหูสูได้นั้น  ต้องอาศัยหลัก ๔ ประการ  เรียกย่อ ๆ ว่า “ สุ  จิ  ปุ  ลิ” 


---1.สุตะ  คือ  ความรู้ที่ได้จากการฟัง การศึกษาเล่าเรียนมา


---2.จินตะ คือ  การพิจารณาสิ่งที่เรียนรู้แล้วด้วยปัญญา


---3.ปุจฉา คือ  การถาม เมื่อรับรู้ข้อมูลข่าวสารมาแล้ว เราต้องหมั่นตั้งคำถาม เพื่อให้ได้ซึ่งคำตอบที่ชัดเจน คลายข้อสงสัยให้หมดไป


---4.ลิขิต คือ  การเขียน เมื่อได้เรียนรู้สิ่งใด อาจลืมได้ เราจึงต้องเขียนบันทึกไว้ เพื่อทบทวนความจำ และถ้าไม่เข้าใจ อาจกลับมาพิจารณาสิ่งที่บันทึกได้อีก

 

*การงานไม่อากูล


---การงานนั้น เป็นเครื่องหาเลี้ยงชีพ แม้การศึกษาเล่าเรียนก็เป็นเครื่องหาเลี้ยงชีพในภายหน้า ดังนั้นเราจึงควรศึกษาเล่าเรียน ทำงานด้วยความเพียรพยายาม ไม่ให้คั่งค้าง


---การทำงานคั่งค้าง เปรียบเสมือนสำนวนที่ว่า “ดินพอกหางหมู”  เมื่อดินที่สะสมนั้น เพิ่มทวีขึ้นก็เริ่มแข็งตามกาลเวลา เป็นผลให้ทำความสะอาดได้ยาก การเรียนและการงานก็เช่นเดียวกัน  หากไม่ตั้งใจทำจริง ๆ ปล่อยให้เวลาผ่านไป การงานและการเรียนนั้น  ย่อมไม่สำเร็จตามจุดประสงค์ เกิดโทษต่อตนเองและส่วนรวม

 

*อดทน


---ความอดทน  มาจากคำว่า “ขันติ”  คือ สภาพจิตใจที่เข้มแข็ง ไม่หวั่นไหว ไม่ท้อถอย


---ลักษณะของความอดทน 


---1.ทนต่อความลำบาก ได้แก่ ทนต่อความลำบากที่ต้องประสบตามธรรมชาติ ซึ่งอาจเกิดจากสภาพแวดล้อม เป็นต้น


---2.ทนต่อทุกขเวทนา ได้แก่ ทนต่อสังขารของเรา เช่น ความไม่สบายกาย ไม่สบายใจ


---3.ทนต่อความเจ็บใจ  ได้แก่ ทนต่อการว่าร้าย ไม่เอามาเป็นอารมณ์ เพราะจะทำให้ทะเลาะเบาะแว้ง


---4.ทนต่อความอยากได้ อยากมี อยากเป็น แก่สิ่งยั่วยวนทั้งหลาย เช่น ความโลภอยากได้ของผู้อื่น การพ่ายแพ้ต่ออำนาจของเงิน เป็นต้น


---ความอดทนเป็นธรรมะอันทำให้งาม ได้แก่ ความงามกิริยา งามวาจา และงามใจ สร้างความสามัคคีในสังคม และทำให้ไม่มีศัตรู



*พุทธศาสนสุภาษิต


วิริเยน ทุกฺขมจฺเจติ

คนจะล่วงทุกข์ได้เพราะความเพียร


---ความเพียร  เป็นคุณธรรม  ที่ทำให้บุคคลตื่นตัวอยู่เสมอ ไม่ย่อท้อ ไม่เบื่อหน่ายต่อการงาน ทั้งกิจธุระของตนและส่วนรวม ถึงแม้จะมีอุปสรรคต่าง ๆ ก็พยายามฝ่าฟัน จึงทำให้เป็นผู้ประสบความสำเร็จในกิจการงานนั้น ๆ สามารถ เพิ่มพูนรายได้นำมาเลี้ยงชีพครอบครัว


 ---นอกจากนี้ความเพียรยังเป็นธรรมะ ที่เป็นเครื่องกำจัดความอยากได้ อยากมี อยากเป็นให้หมดไป เมื่อเกิดกิเลส ก็ใช้ความเพียรกำจัดกิเลสตัณหา ทุกข์ก็ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ เช่น 


---พระ ติสสมหาเถระ  ตั้งกติกาไว้ในใจว่า  "เราจักอยู่ด้วยอิริยาบถ ๓  คือ ยืน เดิน นั่ง ทำความเพียร จะไม่ยอมนอนเวลาง่วง เอาฟางชุบน้ำให้เปียกชุ่ม วางไว้บนศีรษะ แช่น้ำประมาณเพียงคอ เจริญวิปัสสนากรรมฐาน เพื่อบูชาความเพียรของพระพุทธเจ้า"  ด้วยความเพียรเวลาผ่านไป ๑๒  ปี จึงได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์


    ปญฺญา    โลกสฺมึ    ปชฺโชโต    

ปัญญา คือ แสงสว่างในโลก


---ปัญญา แปลว่า ความรอบรู้ คือ รู้ทางแห่งความเสื่อม รู้ทางแห่งความเจริญและรู้เหตุในการสร้างความเจริญ เช่น รู้ว่าสิ่งเสพติดเป็นภัย มีโทษต่อตนเอง จะนำไปสู่โรคร้าย และอาจทำให้การงานไม่ประสบผลสำเร็จจึงตัดสินใจไม่เสพสิ่งเสพติด ตั้งใจทำงาน หรือศึกษาเล่าเรียน ใช้วิชาความรู้ให้เป็นประโยชน์ต่อตนเองและสังคม  ผู้มีปัญญาจึงเป็นผู้สร้างที่พึ่งให้กับตนเอง นำพาตนเองไปสู่ในทางที่ดีงามยิ่งขึ้นไป เช่น 


---วันหนึ่ง ขณะที่นกมูลไถ หากินอยู่ในท้องนา เหยี่ยวตัวหนึ่งได้มาบินโฉบเฉี่ยวเอาไป นกมูลไถนั้น ได้รับความทุกข์อันมาก ระหว่างที่อยู่กรงเล็บของเหยี่ยวที่กำลังบินไปอยู่นั้น ก็มองเห็นความตายอยู่ข้างหน้า แต่เพราะความที่เป็นสัตว์มีไหวพริบ  จึงแต่งอุบายขึ้นมาร้องว่า


---“เอ้อ  นี่เราไม่น่าเลยนะ หากินอยู่ในถิ่นของตัวดี ๆ  ก็ ไม่น่าออกมาเที่ยวหากินนอกถิ่นนอกแดน ก็เลยถูกเหยี่ยวมาเฉี่ยวเอาไปได้  นี่ถ้าเรายังอยู่ในถิ่นของเราละก็ อย่าว่าแต่เหยี่ยวเอาไปได้ ให้นกอะไรใหญ่กว่านี้หรือเก่งกว่านี้ก็ไม่มีทางจะทำอะไรเราได้”  นกมูลไถพูดทำนองนี้เรื่อย ๆ


---ฝ่ายเหยี่ยวได้ยินคำที่นกมูลไถกล่าววาจามากระทบตนเองจึงโกรธ บอกให้นกมูลไถไปอยู่ในท้องนาแล้วตนจะเฉี่ยวให้ได้ ด้วยความหยิ่งในความสามารถของตน เมื่อนกมูลไถถึงถิ่นของตนแล้ว จึงเตรียมพร้อมที่จะหลบหนีเหยี่ยว จึงทำอุบายไปเกาะก้อนดินก้อนใหญ่


---เมื่อพร้อมแล้ว เหยี่ยวก็โฉบลงมา พอเหยี่ยวโฉบลงมาใกล้ ๆ นกมูลไถ ก็หลบลงในซอกดินด้วยกำลังแรงของเหยี่ยว ตัวของนกเหยี่ยวจึงปะทะกับก้อนดินเต็มที่ ถึงแก่ความตาย  นกมูลไถจึงรอดชีวิต



*พระไตรปิฎก


*การแบ่งพระไตรปิฎก


---พระไตรปิฎกเป็นคัมภีร์สูงสุดของพระพุทธศาสนา มีความสำคัญต่อพระพุทธศาสนา เพราะเป็นที่รวบรวมหลักธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า จึงเป็นหน้าที่สำคัญอย่างยิ่งของพุทธศาสนิกชนที่จะศึกษาค้นคว้าพระไตรปิฎก เพื่อนำไปใช้เป็นแนวทางในการดำรงชีวิต


---พระไตรปิฎกแบ่งออกเป็น ๓ หมวดหมู่ คือ


---1.พระวินัยปิฎก  เป็นระเบียบข้อบังคับ ในการดำเนินชีวิตสำหรับพระสงฆ์และภิกษุณี


---2.พระสุตตันตปิฎก  เป็นพระธรรมเทศนา ซึ่งพระพุทธเจ้าตรัสให้เหมาะกับบุคคลและโอกาสต่าง ๆ


---3.พระอภิธรรมปิฎกเป็นหลักธรรมต่าง ๆ ซึ่งอธิบายเนื้อความแท้ ๆ ของธรรมะ ไม่เกี่ยวกับบุคคล สถานที่ หรือเหตุการณ์ใด ๆ

 

*ความสำคัญของพระไตรปิฎก


---1.เป็นแหล่งศึกษาค้นคว้าหลักธรรม  คำสั่งสอนของ  พระพุทธเจ้า


---2.เป็นมาตรฐานในการตรวจสอบความเชื่อถือและข้อปฏิบัติในพระพุทธศาสนา


---3.ทำให้เราทราบพุทธจริยา คือ การบำเพ็ญประโยชน์ของพระพุทธเจ้า และประวัติของพุทธสาวก  พุทธสาวิกา แล้วนำมาเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิต

 

*เรื่องน่ารู้จากพระไตรปิฎก  อสรพิษร้าย  ๔ ตัว


---พระพุทธเจ้าประทับอยู่ที่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถี ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลายว่า  


---อสรพิษมีฤทธิ์เดชแรงกล้า ๔ จำพวก ชายผู้รักตัวกลัวตาย มีคนบอกเรื่องอสรพิษ ๔ จำพวกจึงหลบหนีไป


---ขณะหนีไปมีคนบอกว่า เพชฌฆาตดุร้าย ๕  คน กำลังตามมาจะฆ่าท่าน งานใดค้างอยู่ให้รีบทำ ชายคนนั้นหนีต่อไปอีก


---มีคนมาบอกอีกว่า  เพชฌฆาตคนที่ ๖ เหาะมาในอากาศ จะตามฆ่าท่าน ชายคนนั้นจึงหนีต่อไปอีก


---หลบเข้าไปในเรือนร้างหลังหนึ่ง กำลังจับต้องภาชนะเปล่า ก็มีคนมาบอกอีกว่า โจรที่คอยฆ่าชาวบ้าน เข้ามาเรือนร้างนี้เสมอ อาจจะฆ่าท่านได้ ชายคนนั้นจึงหนีไปอีก 


---พบห้วงน้ำใหญ่ ฝั่งนี้เต็มไปด้วยอันตราย จึงผูกแพข้ามไป และขึ้นบกโดยปลอดภัย


*พระพุทธองค์ตรัสอุปมาเกี่ยวกับเรื่องนี้เพื่อให้เข้าใจง่าย ดังนี้


---ธรรมดาคนเราย่อมกลัวภัย กลัวสิ่งที่น่ารังเกียจ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่คนเราทุกคนต้องการจะหลีกหนี ให้ห่าง พยายามไม่เกี่ยวข้องด้วย ในที่นี้ได้แก่ อสรพิษ ๔ เพชฌฆาต และโจรผู้ร้าย


---อสรพิษ ๔ นั้น   หมายถึง  ธาตุ ๔ ได้แก่ ธาตุดิน  ธาตุ น้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม เมื่อรวมเป็นร่างกาย คนเราย่อมหลีกหนีจากการพิจารณาว่าร่างกายประกอบด้วยธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ทำให้ลุ่มหลงว่าเป็น    ตัวเรา ของเรา


---เพชฌฆาตทั้ง ๕  หมายถึง  อุปาทานขันธ์ ๕  ได้แก่  รูป  เวทนา  สัญญา  สังขาร วิญญาณ   เมื่อรวมเป็นร่างกาย คนเราย่อมหลีกหนีจากการพิจารณาว่าร่างกาย คือ นามกับรูป แบ่งออกเป็น ๕ กอง ทำให้ลุ่มหลงว่าเป็นตัวเรา ของเรา


---เพชฌฆาตคนที่ ๖ ที่เหาะไปในอากาศ คอยกล่อมให้เราเพลิดเพลินว่าเป็นตัวเรา ของเรา หมายถึง ความยินดีที่ทำให้เพลิดเพลิน (นันทิราคะ)


---บ้านร้าง หมายถึง อายตน   ตนภายใน ๖   ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ ซึ่งธรรมดาบ้านร้าง ถ้าปราศจากสิ่งรบกวนจากภายนอก  ก็ยังคงว่างเปล่า ต่อเมื่อเปิดโอกาสให้โจรผู้ร้าย  ซึ่งอาจจะฆ่าเราได้   หมายถึง อายตน  ตนภายนอก ๖ ได้แก่ รูป เสียง กลิ่น รส  สัมผัส ธรรมารมณ์  (อารมณ์ที่เกิดจากใจ)  เข้ามา   รบกวน บ้านร้างจึงไม่สงบ ถูกปรุงแต่ง ด้วยสิ่งที่ตาเห็นเป็นรูป หูได้ยิน จมูกได้รับกลิ่น กายได้สัมผัสกับสิ่งที่ต้องกาย ใจ ได้รับอารมณ์ที่เกิดจากใจ


---ต่อมา  เมื่อรู้ว่าฝั่งตรงข้าม เป็นทางอันปลอดภัย ต้องการจะข้ามไป ณ ที่แห่งนั้น แต่พบว่า ห้วงน้ำนั้นกว้างใหญ่ เต็มไปด้วยอุปสรรค และปัญหา ทำให้ข้ามไปได้ยาก  ดังนั้น ต้องอาศัยแพ พาตนข้ามให้พ้นจาก  ฝั่งนี้ไปสู่ฝั่งโน้น  เพราะเป็นสถานที่อันร่มรื่นและน่าอยู่ ต่างจากที่อยู่เดิมที่มีความน่าเกลียด น่ากลัวของ      ร่างกายที่เปื่อยเน่า มีน้ำหนองเปรอะเปื้อนร่างกายอันเป็นที่น่ารังเกียจยิ่ง

 

*ศัพท์ทางพระพุทธศาสนา


---ความสันโดษ  แปลว่า ความยินดี หรือพอใจด้วยของของตน ความยินดีในของที่มีอยู่ ความสันโดษมีความหมาย ๒ นัย คือ


---๑.สันโดษ ในวัตถุสิ่งเสพ หมายถึง ความพอใจในปัจจัยสี่ ได้แก่ อาหาร ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค ที่ตนหามาได้โดยสุจริต ไม่โลภอยากได้ของผู้อื่น เมื่อไม่ได้ก็ไม่เร่าร้อนทุรนทุราย เมื่อได้ก็ใช้โดยรู้เท่าทันเห็นโทษ    รู้จักใช้สิ่งนั้นตามคุณค่าและตามความหมายของสิ่งนั้น ๆ เช่น  รู้จักบริโภคอาหารแต่พอดี บริโภคอาหารให้เหมาะสมกับความต้องการของร่างกาย เห็นคุณและโทษของอาหาร ที่เรากำลังจะบริโภค


---๒.ไม่สันโดษในกุศลธรรม หมายถึง มีความขยันหมั่นเพียรในการทำดี พูดดี คิดดี ไม่ทอดทิ้งโอกาสในการกระทำความดี พัฒนาตนไปสู่ ผู้มีคุณธรรมที่สูงขึ้นเรื่อยไป เช่น ตั้งใจเล่าเรียนหนังสือ พัฒนาความรู้ความสามารถของตนเองให้สูงขึ้นและเมื่อมีโอกาสช่วยเหลืออย่างเต็มกำลังความรู้ ความสามารถของตนเอง

 

*การบริหารจิตและเจริญปัญญาทำจิตให้บริสุทธิ์


---การบริหารจิตและเจริญปัญญา หมายถึง การกำหนดอิริยาบถ ยืน เดิน นั่ง นอน และการเคลื่อนไหวต่าง ๆ  ช่วยให้จิตแน่วแน่เกิดสมาธิ เป็นประโยชน์ในการคิดพิจารณาให้เกิดปัญญา

 

*การฝึกสมาธิด้วยการเดินจงกรม


---1.สำรวมกาย วาจา ใจ


---2.ตั้งจิตให้มั่นว่า จะฝึกความอดทน พากเพียรจนเกิดสมาธิ


---3.การฝึกเดิน

 

*การเดินจงกรม


*1.การเตรียมตัว


---กาย      เริ่มยืนตรง ไม่วอกแวกดูสิ่งอื่น ขณะเดิน มือจะกุมประสานกันไว้ด้านหน้า   เท้าจะก้าวช้า ๆ  และก้าวสั้นเพียง 1 ฝ่าเท้า และทรงตัวอยู่ให้นิ่ง ไม่บิดไปบิดมา


---วาจา    ไม่พูดคุย ภาวนาในใจด้วยถ้อยคำกะทัดรัด พร้อมกับการเคลื่อนไหวของร่างกาย


---ใจ      กำหนดจิต  ตามอิริยาบถที่ร่างกายเคลื่อนไหวให้ทันวาจา กล่าวคือ ทำให้รู้สึกพร้อมในขณะ  ร่างกายเคลื่อนไหว และเปล่งคำภาวนา


 *2.เริ่มเดินจงกรม


---ยืนตรง    ปล่อยแขนไว้ข้างลำตัว ขณะยืน ตามองที่ปลายจมูกของตน จะช่วยไม่ให้สอดส่ายไปมองที่อื่น


---ยกมือซ้าย   พร้อมกับภาวนาช้า ๆ ว่า ยกหนอ–มาหนอ– วางหนอ พร้อมวางมือซ้ายไว้ที่หน้าท้อง


---ยกมือขวา     พร้อมกับภาวนาช้า ๆ ว่า ยกหนอ – มาหนอ – วางหนอ พร้อมวางมือขวาทับข้อมือซ้าย แล้วใช้นิ้วกลางและหัวแม่มือรวมข้อมือซ้ายไว้


 *3.การภาวนาพร้อมปฏิบัติ


---ให้ภาวนาเบา ๆ ช้า ๆ เป็นจังหวะ จะช่วยให้กระแสจิตสงบลงได้เร็ว และช่วยให้สติตั้งมั่น ดังนี้


 ---ยืน-หนอ  3 ครั้ง ขณะนี้  ใจกำหนดเห็นรูปยืน นึกเห็นภาพตนเองกำลังยืน


 ---อยาก - เดิน –หนอ  3 ครั้ง ใจเตรียมพร้อมที่จะเดิน ตามองทางเดิน ห่างไป  3-4  ก้าว


---ขวายกส้น – ยกหนอ – ย่างหนอ – เหยียบหนอ


---ซ้ายยกส้น – ยกหนอ – ย่างหนอ – เหยียบหนอ

 

*พระสงฆ์พุทธสาวก-พุทธสาวิกา


---พระโสณโกฬิวิสะ


---สมัยที่พระพุทธเจ้าประทับ ณ เขาคิชกูฏ แขวงเมือง  ราชคฤห์นั้น มีกุลบุตรคนหนึ่งชื่อ  "พระโสณโกฬิวิสะ"  เข้ามาเฝ้าพระพุทธเจ้า  กราบทูลให้พระองค์ ทรงทราบว่า ได้ฟังธรรมที่พระพุทธเจ้าแสดงแล้ว เห็นว่าผู้อยู่ครองเรือน  ไม่อาจจะประพฤติ พรหมจรรย์ให้บริสุทธิ์โดยสิ้นเชิงได้  จึงทูลขออุปสมบท ในพระธรรมวินัย พระศาสดาก็ทรง      อนุญาตให้บวชตามประสงค์


---เมื่อบวชแล้ว ก็ทำความเพียรเกินขนาด เดินจงกรม  ไม่หยุด จนเท้าแตก ก็ไม่ได้บรรลุธรรมพิเศษแต่อย่างใด จึง    คิดจะลาสิกขา  ออกมาเป็นคฤหัสถ์ บำเพ็ญกุศลแทนการบวช พระพุทธเจ้า  ทรงทราบเรื่องราวของพระโสณโกฬิวิสะโดยตลอด จึงเสด็จมาตรัสสอน ให้ความเพียรสายกลาง คือ ไม่ให้ตึงนัก  ไม่ให้หย่อนนัก เปรียบด้วยพิณสามสาย หากตึงหรือหย่อนเกินไปเสียงก็ไม่ไพเราะ ต้องพอดี ๆ เสียงจึงจะน่าฟัง


---ความเพียรเกินขนาดย่อมเป็นผลเสียต่อร่างกาย ความย่อหย่อนเกินไป ก็เป็นไปเพื่อความเกียจคร้าน     และทรงสอนให้ทราบความที่อินทรีย์ต้องเป็นของเสมอ ๆ กัน คือ ศรัทธากับปัญญา ความเพียรกับสมาธิ     ต้องพอดี ๆ กันให้ตลอด


---เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสสั่งสอนแล้ว ก็เสด็จกลับ ฝ่ายพระโสณโกฬิวิสะ ก็ตั้งอยู่ในโอวาทที่ทรงสอนนั้น บำเพ็ญเพียรแต่พอประมาณ เจริญวิปัสสนาไม่นานก็ได้บรรลุพระอรหันตผล ท่านจึงไปกราบทูลต่อพระพุทธเจ้าว่า การบรรลุธรรมวิเศษ ล่วงพ้นจากกิเลสทั้งปวงนั้น ต้องน้อมไปในคุณ ๖ สถาน คือ


---1.น้อมไปการบรรพชา ออกไปจากกามคุณ


---2.น้อมไปในที่สงัด


---3.น้อมไปในความสำรวม ไม่เบียดเบียน


---4.น้อมไปในทางละทิ้งความยึดมั่นถือมั่น


---5.น้อมไปในทางสิ้นแห่งความอยาก


---6.น้อมไปในความไม่หลง


---เมื่อพระพุทธเจ้าได้ทรงรับฟังดังนั้นแล้ว ตรัสสรรเสริญพระโสณโกฬิวิสะว่า  พยากรณ์ พระอรหันต์ กล่าวเนื้อความไม่นำตนเข้าไปเปรียบเทียบ


---พระโสณโกฬิวิสะ อาศัยที่ปรารภความเพียรด้วยอุตสาหะแรงกล้า ตั้งแต่ยังไม่ได้บรรลุพระอรหันต์ พระศาสดาจึงทรงยกย่องว่า "เป็นภิกษุผู้ปรารภความเพียรในพระพุทธศาสนา"


*คุณธรรมที่ควรถือเป็นแบบอย่าง


---1.ความเป็นผู้มีความเพียรพยายาม ตั้งใจจริง


---2.เป็นผู้วางตนเหมาะสม ไม่อวดอ้างธรรมวิเศษที่ตนบรรลุแล้ว

 

*หน้าที่ชาวพุทธ


---ในฐานะที่เราเป็นผู้นับถือพระพุทธศาสนา ซึ่งเรียกเป็นศัพท์ว่า  "พุทธศาสนิกชน" หรือเรียกง่าย ๆ ว่า  “ชาวพุทธ” นั้น มีหน้าที่ ที่จะต้องปฏิบัติต่อศาสนาที่เรานับถือ โดยช่วยกันทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา พระสงฆ์ ช่วยกันปกป้องภัยต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้น แก่พระศาสนา โดยควรมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

 

*การจัดพิธีกรรมตามหลักพระพุทธศาสนา


---พิธีกรรม หมายถึง การทำพิธี หรือการบูชาที่เกี่ยวกับศาสนาและการดำเนินชีวิต พิธีกรรมเป็นอุบายที่จะทำให้คนเข้าใจศาสนาและมีระเบียบแบบแผนในการดำเนิน ชีวิต พิธีกรรมจึงเป็นส่วนหนึ่งของขนบธรรมเนียม ประเพณี และวัฒนธรรมจึงควรที่ชาวพุทธจะศึกษาให้เกิดความเข้าใจอย่างแท้จริง เพื่อความบริสุทธิ์ดำรงมั่นของพระพุทธศาสนา และเพื่อประโยชน์สุขของชาวพุทธ


*ประโยชน์ของพิธีกรรม


---1.เป็นสื่อจูงใจคนให้ละชั่ว ทำดี และจิตใจให้บริสุทธิ์ได้


---2.เกิดคุณค่าทางใจ เป็นความปีติอิ่มเอิบ


---3.เป็นการรักษาเอกลักษณ์ของชาติ เพราะพิธีกรรมเป็นวัฒนธรรมที่บ่งบอกถึงความเป็นชาติไทย

 

*หลักการจัดพิธีกรรมทางพระพุทธศาสนา


---1.เรียบง่าย


---2.ประหยัด


---3.มีประโยชน์


---4.ถูกต้องตามหลักพระพุทธศาสนา

 

*ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับศาสนาสถาน


---ศาสนสถาน  เป็นสถานที่ที่ใช้ในการประกอบพิธีกรรมทาง  พระพุทธศาสนา ได้แก่


---1.อุโบสถ คือ สถานที่พระสงฆ์ทำสังฆกรรม บางทีเรียกโบสถ์ สังฆกรรม เช่น การทอดกฐิน การอุปสมบท


---2.วิหาร คือ สถานที่ประดิษฐานของพระพุทธรูปคู่กับโบสถ์


---3.หอไตร


---4.เจดีย์


---5.กุฏิ

 

*การสร้างความสำนึกในประโยชน์และคุณค่าของการรักษาศีล


---การมีสภาพชีวิตและการอยู่ร่วมกันที่จัดระเบียบไว้ด้วยดี เรียกว่า “ศีล”   ศีล ๕ เป็นเกณฑ์ความสัมพันธ์พื้นฐานในสังคม เพื่อคนอยู่ร่วมกันด้วยดี ไม่เบียดเบียนกันสังคมจึงไม่เดือดร้อน เป็นฐานรองรับความมีสันติสุขของสังคม

 

*หลักในการรักษาศีล ๕  จึงกำหนดให้มีการไม่เบียดเบียนทำร้ายกัน คือ


---1.ละเว้นจากการฆ่าสัตว์ เพื่อมิให้ละเมิดต่อชีวิตและร่างกายของผู้อื่น


---2.ละเว้นจากการถือเอาทรัพย์ของผู้อื่น เพื่อมิให้ละเมิดต่อกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน


---3.ละเว้นจากการประพฤติผิดในกาม เพื่อมิให้ละเมิดต่อคู่ครองของกันและกัน


---4.ละเว้นจากการพูดเท็จ เพื่อมิให้ใช้วาจาทำร้ายหลอกลวงกัน


---5.ละเว้นจากการดื่มสุราเมรัย  เพื่อมิให้คุกคามต่อความรู้สึกปลอดภัยของผู้อื่น


---จะเห็นว่าศีล ๕ เป็นมาตรฐานในการจัดระเบียบชีวิตและสังคมของมนุษย์ให้เอื้อต่อการสร้างสรรค์  สิ่งดีงาม หรือทำการพัฒนาสิ่งต่าง ๆ

 

*การเข้าค่ายพุทธบุตร


---การเข้าค่ายพุทธบุตร  เป็นการใช้เวลาเข้าค่ายเพียง ๓ วัน ๒ คืนเป็นอย่างน้อย เพื่ออบรมจิตใจขัดเกลามารยาทให้เป็นชาวพุทธที่ดี  เป็นสมาชิกที่ดีของสังคม คือ  ปฏิบัติตนถูกต้อง เหมาะสมตามบทบาทหน้าที่ของตนในฐานะบุตรที่ดี ศิษย์ที่ดี เพื่อนที่ดี ชาวพุทธที่ดีและเยาวชนที่ดีของประเทศชาติ


---กิจกรรม ในการเข้าค่ายคุณธรรมมีมากมาย นักเรียนมีโอกาสได้ฝึกปฏิบัติจริงอย่างต่อเนื่อง โดยมี    พระสงฆ์ ครูอาจารย์  เป็นผู้ชี้แนะแนวทาง และเป็นผู้จัดกิจกรรม โดยจุดมุ่งหมายให้นักเรียนที่เข้ารับการอบรมไม่กระทำความชั่ว กระทำความดี ทำจิตให้บริสุทธิ์


---1.ไม่กระทำความชั่ว คือ เว้นจากการประพฤติชั่วทางกาย วาจา ใจ เช่น คิดว่าสิ่งนั้นเป็นสิ่งไม่ดี ไม่ควรทำ จะส่งผลกระทบต่อเราก็ละเว้นการกระทำนั้นเสีย


---2.กระทำความดี คือ ประพฤติชอบทางกาย วาจา ใจ เช่น คิดว่าการงานใด  เป็นสิ่งที่มีประโยชน์ต่อตนเองและสังคมก็ตั้งใจ เพียรพยายามทำสิ่งนั้น อย่างเต็มกำลังกาย และกำลังปัญญาของตน


---3.ทำจิตให้บริสุทธิ์ คือ ทำตนให้หมดจดจากเครื่องเศร้าหมองใจ ได้แก่ ความโลภ โกรธ หลง

 

*การแสดงตนเป็นพุทธมามกะ


---บุคคลผู้เข้ามานับถือพระพุทธศาสนาใหม่ ซึ่งอาจจะนับถือศาสนาอื่นมาก่อนหรืออาจจะเยาว์วัย แต่บิดามารดาและผู้ปกครองอื่น ๆ ต้องการจะให้นับถือพระพุทธศาสนา แสดงตนเป็นพุทธมามกะ ควรปฏิบัติดังนี้


---1.นิมนต์พระสงฆ์ ๔ รูปขึ้นไป ประชุมกันในอุโบสถหรือสถานที่อันเหมาะสมอื่น ๆ ก็ได้


---2.ผู้ปฏิญาณต้องแต่งกายสุภาพเรียบร้อย นิยมนุ่งผ้าขา ห่มผ้าขาวหรือใส่ชุดขาวก็ได้ เข้าไปสู่ที่ประชุมสงฆ์ จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัยแล้วกราบเบญจางคประดิษฐ์ ๓ ครั้ง


---3.ถวายเครื่องสักการะ ตามที่จัดถวายแก่พระสงฆ์ เสร็จแล้วกราบพระอาจารย์และพระสงฆ์ 3 ครั้ง


---4.นั่งคุกเข่าประนมมือ กล่าวคำปฏิญาณแสดงตนเป็นพุทธมามกะ


---5.นั่งพับเพียบ และรับฟังโอวาทจากพระอาจารย์ จบแล้วสมาทานเบญจศีลเสร็จแล้วกราบ ๓ ครั้ง


---6.ถ้ามีของไทยทานก็ถวาย จากนั้นพระสงฆ์สวดอนุโมทนาแล้วกราบ 3 ครั้ง เป็นเสร็จพิธี

 

*คำปฏิญาณตนเป็นพุทธมามกะ


"เอ สาหํ ภนฺเต สุจิรปรินิพฺพุตมฺปิ  ตํ ภควนฺตํ สรณํ คจฺฉามิ   ธมฺมญฺจ สงฺฆญฺจ พุทฺธมามโกติ"

(ถ้าเป็นหญิงเปลี่ยนเป็น พุทธมามกาติ)  มํ สงฺโฆ ธาเรตุ


---ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้า ขอถึงพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้ แม้ปรินิพพานนานแล้ว ทั้งพระธรรมและพระสงฆ์ ว่าเป็นที่พึ่ง ที่ระลึก ขอพระสงฆ์จงจำข้าพเจ้าไว้ว่าเป็นพุทธมามกะ

 

*มรรยาทชาวพุทธ


---การขวนขวายและการมีส่วนร่วมในการจัดเตรียมสถานที่ ประกอบพิธีกรรมทางพระพุทธศาสนา


---มรรยาท หมายถึง ระเบียบแบบแผนหรือขอบเขต ข้อจำกัดที่บุคคลพึงประพฤติปฏิบัติเพื่อก่อให้เกิดความสงบสุขทั้งแก่ส่วนตนและส่วนรวม


---การขวนขวาย มีส่วนร่วมในการจัดเตรียมสถานที่ประกอบพิธีกรรมทางพระพุทธศาสนา เป็นสิ่งที่ชาว พุทธที่ดี ควรรู้ควรเข้าใจให้ถูกต้อง เพื่อความเป็นระเบียบสวยงาม โดยมีขั้นตอนดังนี้


---1.กำหนดการจัดพิธีกรรมว่า จะจัดวัน เวลา และสถานที่ใด จึงเหมาะสม เช่น งานมงคลสมรส มักจัดสถานที่ประกอบพิธีกรรมที่บ้านเจ้าสาว


---2.การนิมนต์พระสงฆ์เพื่อประกอบพิธีกรรมทางพระพุทธศาสนา ทำได้ ๒  วิธี  คือ นิมนต์ด้วยวาจา หรือด้วยหนังสือก็ได้


---3.การจัดสถานที่ ได้แก่ โต๊ะหมู่บูชาพระรัตนตรัย อาสน์สงฆ์ และสถานที่นั่งสำหรับเจ้าภาพและผู้อยู่ร่วมงาน


---โต๊ะหมู่บูชาพระรัตนตรัย นิยมจัดตั้งไว้ด้านขวามือของอาสน์สงฆ์ ตั้งสูงไว้กว่าอาสน์สงฆ์พอสมควร และนิยมตั้งหันหน้าไปทางทิศตะวันออก โต๊ะหมู่บูชาพระรัตนตรัยประกอบด้วย


---1.พระพุทธรูป ๑ องค์


---2.กระถาง ๑ ใบ พร้อมธูป ๓ ดอก


---3.แจกัน ๑ คู่ พร้อมดอกไม้ประดับ


---4.เชิงเทียน ๑ คู่ พร้อมเทียน ๒ เล่ม


---5.โต๊ะหมู่บูชา

 

---อาสนสงฆ์ คือ สถานที่สำหรับพระสงฆ์นั่ง นิยมจัดไว้ทางด้านซ้ายของโต๊ะหมู่บูชาพระรัตนตรัย แยกเป็นเอกเทศ จากที่นั่งของฆราวาส  ประกอบด้วยพรมหรือเสื่อปูลาด พรมเล็กสำหรับพระ กระโถน ภาชนะใส่น้าเย็น น้ำร้อน เท่าจำนวนพระ โดยตั้งกระโถนไว้ด้านในสุด


---ที่นั่งสำหรับเจ้าภาพผู้ร่วมงาน จัดไว้ด้านหน้าของอาสน์ โดยแยกเป็นส่วนหนึ่งต่างหาก จากอาสน์สงฆ์ โดยให้อาสน์สงฆ์ อยู่สูงกว่าที่นั่งสำหรับเจ้าภาพและผู้ร่วมงานเพื่อแสดงความเคารพต่อพระสงฆ์


*การปฏิบัติตนขณะประกอบพิธีกรรม


---ในการประกอบพิธีกรรม พุทธศาสนิกชน จะปฏิบัติตนด้วยความเรียบร้อย สำรวมและด้วยอาการอันแสดงความเคารพตลอดพิธี เช่น ในการเวียนเทียน ทุกคนเดินตามพระสงฆ์ไปอย่างช้า ๆ ไม่แซงหน้าพระ ขณะเดิน จิตตั้งระลึกถึงพระคุณของพระรัตนตรัย สำรวมกายวาจา ไม่พูดคุยกัน ไม่คึกคะนอง เมื่อเทียนดับ    ก็ปล่อยให้เทียนดับไป ไม่ต้องกังวลในการต่อแสงเทียนจากผู้อื่น


*การไหว้พระรัตนตรัย บิดามารดา ครูอาจารย์



*ผู้ที่เคารพนับถือและบุคคลตามฐานะ


---การไหว้   มาจากคำว่า “นมัสการ”  คือ การยกมือประนมขึ้นจรดหน้าผาก พร้อมกับก้มศีรษะลงเล็กน้อย เป็นกิริยาอาการแสดงความเคารพอ่อนน้อม


---1.การไหว้พระรัตนตรัย  คือ การไหว้พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ตลอดจนปูชนียวัตถุ ปูชนียสถาน ที่เกี่ยวเนื่องกับพระรัตนตรัย เช่น ต้นโพธิ์ พระเจดีย์ เป็นต้น ในขณะนั่งเก้าอี้ ขณะยืนอยู่ การไหว้พระรัตนตรัยนั้น  ต้องยกมือประนมขึ้นพร้อมกับก้มศีรษะลงให้นิ้วหัวแม่มือทั้งสอง อยู่ที่ปลายจมูก และปลายนิ้วชี้จรดที่ระหว่างคิ้ว


---2.การไหว้บิดามารดา  คือ การไหว้บุพการีผู้ให้กำเนิด ให้ยกมือประนมขึ้น พร้อมก้มศีรษะลงเล็กน้อย ให้นิ้วหัวแม่มือทั้งสองอยู่ที่ปลายคาง และปลายนิ้วชี้จรดที่ปลายจมูก

 

*การกราบพระรัตนตรัย กราบบุคคลตามฐานะ และการกราบศพ


---การกราบ   มาจากคำว่า “อภิวาท” คือ การหมอบลงที่พื้นพร้อมกับประนมมือ เป็นกิริยาอาการแสดงความอ่อนน้อมอย่างสูงสุด ในบรรดาการแสดงความเคารพทั้งหลาย


---1.การกราบพระรัตนตรัย คือ กราบพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ตลอดจนปูชนียสถาน ปูชนียวัตถุ ที่เกี่ยวเนื่องกับพระรัตนตรัยทุกอย่างนิยมการกราบแบบเบญจางคประดิษฐ์ คือ การกราบด้วยการตั้งใจเฉพาะซึ่งองค์ ๕   คือ หัวเข่า ๒ ฝ่ามือ ๒ และหน้าผาก ๑ ให้จรดแนวกับพื้น ซึ่งอาจมีจังหวะปฏิบัติ ๓ จังหวะ คือ


---จังหวะที่    ๑   ยกมือขึ้นประนมอยู่ระหว่างอก


---จังหวะที่    ๒   ยกมือประนมขึ้นจรดหน้าผาก นิ้วหัวแม่มือทั้งสอง อยู่ระหว่างคิ้วปลายนิ้วชี้จรดหน้าผาก


---จังหวะที่    ๓   หมอบลงให้หน้าผากจรดพื้น ฝ่ามือทั้งสองแบราบลงแนบกับพื้น แล้วลุกขึ้นนั่ง ตัวตั้งตรง ประนมมือยกขึ้น ผ่านจังหวะ ๑ – ๒ – ๓  ไปตามลำดับ ปฏิบัติเช่นนี้จนครบ ๓ ครั้ง ทุกคราวที่กราบพระรัตนตรัย


---2.การกราบบุคคลตามฐานะและกราบศพ  นิยมกราบด้วยการประนมมือ ไม่แบมือราบกับพื้น เหมือนกราบพระรัตนตรัย และนิยมกราบเพียงครั้งเดียว ไม่กราบ ๓ ครั้ง

 

*วิธีปฏิบัติ


---1.นั่งพับเพียบแบบเก็บเท้า พับขาราบไปทางซ้าย ตะแคงตัวข้างขวาไปทางบุคคลหรือศพที่จะกราบนั้น


---2.หมอบลงกับพื้น พร้อมกับวางแขนขวา ลงกราบกับพื้นตลอดครึ่งแขน จากข้อศอกถึงมือ ตั้งสันมือขึ้น วางแขนซ้ายลงคู่กับแขนขวา มือทั้งสองแนบชิดแนบประนมมือ ให้ศอกขวาอยู่ข้างต้น  ศอกซ้ายต่อกับหัวเข่าขวา


---3.ก้มศีรษะลงให้หน้าผากจรดสันมือ ปลายนิ้วชี้อยู่ระหว่างคิ้ว แล้วลุกขึ้นนั่งพับเพียบตามปรกติ เป็นเสร็จพิธีกราบบุคคลหรือกราบศพ

 

*ชาวพุทธตัวอย่าง


---สมเด็จพระสังฆราช (สา)


---สมเด็จพระสังฆราช (สา) ประสูติในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ พระนามเดิมว่า "สา" บิดาชื่อ จัน มารดาชื่อ สุก  :  สา บรรพชาเป็นสามเณรตั้งแต่เด็ก ศึกษาหนังสือไทยและภาษาบาลีเบื้องต้นจากบิดา สามเณรสา ถวายตัวเป็นศิษย์พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ ซึ่งขณะนั้น ผนวชอยู่ ณ วัดราชาธิวาส  สามเณรสา สอบได้เปรียญธรรม ๙ ประโยค เมื่ออายุเพียง ๑๙ ปี เป็นสามเณรรูปแรกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ที่สอบได้เปรียญธรรม ๙ ประโยค 


---จน ปี พ.ศ. ๒๓๗๖ อายุครบ ๒๑ ปี จึงได้อุปสมบทที่วัดราชาธิวาส เป็นที่ทรงเชื่อถือ ศรัทธาของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในด้านความรู้ภาษาบาลี และธรรมะอันมาก  เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสวยราชย์ พระอมรโมลี (สา) ทูลลาสิกขา แล้วกลับมาบวชเป็นภิกษุใหม่ และได้สอบเปรียญธรรมใหม่อีกครั้งหนึ่ง ก็สอบได้ทั้ง ๙ ประโยค บางทีเรียกพระสังฆราช (สา) ว่า พระสังฆราช ๑๘  ประโยค


---ในปี พ.ศ. ๒๔๐๘ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้โปรดเกล้าฯ ให้สร้างวัดราชประดิษฐ์ และอาราธนาพระสาสนโสภณ (สา ปุสฺสเทว) จากวัดบวรนิเวศ ไปเป็นเจ้าอาวาส  ต่อมาพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคตแล้ว พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ขึ้นครองราชย์ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๕ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนสมณศักดิ์ พระสาสนโสภณ (สา) ขึ้นตามลำดับ จนในปี พ.ศ. ๒๔๓๔ ทรงได้เลื่อนขึ้นเป็น “สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ” 


---ในปี พ.ศ. ๒๔๓๖ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า สิ้นพระชนม์ลง สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (สา) จึงได้รับสถาปนาขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราช สมเด็จพระสังฆราช (สา)  ทรงถนัดในด้านการนิพนธ์ตำราวิชาการ โดยเฉพาะทางด้านธรรมวินัย เช่น กาลามสูตร ปฐมสมโพธิ และอื่น ๆ อีกไม่น้อยกว่า ๔๐ - ๕๐ เรื่อง


---สมเด็จพระสังฆราช (สา) สิ้นพระชนม์เมื่อ ๘๖ ปี ด้วยโรคบิด พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระอาลัยในมรณกรรมของสมเด็จพระสังฆราชองค์นี้มาก  โปรด ฯ ให้จัดงานพระศพยิ่งใหญ่ถวายเป็นพิเศษ


---กล่าวได้ว่า สมเด็จพระสังฆราช (สา) ทรงเป็นกำลังสำคัญในการปกครองคณะสงฆ์  ให้อยู่ในครรลองธรรมแก่สมณวิสัย โดยเฉพาะในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ประเทศมีการพัฒนาหลายด้าน สมเด็จพระสังฆราช (สา) จึงมีบทบาท ในการวางรากฐานให้ภิกษุสามเณร ประชาชนเกิดความรู้ความ  เข้าใจในพระพุทธศาสนาได้แพร่หลายยิ่งขึ้น


 

*อาจารย์เสถียร โพธินันทะ


---อาจารย์เสถียร โพธินันทะ มีชื่อจีนว่า   เม่งเต็ก แซ่ตัง เกิดเมื่อวันที่ ๑๗ มิถุนายน พ.ศ.  ๒๔๗๒  เป็นบุตรของนายเป้งซัง แซ่ตัง และนางมาลัย กมลมาลย์   อาจารย์เสถียร โพธินันทะ เป็นผู้มีปัญญา ปฏิภาณดี และมีความจำได้ยอดเยี่ยม มีความสนใจศึกษาหาความรู้ทางพระพุทธศาสนา เพียงระยะเวลาไม่นานก็มีความรู้ทางพระพุทธศาสนาอย่างดี


---ภายหลังจากสำเร็จการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๕ ที่โรงเรียนวัดบพิตรพิมุขแล้ว ได้เข้าศึกษาภาษาจีนเป็นเวลา ๒  ปี เท่านั้น ท่านก็สามารถอ่านพระไตรปิฎก ตลอดจนคัมภีร์พระพุทธศาสนาฝ่ายมหายานเป็นภาษาจีนได้เป็นอย่างดี มีความเข้าใจฉับพลันและถูกต้องทุกประการ เมื่อมีข้อสงสัย อาจารย์เสถียร โพธินันทะ จะไต่ถามผู้รู้อยู่เสมอ นับว่าอาจารย์เสถียร โพธินันทะ เป็นผู้ใฝ่ศึกษาอย่างแท้จริง


---ผลงานของ อาจารย์เสถียร โพธินันทะ นั้น เกี่ยวข้องกับการเผยแผ่ศาสนธรรม โดยเฉพาะเป็นผู้แปลปาฐกถาธรรม จากภาษาจีนเป็นภาษาไทย ซึ่งในขณะนั้นท่านอายุเพียง ๑๗ ปีเท่านั้น และเมื่อท่านอายุ ๑๘  ท่านได้แสดงปาฐกถาครั้งแรก ที่พุทธสมาคมแห่งประเทศไทย


---ต่อมาเมื่ออายุ ๒๓ ปี ได้รับเชิญจาก มหามกุฎราชวิทยาลัย ให้เป็นอาจารย์ผู้บรรยาย วิชาพระพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน   ด้วยการบำเพ็ญประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนา อาจารย์เสถียร  โพธินันทะ จึงได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์เบญจมาภรณ์มงกุฎไทย    แต่ท่านมิได้ยึดมั่นในเครื่องเชิดชูเกียรตินั้น   ยังคงมุ่งมั่นบำเพ็ญประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนาอย่างมิลดละ


---งานนิพนธ์ของ  อาจารย์เสถียร  โพธินันทะ  เป็นที่ใส่ใจในวงการพระพุทธศาสนามาก เพราะท่านแปลพระสูตรจีนและถ่ายทอดได้ถึงอรรถรสแห่งภาษา  เป็นประโยชน์ต่อผู้อ่าน  หนังสือที่เป็นผลงานเด่นของอาจารย์เถียร  โพธินันทะ  คือ  "เมธีตะวันออก" ซึ่งองค์การ ยูเนสโก  ได้ยกย่องให้เป็นหนังสือดี  ในปี พ.ศ. ๒๔๐๖


---นับได้ว่า อาจารย์เสถียร  โพธินันทะ  เป็นปราชญ์เอกแห่งพระพุทธศาสนา  เป็นผู้ใฝ่ศึกษาค้นคว้า   มีความรู้ความเข้าใจในพระพุทธศาสนาทั้งฝ่ายเถรวาท   และฝ่ายมหายานเป็นอย่างดี   นำความรู้ของตนเผยแพร่ให้ผู้อื่นได้รู้ ได้เข้าใจความเป็นจริงของชีวิต  บำเพ็ญสาธารณประโยชน์โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน  สมควรที่เราชาวพุทธควรยกย่องให้ท่านเป็นชาวพุทธตัวอย่าง

 

*ศาสนพิธี


---ศาสนาทุกศาสนานั้น ต่างมีพิธีกรรมที่จะต้องปฏิบัติในศาสนาของตนเองทุกศาสนา พิธีกรรมทางศาสนามีจุดมุ่งหมาย  คือ   เพื่อใช้ในพิธีกรรมนั้น ๆ อย่างเป็นระเบียบสวยงาม  พิธีกรรมหรือระเบียบแบบแผนที่จะพึงปฏิบัติในทางพระพุทธศาสนานั้นเรียกว่า  “ศาสนพิธี” 

 

*พิธีกรรมในการทำบุญงานมงคล


---การทำบุญงานมงคล   เช่น  ทำบุญขึ้นบ้านใหม่  ทำบุญวันเกิด  งานอุปสมบท   งานมงคลสมรส   เป็นต้น ซึ่งเป็นประเพณีนิยมว่า  จัดการทำบุญเพื่อเป็นสิริมงคลแก่บุคคลและสถานที่ที่เกี่ยวข้อง   พิธีกรรมในการทำบุญงานมงคล  มีดังนี้


---1.เมื่อพระสงฆ์มาถึง  เจ้าภาพประเคนน้ำเย็น    น้ำชา  หรือน้ำปานะ อย่างใดอย่างหนึ่งแด่พระสงฆ์


---2.เจ้าภาพจุดธูป  เทียน บูชาพระรัตนตรัย


---3.อาราธนาศีลพร้อมกัน เมื่อพระให้ศีล ให้เปล่งเสียงรับศีล แล้วอาราธนาพระปริตร


---4.นั่งฟังพระเจริญพระพุทธมนต์


---5.เจ้าภาพถวายข้าวพระพุทธ และถวายภัตตาหารแด่พระสงฆ์


---6.ถวายเครื่องไทยธรรมแด่พระสงฆ์ เครื่องไทยธรรม คือ วัตถุสิ่งของต่าง ๆ ที่สมควรถวายแด่พระสงฆ์ ได้แก่ปัจจัย  ๔


---7.กรวดน้ำอุทิศส่วนบุญให้แก่บรรพบุรุษ แก่ผู้ตาย แก่สรรพสัตว์ทั้งหลาย

 

*พิธีถวายสังฆทาน


---สังฆทาน  หมายถึง การถวายแด่พระสงฆ์ ไม่เจาะจงพระภิกษุรูปหนึ่งรูปใดการถวายสังฆทานนั้นมีระเบียบพิธี ดังนี้


---1.ถวายสังฆทานทุกอย่างต้องตั้งใจถวายจริง ๆ คือ ต้องทำใจให้เป็นสมาธิ ไม่ส่งจิตไปในที่อื่น


---2.มุ่งถวาย เป็นของสงฆ์ด้วยความเคารพและเลื่อมใสในพระสงฆ์จริง ๆ


---3.ตระเตรียมทานวัตถุที่ต้องการถวายให้เสร็จเรียบร้อยและต้องให้ทันเวลา


---4.เผดียงสงฆ์ คือ แจ้งความประสงฆ์ที่ถวายทานนั้น ๆ ให้สงฆ์ทราบ และนัดหมายเวลาให้เรียบร้อยด้วย


---5.ในการถวายนั้น ถ้ามีพิธีอื่นประกอบด้วย ก็เป็นเรื่องของพิธีแต่ละพิธีไป


*เมื่อถึงเวลากำหนด ฝ่ายทายกพึงปฏิบัติ ดังนี้


---1.จุดธูป เทียน ข้างหน้าที่บูชาพระ


---2.อาราธนาศีล และรับศีล


---3.ประนมมือกล่าวคำถวายทานนั้น


---4.สงฆ์ที่ได้รับอาราธนาเพื่อรับทาน ในขณะที่ผู้ถวายทาน กล่าวคำถวายทาน พึงประนมมือ เมื่อผู้ถวายทานกล่าวจบแล้ว พึงเปล่งวาจาว่า “สาธุ” พร้อมกัน เมื่อเสร็จประเคนแล้ว พึงอนุโมทนา


---5.ขณะพระสงฆ์อนุโมทนา ผู้ถวายทานพึงกรวดน้ำ เมื่อพระเริ่มสวดบท สัพพีติโย เป็นต้นไป พึงประนมมือรับพรไปจนจบแล้วกราบ 3 ครั้ง เป็นอันเสร็จพิธี

 

*เครื่องสังฆทาน


---วัตถุที่ถวายแด่พระสงฆ์เพื่อเป็นปัจจัยในการดำรงชีพของพระสงฆ์ ได้แก่  จีวร (เครื่องนุ่งห่ม) บิณฑบาต (อาหาร) และเภสัช (ยารักษาโรค)




.............................................................................






ขอขอบคุณแหล่งข้อมูล

รวบรวมโดย...แสงธรรม

 (แก้ไขแล้ว ป.)

อัพเดทรอบที่ 6 วันที่ 20 กันยายน 2558

 

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

* *

 

*

view

ประวัติต่างๆ

ประวัติวัดเขาไกรลาศ

ประวัติของหลวงพ่อเทียน=คลิป

มาเช็คชื่อ-เช็คสกุลกันดีกว่า=คลิป

ประวัติพระอธิการชิติสรรค์ จิรวฑฺฒโน=คลิป

ขอเชิญผู้ร่วมบุญสร้างอาศรมเสด็จปู่พระบรมพรหมฤาษีไตรโลก

ประวัติหลวงปู่เทพโลกอุดร

ประวัติฝ่าพระหัตถ์ของพระพุทธองค์

ประวัติของนางวิสาขา=คลิป

ประวัติของอนาถปิณฑิกเศรษฐี=คลิป

ประวัติของเศรษฐีขี้เหนียว

ประวัติเหตุทำบุญที่ช้า=คลิป

ประวัติของผู้ร่วมบุญ=คลิป

ประวัติของพระไตรปิฎก=คลิป

ประวัติการสร้างพระพุทธรูปและพระเจ้า ๕ พระองค์

ประวัติง้วนดิน

ประวัติปู่ฤาษีนารอท

ประวัติพระปางมหาจักรพรรดิ์ ทรงปราบพระเจ้ามหาชมพูบดี

ประวัตินางห้าม..แห่งขอมโบราณ

ความรู้และรายละเอียดพุทธเจดีย์

พระมหาโพธิสัตว์

สาระธรรม

ธรรมะส่องใจ

อานิสงส์แต่ละอย่าง

ประเพณีต่างๆ

ตำนานทั่วไป

สาระน่ารู้

ปกิณกะธรรม

วัตถุมงคล-สาระอื่นๆ

ข้อมูลทั่วไป

ปฎิทิน

« May 2017»
SMTWTFS
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031   

สมาชิก

ลืมรหัสผ่าน?
สมัครสมาชิก

สถิติ

เปิดเว็บ20/06/2011
อัพเดท20/04/2017
ผู้เข้าชม3,021,240
เปิดเพจ4,984,994
สินค้าทั้งหมด24

 หน้าแรก

 บทความ

 เว็บบอร์ด

 รวมรูปภาพ

 พระบรมสารีริกธาตุ

 โจโฉ รวมเสียงธรรม

 เฟสบุ๊ค

ติดต่อเรา-

view