/music/.mp3 http://www.watkaokrailas.com
สร้างเว็บไซต์Engine by iGetWeb.com

 หน้าแรก

 บทความ

 เว็บบอร์ด

 รวมรูปภาพ

 พระบรมสารีริกธาตุ

 โจโฉ รวมเสียงธรรม

 เฟสบุ๊ค

 ติดต่อเรา-แผนที่

เหล็กไหลอึมครึมและเหล็กหลาย

เหล็กไหลอึมครึมและเหล็กหลาย

เหล็กไหลเขาอึมครึม






---มีคุณสมบัติ ดังนี้


---๑.เมตตามหานิยมแก่คนทั้งหลาย


---๒.เรียกหรือนำโชคลาภโภคทรัพย์มาให้


---๓.แคล้วคลาดขั้นพื้นฐาน


---๔.มีพลังผลักดันแก่ผู้ที่มีดวงถึงฆาต ให้เลื่อนออกไปได้  แต่ไม่เกิน ๗ ปี


---๕.อยู่ยงคงกระพัน


---๖.ผี ปีศาจ คุณไสย ทั้งมาร ไม่อยากเข้าใกล้ เพราะมีธาตุไฟ หรือเตโชธาตุมาก จึงดีทางป้องกันวิญญาณร้ายข่มเหงรังแก  ใช้ทำน้ำมนต์ไล่ผี และแก้ไสยดำได้ 


---นอก จากนี้ชาวบ้านหรือผู้รู้ที่รู้จักแร่อึมครึมเป็นอย่างดี   ยังกล่าวไว้ว่า ผู้ที่พกแร่อึมครึมติดตัว ตะขาบ งูเงี้ยวเขี้ยวขอจะไม่ทำ-อันตราย จะเลื้อยผ่านไป ถึงเหยียบเข้าก็ไม่กัด อาจเนื่องมาจาก  กำลังรัศมีของแร่อึมครึมคุ้มกัน เวลาที่งูเข้าใกล้แร่อึมครึมจะอ่อน-เปลี้ยโดยไม่รู้สาเหตุ  จึงนับว่าแร่อึมครึมมีคุณแก่ผู้พกติดตัวเป็นอย่างมากครับ.

       

*เรื่องเหล็กไหล

*ประเภท ของเหล็กไหล



---คำเรียกของเหล็กไหลนั้น  เรียกกันได้หลายอย่าง บ้างก็เรียกเหล็กหลายบ้างสมิงเหล็ก (เหล็กที่มีสมิงหรือวิญญาณครอง) บ้าง  ประเภทของเหล็กไหลหรือสิ่งที่ใกล้เคียงเหล็กไหล  ที่ผู้รู้ได้แยกประเภทไว้นั้น  มีมากมายหลายประเภทดังนี้  (ขอโปรดใช้วิจารณญาณด้วยนะครับผมเพียงแต่รวบรวม เรียบเรียงให้อ่านพอประดับความรู้เท่านั้น ข้อมูลเหล่านี้ ยังขาดการชำระสะสาง ถึงที่มา ความน่าเชื่อถือและความถูกต้องอยู่มาก คำเรียกบางคำ  บางประเภทผู้รู้บางท่านก็กล่าวแย้งว่า เป็นคำเรียกที่แต่งขึ้นมาใหม่ ซึ่งเป็นธรรมดาปกติวิสัยเรื่องทางโลก ที่ที่ใดมีผลประโยชน์ที่นั่นย่อมมีการแสวงหาผลประโยชน์ด้วยกรรมวิธีต่าง ๆ)



*๑.เหล็กไหลโกฏิปี



---เหล็กไหลโกฏิปี สัณฐานดำออกน้ำเงินดั่งสีปีกแมงภู่ หรือดำออกเขียวดั่งสีปีกแมลงทับ


---เหล็กไหลประเภทนี้มีสีสันวรรณะเขียวเหมือนสีของปีกแมลงทับ พบในที่ลึกล้ำอันสงบวิเวก เช่น  ในถ้ำหรือป่าลึกที่ผู้คนเข้าไม่ถึง เชื่อกันว่าเป็นฤๅษีที่ทิ้งสังขารเดิมของตนเองไว้ แล้วอาศัยอยู่ในสังขารใหม่ คือสังขารในรูปเหล็กไหล เพื่อการบำเพ็ญตบะและการทรงฌานอันยาวนานนับหมื่นนับโกฏิปี สามารถยืดได้หดได้ ทรงชีพด้วยการเสพน้ำผึ้ง


---บางตำราท่านกล่าวว่า เหล็กไหลโกฏิปีนี้ สร้างจากฤๅษีกไลโกฎ ผู้สำเร็จฌานสมาบัติ เมื่อดูจากข้อมูลหลายๆ ที่ เหล็กไหลประเภทนี้เป็นเหล็กไหล  ที่มีตำราโบราณรองรับจริง ๆ แต่ท่านก็จะเรียกเพียงว่า"เหล็กไหล เท่านั้นครับ



*๒.เหล็กไหลเจ้าป่า (เหล็กไหลไพร บางตำรา)


---เหล็กไหลประเภทนี้มีวรรณะสีดำนิลเป็นมันเลื่อมเมื่อกระทบแสงสว่าง ผิวค่อนข้างหยาบ ไม่เนียนเหมือนเหล็กไหลโกฏิปี


---เหล็กไหลเจ้าป่าชอบเล่นกับไฟ ยืดได้หดได้เหมือนเหล็กไหลโกฏิปี แต่แปลกตรงที่ ถ้าทำหลุดจากมือ หล่นลงดินจะหายไปทันที เพราะถูกพวกยักษ์คนธรรพ์ที่ตามจ้องจะแย่งชิง ถือโอกาสหยิบฉวยไปนั่นเอง หรืออีกประการหนึ่งท่านอาจไม่ต้องการอยู่ด้วยนั่นเอง


---การได้มาส่วนใหญ่ท่านมักจะโผล่ขึ้นมาจากพื้นดิน ให้พระธุดงค์  ที่ท่านจาริกหาความสงบวิเวก  ในการปฏิบัติธรรม  นั่งสมาธิกลางป่าเขา ได้ไว้ใช้ป้องกันภยันตรายต่าง ๆ อีกนัยหนึ่งคงด้วยภพภูมิ  ต้องการจะสร้างบุญกุศลด้วยการคุ้มครองพระรัตนตรัย กระมัง



*๓.เหล็กไหลย้อย



---เหล็กไหลประเภทนี้เป็นเหล็กไหลที่ตายซากแล้ว มีลักษณะไหลย้อยติดอยู่กับหิน ตามหลืบถ้ำที่ลึกลับอับชื้น ลักษณะวรรณะแข็งกรอบยาวเป็นคืบเป็นศอก บางชิ้นยาวเป็นวาก็มี สีเขียวปนดำด้านไม่มีแวว ไม่กินน้ำผึ้ง


---พวกผีป่าอสุรกายชอบถือโอกาสอาศัยอยู่ เมื่อถูกไฟจะไม่ยืด-ไม่หด ไม่กินน้ำผึ้ง แม่เหล็กดูดไม่ติด  (มีธาตุเหล็กในตัวน้อย) มีฤทธิ์มีอานุภาพเล็กน้อย คือ ทำให้แคล้วคลาดยิงไม่ถูก  ฟันไม่ถูก  เพราะมีมายาหลอนในตัวมันเอง   เกจิอาจารย์บางท่านเรียกเหล็กไหลประเภทนี้ว่า "พญาเหล็ก"



---เป็นเหล็กไหลประเภทที่เกจิอาจารย์บางท่าน  ที่มีกฤตยาคมสูงสำเร็จฌานสมาบัติ พลังจิตแก่กล้า มักจะไปแสวงหานำมาปลุกเสก ให้เกิดอานุภาพเมตตามหานิยม แคล้วคลาด คงกระพันชาตรี ถ้าปลุกเสกดี ๆ อาจจะเป็นมหาอุด ห้ามปืน ห้ามระเบิดได้



---เกจิอาจารย์ทางประเทศเมียนม่า ชอบเอาเหล็กไหลย้อย หรือพญาเหล็กนี้  ไปสร้างพระพุทธรูป โดยหลอมตัว  ด้วยไฟอาคมให้ละลายจนกลายเป็นสีดำมันวาวคล้ายนิลบ่อเก่า   เมื่อสร้างเป็นพระพุทธรูปแล้ว   องค์พระจะมีสีดำมันวาวเหมือนนิลที่สวยงามมาก


---มีอานุภาพทางโชคลาภ  แคล้วคลาดคงกระพันชาตรี สามารถทำลายอาถรรพณ์ทุกชนิด มีมายาภาพในตัวเอง ทำให้หายตัวได้ชั่วครั้งชั่วคราว



*๔.เหล็กไหลเพลิง


---เหล็กไหลประเภทนี้มีรูปพรรณสัณฐานและสีสันวรรณะคล้ายอิฐมอญ เป็นประกายสดใส


---ถ้าหมุนเล่นกับความสว่างในห้อง จะเกิดภาพหลอนดูคล้ายกับงูเลื้อยบิดเบี้ยวไปมา สามารถสร้างภาพมายาหลอกหลอนได้นานาชนิด  ชอบกินน้ำผึ้ง เอาไฟลนยืดได้เหมือนตังเม 


---บางอาจารย์เรียกว่า "เหล็กประสานกาย"  เพราะจะสร้างมายาหลอกให้เจ้าของที่ถูกอาวุธมีคมฟันแทงนั้นเกิดบาดแผล  แล้วไม่นานร่างกายที่ขาดจะกลับประสานกันเหมือนเดิม



---อีกตำราหนึ่งกล่าวว่า เป็นเหล็กไหลที่พอหาได้ไม่ยาก พบอยู่ในถ้ำต่าง ๆ หลายแห่ง ฝังตัวเองอยู่ตามเพดานและผนังถ้ำที่มีลักษณะเหมือนผงฝุ่นละเอียด ออกสีแดงหรือน้ำตาล องค์ขนาดเมล็ดถั่วเขียวหรือใหญ่กว่า หากลองอธิษฐานจิตจับดูจะรู้สึกว่าร้อนเหมือนไฟ เชื่อว่าสามารถแสดงภาพมายาหลอกหลอน ทำให้ศัตรูตกใจกลัวได้



---สำหรับนักแสวงหาต้องพึงระวังไว้ หากเป็นเหล็กไหลเพลิงแท้ต้องกินน้ำผึ้งและยืดด้วยไฟได้ หากยืดไม่ได้มักจะเป็นหินลูกรัง หรือหินแห่ ด้วยเพราะลักษณะรูปพรรณใกล้เคียงกันมาก อีกประการจะมองดูคล้ายเหล็กตาน้ำ หากเป็นเหล็กตาน้ำมักจะออกสีน้ำตาลปนเขียว และจะพบได้ตามแหล่งที่มีน้ำหรือที่ชื้นครับ


*๕.เหล็กไหลน้ำ หรือเหล็กไหลตาน้ำ


---คำโบราณท่านเรียกว่า เหล็กตาน้ำ เหล็กไหลประเภทนี้มีวรรณะสีเขียวปนดำ เป็นมันด้าน ๆ ไม่แวววาวเท่าไรนัก ลักษณะย้อยเป็นรูปหยดน้ำชอบเกาะอยู่ตามตาน้ำในซอกหินลึกลับ การค้นหานอกจากต้องมี วิชาอาคมแล้วยังต้องสังเกตตรงตาน้ำที่ไหลผ่านบริเวณหิน ผาที่มีตะไคร่น้ำสีเขียวเกาะอยู่มากๆ ให้ค่อยๆ เอามือแหวกหาดูก็จะพบเหล็กไหลน้ำที่มักหมกตัวซ่อนอยู่ในตะไคร่น้ำ ถ้าเห็นยังก้อนเล็กอยู่ให้ใช้อาคมผูกล้อมเอาไว้ บอกเจ้าถ้ำเจ้าป่าให้ช่วยรักษาไว้ด้วย แล้วอีก 3-7 วันค่อยกลับมาจะพบว่า งอกขึ้นได้เหมือนเห็ดโคนที่ยังตูม ถ้าเอาไฟลนจะยืดออกไม่มาก แต่ไม่หดกลับอีกเลย กินน้ำผึ้งไม่มาก แต่ชอบกินน้ำมะพร้าวอ่อน ถ้าเอาลงไปแช่ จะเปล่งรังสีให้เห็นได้ในเงามืดเป็นคล้ายสีแดงเรื่อๆยามรุ่งอรุณ เหล็กไหลน้ำมีอานุภาพทางคงกะพันชาตรี กำบังตาลองหน และเป็นมหาอำนาจ ทำให้คนขามคนเกรง เมื่อหลายปีมานี้มีการขุดค้นพบตามกรุร้างปรางค์ขอม หลายแห่งในภาคอีสาน



*๖.เหล็กไหลชีปะขาว



---เหล็กไหลประเภทนี้มีสีขาวหรือสีขาวออกเหลือง เกจิอาจารย์บางท่านเรียกว่า พญางูเผือกไข่มุกถ้ำ หรือ ไข่มุกกวนอิม หรือ ไข่นกการเวกพระลามะทิเบตมักมีไว้ประจำตัว เพราะมีมากในถ้ำเขตภูเขาในประเทศทิเบต ส่วนในประเทศเราจะพบเห็นตามถ้ำทางภาคเหนือ และลึกเข้าไปในแคว้นเชียงตุงของพม่า และทางประเทศลาวตอนเหนือ เพราะเหล็กไหลชีปะขาวชอบอากาศหนาวจัด มีอานุภาพทางแคล้วคลาดล่องหนหายตัวได้ชั่วคราว ถูกไฟไม่ยืด แต่ถ้าใช้คาถาอาคมจะยืดได้ มีมายาในตัว ขยายใหญ่ได้เล็กลงได้ ถ้าจะนำไปสร้างพระเครื่องจะต้องใช้วิชาเล่นแร่แปรธาตุ หรือให้อธิษฐานทำน้ำมนต์ก็ใช้ได้แล้ว ไม่จำเป็นต้องบดเขา เพราะถ้าหากพลังจิตไม่แก่กล้าพอก็จะทำไม่ได้ หรืออาจเป็นเวรภัยได้



---เหล็กไหลชีปะขาวใช้แทนเพชรได้ในกรณีต้องการตัดกระจก สามารถตัดกระจกให้ขาดได้ เพราะมีความแข็งพอๆ กับเพชร เหล็กไหลชีปะขาวทุบไม่แตก ตัดไม่ขาด เหล็กไหลชีปะขาวสามารถรู้ล่วงหน้าได้ว่า ผู้ครอบครองจะหมดสิ้นอายุขัย หรือมีเคราะห์ร้ายถึงตายเมื่อใด เมื่อนั้นเหล็กไหลชีปะขาวก็จะถือโอกาสล่องหนอันตรธานหายไป




*การบวงสรวงเหล็กไหล หรือวัตถุต่าง ๆในตระกูลเหล็กไหล



---ตำราการบวงสรวงและการตัดเหล็กไหลนั้น มีหลากหลายตำราด้วยกัน ส่วนใหญ่จะเป็นที่หวงแหนและอนุญาตให้เรียนกันเฉพาะกลุ่มเท่านั้น แต่ปัจจุบันนี้มีการตัดแบ่งเหล็กไหลค่อนข้างแพร่หลาย แต่ส่วนใหญ่จะเป็นเหล็กไหลจำพวกเหล็กทรหด หรือจำพวกโคตรเหล็กไหลเสียมากกว่า  ซึ่งมักเป็นหินแร่ที่มีกายสิทธิ์ หรือมีอิทธิคุณ คือมีดีในตัว อีกนัยหนึ่งคือแร่ที่สามารถอธิษฐานประจุพลังงานได้โดยง่าย เพราะอาศัยรูปลักษณ์ หรือที่มาที่ก่อให้เกิดศรัทธานั่นเอง แต่แร่นี้ไม่มีวิญญาณครอง(ซึ่งคำว่าไม่มีวิญญาณครองนี้อาจจะมีจิตครองก็ได้ คือจิตที่หวงแหนเฝ้าดูหรือคอยรักษาเอาไว้ หรือมีพลังงานที่ภพภูมิได้คงเอาไว้ ทั้งตั้งใจก็ตามหรือไม่ตั้งใจก็ตาม)



---สำหรับเหล็กไหลที่มีวิญญาณครองนั้นคงไม่ใช่เป็นการง่ายนักที่จะบวงสรวงตัด แบ่งมาง่าย ๆ เพราะเหล็กไหลประเภทนี้มักจะอยู่ในหุบเขาและเถื่อนถ้ำที่ไม่ง่ายนักที่คน ทั่วไปจะเข้าถึง ส่วนใหญ่ท่านมักจะเป็นฤๅษี-ดาบสที่เบื่อสังขาร จึงทรงสังขารในรูปลักษณ์เหล็กไหล โดยอาศัยเสพอาหารคือน้ำผึ้งเพื่อเลี้ยงตัวเลี้ยงธาตุขันธ์ แต่เหล็กไหลบางประเภทที่มีวิญญาณครองนั้นบางทีก็จัดเป็นภพภูมิพิเศษบางอย่าง ก็อย่าไปรู้เรื่องราวของเขามากเลยครับ และก็ปล่อยเขาไปเถอะครับ ให้ท่านบำเพ็ญเพียรตบะเดชะของท่านไป อย่าไปแสวงหา อย่าไปรบกวนสร้างความเดือดร้อนให้ท่านเลย(เว้นแต่ท่านจะมาหาเอง ด้วยบุพกรรมที่เกี่ยวเนื่องกัน ซึ่งก็เป็นเรื่องปัจเจกบุคคล) แสวงหากันเพียงตระกูลเหล็กทรหดหรือโคตรเหล็กไหลก็พอครับ อธิษฐานจิตดีๆก็มีพุทธคุณอิทธิคุณรอบด้านแล้ว



---ก่อนที่จะกล่าวถึงวิธีบวงสรวงเหล็กไหลนั้นก็จะกล่าวถึงประเภทของเหล็กไหลไว้ พอสังเขป เพื่อสงวนตำราโบราณเอาไว้มิให้บิดเบือนไปมากกว่านี้ ที่เขาเรียกเหล็กไหลสุริยันบ้าง เหล็กไหลจันทราบ้าง เหล็กไหลน้ำหนึ่งน้ำสองน้ำรองบ้าง พึงทราบด้วยว่าเป็นคำที่แต่งมาใหม่ เพื่อเรียกขานแบ่งประเภทกันเองในยุคหลัง บางคำก็แต่งมาใช้ในภาพยนตร์เท่านั้น มิได้มีกล่าวไว้ในคำศัพท์โบราณแม้แต่ประการใด